top of page

ผื่นแพ้ยา (Drug Rash) — อาการ ชนิดที่พบบ่อย และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

19 มิ.ย.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 7 ก.ย.

ผื่นแพ้ยา (drug rash) หรือปฏิกิริยาทางผิวหนังจากยา (cutaneous adverse drug reaction) คือผื่นที่เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต่อยาที่ได้รับ ไม่ใช่จากการติดเชื้อหรือการสัมผัสสารภายนอก และมักปรากฏ 4–14 วันหลังเริ่มยาตัวใหม่ ไม่ใช่ทันทีที่กินยา ผื่นแพ้ยาส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่รุนแรงที่หายได้เองเมื่อหยุดยา แต่มีส่วนน้อยราว 2 ใน 100 รายของผู้ที่มีผื่นแพ้ยาที่เป็นชนิดรุนแรงถึงชีวิต ซึ่ง แยกออกจากกันได้ด้วยสัญญาณเพียงไม่กี่อย่าง คือ เยื่อบุ ไข้ ผิวเจ็บ และความรู้สึกว่าไม่สบายทั้งตัว

คำถามจริงที่คนไข้ถามเมื่อเดินเข้ามาพร้อมผื่นหลังกินยาคือคำถามเดียว "อันนี้รอดูที่บ้านได้ หรือต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้" บทความนี้เรียงเนื้อหาตามคำถามนั้น เริ่มจากผื่นแบบธรรมดาที่พบบ่อยที่สุด ไล่ไปถึงสี่ชนิดรุนแรงที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน พร้อมชื่อยาที่เป็นต้นเหตุบ่อยในคนไทย และการตรวจยีนที่ป้องกันได้ก่อนเริ่มยา

ผื่นแพ้ยาคืออะไร และทำไมถึงขึ้นช้าหลังกินยาไปหลายวัน

ยาที่เรากินเข้าไปเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ ที่โดยลำพังยังไม่พอกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ปฏิกิริยาแพ้ยาชนิดที่ทำให้ขึ้นผื่นส่วนใหญ่เป็น ปฏิกิริยาชนิดที่อาศัยเม็ดเลือดขาว T-cell (delayed hypersensitivity หรือ type IV) ร่างกายต้องใช้เวลา "เรียนรู้จำ" ยาตัวนั้นก่อน แล้วจึงส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันไปที่ผิวหนัง

  • ครั้งแรกที่ได้รับยา ผื่นมักขึ้นวันที่ 4–14 หลังเริ่มยา โดยจุดที่พบบ่อยที่สุดคือวันที่ 7–10

  • ถ้าเคยแพ้ยาตัวนั้นมาก่อน ร่างกายจำได้แล้ว ผื่นจะขึ้น ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน และมักรุนแรงกว่าเดิม

  • ยาบางกลุ่มช้ากว่านั้นมาก เช่น DRESS ที่เกิดหลังยา 2–8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่คนไข้ลืมไปแล้วว่าเริ่มยาอะไรไว้

ความล่าช้านี้คือเหตุผลที่คนไข้จำนวนมากตัดยาตัวจริงออกจากความสงสัย เพราะ "กินมาตั้งอาทิตย์แล้วไม่เห็นเป็นอะไร" ทั้งที่มันคือกรอบเวลาที่ตรงกับผื่นแพ้ยาที่สุด สิ่งที่ต้องทบทวนจึงไม่ใช่ยาที่กินเมื่อวาน แต่คือยาทุกตัวที่เริ่มใหม่ในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมยาที่กินเป็นครั้งคราว ยาชุด ยาสมุนไพร และอาหารเสริม

ในทางกลับกัน ปฏิกิริยาชนิดเฉียบพลันที่เกิดภายในนาที เช่น ลมพิษเฉียบพลันและแอนาฟิแล็กซิส เป็นคนละกลไก คือผ่านสารภูมิต้านทาน IgE และเกิดเร็วมากจนแยกได้ไม่ยาก

ผื่นแพ้ยาแบบธรรมดาที่พบบ่อยที่สุด (morbilliform / maculopapular)

นี่คือหน้าตาของผื่นแพ้ยาราว 9 ใน 10 ราย และเป็นแบบที่เห็นในคลินิกทุกสัปดาห์

ลักษณะ จุดแดงเล็ก ๆ ขนาด 2–10 มิลลิเมตร ปนกับตุ่มนูนแดงเล็กน้อย กระจายสมมาตรทั้งสองข้างของร่างกาย เมื่อผื่นแน่นขึ้นจะมารวมกันเป็นปื้นใหญ่ที่มองดูคล้ายผื่นหัด จึงเรียกว่า morbilliform กดแล้วสีจางลง ไม่มีตุ่มน้ำ ไม่มีแผล

สาเหตุ ปฏิกิริยา T-cell ต่อยาที่เริ่มใหม่ ยาที่พบบ่อยคือกลุ่มยาปฏิชีวนะและยากันชัก

ความเร่งด่วน ไม่เร่งด่วนถ้าไม่มีสัญญาณอันตราย แต่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้ทราบเสมอ เพราะสิ่งเดียวที่แยกผื่นธรรมดาออกจากระยะแรกของ SJS หรือ DRESS ได้คือ การติดตามอาการใน 48–72 ชั่วโมงถัดไป

เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีไข้ ผิวเริ่มเจ็บ ปากหรือตาแดงเจ็บ หน้าบวม หรือผื่นลามเร็วขึ้นทั้งที่หยุดยาแล้ว

ไทม์ไลน์ที่ต้องรู้ล่วงหน้า ผื่นชนิดนี้มักดู "แย่ลง" อีก 2–3 วันหลังหยุดยา ก่อนจะเริ่มดีขึ้น เพราะยายังต้องใช้เวลาถูกกำจัดออกจากร่างกาย ถ้าไม่รู้ข้อนี้ คนไข้จำนวนมากจะคิดว่าหยุดยาผิดตัว แล้วกลับไปกินซ้ำ

