top of page

โรคหัดคืออะไร หัดธรรมดากับหัดเยอรมันต่างกันอย่างไร เป็นแล้วอันตรายถึงชีวิตไหม แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกไข้ออกผื่น 6 โรค

5 วันที่ผ่านมา
ยาว 5 นาที

โรคหัด (measles หรือ rubeola) คือโรคติดเชื้อไวรัสในสกุล Morbillivirus ที่ทำให้มีไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง แล้วตามด้วยผื่นแดงที่เริ่มขึ้นจากไรผมหลังใบหูก่อน แล้วไล่ลงมาตามใบหน้า ลำตัว จนถึงปลายเท้าภายในราวสามวัน ส่วนหัดเยอรมัน (rubella) เป็นคนละโรคและคนละไวรัสโดยสิ้นเชิง แม้ชื่อจะคล้ายกันจนคนไทยเข้าใจผิดมาตลอด

ความต่างที่สำคัญที่สุดสรุปได้สองประโยค โรคหัดป่วยหนักกว่า ผื่นเยอะกว่า และเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตได้จากภาวะแทรกซ้อน ส่วนหัดเยอรมันในคนทั่วไปอาการเบามากจนหลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็น แต่ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ช่วงสามเดือนแรก มันคือโรคที่ทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้ถึงร้อยละ 90 อันตรายของสองโรคนี้จึงอยู่คนละที่กัน และนั่นคือเหตุผลที่ต้องแยกให้ออก

บทความนี้เขียนจากมุมของแพทย์ผิวหนัง เพราะสิ่งที่พาผู้ป่วยมาหาหมอคือ "ผื่น" ไม่ใช่ชื่อโรค และผื่นไข้ออกผื่นในคนไทยมีอย่างน้อยหกโรคที่หน้าตาใกล้เคียงกันจนแยกด้วยตาเปล่าลำบาก — หัด หัดเยอรมัน ส่าไข้ ไข้เลือดออก ไข้อีดำอีแดง และผื่นแพ้ยา ลำดับการขึ้นของผื่นเทียบกับไข้ คือกุญแจที่แยกโรคเหล่านี้ออกจากกันได้เร็วที่สุด

โรคหัดเกิดจากอะไร และติดต่อง่ายแค่ไหน

โรคหัดเกิดจากไวรัสหัดซึ่งเป็น RNA ไวรัสในวงศ์ Paramyxoviridae สกุล Morbillivirus มีสายพันธุ์เดียว ไม่มีพาหะเป็นสัตว์ และคนเป็นแหล่งรังโรคเพียงแหล่งเดียว นั่นคือเหตุผลทางทฤษฎีว่าทำไมโรคนี้ "กำจัดให้หมดโลกได้" ถ้าฉีดวัคซีนครอบคลุมพอ

หัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่แพร่เชื้อเก่งที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก ค่าการแพร่เชื้อพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 12–18 หมายความว่าผู้ป่วยหนึ่งคนแพร่เชื้อให้คนที่ไม่มีภูมิได้ 12–18 คน เทียบกับไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ราว 1–2 เท่านั้น

  • ทางแพร่เชื้อ — ละอองฝอยขนาดเล็กที่ลอยในอากาศ (airborne) ไม่ใช่แค่ละอองน้ำมูกน้ำลายที่ตกลงพื้นแบบหวัดทั่วไป

  • เชื้ออยู่ในอากาศและบนพื้นผิวได้นานถึง 2 ชั่วโมง หลังผู้ป่วยออกจากห้องไปแล้ว การอยู่ห้องเดียวกันคนละเวลากันจึงติดได้

  • ช่วงที่แพร่เชื้อ — ตั้งแต่ 4 วันก่อนผื่นขึ้น จนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น ช่วงที่แพร่เชื้อหนักที่สุดคือช่วงที่ยังไม่มีผื่นและทุกคนคิดว่าเป็นแค่หวัด

  • โอกาสติดเมื่อสัมผัสโดยไม่มีภูมิ — สูงกว่าร้อยละ 90

หัด กับ หัดเยอรมัน ต่างกันอย่างไร — เทียบกันทีละข้อ

นี่คือหัวใจของบทความ ทั้งสองโรคเป็นไข้ออกผื่นที่ผื่นเริ่มจากใบหน้าลงล่างเหมือนกัน แต่แทบทุกอย่างที่เหลือต่างกัน

  • เชื้อก่อโรค — หัดเกิดจากไวรัสหัด (Measles morbillivirus) · หัดเยอรมันเกิดจากไวรัสรูเบลลา (Rubella virus) ซึ่งอยู่คนละวงศ์กันโดยสิ้นเชิง

  • ระยะฟักตัว — หัด 7–14 วัน · หัดเยอรมัน 14–21 วัน

  • ไข้ — หัดไข้สูง มักถึง 39–40 องศาเซลเซียส และดูป่วยชัดเจน · หัดเยอรมันไข้ต่ำหรือไม่มีไข้เลย ยังเล่นยังกินได้ตามปกติ

  • อาการนำก่อนผื่น — หัดมี "สาม ค." คือ ไอ คัดจมูกน้ำมูกไหล และตาแดง นำมาก่อน 3–4 วัน · หัดเยอรมันแทบไม่มีอาการนำ ผื่นมักขึ้นเป็นอย่างแรกที่สังเกตได้

  • จุดในปาก — หัดมีจุดค็อปลิก (Koplik spots) จุดขาวเล็กบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม ซึ่งเป็นสัญญาณจำเพาะของโรคหัดเท่านั้น · หัดเยอรมันไม่มี

