เริม เกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังอธิบายสาเหตุจริง วิธีแยกจากแผลร้อนใน–งูสวัด และการรักษาที่ได้ผล
อัปเดตเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา
เริม (Herpes simplex) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, HSV) ที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสเรียงกันเป็นกลุ่มบนพื้นผิวแดง แล้วแตกเป็นแผลตื้นภายใน 1–2 วัน เมื่อรับเชื้อครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปหลบอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกอย่างถาวร และกลับออกมาที่ผิวหนังจุดเดิมเป็นครั้งคราวตลอดชีวิต จึงเป็นโรคที่ "คุมได้" แต่ยังไม่มีวิธีกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย
บทความนี้เป็นหน้าหลักของเรื่องเริมทั้งหมด ครอบคลุมสาเหตุ การติดต่อ อาการแต่ละตำแหน่ง ระยะเวลาหาย ยาที่ใช้จริงพร้อมขนาดและระยะเวลา และวิธีแยกจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน
เริม เกิดจากอะไร
เริมเกิดจากไวรัส herpes simplex virus ซึ่งอยู่ในตระกูล Herpesviridae เดียวกับไวรัสอีสุกอีใส-งูสวัด แต่คนละตัว ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกเล็ก ๆ หรือเยื่อบุที่ชื้น เช่น ริมฝีปาก ช่องปาก เยื่อบุตา อวัยวะเพศ และทวารหนัก แล้วเพิ่มจำนวนในเซลล์ผิวหนังชั้นบนจนเกิดตุ่มน้ำ
การรับเชื้อครั้งแรก เกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กจากการถูกหอมแก้ม กินของร่วมกัน หรือใช้แก้วน้ำและหลอดเดียวกัน หลายคนจึงติดเชื้อมาตั้งแต่เด็กโดยไม่เคยมีอาการเลย
การหลบซ่อนในปมประสาท หลังจากนั้นไวรัสจะเดินทางตามเส้นประสาทไปอยู่ในปมประสาท เช่น trigeminal ganglion สำหรับใบหน้า และ sacral ganglia สำหรับอวัยวะเพศและก้น
การกำเริบ เมื่อภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลงชั่วคราว ไวรัสจะเดินย้อนกลับมาตามเส้นประสาทเส้นเดิม ทำให้ตุ่มขึ้นซ้ำที่เดิมหรือใกล้เดิมเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้แยกเริมออกจากผื่นอื่นได้ดีที่สุด
องค์การอนามัยโลกประเมินว่าประชากรโลกอายุ 0–49 ปี ราว 2 ใน 3 มีเชื้อ HSV-1 อยู่ในตัว และผู้ใหญ่อายุ 15–49 ปี ราว 1 ใน 8 มีเชื้อ HSV-2 การเป็นเริมจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องของความสะอาด
HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร
HSV-1 ดั้งเดิมคือเชื้อของใบหน้าและริมฝีปาก แต่ปัจจุบันเป็นสาเหตุของเริมที่อวัยวะเพศครั้งแรกในวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวได้มากขึ้น จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
HSV-2 ส่วนใหญ่อยู่ที่อวัยวะเพศ ก้น และต้นขา ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก และกำเริบบ่อยกว่า HSV-1 ในตำแหน่งเดียวกันอย่างชัดเจน
ความสำคัญในทางปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวไหนร้ายกว่า" แต่อยู่ที่ความถี่ของการกำเริบ เริมที่อวัยวะเพศจาก HSV-2 กำเริบเฉลี่ย 4–5 ครั้งในปีแรก ขณะที่จาก HSV-1 มักกำเริบประมาณ 1 ครั้งต่อปีและลดลงเรื่อย ๆ ข้อมูลนี้ใช้ตัดสินว่าควรกินยาแบบกดเชื้อระยะยาวหรือไม่
การตรวจแยกชนิด ทำได้ด้วยการตรวจเลือดหาแอนติบอดีชนิดจำเพาะ (type-specific IgG) หรือการตรวจหาสารพันธุกรรมจากแผลโดยตรง
เริมติดต่อทางไหน และแพร่เชื้อช่วงไหน
เริมติดต่อจากการสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีไวรัสโดยตรง ไม่ติดทางอากาศ และไม่ติดจากการนั่งโถส้วมหรือสระว่ายน้ำ