ตำแหน่งที่เริ่ม ส่วนใหญ่เริ่มจากลำตัวและต้นแขนต้นขา แล้วลามออกไปทางปลายมือปลายเท้า ฝ่ามือฝ่าเท้าอาจมีส่วนร่วมได้ในรายที่ผื่นเยอะ อาการคันเป็นเรื่องปกติและบางครั้งคันมาก แต่ คันไม่ใช่ตัวบอกความรุนแรง — ตัวบอกความรุนแรงคือเจ็บ

ลมพิษจากยา ต่างจากลมพิษธรรมดาอย่างไร

ลักษณะ ปื้นนูนบวมแดงขอบชัด รูปร่างไม่แน่นอน คันมาก และมีลักษณะเฉพาะคือ แต่ละปื้นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้วยุบหายไปโดยไม่ทิ้งรอย แล้วไปขึ้นที่ใหม่ ถ้าปื้นเดิมอยู่นานเกินหนึ่งวันหรือทิ้งรอยช้ำไว้ นั่นไม่ใช่ลมพิษธรรมดา

สาเหตุ ยาทำให้เกิดลมพิษได้สองทาง ทางแรกเป็นการแพ้จริงผ่าน IgE ซึ่งเกิดเร็วภายในนาทีถึงชั่วโมง พบกับกลุ่มเพนิซิลลิน (penicillin) และเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) ทางที่สองไม่ใช่การแพ้ทางภูมิคุ้มกันแต่เป็นการกระตุ้นเซลล์โดยตรง พบกับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) และแอสไพริน (aspirin) รวมถึงมอร์ฟีนและสารทึบรังสี

ความเร่งด่วน ลมพิษจากยาที่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยไม่ฉุกเฉิน แต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะ ลมพิษเป็นอาการแรกของแอนาฟิแล็กซิสได้

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทันทีเมื่อมีปากบวม ลิ้นบวม เสียงแหบ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้องอาเจียน หรือหน้ามืด

รายละเอียดของลมพิษที่ไม่ได้เกิดจากยาอ่านต่อได้ที่ ลมพิษเกิดจากอะไร เพราะลมพิษส่วนใหญ่ในเวชปฏิบัติจริงไม่ได้มาจากยาหรืออาหาร

ผื่นแพ้ยาที่ขึ้นซ้ำที่เดิมทุกครั้ง (fixed drug eruption)

เป็นชนิดที่คนไข้เล่าเองได้แม่นที่สุด และแพทย์วินิจฉัยได้จากประวัติเพียงประโยคเดียว

ลักษณะ ปื้นกลมหรือรีขอบชัด สีแดงคล้ำอมม่วง ขนาด 1–5 เซนติเมตร มักมีจำนวนน้อย หนึ่งถึงไม่กี่จุด บางรายมีตุ่มน้ำตรงกลาง ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ ริมฝีปาก อวัยวะเพศ มือ และลำตัว

สาเหตุ ทุกครั้งที่ได้รับยาตัวเดิมซ้ำ ผื่นจะขึ้น ที่ตำแหน่งเดิมเป๊ะ ภายใน 30 นาทีถึง 24 ชั่วโมง และอาจมีจุดใหม่เพิ่มขึ้นทีละน้อยในแต่ละครั้งที่แพ้ซ้ำ ยาที่เป็นต้นเหตุบ่อยคือ โคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole) ยากลุ่ม NSAIDs พาราเซตามอล (paracetamol) และยากลุ่มเตตราไซคลีน (tetracycline)

ความเร่งด่วน โดยทั่วไปไม่ฉุกเฉิน ยกเว้นชนิดที่กระจายทั้งตัวและมีตุ่มน้ำมาก (generalized bullous fixed drug eruption) ซึ่งดูแลแบบเดียวกับ SJS/TEN

เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อผื่นขึ้นหลายจุดพร้อมกัน มีตุ่มน้ำหรือแผลถลอก หรือมีรอยที่ริมฝีปากและอวัยวะเพศร่วมกัน

สิ่งที่ต้องจำ ผื่นชนิดนี้ทิ้ง รอยดำเข้มมากที่ตำแหน่งเดิม ซึ่งอยู่ได้หลายเดือนถึงเป็นปี รอยดำนั้นเองกลายเป็นแผนที่ที่ช่วยให้แพทย์ยืนยันโรคในครั้งถัดไป

SJS และ TEN — ผื่นแพ้ยารุนแรงที่ผิวหลุดลอก

ลักษณะ เริ่มด้วยอาการเหมือนเป็นไข้หวัด คือไข้ เจ็บคอ ตาแดง แสบตา 1–3 วันก่อนผื่นขึ้น ตามด้วยจุดแดงคล้ำหรือรอยคล้ายเป้ายิงธนู แล้วผิวชั้นบนหลุดลอกเป็นแผ่นเหมือนโดนน้ำร้อนลวก จุดชี้ขาดคือ แผลที่เยื่อบุอย่างน้อยสองแห่ง ได้แก่ ปากและริมฝีปากที่มีสะเก็ดเลือด ตาแดงเจ็บสู้แสงไม่ได้ และแผลที่อวัยวะเพศ ร่วมกับ ผิวเจ็บเมื่อสัมผัส และการรูดผิวข้าง ๆ ผื่นแล้วหลุด (Nikolsky sign) การแบ่ง SJS กับ TEN ใช้พื้นที่ผิวที่หลุดลอก คือ SJS น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ผิว ช่วงคาบเกี่ยว 10–30% และ TEN มากกว่า 30%

สาเหตุ กว่า 80% เกิดจากยา ตัวที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือ อัลโลพูรินอล (allopurinol) คาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ฟีนิโทอิน (phenytoin) ลาโมทริจีน (lamotrigine) โคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole) และเนวิราพีน (nevirapine) โดยผื่นมักขึ้นวันที่ 4–28 หลังเริ่มยา

