เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง
เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเป็นกลุ่มบนพื้นแดง แตกเป็นแผลตื้นที่เจ็บแสบ แล้วตกสะเก็ดหายเองใน 2–4 สัปดาห์สำหรับการเป็นครั้งแรก และ 5–10 วันสำหรับครั้งที่เป็นซ้ำ
ไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักคือ HSV ชนิดที่ 2 (HSV-2) แต่ในช่วงสิบปีหลังพบ HSV ชนิดที่ 1 (HSV-1) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับเริมที่ปาก เป็นสาเหตุของเริมที่อวัยวะเพศเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในคนอายุน้อย เพราะติดผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
เริมเป็นโรคที่พบบ่อยมาก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าคนอายุ 15–49 ปีทั่วโลกราว 1 ใน 8 คนมีเชื้อ HSV-2 และคนส่วนใหญ่ที่มีเชื้อไม่เคยรู้ตัว การเป็นเริมจึงไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือคุณค่าของคน และไม่ได้แปลว่าคู่ของคุณนอกใจ เพราะเชื้ออาจอยู่ในร่างกายมาหลายปีก่อนแสดงอาการครั้งแรก บทความนี้เขียนเพื่อตอบคำถามที่คนไข้ถามในห้องตรวจจริง ๆ ว่าแผลแบบนี้ใช่เริมไหม ต้องกินยาอะไร กี่วันหาย และจะป้องกันไม่ให้ติดคู่ได้อย่างไร ถ้าต้องการภาพรวมของเริมทุกตำแหน่ง อ่านได้ที่บทความหลักเรื่องเริม เกิดจากอะไร
เริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากอะไร ติดต่อทางไหน
เริมที่อวัยวะเพศติดต่อจากการสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุของคนที่มีเชื้อโดยตรง ไวรัสผ่านเข้าทางรอยถลอกเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นหรือผ่านเยื่อบุที่บาง แล้วเดินทางไปตามเส้นประสาทไปซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ (sacral ganglia) ตลอดชีวิต เมื่อมีตัวกระตุ้นไวรัสจะเดินทางกลับออกมาที่ผิวหนังตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียง จึงเกิดแผลซ้ำที่เดิม
ช่องทางที่ติดได้จริง
การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก กับคนที่มีเชื้อ HSV-2 หรือ HSV-1 ที่อวัยวะเพศ
การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก จากคนที่เป็นเริมที่ปากหรือมีเชื้อ HSV-1 ในน้ำลายโดยไม่มีอาการ นี่คือเหตุผลที่คนที่คู่ไม่เคยมีแผลที่อวัยวะเพศเลยก็เป็นเริมที่อวัยวะเพศได้
การสัมผัสผิวต่อผิวบริเวณที่ถุงยางอนามัยไม่ได้คลุม เช่น ถุงอัณฑะ หัวหน่าว ขาหนีบ และก้น
จากแม่สู่ทารกระหว่างคลอด ซึ่งพบน้อยแต่รุนแรง (ดูหัวข้อการตั้งครรภ์ด้านล่าง)
ช่องทางที่แทบไม่ติด ไวรัสเริมอยู่นอกร่างกายได้ไม่นาน การติดจากฝารองนั่งชักโครก สระว่ายน้ำ หรือผ้าเช็ดตัวที่แห้งแล้วจึงเกิดได้น้อยมากจนแทบไม่ต้องกังวล
ระยะฟักตัว หลังได้รับเชื้อจะเริ่มมีอาการใน 2–12 วัน เฉลี่ยประมาณ 4 วัน แต่คนจำนวนมากติดเชื้อแล้วไม่มีอาการเลยหรือมีอาการน้อยจนไม่สังเกต แล้วมาเป็นแผลครั้งแรกหลายเดือนหรือหลายปีต่อมา
เริมที่อวัยวะเพศ ระยะแรก อาการเป็นแบบไหน
อาการของการติดเชื้อครั้งแรกมักดำเนินไปตามลำดับค่อนข้างชัด การรู้ลำดับนี้ช่วยให้มาพบแพทย์ทันช่วงที่ยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุด
วันที่ 1–2 ระยะเตือน (prodrome): แสบ ร้อน คัน หรือเสียวแปลบ ๆ ที่ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ก้น หรือต้นขา บางคนปวดร้าวลงขา ยังไม่เห็นอะไรที่ผิว
วันที่ 2–4 ตุ่มแดงและตุ่มน้ำ: มีตุ่มแดงเล็ก ๆ แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเป็นกลุ่ม ครั้งแรกมักขึ้นหลายกลุ่มทั้งสองข้าง
วันที่ 4–7 ตุ่มแตกเป็นแผลตื้น: ตุ่มน้ำแตกรวมกันเป็นแผลตื้นขอบแดง เจ็บมาก โดยเฉพาะเวลาปัสสาวะ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตและกดเจ็บ
อาการทั่วร่างกาย: ในครั้งแรกคนไข้ราวครึ่งหนึ่งมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว คล้ายเป็นไข้หวัด โดยเฉพาะในผู้หญิง
วันที่ 8–14 ตกสะเก็ด: แผลบนผิวแห้งตกสะเก็ด ส่วนแผลบนเยื่อบุที่ชื้นจะไม่ตกสะเก็ดแต่ค่อย ๆ ตื้นขึ้น