  • ลักษณะผื่น — หัดผื่นแดงเข้ม นูนเล็กน้อย ขึ้นหนาแน่นจนแผ่นผื่นเชื่อมรวมกันเป็นปื้นใหญ่ · หัดเยอรมันผื่นสีชมพูจาง เม็ดเล็ก แยกกันเป็นเม็ด ๆ ไม่ค่อยเชื่อมกัน

  • ระยะเวลาของผื่น — หัด 5–6 วัน แล้วจางเป็นสีน้ำตาลและลอกเป็นขุยละเอียด · หัดเยอรมันประมาณ 3 วันแล้วจางหายสนิท ไม่ทิ้งรอย จนมีชื่อเรียกว่า "หัดสามวัน"

  • ต่อมน้ำเหลือง — หัดโตไม่ชัด · หัดเยอรมันโตชัดเจนที่หลังใบหู ท้ายทอย และด้านหลังคอ และมักโตนำมาก่อนผื่น 5–10 วัน นี่คือจุดแยกที่ดีที่สุดข้อหนึ่ง

  • ปวดข้อ — หัดพบน้อย · หัดเยอรมันพบบ่อยมากในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ สูงถึงราวร้อยละ 70 มักปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ และเข่า

  • ความรุนแรงในคนทั่วไป — หัดรุนแรงกว่าชัดเจน · หัดเยอรมันเบามาก ผู้ติดเชื้อราวครึ่งหนึ่งไม่มีอาการเลย

  • อันตรายหลัก — หัดอันตรายที่ภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะปอดอักเสบและสมองอักเสบ · หัดเยอรมันอันตรายที่ทารกในครรภ์ ไม่ใช่ที่ตัวผู้ป่วยเอง

  • วัคซีน — ป้องกันได้ทั้งคู่ด้วยวัคซีนเข็มเดียวกันคือ MMR

ผื่นหัดเป็นแบบไหน และทำไมทิศทางการขึ้นจึงสำคัญ

  • ลักษณะ — ผื่นราบปนนูนเล็กน้อย (maculopapular) สีแดงเข้มถึงน้ำตาลแดง เม็ดขนาด 3–5 มิลลิเมตร ขึ้นหนาแน่นจนเชื่อมรวมเป็นปื้นใหญ่ โดยเฉพาะที่ใบหน้าและลำตัวส่วนบน

  • ทิศทางเริ่มที่ไรผมและหลังใบหูเสมอ แล้วลามลงหน้าผาก ใบหน้า คอ ลำตัว แขน และถึงฝ่ามือฝ่าเท้าเป็นที่สุดท้าย ใช้เวลาไล่ลงครบตัวประมาณ 3 วัน

  • จังหวะเทียบกับไข้ผื่นหัดขึ้นตอนที่ไข้ยังสูงอยู่ ไม่ใช่ตอนไข้ลง จุดนี้แยกหัดออกจากส่าไข้ได้ทันที

  • ตอนจาง — จางไล่ลำดับเดียวกับตอนขึ้น คือหน้าจางก่อน ขาจางทีหลัง ทิ้งรอยคล้ำสีน้ำตาลไว้ประมาณ 1–2 สัปดาห์ และมีขุยลอกละเอียด ๆ ตามมา

  • คันไหม — หัดคันน้อยหรือไม่คันเลย ถ้าผื่นคันมากให้นึกถึงผื่นแพ้ยาแทน

จุดค็อปลิก — สัญญาณที่บอกได้ก่อนผื่นขึ้น 1–2 วัน

จุดค็อปลิก (Koplik spots) เป็นจุดสีขาวอมเทาขนาดเท่าเม็ดเกลือ อยู่บนพื้นสีแดงของเยื่อบุกระพุ้งแก้ม มักอยู่ตรงข้ามกับฟันกรามบน

  • เป็นสัญญาณจำเพาะของโรคหัด ไม่พบในโรคไข้ออกผื่นอื่นเลย ถ้าเห็นจุดนี้ แทบยืนยันได้ว่าเป็นหัด

  • โผล่ก่อนผื่นตามตัว 1–2 วัน และอยู่แค่ราว 2–3 วันเท่านั้น จึงมักหายไปแล้วตอนที่คนไข้มาหาหมอเพราะผื่น

  • ถ้ามีเด็กมีไข้สูงร่วมกับไอ น้ำมูก ตาแดง ให้เปิดปากส่องดูกระพุ้งแก้มด้วยไฟฉายเสมอ เพราะการเจอจุดนี้ทำให้แยกตัวและป้องกันคนรอบข้างได้เร็วขึ้นหลายวัน

ระยะของโรคหัด ตั้งแต่รับเชื้อจนหาย

  1. ระยะฟักตัว 7–14 วัน — ไม่มีอาการ ไม่แพร่เชื้อในช่วงต้น

  2. ระยะอาการนำ 3–4 วัน — ไข้ขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 39–40 องศาเซลเซียส ร่วมกับไอแห้ง น้ำมูกไหล และตาแดงสู้แสงไม่ได้ · จุดค็อปลิกโผล่ปลายระยะนี้ · เป็นช่วงที่แพร่เชื้อมากที่สุด

  3. ระยะออกผื่น 3–5 วัน — ผื่นขึ้นจากไรผมไล่ลงเท้า ไข้มักขึ้นสูงสุดในวันแรกที่ผื่นขึ้น

  4. ระยะฟื้นตัว — ไข้ลดลงภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบตัว ถ้าไข้ยังไม่ลดหลังจากนั้นหรือกลับขึ้นใหม่ ให้สงสัยภาวะแทรกซ้อนเสมอ ไม่ใช่เรื่องปกติของโรค