ช่องทางที่พบบ่อยที่สุด คือการจูบ การหอมแก้ม การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก
การใช้ของร่วมกัน ที่สัมผัสน้ำลายหรือแผลโดยตรง เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ลิปบาล์ม และผ้าเช็ดตัว ในช่วงที่มีแผลเปิด
การพาเชื้อด้วยมือตัวเอง (autoinoculation) คือการเอานิ้วที่แตะแผลไปขยี้ตา แคะจมูก หรือสัมผัสบริเวณอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เริมไปขึ้นที่นิ้วหรือที่ตาได้
ช่วงที่แพร่เชื้อมากที่สุด คือตั้งแต่เริ่มรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ไปจนถึงวันที่แผลตกสะเก็ดแห้งสนิท
การแพร่เชื้อขณะไม่มีอาการ (asymptomatic shedding) เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและคนส่วนใหญ่ไม่ทราบ ผู้ที่มีเชื้อ HSV-2 มีไวรัสออกมาที่ผิวโดยไม่มีแผลให้เห็นประมาณ 10–20% ของจำนวนวันทั้งหมด การไม่มีแผลจึงไม่เท่ากับไม่แพร่เชื้อ และนี่คือเหตุผลที่คู่ของผู้ป่วยติดเชื้อได้ทั้งที่ "ไม่เคยเห็นแผลเลย"
อาการเริมครั้งแรก ต่างจากการกำเริบอย่างไร
ลักษณะ การติดเชื้อครั้งแรก (primary herpes) มักรุนแรงกว่ามาก ตุ่มขึ้นหลายกลุ่ม แผลกว้าง เจ็บมาก ร่วมกับไข้ ปวดเมื่อยตัว และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโต ในเด็กเล็กอาจขึ้นเต็มในปากและเหงือกจนกินไม่ได้ (herpetic gingivostomatitis) ส่วนการกำเริบจะมีตุ่มกลุ่มเดียวเล็ก ๆ ที่เดิม ไม่มีไข้ และหายเร็วกว่ามาก
สาเหตุ ครั้งแรกคือร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเลย การกำเริบคือไวรัสตัวเดิมในปมประสาทถูกกระตุ้นออกมา โดยมีภูมิคุ้มกันคอยควบคุมอยู่แล้ว
ความรุนแรงและความเร่งด่วน ครั้งแรกในผู้ใหญ่ควรได้รับยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเสมอ เพราะช่วยลดความเจ็บและระยะเวลาได้ชัดเจน ส่วนการกำเริบธรรมดาอาจหายเองได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ครั้งแรกที่อวัยวะเพศ ครั้งแรกในเด็กที่กินไม่ได้หรือปัสสาวะน้อยลง และทุกกรณีที่มีไข้สูงหรือปวดศีรษะรุนแรงร่วมด้วย
อาการเตือนก่อนตุ่มขึ้น (prodrome) คือความรู้สึกแสบ คัน ชา หรือปวดจี๊ดเหมือนเข็มทิ่มตรงจุดที่เคยเป็น ปรากฏล่วงหน้าประมาณ 6–24 ชั่วโมง ช่วงนี้คือเวลาทองในการเริ่มยา
เริม กี่วันหาย นับจากวันไหน
นับจากวันที่ตุ่มขึ้นวันแรก ไม่ใช่นับจากวันที่ได้รับเชื้อ
ระยะฟักตัว หลังรับเชื้อครั้งแรก 2–12 วัน เฉลี่ยประมาณ 4 วัน
การกำเริบทั่วไป ตุ่มน้ำใสอยู่ 1–2 วัน แตกเป็นแผลตื้น 2–3 วัน ตกสะเก็ดและหายสนิทรวม 5–10 วัน โดยไม่ทิ้งแผลเป็นถ้าไม่แกะ
การติดเชื้อครั้งแรก ใช้เวลานานกว่ามาก คือ 2–4 สัปดาห์ กว่าแผลจะหายหมด
ผลของการเริ่มยาเร็ว การเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก หรือดีที่สุดคือตั้งแต่ช่วงแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ช่วยร่นระยะเวลาลงได้ประมาณ 1–2 วัน และลดจำนวนตุ่มลง ถ้าเริ่มหลังตุ่มแตกเป็นแผลแล้ว ประโยชน์จะลดลงมาก
สัญญาณว่ากำลังหาย คือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นเพิ่มหลังเริ่มยา 48 ชั่วโมง แผลเริ่มแห้งและขอบแผลเรียบขึ้น ถ้าตุ่มยังขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เกิน 5 วัน หรือแผลขยายกว้างขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัย
เริมที่ปากและริมฝีปาก
ลักษณะ ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เรียงเป็นกลุ่มที่ขอบริมฝีปากหรือรอยต่อริมฝีปากกับผิวหนัง แตกเป็นแผลตื้นแล้วตกสะเก็ดสีน้ำตาล ขึ้นซ้ำที่มุมเดิมทุกครั้ง
สาเหตุ ส่วนใหญ่คือ HSV-1 ที่หลบอยู่ในปมประสาทใบหน้า กระตุ้นด้วยแดดจัด ไข้ พักผ่อนน้อย และความเครียด