ความเร่งด่วน เป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนังที่ต้องนอนโรงพยาบาล อัตราการเสียชีวิตของ SJS อยู่ราว 1–5% และของ TEN สูงถึงประมาณ 25–35% ซึ่งขึ้นกับอายุ พื้นที่ผิวที่หลุด และการหยุดยาต้นเหตุได้เร็วแค่ไหน การหยุดยาต้นเหตุภายในวันแรกที่เริ่มมีตุ่มน้ำ สัมพันธ์กับอัตรารอดชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ไปห้องฉุกเฉินทันทีที่มีผื่นร่วมกับแผลในปากหรือตาแดงเจ็บ ไม่ต้องรอให้ผิวลอก อ่านสัญญาณเตือนแบบละเอียดได้ที่ กลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน (SJS)

DRESS — แพ้ยาที่มาช้า พร้อมไข้ หน้าบวม และตับอักเสบ

ลักษณะ ผื่นแดงกระจายทั้งตัวที่มักลามเกิน 50% ของพื้นที่ผิว ร่วมกับสามอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ไข้สูง 38–40 องศาเซลเซียส · หน้าบวมโดยเฉพาะรอบตา · ต่อมน้ำเหลืองโต ผิวมักหนาและบวมกว่าผื่นแพ้ยาธรรมดาชัดเจน ผลเลือดพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูงเกิน 1,500 เซลล์ต่อไมโครลิตร และค่าเอนไซม์ตับผิดปกติในคนไข้ส่วนใหญ่

สาเหตุ ยาที่พบบ่อยคือ อัลโลพูรินอล (allopurinol) คาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ฟีนิโทอิน (phenytoin) ลาโมทริจีน (lamotrigine) ซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) แวนโคมัยซิน (vancomycin) และยาต้านวัณโรค จุดที่ทำให้พลาดบ่อยคือ ระยะฟักตัวยาว 2–8 สัปดาห์ ซึ่งนานกว่าผื่นแพ้ยาชนิดอื่นทุกชนิด

ความเร่งด่วน ต้องนอนโรงพยาบาล อัตราการเสียชีวิตราว 5–10% ส่วนใหญ่จากตับวาย และภาวะนี้ กลับกำเริบซ้ำได้แม้หยุดยาแล้ว จึงต้องติดตามค่าตับและค่าไตต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายเกิดโรคไทรอยด์หรือเบาหวานตามมาในเดือนถัดไป จึงต้องนัดตรวจซ้ำแม้อาการผิวหนังหายแล้ว

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทันทีเมื่อมีผื่นร่วมกับไข้และหน้าบวม โดยเฉพาะถ้าเริ่มยากันชักหรือยาลดกรดยูริกในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา อ่านต่อที่ DRESS syndrome ผื่นแพ้ยารุนแรง

AGEP — ตุ่มหนองเล็กจำนวนมากบนผิวแดง ภายในไม่กี่วัน

ลักษณะ ตุ่มหนองสีขาวขุ่นขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร จำนวนมากนับสิบถึงร้อยตุ่ม ขึ้นบนพื้นผิวแดงบวม เริ่มที่ซอกพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และคอ แล้วลามออก ร่วมกับไข้และเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลสูง จุดสำคัญคือ หนองในตุ่มเป็นหนองปลอดเชื้อ ไม่ใช่การติดเชื้อ การให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มจึงไม่ช่วยและอาจซ้ำเติม

สาเหตุ เกิดเร็วที่สุดในกลุ่มผื่นแพ้ยารุนแรง คือ ภายใน 1–5 วันหลังเริ่มยา และมากกว่า 90% เกิดจากยา โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้าแลคแทม เช่น อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) กลุ่มแมโครไลด์ เช่น อะซิโทรมัยซิน (azithromycin) และยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล เช่น เทอร์บินาฟีน (terbinafine) และไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine)

ความเร่งด่วน ต้องพบแพทย์ในวันเดียวกัน แม้อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าชนิดอื่น (ราว 1–5% ส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม) แต่ต้องแยกจากโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองและจากการติดเชื้อจริง ซึ่งรักษาคนละทาง

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทันทีที่มีตุ่มหนองจำนวนมากขึ้นพร้อมกันร่วมกับไข้ หลังเริ่มยาปฏิชีวนะไม่กี่วัน โดยทั่วไปเมื่อหยุดยาต้นเหตุ ตุ่มหนองจะแห้งและผิวลอกเป็นขุยภายในราว 2 สัปดาห์

แอนาฟิแล็กซิส — แพ้ยาที่เกิดภายในไม่กี่นาที

ลักษณะ เกิดเร็วมาก ส่วนใหญ่ ภายใน 5–30 นาทีหลังได้รับยา และเกือบทั้งหมดภายใน 1 ชั่วโมง อาการที่ผิวหนังคือลมพิษทั้งตัว หน้าแดง ปากและเปลือกตาบวม ร่วมกับอย่างน้อยหนึ่งระบบอื่น ได้แก่ ทางเดินหายใจ (เสียงแหบ แน่นคอ หายใจมีเสียงหวีด) ระบบไหลเวียนเลือด (ความดันตก หน้ามืด เป็นลม) หรือทางเดินอาหาร (ปวดท้อง อาเจียน)

สาเหตุ ยาฉีดกลุ่มเพนิซิลลินและเซฟาโลสปอริน ยาชา ยาคลายกล้ามเนื้อในการดมยาสลบ NSAIDs และสารทึบรังสี

ความเร่งด่วน สูงสุด นี่คือภาวะที่ตัดสินกันเป็นนาที ไม่ใช่ชั่วโมง การรักษาหลักคือ อะดรีนาลีน (adrenaline / epinephrine) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาทันที ซึ่งต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือด้วยปากกาฉีดที่แพทย์สั่งไว้ให้เฉพาะราย ยาแก้แพ้และสเตียรอยด์ ไม่ใช่ ยาหลักและไม่ควรใช้แทน