วันที่ 15–28 หายสนิท: แผลปิดโดยทั่วไปไม่ทิ้งแผลเป็น อาจมีรอยแดงหรือรอยคล้ำจางลงในไม่กี่สัปดาห์
ถ้าไม่ได้รับยา การเป็นครั้งแรกกินเวลาเฉลี่ยราว 3 สัปดาห์ และปล่อยเชื้อออกจากแผลนานราว 12 วัน ถ้าได้ยาต้านไวรัสเร็ว ระยะเวลาทั้งหมดสั้นลงได้หลายวันและอาการเบาลงชัดเจน
เริมที่อวัยวะเพศหญิง อาการเป็นแบบไหน
ลักษณะ: ตุ่มน้ำและแผลตื้นที่แคมนอก แคมใน ปากช่องคลอด รอบท่อปัสสาวะ ฝีเย็บ และอาจลามถึงก้น ต้นขาด้านใน หรือรอบทวารหนัก บางคนเห็นแต่รอยแตกหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกจากการเกา ร่วมกับตกขาวมากขึ้นเพราะเชื้อลงปากมดลูก ปัสสาวะแสบมากจนบางคนกลั้นไม่ยอมปัสสาวะ
สาเหตุ: HSV-2 หรือ HSV-1 ผู้หญิงติดเชื้อจากคู่ได้ง่ายกว่าผู้ชายเพราะเยื่อบุบริเวณช่องคลอดมีพื้นที่สัมผัสมากกว่า และอาการครั้งแรกในผู้หญิงมักหนักกว่าในผู้ชาย อาการกำเริบซ้ำบางคนสัมพันธ์กับช่วงก่อนมีประจำเดือน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่หายเองได้ แต่ผู้หญิงมีโอกาสเกิดปัสสาวะไม่ออก (urinary retention) จากความเจ็บและจากเส้นประสาทบริเวณก้นกบอักเสบมากกว่าผู้ชาย และพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่รุนแรงได้บ่อยกว่า เริมไม่ใช่สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก (สาเหตุคือเชื้อ HPV) แต่แผลเริมทำให้ติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มน้ำหรือแผลที่อวัยวะเพศครั้งแรก ควรมาภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อรับยาและเก็บตัวอย่างตรวจ ถ้าปัสสาวะไม่ออกเกิน 6–8 ชั่วโมง ปวดศีรษะมาก คอแข็ง หรือกำลังตั้งครรภ์ ให้มาทันที อาการคันและตกขาวที่ไม่มีแผลมักเป็นโรคอื่น ดูเพิ่มที่สังคังในผู้หญิงและเชื้อราช่องคลอด
เริมที่อวัยวะเพศชาย อาการเป็นแบบไหน
ลักษณะ: ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มที่หนังหุ้มปลาย ร่องใต้หัวองคชาต ลำองคชาต ถุงอัณฑะ หัวหน่าว หรือต้นขา บนผิวที่แห้งจะเห็นตุ่มน้ำชัดแล้วตกสะเก็ด ส่วนใต้หนังหุ้มปลายซึ่งชื้นจะเห็นเป็นแผลตื้นแดงหลายจุดมากกว่า บางคนมีน้ำใส ๆ ไหลจากท่อปัสสาวะและแสบเวลาปัสสาวะ
สาเหตุ: HSV-2 หรือ HSV-1 ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายอาจมีแผลที่รอบทวารหนักร่วมด้วย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: อาการครั้งแรกในผู้ชายมักเบากว่าผู้หญิง แต่ยังเจ็บมากได้ แผลใต้หนังหุ้มปลายอาจทำให้หนังหุ้มปลายบวมรูดไม่ลง ซึ่งต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีแผลที่องคชาตครั้งแรก ควรมาพบแพทย์เพื่อยืนยันว่าเป็นเริมจริง เพราะแผลที่อวัยวะเพศชายที่ไม่เจ็บมักเป็นซิฟิลิสระยะแรก ซึ่งรักษาคนละแบบ ถ้าหนังหุ้มปลายบวมจนรูดกลับไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ให้มาทันที
เริมที่ก้นและรอบทวารหนัก
ลักษณะ: ตุ่มน้ำหรือแผลตื้นเป็นกลุ่มที่แก้มก้น ร่องก้น หรือรอบทวารหนัก เริมที่ก้นมักเป็นเริมที่เป็นซ้ำของ HSV-2 และขึ้นที่เดิมทุกครั้ง ถ้าติดเชื้อเข้าไปในทวารหนักจะปวดเบ่ง ถ่ายเจ็บ มีมูกหรือเลือด เรียกว่าทวารหนักอักเสบจากเริม (herpes proctitis)
สาเหตุ: ไวรัสที่ซ่อนในปมประสาทก้นกบเลี้ยงผิวหนังบริเวณก้นด้วย จึงออกมาที่ก้นได้แม้การติดครั้งแรกจะอยู่ที่อวัยวะเพศ ส่วนทวารหนักอักเสบเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: แผลที่ก้นมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝี สิว รูขุมขนอักเสบ หรือโดนแมลงกัด เพราะผิวก้นหนา ตุ่มน้ำแตกเร็ว จุดที่ช่วยแยกคือขึ้นที่เดิมซ้ำ ๆ และมีอาการแสบนำก่อน 1–2 วัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มที่ก้นขึ้นที่เดิมซ้ำเกิน 2 ครั้ง ควรตรวจ PCR ขณะมีตุ่มเพื่อยืนยัน ถ้าถ่ายเจ็บมีเลือดหรือมูก ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย
เริมครั้งแรก ทำไมถึงหนักที่สุด
