top of page

อีสุกอีใส (Chickenpox): สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน

18 มิ.ย.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 16 ก.ย.

อีสุกอีใส (Chickenpox) หรือชื่อทางการแพทย์ว่า วาริเซลลา (Varicella) คือโรคติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus, VZV) ที่ทำให้เกิดไข้ร่วมกับผื่นตุ่มน้ำใสขึ้นทั่วตัวเป็นระลอก โดยตุ่มแต่ละจุดจะอยู่คนละระยะกันในเวลาเดียวกัน — บางเม็ดเป็นตุ่มน้ำ บางเม็ดเป็นตุ่มหนอง บางเม็ดตกสะเก็ดแล้ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ใช้แยกอีสุกอีใสออกจากโรคผื่นตุ่มน้ำชนิดอื่นได้

คำตอบสั้น ๆ สำหรับคำถามที่คนค้นหามากที่สุด: นับจากผื่นขึ้นวันแรก ตุ่มจะทยอยขึ้นใหม่อีก 3–5 วัน แล้วตกสะเก็ดครบทุกเม็ดภายใน 7–10 วัน ช่วงที่แพร่เชื้อคือตั้งแต่ 1–2 วันก่อนผื่นขึ้น จนกระทั่งตุ่มสุดท้ายตกสะเก็ดแห้ง และ ยาต้านไวรัสจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้น ไม่ใช่หลังจากนั้น

บทความนี้เขียนโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง อธิบายไทม์ไลน์ของโรคเป็นระยะ วิธีแยกตุ่มอีสุกอีใสออกจากมือเท้าปาก เริม งูสวัด และแมลงกัด ยาที่ใช้จริงพร้อมขนาดและระยะเวลา ยาที่ห้ามใช้เด็ดขาด รวมถึงเรื่องที่คนมักถามตอนหายแล้ว คือแผลเป็นหลุมและการตรวจภูมิคุ้มกัน

อีสุกอีใสคืออะไร และเกิดจากเชื้ออะไร

อีสุกอีใสเกิดจาก ไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูลเฮอร์ปีส์ชนิดที่ 3 (Human herpesvirus 3) ไวรัสตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษสองอย่างที่ควรรู้ตั้งแต่ต้น

  • ติดง่ายมาก อัตราการติดเชื้อในคนที่ยังไม่มีภูมิและอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยสูงถึงราว 85–90% กล่าวคือถ้าในบ้านมีคนเป็นหนึ่งคน คนที่ยังไม่เคยเป็นและไม่เคยฉีดวัคซีนมีโอกาสติดเกือบแน่นอน

  • ไม่หายไปจากร่างกาย หลังหายแล้วไวรัสจะไปหลบอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกข้างไขสันหลังอย่างเงียบ ๆ ตลอดชีวิต และอาจกลับมาใหม่ในรูปของ งูสวัด (Herpes zoster) เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง

ในประเทศไทยพบผู้ป่วยได้ตลอดปี แต่มีแนวโน้มระบาดมากขึ้นในช่วง มกราคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงอากาศเย็นและเปิดเทอม ทำให้เด็กอยู่รวมกันในห้องปิด

อีสุกอีใสติดต่อทางไหน และแพร่เชื้อช่วงไหน

อีสุกอีใสติดต่อได้ 3 ทาง

  • ละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุย เป็นเส้นทางหลัก ไวรัสลอยอยู่ในอากาศของห้องปิดได้ระยะหนึ่ง จึงติดได้แม้ไม่ได้สัมผัสตัวผู้ป่วยโดยตรง

  • สัมผัสน้ำในตุ่มโดยตรง น้ำใสในตุ่มมีไวรัสจำนวนมาก การแกะเกาแล้วจับสิ่งของต่อทำให้กระจายได้

  • สัมผัสสิ่งของที่เปื้อนน้ำเหลืองจากตุ่ม เช่น ผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน เสื้อผ้า

ช่วงเวลาที่แพร่เชื้อ คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด — ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1–2 วันก่อนที่ผื่นจะขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีใครรู้ว่าป่วย และแพร่ต่อไปจนกระทั่ง ตุ่มทุกเม็ดตกสะเก็ดแห้งหมด ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 5–7 วันหลังผื่นขึ้น การกักตัวจึงต้องนับจากลักษณะของตุ่ม ไม่ใช่นับจากวันที่ไข้ลง

คนที่เป็นงูสวัดก็แพร่เชื้อ VZV ได้เช่นกัน แต่ติดทางการสัมผัสตุ่มโดยตรงเป็นหลัก และคนที่รับเชื้อจากผู้ป่วยงูสวัดจะเป็น อีสุกอีใส ไม่ใช่งูสวัด

ระยะฟักตัว 10–21 วัน หลังสัมผัสเชื้อต้องเฝ้าดูอะไร

หลังรับเชื้อ ไวรัสใช้เวลา 10–21 วัน (เฉลี่ย 14–16 วัน) ก่อนเริ่มมีอาการ ช่วงนี้ไม่มีอาการใด ๆ และตรวจอะไรก็ยังไม่เจอ

สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้ถ้ารู้ว่าสัมผัสผู้ป่วยมา

  • นับวันจากวันสัมผัสไว้ให้ชัด แล้วเฝ้าสังเกตถึงวันที่ 21

  • ถ้ายังไม่เคยเป็นและไม่เคยฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนภายใน 3–5 วันหลังสัมผัส ยังช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคได้

  • กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิ ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์ทันทีหลังสัมผัส เพราะอาจต้องได้ อิมมูโนโกลบูลินจำเพาะต่อ VZV (VZIG) ซึ่งต้องให้ภายใน 96 ชั่วโมงถึงจะได้ผลดีที่สุด

ผื่นอีสุกอีใส 4 ระยะ และไทม์ไลน์ว่ากี่วันหาย

ผื่นอีสุกอีใสเดินตามลำดับที่คาดเดาได้ ตุ่มแต่ละเม็ดใช้เวลาประมาณ 24–48 ชั่วโมงในการเดินครบ 4 ระยะ

  1. ระยะจุดแดงราบ (macule) เริ่มจากจุดแดงเล็ก ๆ ขนาด 2–4 มิลลิเมตร ยังไม่นูน

  2. ระยะตุ่มนูน (papule) จุดแดงนูนขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง

  3. ระยะตุ่มน้ำใส (vesicle) กลายเป็นตุ่มน้ำใสผนังบางบนฐานแดง ลักษณะที่ตำราเรียกว่า "หยดน้ำค้างบนกลีบกุหลาบ" ระยะนี้คันมากที่สุด

  4. ระยะตุ่มขุ่นและตกสะเก็ด (pustule/crust) น้ำในตุ่มขุ่นลง ตรงกลางยุบเป็นแอ่ง แล้วแห้งเป็นสะเก็ด สะเก็ดจะหลุดเองใน 1–3 สัปดาห์

ไทม์ไลน์โดยรวมที่ตอบคำถามว่ากี่วันหาย

  • วันที่ -2 ถึง 0: ไข้ต่ำ ๆ ปวดหัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร (ในเด็กเล็กอาจไม่มีระยะนี้เลย ผื่นขึ้นเป็นอาการแรก)

  • วันที่ 1–5: ผื่นทยอยขึ้นเป็นระลอก วันละชุด มักเริ่มที่หนังศีรษะ ใบหน้า และลำตัว แล้วค่อยกระจายออกแขนขา

  • วันที่ 5–7: ตุ่มส่วนใหญ่ตกสะเก็ด ไข้ลด หยุดแพร่เชื้อเมื่อตกสะเก็ดครบทุกเม็ด

  • วันที่ 7–10: สะเก็ดแห้งครบ กลับไปเรียนหรือทำงานได้

  • สัปดาห์ที่ 2–3: สะเก็ดหลุด เหลือรอยแดงหรือรอยดำ ซึ่งจะจางลงในอีก 2–6 เดือน

จำนวนตุ่มทั้งหมดในเด็กที่ไม่เคยฉีดวัคซีนอยู่ราว 200–500 เม็ด ส่วนคนที่เคยฉีดวัคซีนแล้วยังติด (breakthrough varicella) มักมีน้อยกว่า 50 เม็ด ไข้ต่ำกว่า และหายเร็วกว่า

ตุ่มอีสุกอีใสหน้าตาเป็นแบบไหน ดูยังไงว่าใช่

มีสามสัญญาณที่ใช้ยืนยันได้ค่อนข้างมั่นใจ

  • เห็นตุ่มหลายระยะพร้อมกันในบริเวณเดียวกัน นี่คือสัญญาณที่แม่นที่สุด ถ้ามองที่หลังหรือหน้าอกแล้วเห็นทั้งจุดแดงราบ ตุ่มน้ำใส และสะเก็ดปนกันอยู่ในฝ่ามือเดียว แทบจะเป็นอีสุกอีใสเสมอ โรคอื่นมักเดินพร้อมกันเป็นรุ่นเดียว

  • มีตุ่มที่หนังศีรษะ ถ้าใช้มือลูบผมแล้วสะดุดตุ่มหรือสะเก็ดในหนังศีรษะ เป็นจุดสำคัญ เพราะผื่นแพ้ แมลงกัด และโรคมือเท้าปากมักไม่ขึ้นที่หนังศีรษะ

  • มีแผลในปาก เพดาน หรือลิ้น ร่วมกับผื่นทั่วตัว ตุ่มในเยื่อบุแตกเร็วกลายเป็นแผลตื้น ๆ ทำให้เจ็บเวลากลืน

การกระจายตัวก็ช่วยได้ อีสุกอีใสเป็นแบบ เข้าหาลำตัว คือตุ่มหนาแน่นที่ลำตัว หน้า และหนังศีรษะ แล้วบางลงเมื่อไปที่ปลายแขนปลายขา ซึ่งตรงข้ามกับโรคมือเท้าปากที่หนาแน่นที่ปลายมือปลายเท้า