เมื่อไรต้องพบแพทย์ โทรเรียกรถพยาบาลทันที ห้ามขับรถไปเอง และห้ามลุกเดินหรือนั่งขึ้นเมื่อความดันตก ให้นอนราบยกขาสูง

สัญญาณอันตราย 7 ข้อ ที่ต้องไปห้องฉุกเฉินวันนี้

ถ้ามีผื่นหลังกินยา แล้วมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด

  1. แผลหรือรอยแดงเจ็บที่เยื่อบุ — ในปาก ริมฝีปากเป็นสะเก็ดเลือด ตาแดงแสบสู้แสงไม่ได้ หรือแผลที่อวัยวะเพศ

  2. ผิวเจ็บเมื่อสัมผัส หรือมีตุ่มน้ำและผิวหลุดลอก — ความเจ็บของผิวสำคัญกว่าความคันเสมอ

  3. ไข้สูงร่วมกับผื่น โดยเฉพาะเกิน 38 องศาเซลเซียส

  4. หน้าบวม โดยเฉพาะรอบตา หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตชัดเจน

  5. หายใจไม่สะดวก เสียงแหบ แน่นคอ หรือหน้ามืดจะเป็นลม

  6. ผื่นลามเร็วมากภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือลามต่อทั้งที่หยุดยาแล้วหลายวัน

  7. รู้สึกไม่สบายทั้งตัวผิดปกติ — เพลียมาก ปวดเมื่อยทั้งตัว กินไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอวัยวะภายในมีส่วนร่วม

ข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 7 คือสามข้อที่แพทย์ผิวหนังใช้แยก "ผื่นแพ้ยาที่รอดูได้" ออกจาก "ผื่นแพ้ยาที่ต้องนอนโรงพยาบาล" ได้เร็วที่สุด

ยาที่ทำให้แพ้บ่อยที่สุด — เรียกด้วยชื่อสามัญ

การจำ ชื่อสามัญ ของยาสำคัญกว่าจำชื่อยี่ห้อ เพราะยาชื่อสามัญเดียวกันขายภายใต้หลายชื่อการค้า และการแพ้เกิดกับตัวยา ไม่ใช่กับยี่ห้อ

  • ยาลดกรดยูริก — อัลโลพูรินอล (allopurinol) เป็นสาเหตุอันดับต้นของ SJS/TEN และ DRESS ในคนไทย ความเสี่ยงสูงที่สุดใน 8–12 สัปดาห์แรกหลังเริ่มยา และสูงขึ้นถ้าเริ่มด้วยขนาดสูงหรือมีโรคไต

  • ยากันชัก — คาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ฟีนิโทอิน (phenytoin) ลาโมทริจีน (lamotrigine) ฟีโนบาร์บิทาล (phenobarbital) กลุ่มนี้แพ้ข้ามกันเองได้ ถ้าแพ้ตัวหนึ่งต้องแจ้งแพทย์เพื่อเลี่ยงทั้งกลุ่ม

  • ยากลุ่มซัลฟา — โคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole หรือ trimethoprim/sulfamethoxazole) เป็นต้นเหตุของทั้งผื่นธรรมดา fixed drug eruption และ SJS/TEN

  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้าแลคแทม — เพนิซิลลิน (penicillin) อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) เซฟาโลสปอริน (cephalosporin) พบบ่อยที่สุดในเชิงจำนวน เพราะเป็นยาที่สั่งใช้มากที่สุด

  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs — ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (diclofenac) นาพร็อกเซน (naproxen) แอสไพริน (aspirin) ทำให้เกิดลมพิษ หน้าบวม และ fixed drug eruption ได้บ่อย

  • ยาต้านไวรัสเอชไอวี — เนวิราพีน (nevirapine) และอะบาคาเวียร์ (abacavir) และ ยาต้านวัณโรค ทั้งสองกลุ่มมีผื่นแพ้ยารุนแรงในสัดส่วนที่สูงกว่ายาทั่วไป

สิ่งที่คนไข้มักไม่นับว่าเป็นยา แต่ทำให้แพ้ได้จริง คือยาชุด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพร วิตามินและอาหารเสริม ยาหยอดตา และสารทึบรังสีที่ฉีดตอนทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ควรนำมาบอกแพทย์ทั้งหมด

การตรวจยีน HLA ก่อนเริ่มยา — เรื่องที่คนไทยควรรู้ที่สุด

นี่คือส่วนที่ต่างจากคำแนะนำในต่างประเทศ เพราะยีนที่เกี่ยวข้องพบบ่อยเป็นพิเศษในคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงคนไทย และ มันคือผื่นแพ้ยารุนแรงชนิดที่ป้องกันได้ก่อนเกิด

  • HLA-B*15:02 กับคาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ผู้ที่มียีนนี้มีความเสี่ยงเกิด SJS/TEN จากคาร์บามาซีปีนสูงกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า ความชุกของยีนนี้ในคนไทยอยู่ราว 8–13% หรือประมาณ 1 ใน 10 ขณะที่ในคนผิวขาวพบน้อยกว่า 1% แนวทางในประเทศไทยจึงแนะนำให้ ตรวจยีนนี้ก่อนเริ่มคาร์บามาซีปีนในผู้ที่ไม่เคยใช้ยานี้มาก่อน และถ้าผลเป็นบวกให้เลือกยากันชักตัวอื่นแทน

  • HLA-B*58:01 กับอัลโลพูรินอล (allopurinol) ผู้ที่มียีนนี้เสี่ยงเกิด SJS/TEN และ DRESS จากอัลโลพูรินอลสูงขึ้นมาก ความชุกในคนไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือราว 8–13% แนวทางแนะนำให้พิจารณาตรวจก่อนเริ่มยาลดกรดยูริกตัวนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตร่วมด้วย

  • HLA-B*57:01 กับอะบาคาเวียร์ (abacavir) เป็นการตรวจมาตรฐานก่อนเริ่มยาต้านไวรัสตัวนี้ทั่วโลก