  5. รอยคล้ำและขุยลอก — อยู่ต่ออีก 1–2 สัปดาห์ และหายเองโดยไม่ต้องรักษา

รวมเวลาตั้งแต่เริ่มมีไข้จนหายประมาณ 7–10 วันในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

หัดเยอรมัน (rubella) อาการเป็นแบบไหน

  • ลักษณะ — ผื่นสีชมพูจาง เม็ดเล็ก ราบหรือนูนเล็กน้อย เริ่มที่ใบหน้าแล้วลามลงลำตัวภายในหนึ่งวัน จางหายใน 3 วันโดยไม่ทิ้งรอยคล้ำ

  • สาเหตุ — ไวรัสรูเบลลา ติดต่อทางละอองฝอยเช่นกัน แต่แพร่เชื้อได้น้อยกว่าหัดมาก

  • อาการร่วมที่ช่วยแยกต่อมน้ำเหลืองหลังใบหู ท้ายทอย และหลังคอ โตและกดเจ็บ มักคลำได้ก่อนผื่นขึ้นหลายวัน · ไข้ต่ำ ๆ · ปวดข้อโดยเฉพาะในผู้หญิงผู้ใหญ่ · บางรายพบจุดแดงเล็ก ๆ ที่เพดานอ่อน

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ในเด็กและผู้ใหญ่ทั่วไปถือว่าเบา หายเองใน 3–5 วัน และแทบไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ผู้ติดเชื้อราวครึ่งหนึ่งไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อสงสัยว่าเป็นในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่สัมผัสหญิงตั้งครรภ์ ให้ถือเป็นเรื่องด่วนทันที ไม่ใช่โรคเบาอีกต่อไป

🔴 หัดเยอรมันกับการตั้งครรภ์ — ความเสี่ยงที่แท้จริงของโรคนี้

อันตรายทั้งหมดของหัดเยอรมันกระจุกอยู่ที่ทารกในครรภ์ ไม่ใช่ที่ตัวคนเป็น ภาวะนี้เรียกว่ากลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (congenital rubella syndrome) และ ความเสี่ยงขึ้นกับอายุครรภ์ตอนที่แม่ติดเชื้ออย่างชัดเจน

  • ติดเชื้อก่อนอายุครรภ์ 11 สัปดาห์ — ทารกมีความผิดปกติได้สูงถึงราวร้อยละ 90

  • อายุครรภ์ 11–16 สัปดาห์ — ความเสี่ยงลดลงเหลือราวร้อยละ 10–20 โดยความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดคือหูหนวก

  • อายุครรภ์ 16–20 สัปดาห์ — ความเสี่ยงต่ำมาก และมักจำกัดอยู่ที่การได้ยินบกพร่อง

  • หลัง 20 สัปดาห์ — แทบไม่พบความผิดปกติ

ความผิดปกติคลาสสิกสามอย่างคือ หูหนวกประสาทรับเสียง · ต้อกระจกแต่กำเนิด · และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดหัวใจเกินและหลอดเลือดแดงปอดตีบ นอกจากนี้ยังพบศีรษะเล็ก ตับม้ามโต เกล็ดเลือดต่ำ และพัฒนาการช้า

สิ่งที่ทำได้จริงคือการป้องกันล่วงหน้า ไม่ใช่การรักษาตอนติดแล้ว เพราะเมื่อทารกติดเชื้อแล้วไม่มีวิธีย้อนกลับ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่แน่ใจประวัติวัคซีนควรตรวจภูมิและฉีดวัคซีนให้ครบ ก่อน ตั้งครรภ์ และเนื่องจากวัคซีน MMR เป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ จึงห้ามฉีดขณะตั้งครรภ์ และควรคุมกำเนิดต่ออีกอย่างน้อย 1 เดือนหลังฉีด

ไข้ออกผื่นอีก 4 โรคที่คนสับสนกับหัดบ่อยที่สุด

ส่าไข้ (roseola infantum)

  • ลักษณะ — ไข้สูง 3–5 วันโดยที่เด็กยังเล่นได้ แล้ว ไข้ลดลงเป็นปกติก่อน ผื่นจึงขึ้นตามมา ผื่นสีชมพูจางที่ลำตัวเป็นหลัก หายใน 1–2 วัน

  • จุดแยกจากหัด — ลำดับกลับกันสิ้นเชิง หัดผื่นขึ้นตอนไข้ยังสูง ส่าไข้ผื่นขึ้นตอนไข้ลงแล้ว

  • ความเร่งด่วน — ต่ำ พบมากในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี

ไข้เลือดออก

  • ลักษณะ — ไข้สูงลอย 2–7 วัน ปวดเมื่อยมาก ปวดกระบอกตา ผื่นแดงทั่วตัวที่มีจุดสีขาวของผิวปกติแทรกอยู่ ร่วมกับจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง

  • จุดแยก — ไม่มีไอและน้ำมูกเป็นอาการนำแบบหัด และมีเกล็ดเลือดต่ำจากการตรวจเลือด

  • ความเร่งด่วน — สูง ช่วงอันตรายคือตอนไข้เริ่มลด ไม่ใช่ตอนไข้สูง · อ่านต่อที่ ผื่นไข้เลือดออก เป็นแบบไหน คันไหม กี่วันหาย

ไข้อีดำอีแดง (scarlet fever)

