top of page

ผื่นไข้เลือดออก เป็นแบบไหน คันไหม กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากผื่นอื่นและสัญญาณอันตราย

6 ก.ย.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

ลักษณะผื่นแดงของโรคไข้เลือดออกบริเวณแผ่นหลัง

ผื่นไข้เลือดออก (ผื่นจากไข้เลือดออกเดงกี, dengue rash) คือผื่นผิวหนังที่เกิดร่วมกับการติดเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ พบในผู้ป่วยราวครึ่งหนึ่ง และมี 2 แบบหลัก ได้แก่ ผื่นแดงระเรื่อทั่วตัวในช่วง 1–2 วันแรกของไข้ กับผื่นแดงเป็นปื้นกว้างที่มีวงผิวสีปกติแทรกอยู่ ("เกาะขาวในทะเลแดง") ซึ่งขึ้นช่วงไข้ลดถึงระยะฟื้นตัวราววันที่ 5–7 ของโรคและมักคันมาก ผื่นทั้งสองแบบไม่อันตรายและหายเองใน 2–5 วัน สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังจริงคือจุดเลือดออกใต้ผิวหนังชนิดกดแล้วไม่จาง และสัญญาณอันตรายในช่วง 24–48 ชั่วโมงหลังไข้เริ่มลด ซึ่งเป็นระยะวิกฤตของโรค

ทุกฤดูฝนจะมีคนไข้มาที่คลินิกผิวหนังพร้อมคำถามเดียวกันว่า "ผื่นแบบนี้ใช่ไข้เลือดออกไหม" หน้าที่ของแพทย์ผิวหนังในเรื่องนี้คือช่วยอ่านผื่นให้ออกว่าเป็นผื่นของไข้เลือดออก ผื่นแพ้ยา หรือผื่นจากไวรัสตัวอื่น แต่ตัวโรคไข้เลือดออกต้องดูแลที่โรงพยาบาลซึ่งตรวจเลือดและให้สารน้ำได้ บทความนี้อธิบายลักษณะผื่นในแต่ละระยะ วิธีกดแก้วใสดูจุดเลือดออกที่บ้าน วิธีแยกจากผื่น 4 กลุ่มที่สับสนบ่อยที่สุด การจัดการอาการคัน และสัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินโดยไม่รอเช้า

ผื่นไข้เลือดออกเกิดจากอะไร ทำไมไข้เลือดออกถึงขึ้นผื่น

ไข้เลือดออกเกิดจากไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ (DENV-1 ถึง DENV-4) ติดต่อผ่านการกัดของยุงลายบ้านและยุงลายสวน หลังถูกกัด ไวรัสใช้เวลาฟักตัว 4–10 วัน (ส่วนใหญ่ 5–7 วัน) ก่อนจะเริ่มมีไข้สูงเฉียบพลัน

ผื่นไม่ได้เกิดจากไวรัสทำลายผิวหนังโดยตรง แต่เป็นผลของ 3 กลไกที่เกิดคนละช่วงเวลา

  • หลอดเลือดฝอยขยายตัว ในช่วงไข้สูง 1–2 วันแรก ทำให้ผิวหน้า คอ และหน้าอกแดงระเรื่อคล้ายคนโดนแดด

  • ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ในช่วงไข้ลดถึงระยะฟื้นตัว ทำให้เกิดผื่นแดงเป็นปื้นกว้างและอาการคัน

  • เกล็ดเลือดต่ำร่วมกับหลอดเลือดเปราะ ทำให้เม็ดเลือดแดงรั่วออกมาใต้ผิวเป็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับผื่น 2 แบบแรก

ที่ต้องแยก 3 อย่างนี้ให้ออกเพราะสองอย่างแรกเป็นเรื่องของผิวหนังที่หายเอง ส่วนอย่างที่สามเป็นสัญญาณของเลือดและหลอดเลือดที่โรงพยาบาลต้องติดตาม และที่สำคัญ ไม่มีผื่นก็เป็นไข้เลือดออกได้ เพราะผู้ป่วยอีกราวครึ่งหนึ่งไม่มีผื่นเลย

ผื่นไข้เลือดออกมี 2 แบบ ผื่นระยะไข้กับผื่นระยะฟื้นตัว

แบบที่ 1 ผื่นระยะไข้ (วันที่ 1–3 ของโรค)

ลักษณะ ผิวแดงระเรื่อทั่ว ๆ (flushing) เด่นที่ใบหน้า คอ และหน้าอก บางรายเป็นผื่นแดงราบหรือนูนเล็กน้อยกระจายที่ลำตัวและแขนขา กดแล้วสีจางลง ไม่ค่อยคัน มักมาพร้อมตาแดง ปวดกระบอกตา และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผื่นแบบนี้จางไปเองใน 1–2 วัน บางรายตามด้วยผื่นแดงเม็ดเล็กคล้ายหัดกระจายตามลำตัวราววันที่ 3–5

สาเหตุ หลอดเลือดฝอยขยายตัวจากไข้สูงและการตอบสนองต่อไวรัสในกระแสเลือดช่วงแรก

ความเร่งด่วน ตัวผื่นไม่อันตราย แต่เป็นช่วงที่ควรตรวจเลือดเพื่อยืนยันโรค เพราะการตรวจแอนติเจน NS1 ให้ผลดีที่สุดใน 3–5 วันแรกของไข้

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ไข้สูงเกิน 2 วันโดยไม่มีน้ำมูก ไอ หรือแหล่งติดเชื้อชัดเจน ในช่วงที่มีไข้เลือดออกระบาด ควรตรวจเลือดโดยไม่ต้องรอให้มีผื่น

แบบที่ 2 ผื่นระยะฟื้นตัว (วันที่ 5–7 ของโรค หรือ 1–2 วันหลังไข้ลด)

ลักษณะ ผื่นแดงเป็นปื้นกว้าง ลามติดกันจนดูเหมือน "ทะเลแดง" และมีวงผิวสีปกติขนาดราว 2–5 มิลลิเมตรแทรกอยู่เป็นหย่อม ๆ เด่นที่แขน ขา หลังมือ หลังเท้า บางรายลามถึงฝ่ามือฝ่าเท้า มักไม่ขึ้นที่ใบหน้า คันมาก โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า ช่วงจางลงอาจลอกเป็นขุยบาง ๆ