สิ่งที่ควรทำจริง ถ้าแพทย์กำลังจะเริ่มคาร์บามาซีปีนหรืออัลโลพูรินอลให้คุณเป็นครั้งแรก ให้ถามตรง ๆ ว่า "ต้องตรวจ HLA ก่อนไหมครับ/คะ" สิทธิการรักษาแต่ละสิทธิครอบคลุมค่าตรวจต่างกัน จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรที่โรงพยาบาลนั้น ๆ และผลตรวจเป็นข้อมูลติดตัวตลอดชีวิต ตรวจครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ควรถ่ายรูปเก็บไว้

กินยาแล้วขึ้นผื่น ต้องหยุดยาเองเลยไหม

คำตอบไม่เหมือนกันทุกกรณี และนี่คือจุดที่คำแนะนำผิด ๆ ทำอันตรายได้ทั้งสองทาง

  • ถ้ามีสัญญาณอันตรายข้อใดข้อหนึ่งใน 7 ข้อข้างบน ให้หยุดยาที่สงสัยทันทีและไปโรงพยาบาลวันนี้ ในสถานการณ์นี้ความเร็วสำคัญกว่าความแน่นอน

  • ถ้าเป็นผื่นแดงคันธรรมดา ไม่มีไข้ ไม่เจ็บผิว ไม่มีแผลในปาก ให้ ติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาก่อนหยุดเอง โดยเฉพาะยาที่หยุดกลางคันแล้วอันตราย เช่น ยากันชัก ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาวัณโรค และยาต้านการแข็งตัวของเลือด การหยุดยาเหล่านี้เองอาจอันตรายกว่าผื่น

  • ถ้ากินยาหลายตัวพร้อมกัน อย่าหยุดทุกตัวพร้อมกันโดยพลการ เพราะจะทำให้หาตัวการไม่เจอในภายหลัง ยกเว้นกรณีมีสัญญาณอันตรายซึ่งให้หยุดทุกตัวที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตทันที

  • ถ่ายรูปผื่นไว้ทุกวัน ตั้งแต่วันแรก ผื่นมักเปลี่ยนหน้าตาไปมากภายใน 2–3 วัน และรูปในวันแรกคือข้อมูลที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยได้มากที่สุด

การรักษาผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง — ยาอะไร ใช้นานแค่ไหน

หลักการมีสามข้อ คือ หยุดยาต้นเหตุ · ลดการอักเสบและอาการคัน · ดูแลผิวไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ ชนิดและขนาดยาด้านล่างเป็นแนวทางที่แพทย์ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่คำสั่งใช้ยาเฉพาะบุคคล

  • หยุดยาต้นเหตุ เป็นการรักษาที่ได้ผลที่สุด และไม่มียาตัวไหนทดแทนข้อนี้ได้

  • ยาต้านฮิสตามีนชนิดไม่ง่วง เช่น เซทิริซีน (cetirizine) 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือลอราทาดีน (loratadine) 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง ใช้เพื่อลดอาการคัน โดยทั่วไปใช้ต่อเนื่องจนผื่นสงบ ประมาณ 1–2 สัปดาห์ ในรายที่คันจนนอนไม่หลับ แพทย์อาจเพิ่มยาต้านฮิสตามีนรุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine) เฉพาะก่อนนอน

  • ยาทากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ความแรงระดับกลาง เช่น ไทรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (triamcinolone acetonide) 0.1% ใช้กับลำตัวและแขนขา ส่วนใบหน้า คอ และซอกพับ ใช้ความแรงต่ำกว่า เช่น ไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) 1% โดยทาวันละ 1–2 ครั้ง ต่อเนื่องไม่เกิน 1–2 สัปดาห์ และบนใบหน้าไม่ควรเกิน 5–7 วัน

  • สเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เช่น เพรดนิโซโลน (prednisolone) ใช้เฉพาะรายที่ผื่นกว้างและมีอาการมาก โดยแพทย์เป็นผู้ตัดสินขนาดและระยะเวลา และต้องระวังในผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีการติดเชื้ออยู่

  • การดูแลผิวพื้นฐาน อาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ใช้สบู่อ่อน ทามอยเจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้งขณะผิวยังหมาด ประคบเย็นเมื่อคันมาก และตัดเล็บสั้นเพื่อลดการเกาจนติดเชื้อ

อะไรบอกว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล สัญญาณว่าได้ผลคือผื่นเริ่มจางลงและเปลี่ยนจากแดงสดเป็นน้ำตาลอมชมพูภายใน 5–7 วันหลังหยุดยา และอาการคันลดลงก่อนสีจะจาง ส่วนสัญญาณว่าไม่ได้ผลและต้องกลับไปพบแพทย์คือ ผื่นยังลามต่อหลังหยุดยาไปแล้วเกิน 3–5 วัน มีไข้ขึ้นใหม่ ผิวเริ่มเจ็บ หรือมีตุ่มน้ำเกิดขึ้น

การรักษาผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงในโรงพยาบาล

  • SJS/TEN ต้องหยุดยาต้นเหตุทันทีและดูแลในโรงพยาบาล บางรายต้องอยู่ในหอผู้ป่วยไฟไหม้หรือหอผู้ป่วยวิกฤต หัวใจของการรักษาคือ การดูแลประคับประคอง ได้แก่ การให้สารน้ำและเกลือแร่ การควบคุมอุณหภูมิ การดูแลแผลผิวหนัง การดูแลตาโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่วันแรกเพื่อป้องกันตาบอดในระยะยาว การดูแลช่องปาก และการให้อาหารทางสายเมื่อกินเองไม่ได้ ส่วนยากดภูมิคุ้มกันเช่นสเตียรอยด์ขนาดสูง อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ ไซโคลสปอริน (cyclosporine) และยากลุ่มชีววัตถุ ยังเป็นเรื่องที่แต่ละสถาบันใช้ต่างกัน และเป็นการตัดสินใจของทีมแพทย์เฉพาะราย