แยกอีสุกอีใสจากโรคมือ เท้า ปาก

สองโรคนี้สับสนกันบ่อยที่สุดในเด็ก เพราะมีตุ่มน้ำและมีแผลในปากเหมือนกัน

  • ลักษณะ: มือเท้าปากตุ่มเป็นรูปรี ๆ คล้ายเมล็ดข้าว ผนังหนากว่า แตกยากกว่า ส่วนอีสุกอีใสตุ่มกลม ผนังบางใส แตกง่าย

  • ตำแหน่ง: มือเท้าปากขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบปาก และก้น เป็นหลัก ไม่ขึ้นที่หนังศีรษะ ส่วนอีสุกอีใสขึ้นทั่วตัวรวมหนังศีรษะ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: มือเท้าปากมักหายเองใน 7–10 วัน ปัญหาหลักคือเด็กไม่ยอมกินน้ำจนขาดน้ำ ส่วนอีสุกอีใสในผู้ใหญ่และคนภูมิต่ำเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนมากกว่า

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทั้งสองโรคต้องไปพบแพทย์ถ้าเด็กซึม ไม่ยอมดื่มน้ำ ปัสสาวะน้อยลง หรือมีไข้สูงเกิน 3 วัน

อ่านรายละเอียดวิธีแยกเพิ่มเติมได้ที่บทความ โรคมือ เท้า ปาก (HFMD) และวิธีแยกตุ่มน้ำจากเริมและอีสุกอีใส

แยกอีสุกอีใสจากเริมและงูสวัด

ทั้งสามโรคเป็นไวรัสตระกูลเดียวกันและทำให้เกิดตุ่มน้ำใสเหมือนกัน แต่แบบแผนการกระจายต่างกันชัดเจน

  • ลักษณะ: เริมเป็นกลุ่มตุ่มน้ำเล็ก ๆ เกาะกันเป็นช่อเดียว ขนาดประมาณเหรียญบาท ที่ตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ เช่น ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ ส่วนงูสวัดเป็นกลุ่มตุ่มน้ำเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท ข้างเดียวและหยุดที่แนวกลางลำตัว ขณะที่อีสุกอีใสกระจายทั่วตัวทั้งสองข้าง

  • สาเหตุ: เริมเกิดจากไวรัส HSV ส่วนงูสวัดคือ VZV ตัวเดิมที่เคยทำให้เป็นอีสุกอีใสแล้วกลับมาใหม่

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: งูสวัดมีกฎ 72 ชั่วโมง คือควรเริ่มยาต้านไวรัสภายใน 3 วันแรกเพื่อลดโอกาสปวดปลายประสาทเรื้อรัง ส่วนอีสุกอีใสมีหน้าต่างที่แคบกว่าคือ 24 ชั่วโมง

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: งูสวัดที่ขึ้นบริเวณใบหน้า รอบตา หรือปลายจมูก ต้องไปพบแพทย์วันนั้น เพราะเสี่ยงต่อการมองเห็น

แยกอีสุกอีใสจากแมลงกัด ผื่นแพ้ และแผลพุพอง

  • แมลงกัด: ตุ่มมักอยู่เฉพาะบริเวณผิวที่เปิดออกนอกเสื้อผ้า เช่น แขน ขา ข้อเท้า กระจายเป็นหย่อมหรือเรียงเป็นเส้น ไม่มีไข้นำมาก่อน และไม่ขึ้นในปากหรือหนังศีรษะ

  • ผื่นแพ้ยาและลมพิษ: เป็นปื้นนูนแดงขอบไม่ชัด ย้ายที่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง คันเด่นมาก ไม่ใช่ตุ่มน้ำใสที่ตกสะเก็ด

  • แผลพุพอง (impetigo): เป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองที่แตกแล้วเหลือ สะเก็ดสีน้ำผึ้งเหลืองทอง เกาะอยู่ มักอยู่รอบปากและรูจมูก ไม่ค่อยมีไข้ และไม่ขึ้นทั่วตัวพร้อมกัน ประเด็นสำคัญคืออีสุกอีใสที่ถูกเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน สามารถกลายเป็น impetigo ทับลงไปได้ ซึ่งทำให้สะเก็ดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง มีหนอง และเจ็บขึ้น — นั่นคือสัญญาณให้ไปพบแพทย์

อีสุกอีใสในผู้ใหญ่ ทำไมอาการหนักกว่าเด็ก

นี่คือคำถามที่คนค้นหามากที่สุดรองจาก "กี่วันหาย" และคำตอบคือ หนักกว่าจริง ไม่ใช่ความเชื่อ

  • ลักษณะ: ผู้ใหญ่มักมีไข้สูงกว่า มีอาการนำหลายวันก่อนผื่นขึ้น ปวดเมื่อยตัวมาก จำนวนตุ่มมากกว่า และตุ่มมักใหญ่กว่า

  • สาเหตุ: การตอบสนองของภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่รุนแรงกว่า ทำให้การอักเสบมากกว่า ประกอบกับผู้ใหญ่มักมีโรคประจำตัวหรือสูบบุหรี่ร่วมด้วย