สาเหตุ ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายในช่วงที่กำลังกำจัดไวรัส ผื่นนี้จึงถือเป็นสัญญาณดีว่าโรคกำลังเข้าสู่ระยะฟื้นตัว

ความเร่งด่วน ต่ำ หายเองใน 2–5 วัน บางรายนานถึง 1 สัปดาห์ ไม่ทิ้งรอยดำในรายทั่วไป

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ผื่นแบบนี้มักขึ้นเมื่อพ้นระยะวิกฤตแล้ว แต่วันแรก ๆ ที่ผื่นขึ้นยังคาบเกี่ยวกับระยะวิกฤตได้ ถ้าผื่นมาพร้อมอาการ "ไข้ลดแต่แย่ลง" เช่น ซึม ปวดท้อง อาเจียน มือเท้าเย็น ให้ไปโรงพยาบาลทันที

"เกาะขาวในทะเลแดง" ผื่นที่แพทย์ใช้ยืนยันว่าเป็นไข้เลือดออก

ชื่อนี้แปลตรงตัวจากคำว่า isles of white in a sea of red เป็นลักษณะที่จำเพาะกับไข้เลือดออกมากที่สุดในบรรดาผื่นทั้งหมด พื้นผิวสีแดงคือหลอดเลือดฝอยที่ขยายตัวและอาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ปนอยู่ ส่วน "เกาะขาว" คือหย่อมผิวปกติที่รอดจากปฏิกิริยา เมื่อมองจากระยะห่างจึงเห็นเป็นลายด่างขาวบนพื้นแดงที่แขนขา

จุดสังเกตที่ช่วยแยกจากผื่นชนิดอื่น

  • เวลา ขึ้นหลังไข้ลดแล้ว ไม่ใช่ตอนไข้กำลังสูง ต่างจากหัดที่ผื่นขึ้นขณะไข้ยังสูง

  • ตำแหน่ง เริ่มที่ขาและแขน โดยเฉพาะหลังเท้า หลังมือ และหน้าแข้ง ไม่ได้เริ่มจากใบหน้าหรือลำตัว

  • อาการ คันเด่น โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า ผู้ป่วยหลายรายบอกว่าคันจนนอนไม่หลับ 2–3 คืน

  • ร่วมกับอาการฟื้นตัว ไข้หายแล้ว เริ่มอยากอาหาร ปัสสาวะออกดี ชีพจรมักช้าลงกว่าปกติเล็กน้อยในช่วงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระยะฟื้นตัว

ถ้าเห็นผื่นลักษณะนี้ ให้ถ่ายรูปไว้พร้อมจดวันที่ไข้เริ่มขึ้น เพราะแพทย์ใช้ "วันที่ของโรค" ในการตัดสินใจว่าผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตหรือยัง

จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechiae) ดูยังไง ต่างจากผื่นแดงตรงไหน

ลักษณะ จุดสีแดงเข้มถึงม่วง ขนาดเท่าปลายเข็มจนถึง 2–3 มิลลิเมตร ราบเรียบไม่นูน ไม่คัน ไม่เจ็บ กดหรือดึงผิวให้ตึงแล้วสีไม่จาง มักขึ้นที่แขนขาส่วนปลาย ข้อพับแขน รักแร้ ตำแหน่งที่ถูกรัดหรือกด เช่น ขอบถุงเท้า ขอบเสื้อชั้นใน บริเวณที่พันสายวัดความดัน และเพดานปาก จ้ำเขียวตรงรอยเจาะเลือดหรือฉีดยาก็เป็นสัญญาณกลุ่มเดียวกัน

สาเหตุ เกล็ดเลือดต่ำร่วมกับหลอดเลือดฝอยเปราะ ทำให้เม็ดเลือดแดงรั่วออกนอกหลอดเลือด พบบ่อยช่วงวันที่ 3–7 ของโรค ซึ่งเป็นช่วงที่เกล็ดเลือดลดลงต่ำสุด

ความเร่งด่วน ปานกลางถึงสูง จุดเลือดออกเล็กน้อยไม่กี่จุดพบได้ในไข้เลือดออกทั่วไป แต่ถ้าขึ้นใหม่จำนวนมากอย่างรวดเร็ว มีจ้ำเขียวขนาดใหญ่ หรือมีเลือดออกที่อื่นร่วม เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนสีดำ ถ่ายดำ ถือเป็นสัญญาณเลือดออกที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกครั้งที่มีไข้ร่วมกับจุดที่กดแล้วไม่จาง ควรได้ตรวจนับเกล็ดเลือดภายในวันเดียวกัน

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง เช่น เกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน ยาบางชนิด หรือการติดเชื้อรุนแรง อ่านวิธีแยกแต่ละสาเหตุได้ที่ จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดจากอะไร ส่วนจุดแดงเล็ก ๆ ที่ไม่มีไข้ ไม่คัน และอยู่มานานหลายเดือน มักเป็นเรื่องของหลอดเลือดฝอยตามวัย อ่านต่อที่ ผิวหนังเป็นจุดแดง ไม่คัน

กดด้วยแก้วใส (glass test) แยกจุดเลือดออกจากผื่นแดงได้เองที่บ้าน

วิธีนี้ใช้หลักการง่าย ๆ ว่าสีแดงจากหลอดเลือดที่ขยายตัวจะจางเมื่อถูกกด แต่เลือดที่รั่วออกมาอยู่นอกหลอดเลือดแล้วกดยังไงก็ไม่จาง

  1. ใช้แก้วน้ำใสหรือกระจกใสที่สะอาด กดลงบนผื่นให้แน่นพอสมควรนาน 5–10 วินาที

  2. มองผ่านแก้วขณะกดอยู่ อย่ายกแก้วขึ้นก่อนดู เพราะสีจะกลับมาทันที

  3. สีแดงจางหรือหายไป = ผื่นจากหลอดเลือดขยายตัว ได้แก่ ผื่นระยะไข้ ผื่นระยะฟื้นตัว ผื่นแพ้ยา และผื่นหัดส่วนใหญ่

  4. จุดยังแดงหรือม่วงเท่าเดิม = จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง

  5. พื้นจางแต่มีจุดเล็ก ๆ ค้างอยู่ = มีทั้งผื่นและจุดเลือดออกปนกัน ซึ่งพบได้ในผื่นระยะฟื้นตัวของไข้เลือดออก

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ การกดแก้วบอกได้แค่ว่า "เป็นเลือดออกหรือไม่" แต่บอกสาเหตุไม่ได้ ไข้ร่วมกับจุดกดไม่จางพบในการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงบางชนิดด้วย ซึ่งอันตรายกว่าไข้เลือดออกเสียอีก ดังนั้นผลกดไม่จางร่วมกับไข้ = ไปโรงพยาบาลวันนั้น ไม่ว่าจะสงสัยโรคอะไร และควรทำในที่แสงสว่างพอ ในคนผิวคล้ำให้เทียบกับผิวรอบ ๆ และเลือกทดสอบที่ท้องแขนซึ่งผิวบางกว่า

การทดสอบรัดแขน (tourniquet test) ที่แพทย์ทำ แปลผลอย่างไร

เป็นการทดสอบความเปราะของหลอดเลือดฝอยที่โรงพยาบาลใช้คู่กับการตรวจเลือดมานาน

  • วิธีทำ พันสายวัดความดันที่ต้นแขน บีบให้ความดันอยู่กึ่งกลางระหว่างค่าบนกับค่าล่างของผู้ป่วย ค้างไว้ 5 นาที แล้วคลายออก รอ 1–2 นาทีให้เลือดไหลกลับ

  • การแปลผล นับจุดเลือดออกในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว (ราว 2.5 × 2.5 เซนติเมตร) ใต้ข้อพับแขน พบตั้งแต่ 10 จุดขึ้นไป ถือว่าผลบวก ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขไทย

  • ความหมาย ผลบวกสนับสนุนว่าหลอดเลือดเปราะหรือเกล็ดเลือดเริ่มต่ำ เข้าได้กับไข้เลือดออก แต่ผลบวกก็พบในการติดเชื้อไวรัสอื่นได้ และผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ยืนยันแล้วให้ผลบวกเพียงบางส่วน ผลลบจึงไม่ได้ตัดโรค

  • ไม่ควรทำเองที่บ้าน ด้วยยางรัดหรือสายรัดที่ควบคุมแรงไม่ได้ เพราะแปลผลไม่ได้และอาจทำให้เกิดจ้ำเขียวโดยไม่จำเป็น

จุดเลือดออกที่ขึ้นหลังทดสอบเป็นผลของการทดสอบเอง ไม่ใช่โรคแย่ลง และจะจางไปเองในไม่กี่วัน

แยกจากผื่นแพ้ยา (drug eruption)

เป็นคู่แยกที่ยากที่สุดในผู้ใหญ่ เพราะคนไข้ไข้เลือดออกมักได้รับยาหลายชนิดระหว่างมีไข้ และผื่นทั้งสองอย่างขึ้นในสัปดาห์เดียวกันได้พอดี

ลักษณะ ผื่นแพ้ยาแบบพบบ่อยที่สุดเป็นผื่นแดงราบหรือนูนเล็กคล้ายหัด เริ่มที่ลำตัวแล้วลามออกแขนขาแบบสมมาตรสองข้าง คัน ไม่มีวงขาวแทรก และไม่มีจุดเลือดออก ส่วนผื่นไข้เลือดออกระยะฟื้นตัวเด่นที่แขนขาส่วนปลาย มีเกาะขาว และมักมีจุดเลือดออกปน

สาเหตุ ยาที่เริ่มใหม่ในช่วง 4–14 วันก่อนผื่นขึ้น เช่น ยาปฏิชีวนะ ยากันชัก ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID หรือยาลดกรดยูริก ถ้าเคยแพ้ยาตัวนั้นมาก่อน ผื่นขึ้นได้ภายใน 1–2 วัน

ความเร่งด่วน ผื่นแพ้ยาธรรมดาไม่อันตรายถ้าหยุดยาต้นเหตุ แต่มีกลุ่มรุนแรงที่ต้องรีบ ได้แก่ ไข้สูง ผื่น หน้าบวม ต่อมน้ำเหลืองโต และตับอักเสบ ซึ่งเข้าได้กับ DRESS syndrome ผื่นแพ้ยารุนแรง และผื่นที่เจ็บ พองเป็นตุ่มน้ำ ลอกเป็นแผ่น มีแผลในปาก ตา หรืออวัยวะเพศ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ผื่นขึ้นหลังเริ่มยาใหม่ทุกกรณี ผื่นเจ็บมากกว่าคัน มีตุ่มน้ำ มีแผลเยื่อบุ หรือหน้าบวม ให้ไปโรงพยาบาลวันนั้นพร้อมนำยาทุกตัวที่กินไปด้วย

ตัวช่วยตัดสินคือ นาฬิกาของโรค ผื่นไข้เลือดออกเดินตามวันของไข้ (ระเรื่อวันแรก จางไป แล้วกลับมาเป็นเกาะขาวหลังไข้ลด) ส่วนผื่นแพ้ยาเดินตามวันที่เริ่มยาและไม่สนใจว่าไข้ลดหรือยัง ผลเลือดก็ต่างกัน ไข้เลือดออกเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ส่วนแพ้ยามักมีเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง

แยกจากหัดและหัดเยอรมัน

หัด (measles)

ลักษณะ ผื่นแดงนูนเล็กเริ่มที่ไรผม หลังหู และใบหน้า แล้วไล่ลงลำตัวและแขนขาภายใน 3 วัน ผื่นรวมตัวเป็นปื้นบนใบหน้าและลำตัวส่วนบน ที่สำคัญคือ ไข้ยังสูงขณะผื่นขึ้น และมีอาการนำ 2–4 วัน คือไอ น้ำมูก ตาแดง พร้อมจุดขาวเล็ก ๆ ในกระพุ้งแก้ม (Koplik spots) 1–2 วันก่อนผื่น ผื่นอยู่ 5–6 วันแล้วจางเป็นสีน้ำตาลและลอกเป็นขุยละเอียด

สาเหตุ ไวรัสหัด ติดต่อทางละอองฝอยและอากาศ แพร่เชื้อง่ายมาก ตั้งแต่ 4 วันก่อนจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น