ลักษณะ: แผลหลายกลุ่ม ทั้งสองข้าง เจ็บมาก มีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต กินเวลา 2–4 สัปดาห์ ครั้งแรกที่มีอาการ (first clinical episode) แบ่งได้เป็นสองแบบ คือติดเชื้อครั้งแรกจริง (primary) ซึ่งร่างกายยังไม่เคยมีภูมิต่อ HSV เลย จะหนักที่สุด และครั้งแรกที่แสดงอาการแต่ติดมานานแล้ว (non-primary) ซึ่งเบากว่าและสั้นกว่า
สาเหตุ: ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ไวรัสจึงแบ่งตัวได้มากก่อนที่ภูมิจะตามทัน คนที่เคยเป็นเริมที่ปากจาก HSV-1 มาก่อน เมื่อได้รับ HSV-2 ที่อวัยวะเพศมักมีอาการเบากว่า
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นช่วงที่เกิดภาวะแทรกซ้อนมากที่สุด ทั้งปัสสาวะไม่ออก เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่ร้ายแรง และการลามไปตำแหน่งอื่นจากการใช้มือแตะแผลแล้วไปแตะตา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกคนที่เป็นครั้งแรกควรได้ยาต้านไวรัส แม้จะมาช้าเกิน 72 ชั่วโมง หากยังมีตุ่มใหม่ขึ้นหรือยังเจ็บมาก เพราะครั้งแรกเป็นครั้งที่ยาช่วยได้มากที่สุด
เริมที่เป็นซ้ำ เป็นบ่อยแค่ไหน อะไรกระตุ้น
ลักษณะ: ตุ่มน้ำกลุ่มเดียว ข้างเดียว ที่เดิมหรือใกล้ที่เดิม มักมีอาการเตือนแสบ คัน เสียวแปลบนำมา 6–48 ชั่วโมง ไม่มีไข้ หายใน 5–10 วัน
สาเหตุ: ไวรัสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทถูกกระตุ้นให้ออกมา ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยคือพักผ่อนไม่พอ ความเครียด เจ็บป่วยมีไข้ ช่วงก่อนมีประจำเดือน การเสียดสีจากเพศสัมพันธ์ แสงแดดจัด และภาวะภูมิคุ้มกันลดลง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ความถี่ขึ้นกับชนิดไวรัส HSV-2 ที่อวัยวะเพศกลับเป็นซ้ำเฉลี่ยราว 4 ครั้งในปีแรก ส่วน HSV-1 ที่อวัยวะเพศกลับเป็นซ้ำน้อยกว่ามาก เฉลี่ยราว 1 ครั้งในปีแรก และทั้งสองชนิดมีแนวโน้มห่างลงเรื่อย ๆ ตามเวลา การรู้ว่าติดชนิดไหนจึงช่วยคาดการณ์อนาคตได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นซ้ำตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือแต่ละครั้งรบกวนชีวิตมาก ควรคุยกับแพทย์เรื่องยากดไวรัสระยะยาว ถ้ามีเริมที่ปากร่วมด้วยบ่อย ๆ หรือขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาทพร้อมปวดแสบมาก อาจเป็นงูสวัดซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน
ติดเชื้อเริมแต่ไม่มีอาการ แพร่เชื้อได้ไหม
ลักษณะ: ไม่มีตุ่ม ไม่มีแผล ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ หรือมีแค่รอยแดง รอยแตกเล็ก ๆ คันนิดหน่อยจนคิดว่าเป็นการเสียดสี คนที่ตรวจเลือดพบภูมิต่อ HSV-2 ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเคยเป็นเริม
สาเหตุ: ไวรัสออกมาที่ผิวเป็นช่วง ๆ โดยไม่ทำให้เกิดแผล เรียกว่าการปล่อยเชื้อแบบไม่มีอาการ (asymptomatic shedding) งานวิจัยที่เก็บตัวอย่างทุกวันพบว่าคนที่มีเชื้อ HSV-2 ปล่อยเชื้อได้ประมาณ 10–20% ของวันในช่วงปีแรก ๆ แล้วลดลงตามเวลา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อตัวเอง แต่การติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศส่วนใหญ่เกิดจากคู่ที่ไม่มีอาการในวันนั้น นี่คือเหตุผลที่การงดเพศสัมพันธ์เฉพาะตอนมีแผลลดความเสี่ยงได้แต่ไม่ถึงศูนย์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ไม่แนะนำให้ตรวจเลือดหาเริมแบบคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการเลย แต่ควรปรึกษาแพทย์ถ้าคู่ของคุณเป็นเริมแล้วอยากรู้ว่าตัวเองมีเชื้อหรือยัง หรือกำลังตั้งครรภ์และคู่มีประวัติเริม
เริมที่อวัยวะเพศขณะตั้งครรภ์
ลักษณะ: อาการเหมือนคนทั่วไป แต่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกอาจมีอาการหนักกว่า
สาเหตุ: ความเสี่ยงต่อทารกอยู่ที่การสัมผัสเชื้อในช่องคลอดระหว่างคลอด ไม่ใช่ผ่านรก ความเสี่ยงต่างกันมากตามช่วงที่ติด แม่ที่ติดเชื้อครั้งแรกในไตรมาสที่สาม ทารกมีโอกาสติดเชื้อราว 30–50% เพราะแม่ยังไม่มีภูมิส่งต่อให้ลูก ส่วนแม่ที่เป็นเริมมาก่อนตั้งครรภ์แล้วกลับเป็นซ้ำ ความเสี่ยงต่ำกว่า 1%