  • DRESS หยุดยาต้นเหตุ ให้สเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือฉีด แล้ว ค่อย ๆ ลดขนาดลงช้า ๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เพราะการลดเร็วทำให้กำเริบซ้ำ พร้อมติดตามค่าตับ ค่าไต และการทำงานของไทรอยด์เป็นระยะ

  • AGEP ส่วนใหญ่หายเองใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยา ใช้ยาทาสเตียรอยด์และการดูแลผิวเป็นหลัก ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเพราะหนองไม่ได้เกิดจากเชื้อ

  • แอนาฟิแล็กซิส อะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อทันที ให้สารน้ำ ให้ออกซิเจน และเฝ้าสังเกตอาการต่อในโรงพยาบาลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง เพราะอาการอาจกลับมาซ้ำรอบสอง

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด — เติมยาตัวใหม่ทับลงไป

รูปแบบที่เห็นซ้ำ ๆ คือคนไข้มีผื่นหลังกินยาปฏิชีวนะ แล้วไปซื้อยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด หรือยาชุดจากร้านมากินเพิ่ม บางรายได้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่มาซ้อนเพราะเข้าใจว่าผื่นเกิดจากการติดเชื้อ ผลที่ตามมามีสองอย่าง

  • เสี่ยงแพ้ยาตัวใหม่ซ้อน โดยเฉพาะ NSAIDs และยาซัลฟา ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ทำให้แพ้บ่อยที่สุด

  • ทำให้หาตัวการไม่เจอ เพราะเมื่อรายชื่อยามีสิบตัวในสองสัปดาห์ การไล่ไทม์ไลน์ย้อนหลังทำได้ยากขึ้นมาก และคนไข้อาจต้องเลี่ยงยาที่จริง ๆ แล้วไม่ได้แพ้ไปตลอดชีวิต

ความเข้าใจผิดอีกสองข้อที่ควรแก้ คือ "เคยกินยาตัวนี้มาก่อนแล้วไม่แพ้ แปลว่าไม่ใช่ตัวนี้" ซึ่งไม่จริง คนแพ้ยาส่วนใหญ่เคยใช้ยานั้นมาก่อนอย่างปลอดภัย และ "ผื่นไม่คัน แปลว่าไม่รุนแรง" ซึ่งกลับด้าน เพราะผื่นแพ้ยารุนแรงมักเจ็บมากกว่าคัน

ผื่นแพ้ยากี่วันหาย และรอยดำที่ทิ้งไว้

  • วันที่ 0–3 หลังหยุดยา ผื่นอาจแดงขึ้นหรือลามต่ออีกเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดหมายได้

  • วันที่ 4–7 ผื่นเริ่มจางจากแดงสดเป็นน้ำตาลอมชมพู อาการคันลดลง

  • สัปดาห์ที่ 2 ผิวลอกเป็นขุยละเอียดทั่วบริเวณที่เคยมีผื่น โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า ระยะนี้ไม่ใช่การติดเชื้อและไม่ต้องรักษาอะไรนอกจากมอยเจอไรเซอร์

  • สัปดาห์ที่ 3 ถึงเดือนที่ 6 รอยดำหลังการอักเสบค่อย ๆ จาง โดยทั่วไปใช้เวลา 2–6 เดือน ผิวคล้ำจางช้ากว่าผิวขาว

  • fixed drug eruption เป็นข้อยกเว้น รอยดำที่ตำแหน่งเดิมเข้มกว่าและอยู่นานกว่ามาก บางรายเป็นปี

สิ่งที่ช่วยให้รอยดำจางเร็วขึ้นจริงคือ ครีมกันแดดทุกวัน ตั้งแต่ผื่นเริ่มจาง การไม่เกาไม่แกะระหว่างที่ยังมีผื่น และมอยเจอไรเซอร์สม่ำเสมอ รายละเอียดการดูแลรอยดำอ่านได้ที่ รอยดำหลังอักเสบ (PIH)

ถ้าผื่นคันเรื้อรังไม่หายหลังหยุดยาไปนานแล้ว ควรทบทวนว่าอาจเป็นโรคผิวหนังอื่นที่บังเอิญเกิดพร้อมกัน เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแพ้ยา

หมอหาตัวยาที่แพ้ได้อย่างไร เมื่อกินยาหลายตัวพร้อมกัน

ไม่มีการตรวจเลือดตัวเดียวที่ตอบได้ว่าแพ้ยาตัวไหน การหาตัวการจึงอาศัยการเรียงไทม์ไลน์เป็นหลัก

  1. ทำรายการยาทุกตัวใน 8 สัปดาห์ พร้อมวันที่เริ่มและวันที่หยุด รวมยาที่กินเป็นครั้งคราว ยาชุด สมุนไพร และอาหารเสริม

  2. จับคู่กับระยะฟักตัวที่เข้ากันได้ ผื่นธรรมดา 4–14 วัน · AGEP 1–5 วัน · SJS/TEN 4–28 วัน · DRESS 2–8 สัปดาห์ ยาที่เริ่มนอกกรอบเวลาของผื่นชนิดนั้นมีโอกาสเป็นตัวการน้อยลง

  3. ดูว่าผื่นดีขึ้นหลังหยุดยาตัวไหน การดีขึ้นหลังหยุดยา (dechallenge) เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนัก

  4. ทดสอบเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น เช่น การทดสอบทางผิวหนังหรือการทดสอบแบบแปะผิว ซึ่งใช้ได้กับยาบางกลุ่มและมีข้อจำกัด และควรทำหลังผื่นหายสนิทแล้วอย่างน้อยหลายสัปดาห์

  5. การให้ยาซ้ำเพื่อทดสอบ (re-challenge) โดยทั่วไปหลีกเลี่ยง และ ห้ามเด็ดขาด ในผู้ที่เคยมีผื่นแพ้ยารุนแรง เพราะครั้งที่สองมักเร็วและรุนแรงกว่าครั้งแรก