ความเร่งด่วน สูงในแง่การแพร่เชื้อและภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และสมองอักเสบ เป็นโรคที่ต้องรายงานและแยกผู้ป่วย

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ไข้ ไอ ตาแดง ร่วมกับผื่นที่ไล่จากหน้าลงล่าง โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหัดครบ 2 เข็ม ให้ไปโรงพยาบาลและแจ้งล่วงหน้าว่าสงสัยหัดเพื่อให้จัดห้องแยก

หัดเยอรมัน (rubella)

ลักษณะ ผื่นสีชมพูจาง เม็ดเล็กแยกกัน เริ่มที่ใบหน้าแล้วลามลงลำตัวภายใน 24 ชั่วโมง หายภายในราว 3 วัน ไข้ต่ำ อาการน้อย ต่อมน้ำเหลืองหลังหูและท้ายทอยโตกดเจ็บ หญิงวัยผู้ใหญ่อาจปวดข้อ

สาเหตุ ไวรัสหัดเยอรมัน ระยะฟักตัว 14–21 วัน

ความเร่งด่วน ต่ำสำหรับผู้ป่วยเอง แต่อันตรายต่อทารกในครรภ์หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ โดยเฉพาะ 12 สัปดาห์แรก

เมื่อไรต้องพบแพทย์ หญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่นลักษณะนี้ หรือสัมผัสผู้ป่วยหัดเยอรมัน ต้องพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจภูมิคุ้มกัน

ตัวแยกสำคัญจากไข้เลือดออก หัดและหัดเยอรมันมีอาการทางเดินหายใจนำและผื่นไล่จากบนลงล่าง ส่วนไข้เลือดออกแทบไม่มีไอหรือน้ำมูก ผื่นใหญ่ขึ้นที่แขนขาหลังไข้ลด และเกล็ดเลือดต่ำ

แยกจากชิคุนกุนยาและซิกา

ทั้งสองโรคมาจากยุงลายตัวเดียวกันและระบาดพร้อมกับไข้เลือดออกได้ ช่วง 1–3 วันแรกจึงแยกด้วยตาเปล่าแทบไม่ได้ และแพทย์จะดูแลเหมือนไข้เลือดออกไปก่อนจนกว่าผลเลือดจะบอกว่าไม่ใช่

ชิคุนกุนยา (ไข้ปวดข้อยุงลาย)

ลักษณะ ไข้สูงเฉียบพลันพร้อม ปวดข้อรุนแรงหลายข้อแบบสมมาตร โดยเฉพาะข้อมือ ข้อนิ้ว ข้อเท้า จนขยับลำบากหรือเดินไม่ไหว ผื่นแดงราบหรือนูนเล็กที่ลำตัวและแขนขาขึ้นราววันที่ 2–5 พบราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย อาจคัน ไม่มีเกาะขาวชัดเจน

สาเหตุ ไวรัสชิคุนกุนยา ระยะฟักตัว 3–7 วัน

ความเร่งด่วน ต่ำกว่าไข้เลือดออก เพราะแทบไม่เกิดพลาสมารั่วหรือช็อก แต่อาการปวดข้อยืดเยื้อได้หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ไข้สูงร่วมกับปวดข้อในพื้นที่ระบาด ควรตรวจเลือด และ ห้ามใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID จนกว่าจะตัดไข้เลือดออกออกได้ เพราะถ้าเป็นไข้เลือดออกอยู่ ยากลุ่มนี้เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

ซิกา (Zika)

ลักษณะ ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ ผื่นคันเป็นอาการเด่นและมักมาก่อนอาการอื่น ขึ้นเร็วตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ใบหน้าแล้วลามลงลำตัว ตาแดงแบบไม่มีขี้ตา ปวดข้อเล็ก ๆ อาการเบา หายใน 2–7 วัน ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย

สาเหตุ ไวรัสซิกา นอกจากยุงลายยังติดต่อทางเพศสัมพันธ์และจากแม่สู่ทารกในครรภ์

ความเร่งด่วน ต่ำสำหรับคนทั่วไป แต่สูงมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะสัมพันธ์กับภาวะศีรษะเล็กของทารก

เมื่อไรต้องพบแพทย์ หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ที่มีผื่นหรือไข้ในพื้นที่ระบาด ควรตรวจโดยไม่รอดูอาการ

สรุปตัวแยกในสามโรคยุงลาย ไข้เลือดออกเด่นที่ไข้สูง ปวดกระบอกตา เกล็ดเลือดต่ำ และช่วงวิกฤตตอนไข้ลด ชิคุนกุนยาเด่นที่ปวดข้อ ซิกาเด่นที่ผื่นคันกับตาแดงและอาการเบา

แยกจากส่าไข้ (roseola) ในเด็กเล็ก

ส่าไข้เป็นโรคที่พ่อแม่สับสนกับไข้เลือดออกมากที่สุด เพราะ ผื่นขึ้นหลังไข้ลดเหมือนกัน

ลักษณะ เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี ไข้สูง 39–40 องศานาน 3–5 วัน แต่เด็กยังเล่นได้ กินได้ พอไข้ลดฮวบ ผื่นสีชมพูเม็ดเล็กจะขึ้นที่ลำตัวและคอ แล้วอาจลามไปใบหน้าและแขนขา ไม่คัน หายภายใน 1–2 วัน ไม่ลอก

สาเหตุ ไวรัส HHV-6 เป็นหลัก ส่วนน้อยจาก HHV-7 เด็กแทบทุกคนติดเชื้อนี้ก่อนอายุ 2–3 ปี

ความเร่งด่วน ต่ำ ข้อกังวลหลักคือชักจากไข้สูงในช่วงวันแรก ๆ

เมื่อไรต้องพบแพทย์ ไข้สูงในเด็กเล็กเกิน 2 วันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรให้แพทย์ตรวจตั้งแต่ก่อนผื่นขึ้น เพราะช่วงมีไข้ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นส่าไข้หรือไข้เลือดออก ในฤดูระบาดแพทย์มักตรวจนับเม็ดเลือดหรือทำการทดสอบรัดแขนไว้ก่อน