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เริมในทารกแรกเกิดเป็นภาวะรุนแรง จึงต้องวางแผนร่วมกับสูติแพทย์ แนวทางมาตรฐานคือให้ยากดไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์จนคลอดในแม่ที่มีประวัติเริม และพิจารณาผ่าคลอดถ้ามีแผลหรือมีอาการเตือนตอนเจ็บครรภ์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตั้งครรภ์และมีแผลหรือตุ่มที่อวัยวะเพศ ให้พบแพทย์ทันทีและแจ้งสูติแพทย์ ถ้าคุณไม่เคยเป็นเริมแต่คู่มีประวัติเริมที่อวัยวะเพศหรือที่ปาก ควรงดเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอดและทางปากในไตรมาสที่สาม
เริมในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ลักษณะ: แผลใหญ่ ลึก ลามกว้าง หายช้าเกิน 4 สัปดาห์ หรือกลับเป็นซ้ำถี่มาก บางครั้งไม่เป็นตุ่มน้ำให้เห็นแต่เป็นแผลเรื้อรังที่ขอบก้น
สาเหตุ: ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ภูมิต่ำ ผู้รับยาเคมีบำบัด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่กินยากดภูมิหรือสเตียรอยด์ขนาดสูงนาน ภูมิคุ้มกันควบคุมไวรัสไม่ได้เต็มที่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: มีโอกาสดื้อยาอะไซโคลเวียร์มากกว่าคนทั่วไป และมักต้องใช้ยาขนาดสูงหรือนานกว่า ในอีกด้านหนึ่ง แผลเริมที่อวัยวะเพศทำให้ติด HIV ได้ง่ายขึ้นราว 2–3 เท่า การตรวจ HIV จึงควรทำคู่กันเสมอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลที่อวัยวะเพศหรือก้นที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ แม้กินยาแล้ว หรือมีโรคหรือยาที่กดภูมิอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจเชื้อและพิจารณาปรับยา อ่านเรื่องผื่นที่พบในผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มเติมได้ที่ตุ่มเอดส์ เป็นแบบไหน
จะรู้ได้ไงว่าเป็นเริม แยกจากโรคอื่นอย่างไร
ตุ่มหรือแผลที่อวัยวะเพศมีสาเหตุได้หลายอย่าง และหลายโรครักษาคนละแบบ จุดที่ชี้ไปทางเริมคือ ตุ่มน้ำเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม แตกเป็นแผลตื้นหลายจุด เจ็บแสบ มีอาการเตือนนำ และขึ้นที่เดิมซ้ำ โรคที่ต้องแยกบ่อยที่สุดได้แก่
ซิฟิลิสระยะแรก: แผลเดี่ยว ขอบนูนแข็ง พื้นเรียบสะอาด ไม่เจ็บ ต่อมน้ำเหลืองโตแต่ไม่เจ็บ ถ้าไม่รักษาจะเข้าสู่ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2ที่ขึ้นทั้งตัวและฝ่ามือฝ่าเท้า
แผลริมอ่อน (Chancroid): แผลลึก ขอบไม่เรียบ มีหนอง เจ็บมาก ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโตจนแตกเป็นหนองได้ พบน้อยในไทยปัจจุบัน
รูขุมขนอักเสบหรือขนคุดจากการโกน: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองที่มีเส้นขนตรงกลาง อยู่บนบริเวณที่มีขน ไม่เป็นแผลตื้นรวมกลุ่ม ดูเพิ่มที่รูขุมขนอักเสบ
เชื้อราแคนดิดา: ผื่นแดงชื้นเป็นปื้น มีตุ่มเล็ก ๆ รอบขอบ คันมากกว่าเจ็บ ผู้หญิงมีตกขาวเป็นก้อนคล้ายนมบูด
ผื่นแพ้ยาชนิดขึ้นที่เดิม (Fixed drug eruption): ปื้นแดงคล้ำหรือพองที่องคชาตหรือริมฝีปาก ขึ้นที่เดิมทุกครั้งหลังกินยาตัวเดิม เช่น ยาแก้ปวดหรือยาฆ่าเชื้อบางกลุ่ม ทิ้งรอยคล้ำ
โรคเบห์เชต: แผลร้อนในที่ปากเป็นซ้ำบ่อยร่วมกับแผลลึกที่อวัยวะเพศและตาอักเสบ ดูเพิ่มที่โรคเบห์เชต
หูดหงอนไก่: เป็นติ่งเนื้อนูน ไม่ใช่ตุ่มน้ำหรือแผล ไม่เจ็บ เกิดจากเชื้อ HPV ไม่ใช่ HSV ดูเพิ่มที่หูดหงอนไก่
แผลถลอกจากการเสียดสี: เกิดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์หรือหลังเกา ไม่มีตุ่มน้ำนำมาก่อน และหายใน 2–3 วัน
การดูด้วยตาอย่างเดียวผิดได้บ่อยแม้เป็นแพทย์ แนวทางปัจจุบันจึงแนะนำให้ยืนยันด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการทุกครั้งที่ทำได้ โดยเฉพาะการเป็นครั้งแรก
ตรวจยืนยันเริมที่อวัยวะเพศอย่างไร
ตรวจ PCR จากแผล (ดีที่สุด): ใช้ไม้พันสำลีป้ายที่ฐานตุ่มน้ำหรือแผลที่ยังใหม่ ผลบอกได้ทั้งว่าเป็นเริมหรือไม่และเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ไวกว่าการเพาะเชื้อชัดเจน ควรเก็บภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก เพราะเมื่อแผลตกสะเก็ดแล้วผลลบปลอมได้บ่อย