  • ลักษณะ — ผื่นแดงละเอียดทั่วตัวที่ลูบแล้วสากเหมือนกระดาษทราย ลิ้นแดงเป็นตุ่มคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี และผิวรอบปากซีดผิดปกติ ตามหลังเจ็บคอจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส

  • จุดแยก — ผิวสาก ไม่มีตาแดง และตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งหัดไม่ตอบสนอง

  • ความเร่งด่วน — ปานกลาง ต้องได้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันไข้รูมาติก

ผื่นแพ้ยาชนิดคล้ายหัด (morbilliform drug eruption)

  • ลักษณะ — ผื่นแดงทั่วตัวหน้าตาเหมือนหัดมากจนได้ชื่อนี้ แต่มักขึ้นที่ลำตัวก่อนแล้วกระจายออก และคันชัดเจน

  • จุดแยก — ไม่มีสาม ค. นำมาก่อน ไม่มีจุดค็อปลิก มักสัมพันธ์กับยาที่เริ่มใหม่ในช่วง 4–14 วันก่อนหน้า

  • ความเร่งด่วน — ต้องแยกจากผื่นแพ้ยารุนแรงเสมอ ถ้ามีผิวลอก แผลในปาก ตาแดงร่วมกับผิวหลุด หรือหน้าบวมและต่อมน้ำเหลืองโต นั่นเป็นภาวะฉุกเฉิน · อ่านต่อที่ ผื่นแพ้ยา อาการ ชนิดที่พบบ่อย และวิธีรับมือ

ส่วน อีสุกอีใส แยกง่ายกว่ากลุ่มนี้ เพราะเป็นตุ่มน้ำใสบนฐานแดงที่ขึ้นไม่พร้อมกัน จึงเห็นทั้งตุ่มใหม่ ตุ่มน้ำ และสะเก็ดอยู่บนตัวพร้อมกัน และคันมาก ต่างจากผื่นราบของหัดโดยสิ้นเชิง · ดูรายละเอียดที่ อีสุกอีใส สาเหตุ อาการ วิธีรักษา

เป็นหัดแล้วตายไหม — ตัวเลขที่ควรรู้

คำตอบตรง ๆ คือ ตายได้ แต่โอกาสต่ำถ้าได้รับการดูแลดีและไม่มีภาวะเสี่ยงร่วม ตัวโรคหัดเองไม่ได้ฆ่าคน สิ่งที่ฆ่าคือภาวะแทรกซ้อน

  • ในประเทศที่ระบบสาธารณสุขดี อัตราเสียชีวิตอยู่ราว 1–2 รายต่อผู้ป่วย 1,000 ราย หรือประมาณร้อยละ 0.1–0.2

  • ในพื้นที่ที่เด็กขาดสารอาหารหรือขาดวิตามินเอ ตัวเลขนี้สูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 3–6 ซึ่งต่างกันหลายสิบเท่า

  • สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งคือปอดอักเสบ ไม่ใช่ตัวไข้หรือผื่น

  • กลุ่มที่เสี่ยงเสียชีวิตสูงสุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้ใหญ่อายุเกิน 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่ขาดวิตามินเอ

  • ในทางกลับกัน หัดเยอรมันแทบไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ความสูญเสียของโรคนี้ไปตกอยู่กับทารกในครรภ์แทน

สิ่งที่ควรเก็บกลับจากตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่ความกลัว แต่คือข้อเท็จจริงว่าความเสี่ยงเกือบทั้งหมดป้องกันได้ด้วยวัคซีนสองเข็มที่ราคาไม่แพงและมีในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของไทยอยู่แล้ว

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด เรียงตามความถี่

  • หูชั้นกลางอักเสบ — พบราวร้อยละ 7–9 เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุของการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

  • ท้องเสีย — พบราวร้อยละ 8 อันตรายที่สุดในเด็กเล็กจากภาวะขาดน้ำ

  • ปอดอักเสบ — พบราวร้อยละ 1–6 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโรคหัด อาจเกิดจากไวรัสหัดเองหรือจากแบคทีเรียที่ซ้ำเติมภายหลัง

  • กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ — ทำให้ไอเสียงก้องและหายใจมีเสียงดัง พบมากในเด็กเล็ก

  • สมองอักเสบเฉียบพลัน — พบราว 1 ใน 1,000 ราย มักเกิดภายใน 2 สัปดาห์หลังผื่นขึ้น มีอาการซึม ชัก หรือสับสน และทิ้งความพิการทางสมองไว้ได้

  • ภูมิคุ้มกันถูกกดชั่วคราวหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน — เป็นเหตุผลที่เด็กมักติดเชื้ออื่นซ้ำหลังหายจากหัด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการลบความจำภูมิคุ้มกัน

สัญญาณที่บอกว่ากำลังเกิดภาวะแทรกซ้อนคือ ไข้ที่ไม่ลดภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบตัว หรือไข้ที่ลดไปแล้วกลับขึ้นใหม่ จำประโยคนี้ให้ได้ประโยคเดียวก็พอ

SSPE — ภาวะแทรกซ้อนที่มาช้าหลายปี

โรคสมองเสื่อมกึ่งเฉียบพลันจากเชื้อหัด (subacute sclerosing panencephalitis) เป็นภาวะที่ไวรัสหลบอยู่ในสมองแล้วก่อโรคขึ้นมาในอีก 7–10 ปีต่อมา ทำให้มีพฤติกรรมเปลี่ยน ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อกระตุก และเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนเสียชีวิต ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผล

  • พบประมาณ 1 รายต่อผู้ป่วยหัด 10,000 ราย

  • ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมากถ้าติดเชื้อตั้งแต่อายุก่อน 2 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องปกป้องทารกด้วยภูมิคุ้มกันหมู่ของคนรอบตัว เพราะเด็กเล็กยังฉีดวัคซีนไม่ได้จนกว่าจะถึงวัย

  • ภาวะนี้ไม่เกิดจากวัคซีน เกิดจากการติดเชื้อหัดตามธรรมชาติเท่านั้น

หัดในผู้ใหญ่ ต่างจากในเด็กอย่างไร

โรคหัดไม่ใช่โรคของเด็กอย่างเดียว และในผู้ใหญ่มักหนักกว่า

  • อาการรุนแรงกว่า — ไข้สูงกว่า ผื่นเยอะกว่า และอ่อนเพลียนานกว่า

  • ภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า — โดยเฉพาะปอดอักเสบและตับอักเสบซึ่งพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็กชัดเจน

  • กลุ่มที่พบบ่อยในไทยตอนนี้ — ผู้ใหญ่วัยทำงานที่ได้วัคซีนไม่ครบสองเข็ม หรือได้เข็มเดียวสมัยเด็กแล้วภูมิลดลง

  • ผู้ที่ควรตรวจภูมิหรือฉีดกระตุ้น — บุคลากรทางการแพทย์ ครูและผู้ดูแลเด็ก ผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาด และผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์

แพทย์วินิจฉัยโรคหัดและหัดเยอรมันอย่างไร

  • จากอาการและการตรวจร่างกาย — ไข้สูงร่วมกับสาม ค. แล้วตามด้วยผื่นไล่จากไรผมลงเท้า ถ้าพบจุดค็อปลิกด้วยยิ่งชัดเจน

  • การตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน — ตรวจ IgM ต่อไวรัสหัดหรือรูเบลลา ซึ่งมักตรวจพบตั้งแต่วันที่ผื่นขึ้นไปจนถึงราว 1 เดือน · การตรวจเร็วเกินไปในวันแรก ๆ อาจได้ผลลบทั้งที่เป็นจริง

  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส — จากสิ่งส่งตรวจในลำคอหรือปัสสาวะ ใช้ยืนยันและใช้สอบสวนการระบาด

  • โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ตามระบบเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข การยืนยันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ป่วยรายเดียว แต่เพื่อควบคุมการระบาดรอบตัวด้วย

  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสผู้ป่วยหัดเยอรมัน ต้องตรวจภูมิคุ้มกันโดยเร็วที่สุดและปรึกษาสูติแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการ

รักษาโรคหัดอย่างไร — และวิตามินเอที่หลายคนไม่รู้ว่าเป็นการรักษา

ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคหัดโดยตรง การรักษาหลักคือประคับประคองให้ร่างกายผ่านช่วงติดเชื้อไปได้ แต่ มีการรักษาจำเพาะหนึ่งอย่างที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ป่วยหัดทุกรายในเด็ก คือวิตามินเอ ซึ่งลดอัตราการเสียชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนทางตาได้อย่างมีนัยสำคัญ

วิตามินเอชนิดรับประทาน (vitamin A) — ให้วันละครั้ง ติดต่อกัน 2 วัน

  • อายุต่ำกว่า 6 เดือน — 50,000 หน่วยสากลต่อครั้ง

  • อายุ 6–11 เดือน — 100,000 หน่วยสากลต่อครั้ง

  • อายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป — 200,000 หน่วยสากลต่อครั้ง

  • ถ้ามีอาการของการขาดวิตามินเอชัดเจน เช่น ตาแห้งหรือกระจกตาขุ่น ให้เข็มที่สามซ้ำอีกครั้งในอีก 2–4 สัปดาห์

การรักษาประคับประคองที่เหลือ

  • พาราเซตามอล (paracetamol) ลดไข้และลดอาการปวดเมื่อย ขนาดในเด็ก 10–15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน

  • ให้สารน้ำให้พอ — ไข้สูงร่วมกับท้องเสียทำให้ขาดน้ำเร็วกว่าที่คิด สังเกตปัสสาวะให้ออกอย่างน้อยทุก 6–8 ชั่วโมง

  • ยาปฏิชีวนะ ใช้เฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบหรือปอดอักเสบ ไม่ใช้เผื่อไว้ในหัดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เพราะไม่ลดการติดเชื้อแต่เพิ่มเชื้อดื้อยา

  • ดูแลตา — ตาแดงและสู้แสงไม่ได้เป็นเรื่องปกติของโรค ให้อยู่ในห้องที่แสงไม่จ้า และพบจักษุแพทย์ถ้าตาเจ็บมากหรือมองเห็นผิดปกติ

สิ่งที่ชี้ว่าการดูแลไปได้ดี คือไข้ลดลงภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบตัว กินได้ ดื่มได้ และปัสสาวะออกดี สิ่งที่ชี้ว่าไม่ได้ผลคือไข้ที่ยังสูงต่อ ไข้ที่กลับมาใหม่ หายใจเร็วหรือหอบ ซึม หรือชัก การเลือกยาและการตัดสินใจรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นของแพทย์เสมอ

ยาที่ต้องระวังและความเชื่อผิด ๆ เรื่องโรคหัด

  • ห้ามให้แอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้จากไวรัส เพราะเสี่ยงต่อกลุ่มอาการราย (Reye syndrome) ซึ่งทำให้ตับและสมองเสียหายรุนแรง

  • ห้ามให้ยาปฏิชีวนะเองเพราะคิดว่าจะช่วยให้หายเร็ว — หัดเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีผลกับตัวโรค

  • "ห้ามอาบน้ำตอนออกหัด" ไม่จริง — อาบน้ำได้ตามปกติด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน ความสะอาดของผิวช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ

  • "ต้องกินยาขับผื่นให้ออกให้หมด" ไม่มีอยู่จริงทางการแพทย์ — ผื่นจะขึ้นครบและจางไปเองตามระยะของโรค

  • "เคยเป็นหัดแล้วเป็นหัดเยอรมันไม่ได้" ไม่จริง — เป็นคนละไวรัส ภูมิคนละตัว เคยเป็นโรคหนึ่งไม่ได้ป้องกันอีกโรคหนึ่งเลย

  • "เด็กที่ฉีดวัคซีนแล้วเป็นหัดไม่ได้" ไม่ถูกทั้งหมด — วัคซีนสองเข็มป้องกันได้ราวร้อยละ 97 ส่วนน้อยที่ยังติดได้มักอาการเบากว่าและแพร่เชื้อน้อยกว่ามาก

วัคซีน MMR — เข็มเดียวป้องกันทั้งหัดและหัดเยอรมัน

วัคซีนรวมหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) เป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ที่ป้องกันทั้งสองโรคในบทความนี้พร้อมกัน

  • ประสิทธิภาพ — เข็มเดียวป้องกันหัดได้ราวร้อยละ 93 · ครบสองเข็มราวร้อยละ 97 · สำหรับหัดเยอรมันเข็มเดียวป้องกันได้ราวร้อยละ 97

  • กำหนดในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของไทย — เข็มแรกเมื่ออายุ 9–12 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน โดยควรตรวจสอบกับสมุดวัคซีนและแพทย์ประจำตัวเสมอ เพราะกำหนดการมีการปรับเป็นระยะ

  • ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้วัคซีนหรือไม่แน่ใจ — ฉีดได้ 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือตรวจภูมิก่อน

  • ข้อห้ามที่สำคัญ — ห้ามฉีดขณะตั้งครรภ์ และควรเลี่ยงการตั้งครรภ์ต่ออีกอย่างน้อย 1 เดือน · ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงต้องให้แพทย์ประเมินเป็นราย ๆ

  • ผลข้างเคียงที่พบได้ — ไข้ต่ำ ๆ และผื่นจาง ๆ ประมาณวันที่ 5–12 หลังฉีด ซึ่งหายเองและไม่ติดต่อ · วัคซีน MMR ไม่ได้ทำให้เกิดออทิซึม งานวิจัยต้นทางที่อ้างเรื่องนี้ถูกเพิกถอนและถูกพิสูจน์ว่าข้อมูลไม่ตรงความจริงตั้งแต่ปี 2553 และการศึกษาติดตามเด็กหลายแสนคนหลังจากนั้นไม่พบความสัมพันธ์ใด ๆ

สัมผัสผู้ป่วยโรคหัดแล้วต้องทำอย่างไร

การป้องกันหลังสัมผัสเชื้อมีกรอบเวลาที่ชัดเจนมาก และช้าไปแค่ไม่กี่วันก็ใช้ไม่ได้แล้ว

  • ฉีดวัคซีน MMR ภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส — ช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคได้ในผู้ที่ฉีดวัคซีนได้

  • ให้อิมมูโนโกลบูลินภายใน 6 วันหลังสัมผัส — สำหรับกลุ่มที่ฉีดวัคซีนเชื้อเป็นไม่ได้ ได้แก่ ทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือน หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง

  • เฝ้าระวังอาการถึงวันที่ 21 หลังสัมผัส เพราะระยะฟักตัวยาวได้ถึง 2 สัปดาห์

  • ถ้ามีอาการ ให้โทรแจ้งสถานพยาบาลก่อนไปถึง เพื่อให้เตรียมห้องแยกไว้ ไม่ควรเดินเข้าไปนั่งรอในห้องตรวจรวมกับคนอื่น

ดูแลที่บ้านอย่างไร และต้องแยกตัวกี่วัน

  • แยกตัวจนครบ 4 วันหลังผื่นขึ้น ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันปกติ · ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องแพร่เชื้อได้นานกว่านั้นมาก ต้องให้แพทย์กำหนด

  • ให้อยู่ห้องแยก อากาศถ่ายเทดี และให้คนที่ไม่มีภูมิ โดยเฉพาะทารกและหญิงตั้งครรภ์ อยู่ห่างไว้ก่อน

  • ดื่มน้ำบ่อย ๆ และให้อาหารอ่อนที่กินง่าย เพราะปากและคอมักเจ็บในช่วงไข้สูง

  • ให้พักผ่อนเต็มที่และหยุดเรียนหยุดงานจนพ้นระยะแพร่เชื้อ

  • ดูแลผิวตามปกติ — ผื่นหัดไม่ต้องทายาเฉพาะ ใช้สารให้ความชุ่มชื้นได้ตามปกติในช่วงที่ผิวเริ่มลอกเป็นขุย และไม่ต้องขัดหรือถูเพื่อเร่งให้ขุยหลุด

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • หายใจเร็ว หอบ อกบุ๋ม หรือปากเขียว

  • ซึมลง ปลุกไม่ค่อยตื่น สับสน หรือชัก

  • ไข้ไม่ลดภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบตัว หรือไข้ลดแล้วกลับขึ้นใหม่