ตัวแยกจากไข้เลือดออก ส่าไข้ผื่นเริ่มที่ลำตัว เด็กดูสบายดีขณะไข้ ไม่มีจุดเลือดออก เกล็ดเลือดปกติ และไม่มีอาการซึม ปวดท้อง อาเจียน หรือมือเท้าเย็นตอนไข้ลด ส่วนไข้เลือดออกในทารกอาจรุนแรงได้และเด็กมักดูเพลียกว่าที่ไข้ควรจะเป็น

ผื่นไข้เลือดออกคันไหม จัดการอาการคันอย่างไรให้ปลอดภัย

ผื่นระยะไข้ไม่ค่อยคัน แต่ผื่นระยะฟื้นตัว คันมาก และเป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้ ข่าวดีคืออาการคันเป็นสัญญาณว่าโรคกำลังจะจบ และมักลดลงใน 2–5 วัน

สิ่งที่ช่วยได้และปลอดภัยในผู้ป่วยไข้เลือดออก

  1. ประคบเย็น ด้วยผ้าชุบน้ำเย็นครั้งละ 10–15 นาที บริเวณที่คันมาก โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า

  2. ทามอยเจอไรเซอร์หรือคาลาไมน์โลชั่น วันละหลายครั้ง ผิวชุ่มชื้นคันน้อยลง

  3. ยาแก้แพ้ชนิดกิน (ยาต้านฮิสตามีน) ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ใช้ได้ในไข้เลือดออกและช่วยให้นอนหลับ

  4. อาบน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่อาบน้ำร้อน เพราะความร้อนกระตุ้นอาการคัน

  5. ตัดเล็บสั้น ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม ๆ และพยายามไม่เกาแรง เพราะเกล็ดเลือดยังต่ำ เกาแล้วเป็นจ้ำเขียวและแผลติดเชื้อง่าย

สิ่งที่ต้องห้ามในไข้เลือดออก ไม่ว่าจะเพื่อลดไข้ แก้ปวด หรือแก้คัน

  • ห้ามใช้ยาแก้ปวดลดไข้กลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค นาพรอกเซน กรดเมเฟนามิก เพราะยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและระคายกระเพาะ เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหาร

  • ห้ามใช้แอสไพริน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก นอกจากเรื่องเลือดออกแล้วในเด็กยังเสี่ยงต่อกลุ่มอาการราย (Reye's syndrome)

  • ห้ามใช้ยาสมุนไพร ยาต้ม หรือยาชุดที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะตับได้รับผลกระทบจากตัวโรคอยู่แล้ว

  • ยาทาสเตียรอยด์ไม่จำเป็น สำหรับผื่นชนิดนี้ ถ้าจะใช้ให้แพทย์เป็นผู้กำหนด

ยาลดไข้ที่ใช้ได้คือ พาราเซตามอลชนิดเดียว ขนาดมาตรฐาน 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาไข้สูง และไม่กินถี่หรือเกินขนาดที่ฉลากหรือแพทย์ระบุ ร่วมกับการเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง

ผื่นไข้เลือดออกกี่วันหาย ไทม์ไลน์วันต่อวัน

ตอบสั้น ๆ ผื่นระยะไข้หายใน 1–2 วัน ผื่นระยะฟื้นตัวหายใน 2–5 วัน จุดเลือดออกจางลงใน 1–2 สัปดาห์ตามการฟื้นตัวของเกล็ดเลือด ส่วนไทม์ไลน์ทั้งโรคเป็นดังนี้ (นับวันที่ 1 = วันแรกที่มีไข้)

  • ก่อนวันที่ 1 ถูกยุงลายกัด ระยะฟักตัว 4–10 วัน ไม่มีอาการ

  • วันที่ 1–2 ไข้สูงเฉียบพลัน 39–40 องศา ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก หน้าแดง ตาแดง ผื่นแดงระเรื่อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้

  • วันที่ 3–4 ไข้ยังสูง เม็ดเลือดขาวเริ่มต่ำ อาจเริ่มมีจุดเลือดออกตามแขนขาหรือรักแร้ บางรายมีผื่นเม็ดเล็กคล้ายหัดที่ลำตัว

  • วันที่ 3–7 (ช่วงไข้ลด) ระยะวิกฤตนาน 24–48 ชั่วโมง เกล็ดเลือดต่ำสุด ความเข้มข้นเลือดสูงขึ้น เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายมากที่สุด

  • วันที่ 5–7 หรือ 1–2 วันหลังไข้ลด ผื่นเกาะขาวในทะเลแดงขึ้นที่แขนขา คันมาก อยากอาหารกลับมา ปัสสาวะออกดี

  • วันที่ 7–10 ผื่นจางลง อาจลอกเป็นขุยบาง ๆ อาการคันลด ยังอ่อนเพลีย ชีพจรอาจช้ากว่าปกติ

  • สัปดาห์ที่ 2–4 ผื่นหายสนิท มักไม่ทิ้งรอย อาการอ่อนเพลียหลงเหลือได้หลายสัปดาห์ในผู้ใหญ่

ถ้าผื่นยังไม่จางหลัง 2 สัปดาห์ คันผิดปกติ หรือมีตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ให้สงสัยว่าเป็นผื่นชนิดอื่นซ้อน เช่น ผื่นแพ้ยาหรือผิวหนังอักเสบจากการเกา ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจ

ช่วงไข้ลดคือช่วงอันตราย สัญญาณเตือนที่ต้องรู้

นี่คือประเด็นที่คนพลาดมากที่สุด พอไข้ลด หลายครอบครัวคิดว่าหายแล้วและเลิกเฝ้าระวัง แต่ในไข้เลือดออก ไข้ลดคือประตูสู่ระยะวิกฤต ซึ่งพลาสมาในเลือดรั่วออกจากหลอดเลือดได้ในช่วง 24–48 ชั่วโมงนี้ ถ้ารั่วมากจะเกิดภาวะช็อก และผื่นระยะฟื้นตัวจะมาหลังจากพ้นช่วงนี้แล้ว

สัญญาณเตือน (warning signs) ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันที

  • ปวดท้องมากหรือกดเจ็บ โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา

  • อาเจียนต่อเนื่อง จนดื่มน้ำไม่ได้

  • เลือดออกตามเยื่อบุ เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือดหรือสีดำ ถ่ายดำ ประจำเดือนมากผิดปกติ