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ภาวะแทรกซ้อนที่ต่างจากเด็กอย่างชัดเจนคือ ปอดอักเสบจากไวรัสวาริเซลลา ซึ่งพบในผู้ใหญ่ราว 1 ใน 400 ราย และเป็นสาเหตุหลักของการต้องนอนโรงพยาบาล ปัจจัยเสี่ยงคือการสูบบุหรี่และการตั้งครรภ์ อัตราการเสียชีวิตของผู้ใหญ่สูงกว่าเด็กวัยเรียนหลายสิบเท่า

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผู้ใหญ่ที่เป็นอีสุกอีใสควรพบแพทย์ตั้งแต่วันแรกที่ผื่นขึ้นทุกราย เพราะเป็นกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาต้านไวรัส และถ้ามี ไอ เหนื่อย หรือหายใจเร็ว ในช่วงวันที่ 3–5 หลังผื่นขึ้น ต้องไปโรงพยาบาลทันที

อีสุกอีใสในคนตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด

กลุ่มนี้ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องที่รอดูอาการที่บ้านได้

  • ตั้งครรภ์ก่อน 20 สัปดาห์: มีความเสี่ยงต่อ กลุ่มอาการวาริเซลลาแต่กำเนิด (congenital varicella syndrome) ประมาณ 0.4–2% ซึ่งทำให้ทารกมีแผลเป็นตามผิวหนัง แขนขาสั้นผิดรูป และความผิดปกติทางตาและสมอง

  • ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2–3: มารดาเสี่ยงต่อปอดอักเสบมากขึ้น จึงมีข้อบ่งชี้ให้ยาต้านไวรัส

  • คลอดในช่วง 5 วันก่อน ถึง 2 วันหลังที่มารดามีผื่น: ทารกเสี่ยงต่อ วาริเซลลาในทารกแรกเกิดชนิดรุนแรง เพราะได้รับไวรัสมาโดยที่ยังไม่ได้รับภูมิจากแม่ ต้องได้ VZIG และเฝ้าระวังในโรงพยาบาล

  • หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิและสัมผัสผู้ป่วย: ต้องติดต่อแพทย์ทันที ไม่ต้องรอผื่น เพราะ VZIG ต้องให้ภายใน 96 ชั่วโมง

วัคซีนอีสุกอีใสเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงห้ามฉีดขณะตั้งครรภ์ และควรคุมกำเนิดต่ออีก 1 เดือนหลังฉีด ผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรควรตรวจภูมิและฉีดให้ครบก่อนตั้งครรภ์

ยาต้านไวรัส มีอะไรบ้าง ใครควรได้ และต้องเริ่มภายในกี่ชั่วโมง

ยาหลักคือ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) และยาในกลุ่มเดียวกัน หัวใจสำคัญอยู่ที่จังหวะเวลา — ยากลุ่มนี้ทำงานโดยหยุดการเพิ่มจำนวนของไวรัส จึงช่วยได้มากที่สุดในช่วงที่ไวรัสยังแบ่งตัวอยู่ คือ 24 ชั่วโมงแรกหลังผื่นเริ่มขึ้น เริ่มช้ากว่านั้นประโยชน์จะลดลงเรื่อย ๆ

ขนาดยาที่ใช้ทั่วไป (แพทย์จะปรับตามน้ำหนัก การทำงานของไต และความรุนแรง)

  • อะไซโคลเวียร์ชนิดรับประทาน ในผู้ใหญ่และวัยรุ่นอายุเกิน 12 ปี: 800 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง นาน 5–7 วัน

  • อะไซโคลเวียร์ชนิดรับประทาน ในเด็ก: 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง วันละ 4 ครั้ง (ครั้งละไม่เกิน 800 มิลลิกรัม) นาน 5 วัน

  • วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ในผู้ใหญ่: 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 5–7 วัน ข้อดีคือกินวันละ 3 ครั้งแทนที่จะเป็น 5 ครั้ง จึงกินครบได้ง่ายกว่า

  • แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ในผู้ใหญ่: 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง

  • อะไซโคลเวียร์ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ: สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หรือทารกแรกเกิด ต้องรักษาในโรงพยาบาล

ใครที่มีข้อบ่งชี้ควรได้ยาต้านไวรัส

  • ผู้ที่อายุเกิน 12 ปีทุกคน รวมถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่

  • หญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 และ 3

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิหรือสเตียรอยด์

  • ผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคปอดเรื้อรัง

  • ผู้ที่ต้องกินยาในกลุ่มซาลิไซเลตเป็นประจำ

  • คนที่สองในบ้าน ซึ่งมักรับเชื้อปริมาณมากกว่าคนแรกและมีอาการหนักกว่า

เด็กสุขภาพดีอายุต่ำกว่า 12 ปีที่อาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องได้ยาต้านไวรัส เพราะโรคหายเองได้และประโยชน์ที่ได้ค่อนข้างน้อย — ตัวยาช่วยลดไข้ได้ราว 1 วันและลดจำนวนตุ่มลงบ้างเท่านั้น