ตรวจเลือดหาภูมิชนิดจำเพาะ (type-specific IgG): ใช้เมื่อไม่มีแผลให้ตรวจ บอกได้ว่าเคยติด HSV-2 หรือไม่ ใช้เวลาหลังติดเชื้อราว 3–12 สัปดาห์กว่าภูมิจะขึ้น จึงอาจลบปลอมในช่วงแรก ผล HSV-1 บวกในเลือดแยกไม่ได้ว่าเชื้ออยู่ที่ปากหรืออวัยวะเพศ
ไม่ควรใช้การตรวจ IgM: ไม่ช่วยแยกการติดเชื้อใหม่กับเก่า และให้ผลบวกปลอมได้บ่อย
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย: คนที่มีแผลที่อวัยวะเพศควรได้รับการตรวจ HIV และซิฟิลิสทุกคน และพิจารณาตรวจหนองในแท้หนองในเทียมตามความเสี่ยง เพราะโรคเหล่านี้มาด้วยกันได้และหลายโรคไม่มีอาการ
เริมที่อวัยวะเพศ รักษายังไง: ยาต้านไวรัสสำหรับการเป็นครั้งแรก
ยาหลักคือยาต้านไวรัสชนิดกิน 3 ตัวที่มีหลักฐานดีเท่าเทียมกัน ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) ยาทั้งสามตัวไม่ได้ฆ่าไวรัสที่ซ่อนในปมประสาท แต่หยุดการแบ่งตัวของไวรัสที่ออกมาที่ผิว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น เจ็บน้อยลง และปล่อยเชื้อสั้นลง ขนาดยาตามแนวทางสากลสำหรับการเป็นครั้งแรกในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติคือ
อะไซโคลเวียร์ (acyclovir): 400 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน ราคาถูกที่สุด แต่ต้องกินบ่อย
วาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir): 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน ร่างกายดูดซึมดีกว่า กินน้อยครั้งกว่า
แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir): 250 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน
อะไรชี้ว่ายาได้ผล: ภายใน 2–3 วันหลังเริ่มยาไม่ควรมีตุ่มใหม่ขึ้นเพิ่ม ความเจ็บลดลงชัดเจน และแผลเริ่มตื้นและแห้งภายใน 5–7 วัน ถ้าครบ 10 วันแล้วแผลยังไม่หายสนิท แพทย์จะพิจารณาให้ยาต่ออีกระยะ ถ้าแผลไม่ดีขึ้นเลยใน 5–7 วัน ต้องคิดถึงการวินิจฉัยผิด การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม หรือเชื้อดื้อยาในผู้ที่ภูมิต่ำ
ข้อควรระวัง: ยาทั้งสามตัวขับออกทางไต ผู้ที่มีโรคไต ผู้สูงอายุ หรือดื่มน้ำน้อยต้องปรับขนาดยาและดื่มน้ำให้เพียงพอ ผลข้างเคียงที่พบได้คือปวดศีรษะ คลื่นไส้ ซึ่งมักไม่รุนแรง การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาต้องให้แพทย์ประเมินและสั่งเป็นรายบุคคล
รักษาเริมที่เป็นซ้ำ: กินยาเป็นครั้ง ๆ เมื่อมีอาการ (episodic therapy)
สำหรับคนที่เป็นซ้ำไม่บ่อย ใช้วิธีเก็บยาไว้ที่บ้านตามที่แพทย์สั่ง แล้วเริ่มกินทันทีตั้งแต่มีอาการเตือน หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังเห็นตุ่ม ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้ผล ถ้าเริ่มหลังตุ่มแตกเป็นแผลแล้วประโยชน์จะน้อยลงมาก สูตรที่ใช้บ่อยคือ
อะไซโคลเวียร์ (acyclovir): 800 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน หรือ 800 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 2 วัน
วาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir): 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน หรือ 1 กรัม วันละครั้ง นาน 5 วัน
แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir): 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง เพียง 1 วัน หรือ 125 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน
อะไรชี้ว่าได้ผล: ตุ่มที่กำลังจะขึ้นบางครั้งหยุดไปเลยโดยไม่เป็นแผล หรือถ้าขึ้นแล้วจะหายเร็วขึ้นราว 1–2 วันเมื่อเทียบกับไม่ได้ยา ถ้าใช้ยาแบบนี้แล้วยังเป็นบ่อยจนรบกวนชีวิต ควรเปลี่ยนเป็นยากดไวรัสระยะยาว
ยากดไวรัสระยะยาว (suppressive therapy) ใครควรใช้
ยากดไวรัสคือการกินยาต้านไวรัสขนาดต่ำทุกวันต่อเนื่อง ไม่ต้องรอมีอาการ เหมาะกับ
คนที่เป็นซ้ำตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือแต่ละครั้งเจ็บมาก หรือกังวลจนกระทบชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์
คนที่มีคู่ที่ยังไม่มีเชื้อ และต้องการลดโอกาสแพร่เชื้อให้คู่
หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเริม ตั้งแต่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์จนคลอด ตามดุลยพินิจของสูติแพทย์
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นซ้ำบ่อย
ขนาดยาที่ใช้บ่อย: อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) 400 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือวาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) 500 มก. วันละครั้ง (คนที่เป็นซ้ำมากกว่า 10 ครั้งต่อปีอาจต้องใช้ 1 กรัม วันละครั้ง) หรือแฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) 250 มก. วันละ 2 ครั้ง
ได้ผลแค่ไหน: ลดจำนวนครั้งที่กลับเป็นซ้ำได้ราว 70–80% หลายคนไม่มีอาการเลยตลอดช่วงที่กินยา งานวิจัยในคู่ที่คนหนึ่งมีเชื้อ HSV-2 พบว่าการให้คนที่มีเชื้อกินวาลาไซโคลเวียร์ 500 มก. ทุกวัน ลดการติดเชื้อที่มีอาการในคู่ได้ราว 75% และลดการติด HSV-2 ทั้งหมดได้ราวครึ่งหนึ่ง ยากลุ่มนี้ใช้ต่อเนื่องหลายปีได้อย่างปลอดภัยในคนที่ไตปกติ แพทย์มักนัดทบทวนทุก 6–12 เดือนว่ายังจำเป็นต้องกินต่อหรือไม่ เพราะความถี่ของโรคมักลดลงเองตามเวลา
ยาทาใช้ได้ไหม และการดูแลแผลที่บ้าน
ยาทาต้านไวรัสไม่แนะนำสำหรับเริมที่อวัยวะเพศ ครีมอะไซโคลเวียร์ที่ซื้อทาเองมีประโยชน์น้อยมากเมื่อเทียบกับยากิน เพราะยาเข้าไปไม่ถึงไวรัสที่แบ่งตัวอยู่ใต้ผิวในปริมาณที่พอ และการทาซ้ำ ๆ บนแผลที่เจ็บยังเสี่ยงระคายเคือง แนวทางมาตรฐานจึงแนะนำยากินเป็นหลัก การดูแลแผลที่ช่วยให้สบายขึ้นและลดการติดเชื้อซ้ำเติม ได้แก่
ล้างเบา ๆ ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ วันละ 2 ครั้ง แล้วซับให้แห้ง ไม่ถูแรง ไม่แกะสะเก็ด
นั่งแช่น้ำอุ่น 10–15 นาที ช่วยลดปวด ผู้ที่ปัสสาวะแสบมากอาจปัสสาวะขณะนั่งแช่น้ำอุ่นหรือราดน้ำขณะปัสสาวะ
ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) ตามขนาดบนฉลาก หรือยาชาชนิดเจลทาเฉพาะที่ตามที่แพทย์สั่งสำหรับช่วงที่เจ็บมาก
ใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้ายหลวม ๆ ลดการเสียดสีและความอับชื้น
ล้างมือทุกครั้งหลังแตะแผล โดยเฉพาะก่อนแตะตาหรือเลนส์สัมผัส
งดเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ตั้งแต่มีอาการเตือนจนแผลหายสนิทและผิวปิดเรียบ
ไม่ทายาสเตียรอยด์ ยาหม่อง หรือยาสมุนไพรบนแผล เพราะอาจทำให้แผลลามหรือติดเชื้อซ้ำเติม
เริมที่อวัยวะเพศ กี่วันหาย ทำไงให้หายเร็ว
ระยะเวลาขึ้นกับว่าเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่เป็นซ้ำ และได้ยาเร็วแค่ไหน
ครั้งแรก ไม่ได้ยา: ประมาณ 2–4 สัปดาห์ เฉลี่ยราว 3 สัปดาห์
ครั้งแรก ได้ยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมง: อาการเจ็บลดลงใน 2–3 วัน แผลส่วนใหญ่หายใน 7–10 วัน
ครั้งที่เป็นซ้ำ ไม่ได้ยา: ประมาณ 5–10 วัน
ครั้งที่เป็นซ้ำ เริ่มยาตั้งแต่อาการเตือน: มักหายใน 3–5 วัน และบางครั้งไม่เกิดแผลเลย
สิ่งที่ช่วยให้หายเร็วจริง มีข้อเดียวที่มีหลักฐานชัดคือ เริ่มยาต้านไวรัสชนิดกินให้เร็วที่สุด ส่วนการดูแลแผลให้สะอาดแห้ง นอนหลับให้พอ และไม่เกาหรือแกะ ช่วยไม่ให้แผลติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจนหายช้า ของที่ไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแม้จะนิยม ได้แก่ การทายาสีฟัน แอลกอฮอล์ หรือน้ำมะนาว ซึ่งกลับทำให้แสบและระคายเคืองมากขึ้น
เริมที่อวัยวะเพศ หายเองได้ไหม หายขาดไหม
แผลหายเองได้ แม้ไม่ได้ยา เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายควบคุมไวรัสที่ผิวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ไวรัสยังคงซ่อนอยู่ในปมประสาท ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนใดที่กำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ากำจัดเริมได้ถาวรจึงไม่มีหลักฐานรองรับ
ข่าวดีคือสำหรับคนส่วนใหญ่ เริมจะกลับเป็นซ้ำห่างลงเรื่อย ๆ และเบาลงเรื่อย ๆ ตามเวลา โดยเฉพาะเริมจาก HSV-1 ที่หลายคนเป็นครั้งเดียวแล้วแทบไม่กลับมาอีก และสำหรับคนที่เป็นบ่อย ยากดไวรัสทำให้ใช้ชีวิตและมีความสัมพันธ์ได้ตามปกติ