ความรุนแรงและความเร่งด่วน ไม่อันตราย แต่แพร่เชื้อได้สูงมากในช่วงแผลเปิด ควรงดจูบและงดใช้แก้วหลอดร่วมกันจนแผลแห้ง
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อกำเริบมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แผลลามเข้าในปากจนกินไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นเริมหรือแผลร้อนใน
รายละเอียดเต็ม ๆ ของตำแหน่งนี้ รวมถึงตารางเทียบกับแผลร้อนในและปากนกกระจอก อยู่ในบทความ เริมที่ปาก เกิดจากอะไร กี่วันหาย ยาตัวไหนได้ผลจริง
เริมที่จมูกและรอบรูจมูก
ลักษณะ ตุ่มน้ำหรือแผลตื้นที่ปีกจมูก ใต้รูจมูก หรือในรูจมูก มักเจ็บมากกว่าที่ริมฝีปากเพราะผิวบริเวณนี้บาง และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวอักเสบหรือแผลจากการแคะจมูก
สาเหตุ HSV-1 ในปมประสาทใบหน้าเช่นเดียวกับที่ปาก มักตามหลังหวัดหรือการเช็ดจมูกบ่อย ๆ จนผิวถลอก
ความรุนแรงและความเร่งด่วน โดยตัวมันเองไม่รุนแรง แต่ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้ตา จึงต้องระวังการเอานิ้วไปแตะแล้วขยี้ตาเป็นพิเศษ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อแผลลามขึ้นไปทางดั้งจมูกหรือหัวตา หรือมีอาการเคืองตาร่วมด้วย
เริมที่นิ้วมือและแขน (herpetic whitlow)
นี่คือคำตอบของคำถามที่คนค้นหากันมากว่า "เริมเกิดจากอะไร ที่แขน"
ลักษณะ ตุ่มน้ำใสหรือขุ่นเป็นกลุ่มที่ปลายนิ้ว ข้างเล็บ หรือหลังมือ บวมแดงและปวดตุบ ๆ ลึก ๆ มากกว่าที่เห็นจากภายนอก บางครั้งขึ้นเป็นแถบตามแนวเส้นประสาทที่แขน
สาเหตุ ไวรัสเข้าทางรอยถลอกที่นิ้ว จากการเอานิ้วแตะแผลเริมของตัวเอง การกัดเล็บหรือแกะหนังรอบเล็บ ในเด็กเล็กมักมาจากการดูดนิ้วขณะมีเริมในปาก และพบได้ในผู้ที่ทำงานสัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น
ความรุนแรงและความเร่งด่วน หายเองได้ใน 2–3 สัปดาห์ แต่เจ็บมากและมักถูกวินิจฉัยผิดเป็นฝีหรือเล็บขบ แล้วถูกกรีดระบายหนอง ซึ่งไม่ช่วยและทำให้เชื้อกระจาย จุดนี้สำคัญที่สุดของหัวข้อนี้
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกครั้งที่มีตุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่นิ้ว ควรให้แพทย์ยืนยันก่อนจะยอมให้ใครกรีด
เริมที่ขา ก้น ต้นขา และสะโพก
และนี่คือคำตอบของ "เริม เกิดจากอะไร ที่ขา"
ลักษณะ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดงที่ก้น ร่องก้น ต้นขาด้านใน หรือหลังต้นขา มักขึ้นข้างเดียวและที่เดิมทุกครั้ง อาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ก้นหรือหลังนำมาก่อน
สาเหตุ ส่วนใหญ่เป็น HSV-2 ที่หลบอยู่ในปมประสาทกระเบนเหน็บ (sacral ganglia) ซึ่งเลี้ยงผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ก้น และต้นขาทั้งแถบ จึงกำเริบออกมานอกบริเวณอวัยวะเพศได้
ความรุนแรงและความเร่งด่วน ไม่อันตราย แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวที่ก้น ฝี หรือผื่นแพ้จากการเสียดสี ทำให้ได้รับยาผิดชนิดซ้ำ ๆ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อตุ่มขึ้นซ้ำที่จุดเดิมมากกว่า 2–3 ครั้ง เพราะรูปแบบ "ที่เดิม ข้างเดียว เป็นกลุ่ม" คือเบาะแสสำคัญของเริม
เริมที่อวัยวะเพศ
ลักษณะ ตุ่มน้ำหลายเม็ดที่แตกเป็นแผลตื้นขอบเรียบ เจ็บแสบมากเวลาปัสสาวะโดน ในผู้หญิงอาจมีตกขาวเพิ่มขึ้น ในผู้ชายมักอยู่ที่ลำองคชาตหรือหนังหุ้มปลาย