สิ่งที่ชี้ว่าได้ผลคือ ไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นหลังเริ่มยา 48–72 ชั่วโมง และไข้ลดลง ถ้าครบ 72 ชั่วโมงแล้วยังมีตุ่มใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ หรือไข้สูงขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อซ้อน การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ที่ตรวจผู้ป่วย ไม่ควรซื้อยาต้านไวรัสมากินเองหรือใช้ยาที่เหลือจากคนอื่น

ลดไข้ ลดคัน ยาที่ใช้ได้ และยาที่ห้ามใช้เด็ดขาด

ยาลดไข้ที่ใช้ได้

  • พาราเซตามอล (Paracetamol / Acetaminophen) ขนาด 10–15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้งในเด็ก หรือ 500 มิลลิกรัม 1–2 เม็ดในผู้ใหญ่ ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน

ยาที่ห้ามใช้ — สองกลุ่มนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

  • ห้ามใช้แอสไพริน (Aspirin) และยาในกลุ่มซาลิไซเลตทุกชนิดในเด็กและวัยรุ่นโดยเด็ดขาด เพราะสัมพันธ์กับ กลุ่มอาการเรย์ (Reye's syndrome) ซึ่งทำให้ตับวายและสมองบวมเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต ข้อนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะยาแก้หวัดและยาแก้ปวดบางสูตรมีซาลิไซเลตผสมอยู่โดยที่ชื่อบนกล่องไม่ได้บอกตรง ๆ

  • ควรเลี่ยงยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตค็อกคัสที่ลุกลามรุนแรงในผู้ป่วยอีสุกอีใส

ยาและวิธีลดคัน

  • คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) ทาบาง ๆ บนตุ่มได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ไม่ทาบนตุ่มที่แตกเป็นแผลเปิด

  • ยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือ ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) ขนาด 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้งในเด็ก ช่วยให้นอนหลับได้ในคืนที่คันมาก ผลข้างเคียงหลักคือง่วง

  • ประคบเย็นหรืออาบน้ำอุ่นไม่ร้อน 10 นาที ลดคันได้จริงและปลอดภัยที่สุด

  • ตัดเล็บให้สั้นและใส่ถุงมือผ้าให้เด็กเล็กตอนนอน เป็นมาตรการที่ลดแผลเป็นได้มากที่สุดในทางปฏิบัติ

ไม่แนะนำให้ทายาผสมสเตียรอยด์แรง ๆ บนตุ่มอีสุกอีใส เพราะกดภูมิเฉพาะที่และเพิ่มโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน

อาบน้ำได้ไหม ห้ามกินอะไร ความเชื่อที่ต้องแก้

  • อาบน้ำได้ และควรอาบ ความเชื่อเดิมที่ว่าห้ามถูกน้ำไม่ถูกต้อง การอาบน้ำอุ่นไม่ร้อนด้วยสบู่อ่อนที่ไม่มีน้ำหอมช่วยลดจำนวนแบคทีเรียบนผิวและลดโอกาสติดเชื้อซ้อน หลังอาบให้ ซับเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาด ห้ามถู

  • ไม่มีอาหารต้องห้ามเฉพาะโรค ไข่ ของหมักดอง เนื้อสัตว์ ไม่ได้ทำให้ผื่นเห่อขึ้นหรือทำให้เป็นแผลเป็นมากขึ้น สิ่งที่ควรเลี่ยงคืออาหารรสจัด เปรี้ยว หรือแข็ง ในรายที่มีแผลในปาก เพราะทำให้เจ็บจนกินไม่ได้

  • ห้ามแกะสะเก็ด นี่คือข้อห้ามที่มีผลจริงที่สุด การแกะทำให้เกิดทั้งการติดเชื้อซ้อนและแผลเป็นหลุมถาวร

  • ห้ามใช้สมุนไพร ใบไม้ หรือแป้งฝุ่นพอกบนตุ่มที่แตกแล้ว เพราะเพิ่มโอกาสติดเชื้อ และทำให้ประเมินผื่นยากขึ้น

กี่วันหาย หยุดเรียนหยุดงานกี่วัน กลับไปได้เมื่อไร

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินคือลักษณะของตุ่ม ไม่ใช่จำนวนวัน ผู้ป่วยกลับไปเรียนหรือทำงานได้เมื่อ ตุ่มทุกเม็ดตกสะเก็ดแห้งหมด ไม่มีตุ่มน้ำใสเหลืออยู่แม้แต่เม็ดเดียว ซึ่งในทางปฏิบัติมักตรงกับวันที่ 5–7 หลังผื่นขึ้น และในบางรายอาจถึงวันที่ 10

คนที่เคยฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติด อาจมีแค่ตุ่มแดงเล็ก ๆ โดยไม่เป็นตุ่มน้ำเลย กรณีนี้ใช้เกณฑ์ว่าไม่มีรอยโรคใหม่ขึ้นเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

ระหว่างกักตัวควรแยกห้องนอน แยกผ้าเช็ดตัวและเครื่องนอน และเลี่ยงการอยู่ร่วมกับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิ ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้ที่ได้รับยากดภูมิ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