  • ปวดหูมาก หรือมีหนองไหลจากหู

  • ท้องเสียรุนแรง อาเจียนจนกินไม่ได้ ปากแห้ง หรือปัสสาวะน้อยลงชัดเจน

  • ตาเจ็บมาก มองไม่ชัด หรือกระจกตาขุ่น

  • ผื่นกลายเป็นตุ่มหนอง ผิวลอกเป็นแผ่น หรือมีแผลในปากจนกินไม่ได้

  • ผู้ป่วยเป็นทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง — กลุ่มนี้ควรพบแพทย์ตั้งแต่สงสัย ไม่ต้องรอสัญญาณอันตราย

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง ไม่ใช่รอดูอาการเอง

  • ผื่นทั่วตัวที่แยกไม่ออกว่าเป็นไข้ออกผื่นจากไวรัสหรือผื่นแพ้ยา โดยเฉพาะเมื่อเพิ่งเริ่มยาใหม่ในช่วง 4–14 วันก่อนหน้า

  • ผื่นแดงทั่วตัวที่มีผิวลอกเป็นแผ่น แผลในปาก ตาแดงร่วมด้วย หรือหน้าบวม — ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนังไว้ก่อน

  • ผื่นที่ไม่จางลงเลยหลังผ่านไปเกิน 1 สัปดาห์ หรือกลับเป็นซ้ำหลังหายแล้ว

  • รอยคล้ำหลังผื่นที่ไม่จางลงหลังผ่านไป 2–3 เดือน

  • ผื่นทั่วตัวในผู้ใหญ่ที่ไม่มีไข้นำมาก่อน ซึ่งมักไม่ใช่หัด และต้องหาสาเหตุอื่น เช่น ผื่นซิฟิลิสระยะที่สอง ที่ขึ้นฝ่ามือฝ่าเท้าและไม่คัน

  • ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วตัว ซึ่งชี้ไปทางกลุ่มอีสุกอีใสหรือ โรคมือ เท้า ปาก มากกว่าหัด

ดูหัวข้อโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวมโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • หัดกับหัดเยอรมันเป็นคนละโรคและคนละไวรัส ชื่อที่คล้ายกันเป็นเรื่องของภาษา ไม่ใช่เรื่องของเชื้อ

  • หัดป่วยหนักกว่า ไข้สูง มีสาม ค. นำ 3–4 วัน มีจุดค็อปลิกในปาก ผื่นแดงเข้มเชื่อมเป็นปื้นไล่จากไรผมลงเท้า และจางทิ้งรอยคล้ำกับขุยลอก

  • หัดเยอรมันเบากว่ามาก ไข้ต่ำ ผื่นชมพูจางหายใน 3 วัน จุดเด่นคือต่อมน้ำเหลืองหลังใบหูและท้ายทอยโต และปวดข้อในผู้หญิงผู้ใหญ่

  • อันตรายของสองโรคอยู่คนละที่ หัดอันตรายที่ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะปอดอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง · หัดเยอรมันอันตรายที่ทารกในครรภ์ สูงถึงราวร้อยละ 90 ถ้าแม่ติดเชื้อก่อนอายุครรภ์ 11 สัปดาห์

  • ตายได้จริงแต่โอกาสต่ำเมื่อดูแลดี ราว 1–2 รายต่อ 1,000 รายในระบบสาธารณสุขที่ดี และสูงขึ้นหลายสิบเท่าในเด็กที่ขาดสารอาหารหรือขาดวิตามินเอ

  • วิตามินเอเป็นการรักษาจำเพาะที่หลายคนไม่รู้ ให้วันละครั้ง 2 วันติด ตามขนาดที่แบ่งตามอายุ ร่วมกับการประคับประคองไข้และสารน้ำ

  • สิ่งเดียวที่ควรทำทันทีคือ ถ้ามีไข้สูงร่วมกับไอ น้ำมูก ตาแดง แล้วผื่นเริ่มขึ้นจากไรผมหลังใบหูขณะที่ไข้ยังสูง ให้แยกตัวและโทรแจ้งสถานพยาบาลก่อนไป และถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสผู้ป่วยหัดเยอรมัน ให้ตรวจภูมิทันที ไม่ต้องรอดูอาการ

คำถามที่พบบ่อย

โรคหัดเกิดจากสาเหตุอะไร

เกิดจากไวรัสหัดซึ่งเป็น RNA ไวรัสในสกุล Morbillivirus มีสายพันธุ์เดียวและมีคนเป็นแหล่งรังโรคเพียงแหล่งเดียว เชื้ออยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย และแพร่ทางละอองฝอยขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมงหลังผู้ป่วยออกจากห้องไปแล้ว การอยู่ห้องเดียวกันคนละเวลากันจึงติดเชื้อได้ หัดจัดเป็นหนึ่งในโรคที่แพร่เชื้อเก่งที่สุดเท่าที่รู้จัก โดยผู้ป่วยหนึ่งคนแพร่ให้ผู้ที่ไม่มีภูมิได้ 12–18 คน และโอกาสติดเมื่อสัมผัสโดยไม่มีภูมิสูงกว่าร้อยละ 90 ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 4 วันก่อนผื่นขึ้นจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น ช่วงที่แพร่หนักที่สุดคือช่วงที่ยังดูเหมือนเป็นแค่หวัดธรรมดา

โรคหัดหายเองได้ไหม

ในผู้ที่แข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคหัดหายเองได้ภายในราว 7–10 วัน เพราะร่างกายกำจัดไวรัสได้เองและยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโดยตรง แต่คำว่าหายเองไม่ได้แปลว่าไม่ต้องดูแล สิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยหัดเสียชีวิตไม่ใช่ตัวไข้หรือผื่น แต่เป็นภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ท้องเสียจนขาดน้ำ และสมองอักเสบ นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้วิตามินเอแก่ผู้ป่วยเด็กทุกราย เพราะลดอัตราการเสียชีวิตได้จริง กลุ่มที่ไม่ควรปล่อยให้หายเองที่บ้านคือทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เชื้อหัดอยู่ได้กี่วัน