  • ซึม อ่อนเพลียมาก หรือกระสับกระส่าย ในเด็กคือไม่เล่น ไม่กิน ร้องกวนผิดปกติ

  • มือเท้าเย็น ตัวลาย เหงื่อออก ทั้งที่ไข้ลดแล้ว

  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยนาน 4–6 ชั่วโมง

  • หายใจเร็วหรือหอบ ซึ่งอาจบ่งว่ามีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือช่องท้อง

ในโรงพยาบาลแพทย์จะเพิ่มเกณฑ์จากผลตรวจ คือตับโตกดเจ็บ ความเข้มข้นเลือดสูงขึ้นพร้อมกับเกล็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องเจาะเลือดซ้ำในช่วงนี้

ทำไมต้องเจาะเลือดซ้ำ ทั้งที่เจาะไปแล้วครั้งหนึ่ง

คนไข้จำนวนมากไม่กลับไปเจาะเลือดตามนัดเพราะรู้สึกดีขึ้น ทั้งที่การเจาะซ้ำคือเครื่องมือหลักในการจับระยะวิกฤตให้ทัน

  • ผลวันแรกอาจปกติ เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมักยังไม่ต่ำในวันที่ 1–2 ของไข้ ผลปกติครั้งเดียวจึงไม่ได้ตัดโรค

  • เม็ดเลือดขาวที่ลดลงเป็นตัวพยากรณ์ เมื่อเม็ดเลือดขาวลดต่ำกว่าประมาณ 5,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร แพทย์คาดได้ว่าไข้จะลดภายใน 24 ชั่วโมง นั่นคือระยะวิกฤตกำลังมาถึง

  • เกล็ดเลือดและความเข้มข้นเลือดคือคู่ที่ต้องดูพร้อมกัน เกล็ดเลือดลดลงต่ำกว่า 100,000 ต่อไมโครลิตร ร่วมกับความเข้มข้นเลือด (ฮีมาโตคริต) สูงขึ้นตั้งแต่ 20% จากค่าเดิม บ่งว่าพลาสมากำลังรั่ว เป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินใจรับไว้ในโรงพยาบาลและให้สารน้ำ

  • ความถี่ ตามปกติเจาะทุก 24 ชั่วโมงในช่วงวันที่ 3–7 ถ้านอนโรงพยาบาลอาจเจาะถี่ขึ้นเป็นทุก 6–12 ชั่วโมงในระยะวิกฤต

  • การตรวจยืนยันเชื้อ แอนติเจน NS1 ตรวจได้ตั้งแต่วันแรก ๆ ของไข้และไวที่สุดใน 3–5 วันแรก ส่วนแอนติบอดี IgM มักตรวจพบหลังวันที่ 5 ถ้าตรวจเร็วเกินไปอาจต้องตรวจซ้ำ

เกณฑ์ที่แพทย์ใช้บอกว่าพ้นระยะวิกฤตแล้ว คือไข้ลดต่อเนื่องอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง ไม่มีสัญญาณเตือน เกล็ดเลือดเริ่มกลับขึ้น ความเข้มข้นเลือดคงที่ กินได้ และปัสสาวะออกดี การเจาะเลือดใช้เลือดปริมาณน้อยมากและไม่ทำให้เลือดออกมากขึ้น เพียงกดแผลนานกว่าปกติเล็กน้อย

เด็กกับผู้ใหญ่ ผื่นและความเสี่ยงต่างกันอย่างไร

ในเด็ก โอกาสเกิดพลาสมารั่วและช็อกสูงกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการติดเชื้อครั้งที่สองด้วยสายพันธุ์ที่ต่างจากครั้งแรก และทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีที่ยังมีภูมิคุ้มกันจากแม่ ผื่นในเด็กถูกเข้าใจผิดเป็นส่าไข้หรือผดร้อนได้ง่าย สัญญาณเตือนในเด็กมักไม่ใช่คำบ่น แต่เป็นพฤติกรรม คือซึม ไม่เล่น ไม่ดื่มน้ำ ร้องกวน ปัสสาวะน้อย และมือเท้าเย็น เด็กห้ามได้รับแอสไพรินเด็ดขาด

ในผู้ใหญ่ อาการเลือดออกเด่นกว่า เช่น เลือดออกในทางเดินอาหารและประจำเดือนมาผิดปกติ ค่าตับสูงบ่อยกว่า และอ่อนเพลียนานกว่าหลังหาย ผื่นในผู้ใหญ่ถูกเข้าใจผิดเป็นผื่นแพ้ยามากที่สุด กลุ่มที่ต้องได้รับการประเมินเร็วตั้งแต่ก่อนมีสัญญาณเตือน ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคอ้วน และผู้ที่กินยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด

เรื่องที่เหมือนกัน ไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ เป็นแล้วมีภูมิคุ้มกันถาวรเฉพาะสายพันธุ์นั้น ภูมิข้ามสายพันธุ์อยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน จึงเป็นซ้ำได้ และการติดเชื้อครั้งถัดไปมีแนวโน้มรุนแรงกว่าครั้งแรก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงควรได้รับการเฝ้าระวังเหมือนกันทุกครั้งที่เป็น

ป้องกันไข้เลือดออก กันยุงลายให้ถูกเวลาและถูกที่

  • ยุงลายกัดตอนกลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ ไม่ใช่ตอนกลางคืน การกันยุงตอนออกจากบ้านและในที่ทำงานหรือโรงเรียนจึงสำคัญไม่แพ้ตอนนอน

  • กำจัดน้ำขังในภาชนะ ยุงลายวางไข่ในน้ำนิ่งสะอาดในบ้าน เช่น จานรองกระถาง แจกัน ยางรถเก่า ถังน้ำที่ไม่มีฝาปิด เปลี่ยนน้ำหรือคว่ำภาชนะทุก 7 วัน เพราะไข่ใช้เวลาราว 7–10 วันจึงเป็นยุงตัวเต็มวัย

  • ใช้สารกันยุงที่ขึ้นทะเบียน เช่น DEET, picaridin หรือ IR3535 ตามอายุและความเข้มข้นที่ฉลากระบุ ในเด็กเล็กให้ผู้ใหญ่ทาให้และเลี่ยงบริเวณมือ ตา และปาก

  • เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สีอ่อน มุ้งลวด และมุ้งสำหรับทารกที่นอนกลางวัน

  • กันยุงกัดผู้ป่วย ในช่วง 5 วันแรกของไข้ เพราะเชื้อในเลือดผู้ป่วยแพร่ต่อไปยังคนในบ้านผ่านยุงได้

  • วัคซีนไข้เลือดออก มีใช้ในประเทศไทยแล้ว แต่ข้อบ่งชี้ต่างกันตามอายุและประวัติการติดเชื้อมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล

เมื่อไรต้องไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอเช้า

  • ไข้ลดแล้วแต่ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ตัวลาย หรือเหงื่อออกผิดปกติ

  • ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนต่อเนื่องจนดื่มน้ำไม่ได้

  • เลือดออกทุกชนิด รวมถึงจุดเลือดออกที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว หรือจ้ำเขียวขนาดใหญ่โดยไม่มีสาเหตุ

  • ไม่ปัสสาวะเลยนาน 4–6 ชั่วโมง

  • หายใจหอบ ชัก สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง

  • ผื่นที่เจ็บ พองเป็นตุ่มน้ำ ลอกเป็นแผ่น หรือมีแผลในปากและตา แม้จะไม่ใช่ไข้เลือดออกก็เป็นภาวะฉุกเฉินของผิวหนัง

  • ทารก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ที่มีไข้สูงเกิน 2 วัน ควรได้รับการตรวจตั้งแต่ก่อนมีสัญญาณเตือน

ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล ให้จิบน้ำหรือเกลือแร่ทีละน้อยถ้ายังดื่มได้ เลี่ยงเครื่องดื่มสีแดงหรือสีดำ เช่น น้ำอัดลมสีเข้มหรือกาแฟ เพื่อไม่ให้สับสนกับเลือดหากอาเจียน และนำผลเลือดกับรายการยาที่กินไปด้วยทุกครั้ง

แพทย์ผิวหนังช่วยอะไรได้ และเมื่อไรควรไปโรงพยาบาลแทน

ไข้เลือดออกไม่ใช่โรคผิวหนัง แต่ผื่นของมันมาปรากฏบนผิวหนังและซ้อนทับกับผื่นอีกหลายชนิดที่แพทย์ผิวหนังเห็นทุกวัน บทบาทของแพทย์ผิวหนังจึงอยู่ที่ การอ่านผื่น ไม่ใช่การรักษาตัวโรค

  • ควรไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ต้องแวะคลินิกผิวหนัง เมื่อมีไข้ร่วมกับผื่นหรือจุดเลือดออกในช่วง 7 วันแรกของไข้ เพราะสิ่งที่ต้องทำคือตรวจเลือดและเฝ้าระวังระยะวิกฤต ซึ่งคลินิกผิวหนังทำแทนไม่ได้

  • แพทย์ผิวหนังช่วยได้ เมื่อผื่นยังอยู่เกิน 2 สัปดาห์หลังหายไข้ อาการคันรุนแรงผิดปกติหรือมีผิวหนังอักเสบจากการเกา สงสัยผื่นแพ้ยาที่เกิดซ้อนระหว่างรักษาไข้เลือดออก มีผื่นแต่ไม่มีไข้และไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร หรือกังวลเรื่องรอยและการลอกของผิวหลังหาย

ถ้าไม่แน่ใจว่าอยู่ในกลุ่มไหน ให้ยึดหลักง่าย ๆ มีไข้ = โรงพยาบาล ไม่มีไข้ = แพทย์ผิวหนัง และหากมีสัญญาณเตือนข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ให้ไปห้องฉุกเฉินเสมอ ดูโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่มีผื่นคล้ายกันได้ที่หมวด โรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • ผื่นไข้เลือดออกมี 2 แบบ แดงระเรื่อ 1–2 วันแรกของไข้ และ "เกาะขาวในทะเลแดง" ที่แขนขาหลังไข้ลด ซึ่งคันมาก ทั้งสองแบบหายเองใน 2–5 วัน

  • จุดเลือดออกคือคนละเรื่องกับผื่น กดแก้วใสแล้วไม่จาง ไม่นูน ไม่คัน มีไข้ร่วมด้วยเมื่อไร ต้องตรวจเกล็ดเลือดวันนั้น

  • แยกจากผื่นอื่นด้วยนาฬิกาของโรค แพ้ยาเดินตามวันเริ่มยา หัดผื่นขึ้นตอนไข้ยังสูงและไล่จากหน้าลงล่าง ชิคุนกุนยาปวดข้อเด่น ซิกาผื่นคันแต่อาการเบา ส่าไข้เด็กเล็กผื่นที่ลำตัวและเด็กสบายดี

  • แก้คันได้ด้วยประคบเย็น มอยเจอไรเซอร์ ยาแก้แพ้ชนิดกิน ห้าม NSAID และแอสไพรินเด็ดขาด ลดไข้ใช้พาราเซตามอลเท่านั้น

  • ไข้ลด = ระยะวิกฤต 24–48 ชั่วโมง ปวดท้อง อาเจียนไม่หยุด เลือดออก ซึม มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อย ข้อใดข้อหนึ่งไปห้องฉุกเฉินทันที

  • เจาะเลือดซ้ำตามนัดเสมอ แม้รู้สึกดีขึ้น เพราะเกล็ดเลือดและความเข้มข้นเลือดคือสิ่งที่บอกว่าพ้นอันตรายแล้วจริงหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

รู้ได้ยังไงว่าเป็นไข้เลือดออก

สงสัยได้จากไข้สูงเฉียบพลัน 39–40 องศานาน 2–7 วัน โดยแทบไม่มีไอหรือน้ำมูก ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หน้าแดง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามแขนขาหรือรักแร้ แต่การยืนยันต้องใช้ผลเลือด ได้แก่ แอนติเจน NS1 ซึ่งตรวจได้ตั้งแต่วันแรก ๆ ของไข้ การตรวจนับเม็ดเลือดที่พบเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำลง และแอนติบอดี IgM หลังวันที่ 5 ผื่นเป็นเพียงตัวช่วย ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย เพราะผู้ป่วยราวครึ่งหนึ่งไม่มีผื่น หลักปฏิบัติคือไข้สูงเกิน 2 วันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนในช่วงที่มีการระบาด ให้ไปตรวจเลือดโดยไม่ต้องรอผื่นหรือจุดเลือดออก