เริมที่อวัยวะเพศ อันตรายไหม ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้
สำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพแข็งแรง เริมที่อวัยวะเพศไม่อันตรายถึงชีวิตและไม่ทำให้มีบุตรยาก ความลำบากส่วนใหญ่คือความเจ็บและผลกระทบทางใจ แต่มีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้จัก
ปัสสาวะไม่ออก: พบได้ราว 10–15% ของผู้หญิงที่เป็นครั้งแรก จากความเจ็บและเส้นประสาทก้นกบอักเสบ บางคนท้องผูกร่วมด้วย
เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่ร้ายแรง: ปวดศีรษะมาก คอแข็ง กลัวแสง พบในการเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่หายสนิท แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
การลามไปตำแหน่งอื่น: เอามือที่แตะแผลไปขยี้ตา ทำให้กระจกตาอักเสบจากเริม หรือลามไปนิ้วมือ
ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม: แผลบวมแดงลาม ปวดตุบ ๆ มีหนอง
เพิ่มโอกาสติด HIV: แผลเริมทำให้ติดและแพร่ HIV ได้ง่ายขึ้น
ทารกแรกเกิด: ในหญิงที่ติดเชื้อครั้งแรกช่วงใกล้คลอด ดังที่อธิบายไว้ด้านบน
สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที: ปัสสาวะไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับคอแข็งหรือซึม ตาแดงปวดหรือมองไม่ชัด แผลลามกว้างพร้อมไข้สูง ตั้งครรภ์และมีแผลที่อวัยวะเพศ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำและแผลไม่หาย
ป้องกันไม่ให้ติดคู่ และการบอกคู่
งดเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบระหว่างมีอาการ ตั้งแต่เริ่มแสบคันจนแผลหายสนิท รวมทั้งเพศสัมพันธ์ทางปาก
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งแม้ไม่มีอาการ ลดความเสี่ยงการติด HSV-2 ได้ราว 30% ป้องกันได้ไม่ครบเพราะไม่ได้คลุมผิวทุกส่วนที่ไวรัสออกมาได้
ยากดไวรัสทุกวันในคนที่มีเชื้อ ลดการติดเชื้อสู่คู่ลงได้อีกราวครึ่งหนึ่ง การใช้ถุงยางร่วมกับยากดไวรัสจึงให้การป้องกันดีที่สุดในปัจจุบัน
คนที่มีเริมที่ปากควรงดใช้ปากกับอวัยวะเพศของคู่ ช่วงที่มีแผลที่ปาก
บอกคู่ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ช่วยให้คู่ตัดสินใจเรื่องการป้องกันได้ และคู่ที่คบกันมานานมักมีเชื้อตัวเดียวกันอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว การตรวจเลือดของคู่ช่วยให้รู้ว่าต้องระวังแค่ไหน
ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเริม ที่ได้รับการรับรองใช้ในคน วัคซีนงูสวัดไม่ได้ป้องกันเริม
สรุปสั้น ๆ
เริมที่อวัยวะเพศเกิดจากไวรัส HSV-2 หรือ HSV-1 เห็นเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม แตกเป็นแผลตื้นเจ็บแสบ มีอาการเตือนนำ และขึ้นที่เดิมซ้ำ
ครั้งแรกหนักที่สุด หายใน 2–4 สัปดาห์ ครั้งที่เป็นซ้ำเบากว่า หายใน 5–10 วัน และห่างลงเรื่อย ๆ ตามเวลา
แผลที่อวัยวะเพศที่ไม่เจ็บ แผลเดี่ยว ขอบแข็ง ต้องคิดถึงซิฟิลิส ซึ่งรักษาคนละแบบ
ยาหลักคือยาต้านไวรัสชนิดกิน อะไซโคลเวียร์ วาลาไซโคลเวียร์ หรือแฟมไซโคลเวียร์ ครั้งแรก 7–10 วัน ครั้งที่เป็นซ้ำ 1–5 วัน ยาทาไม่แนะนำ
เป็นซ้ำตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปี หรือมีคู่ที่ยังไม่มีเชื้อ ยากดไวรัสทุกวันลดการเป็นซ้ำได้ 70–80% และลดการติดคู่ได้ราวครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อมีแผลครั้งแรก คือพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อรับยาและตรวจ PCR พร้อมตรวจ HIV และซิฟิลิส
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเริมที่อวัยวะเพศ
จะรู้ได้ไงว่าเป็นเริม
ลักษณะที่ชี้ไปทางเริมมากที่สุดคือมีอาการแสบ คัน หรือเสียวแปลบนำมาก่อน 1–2 วัน แล้วเกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเป็นกลุ่มบนพื้นแดง แตกเป็นแผลตื้นหลายจุดที่เจ็บ และถ้าเป็นซ้ำจะขึ้นที่เดิมหรือใกล้ที่เดิม อย่างไรก็ตามการดูด้วยตาอย่างเดียวผิดได้บ่อย การยืนยันที่แม่นที่สุดคือตรวจ PCR จากแผลที่ยังใหม่ภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก ซึ่งบอกได้ด้วยว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 และควรตรวจ HIV กับซิฟิลิสไปพร้อมกัน เพราะแผลที่อวัยวะเพศบางชนิดมีหน้าตาคล้ายกันแต่รักษาคนละแบบ