ต้องแยกเป็นสองคำถาม หนึ่งคือเชื้ออยู่นอกร่างกายได้นานแค่ไหน คำตอบคือไวรัสหัดลอยอยู่ในอากาศและอยู่บนพื้นผิวได้นานถึงประมาณ 2 ชั่วโมงหลังผู้ป่วยไอหรือจาม ซึ่งนานกว่าไวรัสทางเดินหายใจส่วนใหญ่มาก สองคือผู้ป่วยแพร่เชื้อได้กี่วัน คำตอบคือตั้งแต่ 4 วันก่อนผื่นขึ้นจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น รวมราว 8 วัน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้นมาก ส่วนระยะฟักตัวหลังรับเชื้อคือ 7–14 วัน จึงต้องเฝ้าระวังอาการไปจนถึงวันที่ 21 หลังสัมผัสผู้ป่วย

เด็กออกหัดกี่วันหาย

ผื่นหัดใช้เวลาไล่ขึ้นจากไรผมลงถึงเท้าประมาณ 3 วัน อยู่บนตัวราว 5–6 วัน แล้วจางไล่ตามลำดับเดิมคือหน้าจางก่อน ขาจางทีหลัง ไข้มักลดลงภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบตัว รวมเวลาตั้งแต่เริ่มมีไข้จนหายเป็นปกติประมาณ 7–10 วัน หลังผื่นจางจะเหลือรอยคล้ำสีน้ำตาลกับขุยลอกละเอียดต่ออีก 1–2 สัปดาห์ ซึ่งหายเองโดยไม่ต้องรักษาและไม่ใช่สัญญาณว่ายังมีเชื้อ สิ่งที่ต้องจับตาคือถ้าไข้ไม่ลดภายใน 2–3 วันหลังผื่นขึ้นครบ หรือไข้ลดแล้วกลับขึ้นใหม่ นั่นคือสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนและต้องกลับไปพบแพทย์

เด็กเป็นหัดมีอาการอะไรบ้าง

เริ่มด้วยไข้ที่ค่อย ๆ สูงขึ้นจนถึง 39–40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการที่จำง่ายว่าสาม ค. คือ ไอแห้ง คัดจมูกน้ำมูกไหล และตาแดงสู้แสงไม่ได้ อาการชุดนี้นำมาก่อนผื่น 3–4 วัน และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหวัดธรรมดา ปลายช่วงนี้อาจพบจุดค็อปลิกซึ่งเป็นจุดขาวเล็กเท่าเม็ดเกลือบนพื้นแดงในกระพุ้งแก้ม ซึ่งพบเฉพาะในโรคหัด จากนั้นผื่นแดงเข้มจะเริ่มขึ้นที่ไรผมและหลังใบหูขณะที่ไข้ยังสูงอยู่ แล้วไล่ลงใบหน้า ลำตัว และปลายเท้าภายในราว 3 วัน ผื่นหัดคันน้อยหรือไม่คันเลย ถ้าคันมากให้นึกถึงผื่นแพ้ยาแทน

โรคหัดในผู้ใหญ่ อาการเป็นอย่างไร

อาการหลักเหมือนในเด็กคือไข้สูง สาม ค. จุดค็อปลิก และผื่นไล่จากไรผมลงเท้า แต่ในผู้ใหญ่มักหนักกว่าชัดเจน ไข้สูงกว่า ผื่นเยอะกว่า อ่อนเพลียนานกว่า และมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะปอดอักเสบและตับอักเสบซึ่งพบในผู้ใหญ่บ่อยกว่าเด็ก กลุ่มที่พบบ่อยในไทยตอนนี้คือผู้ใหญ่วัยทำงานที่ได้วัคซีนไม่ครบสองเข็ม หรือได้เพียงเข็มเดียวตอนเด็กแล้วภูมิลดลงตามเวลา ผู้ใหญ่ที่ควรตรวจภูมิหรือฉีดกระตุ้นคือบุคลากรทางการแพทย์ ครูและผู้ดูแลเด็ก ผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาด และผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ ซึ่งควรฉีดให้เสร็จก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization. Measles fact sheet และ Rubella fact sheet.

  • Centers for Disease Control and Prevention. Measles (Rubeola) และ Rubella — Clinical Overview, Complications, Vitamin A treatment.

  • American Academy of Pediatrics. Red Book: Report of the Committee on Infectious Diseases — Measles, Rubella.

  • สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. โรคหัด (measles).

  • กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการเฝ้าระวัง สอบสวน และควบคุมโรคหัด.

  • Bolognia JL, Schaffer JV, Cerroni L. Dermatology — Exanthematous Viral Diseases.

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 18 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 
ผื่นภูมิแพ้ตัวเอง เป็นแบบไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายผื่นผีเสื้อ SLE ผื่นแพ้แดด และผื่นแบบไหนที่ต้องตรวจ ANA

ผื่นภูมิแพ้ตัวเอง คือผื่นที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันหันมาทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของตัวเอง โรคที่คนไทยเรียกด้วยชื่อนี้บ่อยที่สุดคือ โรคลูปัส (Lupus erythematosus) ซึ่งแบ่งเป็นชนิดที่มีอาการทั่วร่างกายเรีย

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