แม้ส่วนใหญ่หายเองได้ แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้จริง

  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนที่ผิวหนัง พบบ่อยที่สุดในเด็ก มักเกิดจากเชื้อ Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes สังเกตจากตุ่มที่กลายเป็นหนอง แดงร้อนขยายวง เจ็บมากขึ้น หรือไข้กลับมาใหม่หลังจากไข้ลงไปแล้ว

  • ปอดอักเสบจากไวรัส พบมากในผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูบบุหรี่ มักเริ่มในวันที่ 3–5 หลังผื่นขึ้น ด้วยอาการไอ เหนื่อย หายใจเร็ว

  • สมองน้อยอักเสบ (cerebellar ataxia) พบได้ราว 1 ใน 4,000 รายในเด็ก อาการคือเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ พูดไม่ชัด มักเกิดในสัปดาห์แรกหลังผื่นและหายเองได้ในหลายสัปดาห์

  • สมองอักเสบ (encephalitis) พบน้อยกว่าแต่รุนแรง อาการคือซึมลง ชัก สับสน

  • ภาวะขาดน้ำ จากแผลในปากที่ทำให้กลืนไม่ได้ พบบ่อยในเด็กเล็ก

แผลเป็นหลุมจากอีสุกอีใส ป้องกันและรักษาอย่างไร

แผลเป็นจากอีสุกอีใสส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากตัวโรค แต่เกิดจากการเกาและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน ซึ่งทำลายผิวลึกถึงชั้นหนังแท้ ลักษณะที่พบคือรอยบุ๋มกลมขอบชัดขนาด 2–6 มิลลิเมตร มักอยู่ที่หน้าผาก แก้ม และลำตัวส่วนบน

การป้องกันในช่วงที่ยังเป็น คือช่วงที่ทำอะไรได้มากที่สุด

  • ตัดเล็บสั้น ใส่ถุงมือผ้าตอนนอน และใช้ยาต้านฮิสตามีนช่วยให้หลับในคืนที่คันมาก

  • รักษาความสะอาด อาบน้ำทุกวัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อซ้อน

  • ไปพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มมีหนอง เพราะการรักษาการติดเชื้อซ้อนเร็วคือสิ่งที่ลดแผลเป็นได้จริง

เมื่อสะเก็ดหลุดแล้ว

  • รอยแดงหรือรอยดำที่เหลือ ไม่ใช่แผลเป็น จะจางลงเองใน 2–6 เดือน สิ่งที่เร่งให้จางคือ การกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ด้วยครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป เพราะแสงแดดทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น

  • แผลเป็นหลุมที่เกิดแล้ว ไม่หายเองและไม่ตอบสนองต่อครีมทั่วไป แนวทางที่มีหลักฐานรองรับคือการทำหัตถการ เช่น การเลาะพังผืดใต้รอยบุ๋ม (subcision) การฉีดสารเติมเต็ม และ เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์แบบแฟรกชัน ซึ่งต้องทำหลายครั้งและผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคน ควรเริ่มพิจารณาหลังผื่นหายสนิทอย่างน้อย 3–6 เดือน

  • สำหรับแผลเป็นนูนที่พบได้บ้าง อ่านแนวทางการใช้ยาทาได้ที่ ยาทาแผลเป็น เลือกตัวไหน ทานานแค่ไหนถึงเห็นผล

เป็นซ้ำได้ไหม และทำไมไวรัสกลับมาเป็นงูสวัด

อีสุกอีใสเป็นซ้ำได้ แต่พบน้อยมาก คนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต รายที่เป็นซ้ำมักเป็นคนที่เป็นครั้งแรกตอนอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือครั้งแรกมีอาการน้อยมากจนภูมิขึ้นไม่เต็มที่ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สิ่งที่พบบ่อยกว่าการเป็นซ้ำคือ การกลับมาในรูปของงูสวัด เพราะหลังหายแล้ว ไวรัสไม่ได้ถูกกำจัดออกจากร่างกาย แต่ไปหลบในปมประสาท เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด การเจ็บป่วย หรือยากดภูมิ ไวรัสจะเดินตามเส้นประสาทกลับออกมาที่ผิวหนัง ประมาณ 1 ใน 3 ของคนที่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นงูสวัดสักครั้งในชีวิต และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังอายุ 50 ปี

ตรวจเลือด IgG ดูยังไงว่าเคยเป็นแล้ว

หลายคนจำไม่ได้ว่าเคยเป็นหรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่กำลังวางแผนมีบุตร ทำงานในโรงพยาบาล หรือกำลังจะได้รับยากดภูมิ วิธีที่ตอบได้ชัดคือ การตรวจเลือดหาแอนติบอดี VZV IgG

  • VZV IgG ให้ผลบวก แปลว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ว่าจะจากการเคยติดเชื้อหรือจากวัคซีน โดยทั่วไปไม่ต้องฉีดวัคซีนเพิ่ม

  • VZV IgG ให้ผลลบ แปลว่ายังไม่มีภูมิ ควรฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยเฉพาะถ้าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ครู หรือผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์