เริมที่อวัยวะเพศหญิง กี่วัน หาย
ถ้าเป็นครั้งแรกและไม่ได้กินยา แผลในผู้หญิงมักหายใน 2–4 สัปดาห์ เฉลี่ยราว 3 สัปดาห์ และผู้หญิงมักมีอาการหนักกว่าผู้ชาย ทั้งปัสสาวะแสบมากและมีไข้ ถ้าได้ยาต้านไวรัสชนิดกินภายใน 72 ชั่วโมง ความเจ็บจะลดลงใน 2–3 วันและแผลส่วนใหญ่หายใน 7–10 วัน ส่วนครั้งที่เป็นซ้ำจะเบากว่ามาก หายใน 5–10 วันแม้ไม่ได้ยา และหายเร็วขึ้นอีกถ้าเริ่มยาตั้งแต่มีอาการเตือน ถ้าเกิน 4 สัปดาห์แล้วแผลยังไม่หาย ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่น
เริม ทํา ไง ให้หายเร็ว
วิธีเดียวที่มีหลักฐานชัดว่าทำให้เริมหายเร็วขึ้นคือเริ่มยาต้านไวรัสชนิดกินให้เร็วที่สุด ครั้งแรกควรเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง ครั้งที่เป็นซ้ำควรเริ่มตั้งแต่มีอาการแสบคันนำหรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังเห็นตุ่ม คนที่เป็นซ้ำบ่อยจึงควรขอให้แพทย์สั่งยาเก็บไว้ที่บ้าน ส่วนการล้างแผลเบา ๆ ให้แห้ง นั่งแช่น้ำอุ่น ใส่ชุดชั้นในผ้าฝ้ายหลวม ๆ และไม่แกะสะเก็ด ช่วยลดปวดและกันติดเชื้อซ้ำ การทายาสีฟัน แอลกอฮอล์ หรือยาหม่องไม่ช่วยให้หายเร็วและทำให้ระคายเคืองมากขึ้น
วิธีรักษาเริมที่อวัยวะเพศมีอะไรบ้าง
การรักษามี 3 รูปแบบตามสถานการณ์ แบบแรกคือการรักษาครั้งแรก ด้วยอะไซโคลเวียร์ 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หรือวาลาไซโคลเวียร์ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง หรือแฟมไซโคลเวียร์ 250 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน แบบที่สองคือกินยาเป็นครั้ง ๆ เมื่อกลับเป็นซ้ำ นาน 1–5 วัน โดยเริ่มตั้งแต่อาการเตือน แบบที่สามคือยากดไวรัสทุกวันสำหรับคนที่เป็นซ้ำตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปีหรือต้องการลดการติดคู่ ยาทาต้านไวรัสไม่แนะนำเพราะได้ประโยชน์น้อย ขนาดยาต้องให้แพทย์ปรับตามการทำงานของไตและโรคประจำตัว
เริมที่อวัยวะเพศ หายเองได้ไหม
แผลของเริมหายเองได้เพราะภูมิคุ้มกันควบคุมไวรัสที่ผิวได้ ครั้งแรกใช้เวลาราว 2–4 สัปดาห์ ครั้งที่เป็นซ้ำราว 5–10 วัน แต่ไวรัสจะยังซ่อนอยู่ในปมประสาทบริเวณก้นกบ และปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่กำจัดออกได้ จึงกลับเป็นซ้ำได้เมื่อพักผ่อนน้อย เครียด หรือเจ็บป่วย ข่าวดีคือส่วนใหญ่จะเป็นห่างลงและเบาลงตามเวลา โดยเฉพาะเชื้อ HSV-1 แม้แผลหายเองได้ การเป็นครั้งแรกก็ควรพบแพทย์เพื่อรับยาและยืนยันการวินิจฉัย เพราะยาช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนได้มาก
เริมที่อวัยเพศหญิง อันตราย ไหม
สำหรับผู้หญิงที่สุขภาพแข็งแรง เริมที่อวัยวะเพศไม่อันตรายถึงชีวิต ไม่ทำให้มีบุตรยาก และไม่ใช่สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังคือปัสสาวะไม่ออกในการเป็นครั้งแรก ซึ่งพบราว 10–15% และเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่ร้ายแรง เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการตั้งครรภ์ ถ้าติดเชื้อครั้งแรกในไตรมาสที่สาม ทารกมีโอกาสติดเชื้อระหว่างคลอดสูงถึง 30–50% ส่วนคนที่เป็นเริมมาก่อนตั้งครรภ์ ความเสี่ยงต่ำกว่า 1% หญิงที่มีประวัติเริมจึงควรแจ้งสูติแพทย์ตั้งแต่ฝากครรภ์
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจไปพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะราย การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยาต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ทุกครั้ง หากตั้งครรภ์ มีโรคไต หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มยา
อ่านโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่แพทย์ผิวหนังของเราเขียนไว้ได้ที่ศูนย์รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 24 กันยายน 2569

ความคิดเห็น