ผลลัพธ์ของกระบวนการนี้บ่อยครั้งไม่ใช่ชื่อยาตัวเดียว แต่เป็นรายชื่อ "ยาที่ต้องเลี่ยง" ซึ่งรวมยาในกลุ่มเดียวกันที่แพ้ข้ามกันได้ด้วย

บัตรแพ้ยา — สิ่งที่ต้องพกและต้องบอกทุกครั้ง

บัตรแพ้ยา คือเอกสารที่โรงพยาบาลออกให้หลังยืนยันว่าแพ้ยาตัวใด ระบุ ชื่อสามัญของยา อาการที่เกิด และวันที่ บัตรนี้คือสิ่งที่ป้องกันการแพ้ซ้ำได้จริงที่สุด เพราะการแพ้ซ้ำเกือบทั้งหมดเกิดจากการที่ผู้สั่งยาคนใหม่ไม่รู้ประวัติ

  • ขอบัตรแพ้ยาเสมอ หลังได้รับการวินิจฉัย และถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์ด้วย เพราะบัตรกระดาษหายง่าย

  • แจ้งทุกครั้ง ทั้งกับแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรที่ร้านยา และเมื่อเข้ารับการผ่าตัดหรือทำหัตถการ อย่ารอให้ถูกถาม

  • จำชื่อสามัญให้ได้ เช่น จำว่าแพ้ "โคไตรม็อกซาโซล" ไม่ใช่จำแค่ชื่อยี่ห้อบนกล่อง

  • บอกด้วยว่าแพ้แบบไหน "ขึ้นผื่นแดงคัน" กับ "ผิวลอกและมีแผลในปากจนต้องนอนโรงพยาบาล" นำไปสู่การหลีกเลี่ยงคนละระดับ

  • แจ้งคนในบ้านให้รู้ด้วย เผื่อกรณีที่ตัวเองสื่อสารไม่ได้

  • ถ้าเคยแพ้รุนแรง ควรพิจารณาพกข้อมูลติดตัวในรูปแบบที่ผู้อื่นเห็นได้ง่าย และแจ้งซ้ำทุกครั้งที่เปลี่ยนโรงพยาบาล เพราะระบบข้อมูลของแต่ละแห่งไม่ได้เชื่อมกันทั้งหมด

เมื่อไรพบแพทย์ผิวหนังก็พอ เมื่อไรต้องไปห้องฉุกเฉิน

ไปห้องฉุกเฉินวันนี้ เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งใน 7 สัญญาณอันตราย โดยเฉพาะแผลที่เยื่อบุ ผิวเจ็บหรือลอก ไข้สูง หน้าบวม หรือหายใจลำบาก อย่ารอนัด อย่ารอดูอาการข้ามคืน

พบแพทย์ผิวหนังภายในไม่กี่วัน เมื่อผื่นเป็นแบบแดงคันธรรมดา ไม่มีไข้ ไม่เจ็บผิว แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากยาตัวใด หรือผื่นไม่ดีขึ้นหลังหยุดยาไปแล้วหลายวัน หรือมีผื่นซ้ำที่เดิมทุกครั้งที่กินยาบางอย่าง หรือกังวลเรื่องรอยดำที่เหลืออยู่ และในกรณีที่ต้องการเอกสารยืนยันการแพ้ยาเพื่อใช้ต่อไปในระบบสุขภาพ

สิ่งที่ควรเตรียมไปด้วย รูปถ่ายผื่นตั้งแต่วันแรก กล่องยาหรือซองยาทุกตัวที่ใช้อยู่ ใบสั่งยาเดิม และวันที่เริ่มยาแต่ละตัวเท่าที่จำได้ ข้อมูลชุดนี้มีค่ากับการวินิจฉัยมากกว่าการตรวจใด ๆ ที่ทำได้ในวันนั้น ดูภาพรวมของโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ ศูนย์รวมโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • ผื่นแพ้ยาส่วนใหญ่ขึ้นช้า คือ 4–14 วันหลังเริ่มยาตัวใหม่ ไม่ใช่ทันทีที่กิน จึงต้องทบทวนยาย้อนหลังถึง 8 สัปดาห์

  • ตัวแยกความรุนแรงไม่ใช่ความคัน แต่คือ เยื่อบุ ไข้ ผิวเจ็บ และความรู้สึกไม่สบายทั้งตัว ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้

  • สี่ชนิดที่อันตราย คือ SJS/TEN (ผิวลอก แผลเยื่อบุ) · DRESS (2–8 สัปดาห์ ไข้ หน้าบวม ตับอักเสบ) · AGEP (ตุ่มหนองจำนวนมากใน 1–5 วัน) · แอนาฟิแล็กซิส (ภายในนาที)

  • ยาที่แพ้บ่อยในคนไทย คือ อัลโลพูรินอล ยากันชักกลุ่มคาร์บามาซีปีนและฟีนิโทอิน ยาซัลฟา ยากลุ่มเพนิซิลลิน และ NSAIDs

  • การตรวจยีน HLA-B*15:02 ก่อนคาร์บามาซีปีน และ HLA-B*58:01 ก่อนอัลโลพูรินอล เป็นวิธีป้องกันผื่นแพ้ยารุนแรงที่ทำได้ก่อนเริ่มยา ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่จะเริ่มยาสองตัวนี้

  • สิ่งที่ต้องทำเสมอหลังยืนยันว่าแพ้ คือขอบัตรแพ้ยา จำชื่อสามัญ และแจ้งแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรทุกครั้งตลอดชีวิต