ผื่นแดงไข้เลือดออก กี่วันหาย

ขึ้นกับว่าเป็นผื่นแบบไหน ผื่นแดงระเรื่อในช่วง 1–2 วันแรกของไข้จางไปเองภายใน 1–2 วัน ส่วนผื่นแดงเป็นปื้นที่มีวงขาวแทรกซึ่งขึ้นหลังไข้ลด มักอยู่ 2–5 วัน บางรายนานถึง 1 สัปดาห์ แล้วจางลงพร้อมลอกเป็นขุยบาง ๆ โดยไม่ทิ้งรอยดำในรายทั่วไป จุดเลือดออกใต้ผิวหนังจางช้ากว่า คือราว 1–2 สัปดาห์ตามการฟื้นตัวของเกล็ดเลือด และเปลี่ยนสีคล้ายรอยฟกช้ำก่อนหาย ถ้าผื่นยังไม่จางหลัง 2 สัปดาห์ มีตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง หรือคันรุนแรงผิดปกติ ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจว่ามีผื่นชนิดอื่นซ้อนอยู่หรือไม่ เช่น ผื่นแพ้ยาหรือผิวหนังอักเสบจากการเกา

มีวิธีรักษาผื่นจากไข้เลือดออกอย่างไรบ้าง

ผื่นไข้เลือดออกไม่มียารักษาเฉพาะและไม่จำเป็นต้องมี เพราะหายเองเมื่อร่างกายกำจัดไวรัสได้ การดูแลจึงเน้นบรรเทาอาการ ได้แก่ ประคบเย็นบริเวณที่คัน ทามอยเจอไรเซอร์หรือคาลาไมน์โลชั่นให้ผิวชุ่มชื้น กินยาแก้แพ้ชนิดกินตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อลดคันและช่วยให้หลับ ตัดเล็บสั้นและไม่เกาแรงเพราะเกล็ดเลือดยังต่ำ ยาทาสเตียรอยด์ไม่จำเป็นในรายทั่วไป สิ่งที่ต้องห้ามคือยาแก้ปวดลดไข้กลุ่ม NSAID และแอสไพรินทุกรูปแบบ ส่วนตัวโรคไข้เลือดออกต้องรักษาที่โรงพยาบาลด้วยการติดตามเกล็ดเลือด ความเข้มข้นเลือด และการให้สารน้ำตามระยะของโรค ไม่ใช่การรักษาผื่น

อาการของไข้เลือดออกระยะแรกเป็นอย่างไร

ระยะไข้ในช่วง 1–3 วันแรกมีลักษณะไข้สูงลอยเฉียบพลัน 39–40 องศา ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกจนหลายคนเรียกว่าไข้กระดูกแตก หน้าแดง ตาแดง ผิวแดงระเรื่อที่หน้าและลำตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และมักไม่มีไอหรือน้ำมูก ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจากไข้หวัด เด็กเล็กอาจชักจากไข้สูง ระยะนี้ตรวจแอนติเจน NS1 ได้ผลดีที่สุด ข้อที่ต้องจำคือระยะแรกยังไม่ใช่ช่วงอันตรายที่สุด ช่วงที่ต้องระวังจริงคือวันที่ 3–7 เมื่อไข้เริ่มลด ซึ่งเป็นระยะวิกฤตที่พลาสมาอาจรั่วออกจากหลอดเลือด จึงต้องเจาะเลือดติดตามแม้อาการดูดีขึ้น

ผื่นไข้เลือดออก คันมาก ทำยังไง

ผื่นที่คันมากคือผื่นระยะฟื้นตัว ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่าโรคใกล้จบ และอาการคันมักลดลงใน 2–5 วัน ระหว่างนี้ให้ประคบเย็นครั้งละ 10–15 นาที โดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้าที่คันมากที่สุด ทามอยเจอไรเซอร์หรือคาลาไมน์โลชั่นวันละหลายครั้ง กินยาแก้แพ้ชนิดกินตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อาบน้ำอุณหภูมิห้อง ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม ๆ ตัดเล็บสั้น และเลี่ยงการเกาแรงเพราะเกล็ดเลือดยังต่ำจึงเกิดจ้ำเขียวและแผลติดเชื้อง่าย ห้ามใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แอสไพริน หรือยาหม่องสูตรร้อนแรงเพื่อแก้คัน ถ้าคันพร้อมผื่นลามเร็ว มีตุ่มน้ำ หรือมีอาการซึม ปวดท้อง อาเจียน ให้ไปโรงพยาบาลทันที

ตุ่มไข้เลือดออก มีวิธีดูอย่างไร

สิ่งที่คนเรียกว่าตุ่มไข้เลือดออกส่วนใหญ่คือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง ซึ่งแท้จริงแล้วไม่นูน แต่เป็นจุดสีแดงเข้มถึงม่วงราบเรียบ ขนาดเท่าปลายเข็มถึง 2–3 มิลลิเมตร ไม่คัน ไม่เจ็บ ขึ้นที่แขนขา รักแร้ ข้อพับ และตำแหน่งที่ถูกรัด วิธีดูคือใช้แก้วน้ำใสกดลงบนจุดนั้น 5–10 วินาทีแล้วมองผ่านแก้ว ถ้าสียังอยู่เท่าเดิมคือจุดเลือดออก ถ้าจางคือผื่นแดงธรรมดา ต่างจากตุ่มยุงกัดที่นูนและคัน ตุ่มน้ำใสของอีสุกอีใส หรือตุ่มหนองจากการติดเชื้อ ถ้ามีไข้ร่วมกับจุดที่กดแล้วไม่จาง ไม่ว่าจะกี่จุด ควรไปตรวจนับเกล็ดเลือดภายในวันนั้น และถ้าจุดเพิ่มจำนวนเร็วหรือมีเลือดออกที่อื่นร่วม ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะบุคคล ไข้เลือดออกต้องได้รับการตรวจเลือดและติดตามอาการโดยแพทย์ที่โรงพยาบาล การประเมินผื่นและการเลือกใช้ยาควรทำโดยแพทย์

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 7 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page