  • VZV IgM ใช้ดูการติดเชื้อเฉียบพลัน ไม่ใช่การดูภูมิเก่า จึงไม่ใช่ตัวที่ใช้ตอบคำถามว่า "เคยเป็นไหม"

  • การจำได้ว่ามีแผลเป็นหลุมที่หน้าหรือลำตัวเป็นหลักฐานทางอ้อมที่ค่อนข้างดี แต่ไม่แน่นอนเท่าผลเลือด

วัคซีนอีสุกอีใส ใครควรฉีด กี่เข็ม

วัคซีนอีสุกอีใสเป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ป้องกันโรคได้ประมาณ 92% สำหรับโรคทุกระดับ และมากกว่า 98% สำหรับโรคชนิดรุนแรง เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม

  • เด็ก: เข็มแรกที่อายุ 12–15 เดือน เข็มที่สองที่อายุ 4–6 ปี

  • อายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปที่ยังไม่มีภูมิ: 2 เข็ม ห่างกัน 4–8 สัปดาห์

  • การฉีดหลังสัมผัสผู้ป่วย: ถ้าฉีดภายใน 3–5 วันหลังสัมผัส ยังช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงได้

  • ห้ามฉีดใน: หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน

  • คนที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดจะมีอาการเบากว่ามาก ตุ่มน้อยกว่า 50 เม็ด ไข้ต่ำ และแทบไม่เกิดแผลเป็น

เมื่อไรต้องไปพบแพทย์

ไปพบแพทย์ ภายในวันนั้น ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • อายุมากกว่า 12 ปี หรือเป็นผู้ใหญ่ — เพื่อพิจารณายาต้านไวรัสในหน้าต่าง 24 ชั่วโมง

  • ตั้งครรภ์ หรือเป็นทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี

  • มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง กินยากดภูมิหรือสเตียรอยด์ประจำ

  • ไอ เหนื่อย หายใจเร็ว หรือเจ็บหน้าอก

  • ซึมลง สับสน ชัก คอแข็ง เดินเซ ทรงตัวไม่ได้

  • ตุ่มกลายเป็นหนอง ผิวรอบตุ่มแดงร้อนขยายวง หรือไข้กลับมาใหม่หลังจากไข้ลงแล้ว

  • มีตุ่มหรือตาแดงเจ็บบริเวณดวงตา

  • กินและดื่มน้ำไม่ได้จากแผลในปาก ปัสสาวะน้อยลง

สรุปสั้น ๆ

  • อีสุกอีใสเกิดจากไวรัส VZV ฟักตัว 10–21 วัน ผื่นทยอยขึ้น 3–5 วัน และตกสะเก็ดครบภายใน 7–10 วัน

  • ลักษณะเฉพาะที่ใช้วินิจฉัยคือเห็นตุ่มหลายระยะพร้อมกัน ร่วมกับมีตุ่มที่หนังศีรษะและแผลในปาก

  • แพร่เชื้อตั้งแต่ 1–2 วันก่อนผื่นขึ้น จนตุ่มตกสะเก็ดครบทุกเม็ด การกลับไปเรียนหรือทำงานใช้เกณฑ์สะเก็ดแห้ง ไม่ใช่จำนวนวัน

  • ผู้ใหญ่อาการหนักกว่าเด็กจริง และมีข้อบ่งชี้ในการให้อะไซโคลเวียร์ ซึ่งควรเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้น

  • ห้ามแอสไพรินและยากลุ่มซาลิไซเลตในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเรย์ และควรเลี่ยง NSAIDs

  • แผลเป็นหลุมป้องกันได้ในช่วงที่ยังเป็น ด้วยการไม่เกาและการรักษาการติดเชื้อซ้อนให้เร็ว

  • สิ่งที่ควรทำถ้าเป็นวันนี้: ถ้าอายุเกิน 12 ปี ตั้งครรภ์ หรือมีภูมิต่ำ ให้พบแพทย์ในวันที่ผื่นขึ้นวันแรก ส่วนเด็กสุขภาพดีให้ดูแลตามอาการ ตัดเล็บสั้น และเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายข้างต้น

คำถามที่พบบ่อย

อีสุกอีใส 1 คนเป็นได้กี่ครั้ง

โดยทั่วไปเป็นครั้งเดียวในชีวิตครับ เพราะหลังหายแล้วร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้ยาวนาน แต่มีรายงานการเป็นซ้ำได้จริงในสัดส่วนที่น้อยมาก มักพบในคนที่เป็นครั้งแรกตอนอายุต่ำกว่า 1 ปี คนที่ครั้งแรกอาการเบามากจนภูมิขึ้นไม่เต็มที่ และคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งที่พบบ่อยกว่าการเป็นซ้ำคือไวรัสตัวเดิมกลับมาใหม่ในรูปของงูสวัด ซึ่งเกิดกับประมาณ 1 ใน 3 ของคนที่เคยเป็นอีสุกอีใส และพบมากขึ้นหลังอายุ 50 ปี