คำถามที่พบบ่อย

แพ้ยาขึ้นผื่น กี่วันหาย

ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรงส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยาต้นเหตุ สิ่งที่ทำให้หลายคนตกใจคือช่วง 2–3 วันแรกหลังหยุดยา ผื่นมักดูแดงขึ้นหรือลามต่ออีกเล็กน้อย เพราะยายังถูกกำจัดออกไม่หมด จากนั้นวันที่ 4–7 ผื่นจะเปลี่ยนจากแดงสดเป็นน้ำตาลอมชมพูและคันน้อยลง สัปดาห์ที่สองผิวจะลอกเป็นขุยละเอียดซึ่งเป็นเรื่องปกติ ส่วนรอยดำที่เหลือเป็นคนละเรื่อง ใช้เวลาจางอีก 2–6 เดือน ถ้าผื่นยังลามต่อเกิน 3–5 วันหลังหยุดยา มีไข้ หรือผิวเริ่มเจ็บ ให้กลับไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจไม่ใช่ผื่นชนิดธรรมดา

แพ้ยาแบบไหนอันตรายถึงชีวิต

มีสี่กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ SJS และ TEN ซึ่งมีแผลที่เยื่อบุอย่างน้อยสองแห่ง เช่น ปาก ตา อวัยวะเพศ ร่วมกับผิวเจ็บและหลุดลอก กลุ่มที่สองคือ DRESS ซึ่งมาช้า 2–8 สัปดาห์หลังเริ่มยา พร้อมไข้สูง หน้าบวมรอบตา ต่อมน้ำเหลืองโต และค่าตับผิดปกติ กลุ่มที่สามคือ AGEP ซึ่งมีตุ่มหนองเล็กจำนวนมากบนผิวแดงภายใน 1–5 วันหลังเริ่มยา และกลุ่มที่สี่คือแอนาฟิแล็กซิสซึ่งเกิดภายในไม่กี่นาทีพร้อมอาการทางการหายใจหรือความดันตก ทั้งสี่กลุ่มต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่รอนัด

กินยาแล้วขึ้นผื่น ต้องหยุดยาเลยไหม

ขึ้นกับว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ ถ้ามีไข้ ผิวเจ็บ ตุ่มน้ำ แผลในปาก ตาแดงเจ็บ หน้าบวม หรือหายใจลำบาก ให้หยุดยาที่สงสัยทันทีและไปโรงพยาบาลวันนี้ แต่ถ้าเป็นผื่นแดงคันธรรมดาโดยไม่มีอาการเหล่านั้น ควรติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาก่อนหยุดเอง โดยเฉพาะยากันชัก ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาวัณโรค และยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งการหยุดกลางคันเองอาจอันตรายกว่าตัวผื่น และถ้ากินยาหลายตัว อย่าหยุดพร้อมกันทั้งหมดโดยพลการ เพราะจะทำให้หาตัวการไม่เจอในภายหลัง ควรถ่ายรูปผื่นไว้ทุกวันตั้งแต่วันแรก

ผื่นแพ้ยากับลมพิษต่างกันยังไง

ลมพิษเป็นปื้นนูนบวมขอบชัดที่แต่ละปื้นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้วยุบหายไปโดยไม่ทิ้งรอย แล้วไปขึ้นที่ใหม่ ส่วนผื่นแพ้ยาแบบที่พบบ่อยที่สุดเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ปนตุ่มนูนกระจายสมมาตรทั้งตัว ค่อย ๆ ลาม อยู่ที่เดิมหลายวัน และจางไปพร้อมรอยคล้ำ ที่ทำให้สับสนคือยาก็ทำให้เกิดลมพิษได้เช่นกัน จุดต่างที่ใช้จริงคือระยะเวลาของแต่ละปื้นและเวลาที่ขึ้น ลมพิษจากยามักเกิดภายในนาทีถึงชั่วโมง ส่วนผื่นแพ้ยาแบบธรรมดาเกิด 4–14 วันหลังเริ่มยา ถ้าลมพิษมาพร้อมปากบวม เสียงแหบ หรือหายใจลำบาก ให้เรียกรถพยาบาลทันที

แพ้ยาซ้ำได้ไหม ต้องทำยังไง

ได้ และการแพ้ครั้งที่สองมักเกิดเร็วกว่าและรุนแรงกว่าครั้งแรก เพราะร่างกายจำยาตัวนั้นได้แล้ว ผื่นอาจขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะเป็นหลายวัน สิ่งที่ป้องกันได้จริงมีสี่อย่าง หนึ่งคือขอบัตรแพ้ยาจากโรงพยาบาลและถ่ายรูปเก็บในโทรศัพท์ สองคือจำชื่อสามัญของยาให้ได้ ไม่ใช่จำแค่ชื่อยี่ห้อ สามคือแจ้งแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรทุกครั้งก่อนรับยาใหม่ทุกชนิด และสี่คือรู้ว่ายาบางกลุ่มแพ้ข้ามกันเองได้ เช่น กลุ่มยากันชัก จึงต้องแจ้งว่าแพ้ทั้งกลุ่ม การให้ยาซ้ำเพื่อทดสอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงในผู้ที่เคยแพ้รุนแรง

ผื่นแพ้ยาหายแล้วทิ้งรอยดำไหม

ทิ้งได้ และเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในคนผิวคล้ำและในรายที่ผื่นอักเสบมาก รอยดำหลังการอักเสบส่วนใหญ่จางเองภายใน 2–6 เดือน สิ่งที่ช่วยให้จางเร็วขึ้นคือครีมกันแดดทุกวันตั้งแต่ผื่นเริ่มจาง การไม่เกาไม่แกะระหว่างที่ยังมีผื่น และการทามอยเจอไรเซอร์สม่ำเสมอ ข้อยกเว้นคือผื่นชนิด fixed drug eruption ที่ขึ้นซ้ำที่เดิม ซึ่งทิ้งรอยเข้มกว่าและอยู่นานกว่ามาก บางรายเป็นปี ถ้ารอยยังเข้มอยู่หลัง 3–6 เดือนหรืออยู่บนใบหน้าและรบกวนใจ แพทย์ผิวหนังมีทางเลือกในการดูแลเพิ่มเติมซึ่งต้องประเมินเป็นรายบุคคล

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะบุคคล ชื่อยาที่ระบุเป็นชื่อสามัญเพื่อการให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้ยาด้วยตนเอง การเลือกใช้ยาและการหยุดยาควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 7 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