สาเหตุ HSV-2 เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน HSV-1 จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากเป็นสาเหตุของการติดเชื้อครั้งแรกในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความรุนแรงและความเร่งด่วน ครั้งแรกมักรุนแรงและอาจปัสสาวะไม่ออกจากความเจ็บ ต้องได้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานทุกราย และควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกรายที่เป็นครั้งแรก ทุกรายที่ปัสสาวะไม่ออก และทุกรายที่ตั้งครรภ์
เริมที่ตา — ภาวะที่ต้องพบแพทย์ในวันนั้น
ลักษณะ ตาแดงข้างเดียว เคืองตา น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ตามัวลง และอาจมีตุ่มน้ำที่เปลือกตาหรือหัวตาร่วมด้วย
สาเหตุ HSV-1 ที่ลามมาที่กระจกตาหรือเยื่อบุตา มักมาจากการเอานิ้วที่แตะแผลไปขยี้ตา
ความรุนแรงและความเร่งด่วน นี่คือภาวะเร่งด่วนที่สุดของโรคนี้ การอักเสบซ้ำ ๆ ที่กระจกตาทำให้เกิดแผลเป็นและเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากกระจกตาขุ่น ต้องพบจักษุแพทย์ภายในวันเดียวกัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทันทีที่มีอาการทางตาร่วมกับเริม และ ห้ามหยอดยาที่มีสเตียรอยด์เองเด็ดขาด เพราะทำให้แผลที่กระจกตาลุกลามเร็วขึ้น
เริมที่ลำตัวและใบหน้าจากการปะทะ
ลักษณะ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มกระจายที่ใบหน้า คอ ไหล่ หรือลำตัว ในนักกีฬาที่มีการปะทะผิวต่อผิว เช่น มวยปล้ำและยูโด เรียกว่า herpes gladiatorum
สาเหตุ HSV-1 ที่ส่งต่อกันผ่านผิวหนังที่ถลอกระหว่างการฝึกซ้อม
ความรุนแรงและความเร่งด่วน มักมาพร้อมไข้และต่อมน้ำเหลืองโตในการติดเชื้อครั้งแรก ต้องหยุดฝึกซ้อมจนแผลตกสะเก็ดครบเพื่อไม่ให้ระบาดในทีม
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีตุ่มน้ำกระจายหลายจุดพร้อมไข้ เพราะต้องแยกจากอีสุกอีใสและผื่นแพ้ยา
อะไรกระตุ้นให้เริมกำเริบ
ตัวกระตุ้นไม่เหมือนกันในแต่ละคน การจดบันทึกว่าแต่ละครั้งเกิดหลังอะไรจึงมีประโยชน์กว่าการเลี่ยงทุกอย่าง
แสงแดดและรังสียูวี เป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่สุดของเริมที่ริมฝีปาก การใช้ลิปบาล์มที่มี SPF 30 ขึ้นไปก่อนออกแดดช่วยลดการกำเริบในคนกลุ่มนี้ได้
ไข้และการเจ็บป่วย จนเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า fever blister
การพักผ่อนไม่พอและความเครียดต่อเนื่อง
ประจำเดือน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
การบาดเจ็บหรือหัตถการบริเวณนั้น เช่น การทำฟัน การสัก การขัดผิว และหัตถการบนใบหน้า
ยากดภูมิคุ้มกันและสเตียรอยด์ ทั้งชนิดกินและชนิดทาแรง ๆ บริเวณที่เคยเป็น
ยารักษาเริม: ยาทา ยากิน และแบบกดเชื้อระยะยาว
ยารักษาเริมทั้งหมดเป็นยาต้านไวรัสกลุ่มเดียวกัน ทำงานโดยหยุดการเพิ่มจำนวนของไวรัสในเซลล์ที่กำลังติดเชื้อ จึงทำให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการแพร่เชื้อ แต่ไม่สามารถกำจัดไวรัสที่หลบอยู่ในปมประสาทได้ ชื่อยาที่กล่าวถึงต่อไปนี้เป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกชนิด ขนาด และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ตามตำแหน่ง ความรุนแรง การทำงานของไตและโรคประจำตัวของแต่ละคน
ยาทาเฉพาะที่ — ช่วยได้จำกัด
อะไซโคลเวียร์ชนิดครีม 5% (topical acyclovir 5% cream) ทาบาง ๆ บนตุ่ม 5 ครั้งต่อวัน นาน 4 วัน ร่นระยะเวลาของแผลได้ประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันเท่านั้น
เพนไซโคลเวียร์ชนิดครีม 1% (penciclovir 1% cream) ทาทุก 2 ชั่วโมงในช่วงที่ตื่น นาน 4 วัน
สิ่งที่ต้องเข้าใจ ยาทาเหมาะกับเริมที่ริมฝีปากที่กำเริบไม่บ่อยและอาการเบาเท่านั้น ไม่ใช้แทนยากินในการติดเชื้อครั้งแรก ที่อวัยวะเพศ หรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ และ ห้ามใช้ยาทาที่มีสเตียรอยด์เดี่ยว ๆ บนแผลเริม เพราะทำให้แผลลามกว้างขึ้น