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นอีสุกอีใส

จุดที่ใช้ยืนยันได้ดีที่สุดคือการเห็นตุ่มหลายระยะอยู่พร้อมกันในบริเวณเดียว คือมีทั้งจุดแดงราบ ตุ่มน้ำใส ตุ่มขุ่น และสะเก็ด ปนกันอยู่ในพื้นที่ขนาดฝ่ามือเดียว จุดที่สองคือลองลูบหนังศีรษะดู ถ้าสะดุดตุ่มหรือสะเก็ดในเส้นผม ช่วยได้มาก เพราะโรคที่คล้ายกันอย่างมือเท้าปากหรือแมลงกัดมักไม่ขึ้นตรงนั้น จุดที่สามคือมีแผลตื้น ๆ ในปากหรือเพดานร่วมด้วย และมักมีไข้ต่ำ ๆ นำมาก่อนผื่นหนึ่งถึงสองวัน ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรให้แพทย์ดูก่อนซื้อยาเอง เพราะยาต้านไวรัสมีหน้าต่างเวลาที่แคบ

ทํายังไงให้อีสุกอีใสหายไวๆ

สิ่งที่ช่วยได้จริงมีไม่กี่อย่างครับ อย่างแรกคือถ้าอยู่ในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ ได้แก่ อายุเกิน 12 ปี ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสสองและสาม ผู้มีภูมิต่ำ หรือเป็นคนที่สองในบ้าน การเริ่มยาต้านไวรัสอะไซโคลเวียร์ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้นช่วยลดจำนวนตุ่มและลดระยะเวลาที่มีไข้ อย่างที่สองคือพักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำมาก และกินอาหารอ่อนถ้ามีแผลในปาก อย่างที่สามคือคุมอาการคันให้อยู่ด้วยคาลาไมน์และยาต้านฮิสตามีน เพราะการไม่เกาทำให้หายเร็วขึ้นและไม่เกิดแผลเป็น ส่วนสิ่งที่ไม่ช่วยคือการอดอาหารบางชนิดหรือการใช้สมุนไพรพอกบนตุ่ม

อีสุกอีใสเป็นกี่วันถึงจะหาย

นับจากวันที่ผื่นขึ้นวันแรก ตุ่มจะทยอยขึ้นใหม่เป็นระลอกอีกประมาณ 3–5 วัน จากนั้นตุ่มจะเริ่มตกสะเก็ดและครบทุกเม็ดภายใน 7–10 วัน ส่วนสะเก็ดจะหลุดเองในอีก 1–3 สัปดาห์ และรอยแดงหรือรอยดำที่เหลือจะจางลงใน 2–6 เดือน ในผู้ใหญ่มักใช้เวลานานกว่าเด็กเล็กน้อยและมีจำนวนตุ่มมากกว่า ส่วนคนที่เคยฉีดวัคซีนแล้วยังติดมักหายเร็วกว่าและมีตุ่มน้อยกว่า 50 เม็ด การกลับไปเรียนหรือทำงานให้ดูที่ตุ่มตกสะเก็ดแห้งครบทุกเม็ด ไม่ใช่นับจำนวนวัน

อีสุกอีใสห้ามโดนอะไร

ข้อห้ามที่มีผลจริงมีสามข้อครับ หนึ่งคือห้ามแกะสะเก็ดและเกาตุ่ม เพราะเป็นสาเหตุหลักของทั้งการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนและแผลเป็นหลุมถาวร สองคือห้ามกินแอสไพรินและยาที่มีซาลิไซเลตในเด็กและวัยรุ่น เพราะเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเรย์ที่ทำให้ตับวายและสมองบวม และควรเลี่ยงยาไอบูโพรเฟนด้วย สามคือห้ามใช้สมุนไพร ใบไม้ หรือแป้งฝุ่นพอกบนตุ่มที่แตกแล้ว ส่วนเรื่องห้ามอาบน้ำและห้ามกินไข่เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การอาบน้ำอุ่นด้วยสบู่อ่อนทุกวันช่วยลดการติดเชื้อซ้อน และอาหารไม่ได้ทำให้ผื่นเห่อขึ้น

ดูยังไงว่าเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว

วิธีที่ให้คำตอบชัดที่สุดคือการตรวจเลือดหาแอนติบอดี VZV IgG ถ้าผลเป็นบวกแปลว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ว่าจะได้มาจากการเคยติดเชื้อหรือจากวัคซีน และโดยทั่วไปไม่ต้องฉีดวัคซีนเพิ่ม ถ้าผลเป็นลบแปลว่ายังไม่มีภูมิและควรฉีดวัคซีนสองเข็ม การตรวจนี้มีประโยชน์มากในผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ บุคลากรทางการแพทย์ ครู และคนที่กำลังจะได้รับยากดภูมิ ส่วนการดูจากแผลเป็นหลุมที่ใบหน้าหรือลำตัวเป็นหลักฐานทางอ้อมที่พอเชื่อถือได้ แต่ไม่แน่นอนเท่าผลเลือด และการที่จำไม่ได้ว่าเคยเป็นไม่ได้แปลว่าไม่เคยเป็น

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กันยายน 2569

อ่านบทความอื่นในกลุ่มโรคผิวหนังได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