ยารับประทานแบบเป็นครั้ง (episodic therapy)
ใช้กินเฉพาะเวลาที่กำเริบ เริ่มให้เร็วที่สุดตั้งแต่ช่วงแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น
อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เริมที่ปากใช้ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 5 วัน · เริมที่อวัยวะเพศครั้งแรกใช้ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบที่อวัยวะเพศใช้ 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน ข้อเสียคือต้องกินถี่และต้องแบ่งมื้อให้ตรงเวลา
วาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) ดูดซึมดีกว่าจึงกินน้อยครั้งกว่า เริมที่ปากใช้ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง นานเพียง 1 วัน · ครั้งแรกที่อวัยวะเพศใช้ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบใช้ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน
แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) เริมที่ปากใช้ 1,500 มิลลิกรัม ครั้งเดียว · ครั้งแรกที่อวัยวะเพศใช้ 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบใช้ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 1 วัน
อะไรชี้ว่าได้ผล ไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา แผลแห้งเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน ๆ ที่ไม่ได้กินยา · อะไรชี้ว่าไม่ได้ผล ตุ่มยังขึ้นใหม่หลังกินยาครบ 5 วัน แผลขยายกว้าง หรือมีหนองและขอบแผลเหลืองหนา ซึ่งบ่งถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนและต้องได้ยาอีกชนิด
ยารับประทานแบบกดเชื้อระยะยาว (suppressive therapy)
คือการกินยาขนาดต่ำทุกวันต่อเนื่อง เหมาะกับผู้ที่กำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป ผู้ที่กำเริบแล้วกระทบการทำงานหรือความสัมพันธ์มาก และคู่ที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีเชื้อ
อะไซโคลเวียร์ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ทุกวัน
วาลาไซโคลเวียร์ 500 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือ 1 กรัมวันละครั้งเมื่อกำเริบมากกว่า 10 ครั้งต่อปี
แฟมไซโคลเวียร์ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
ผลที่คาดหวังได้ ลดจำนวนครั้งของการกำเริบลงได้ราว 70–80% และการศึกษาในคู่ที่ฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ HSV-2 พบว่าการกินวาลาไซโคลเวียร์วันละครั้งลดการส่งต่อเชื้อให้คู่ลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เป็นศูนย์ จึงยังต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
การติดตาม ทบทวนความจำเป็นกับแพทย์ทุก 12 เดือน เพราะความถี่ของการกำเริบมักลดลงเองตามเวลา และควรตรวจการทำงานของไตในผู้ที่มีโรคไตหรือผู้สูงอายุ
เริมในหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด
ลักษณะ อาการในแม่ไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การส่งต่อเชื้อให้ทารกขณะคลอดผ่านช่องคลอดที่มีแผล
สาเหตุของความเสี่ยงสูงสุด คือการติดเชื้อ ครั้งแรก ในไตรมาสที่สาม เพราะแม่ยังไม่มีแอนติบอดีส่งต่อให้ลูก ความเสี่ยงต่างจากการกำเริบของเชื้อเดิมอย่างมาก
แนวทางที่ใช้จริง แพทย์มักให้อะไซโคลเวียร์ชนิดรับประทานแบบกดเชื้อตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 36 สัปดาห์จนคลอด เพื่อลดโอกาสมีแผลในวันคลอด และพิจารณาผ่าคลอดเมื่อมีแผลหรืออาการเตือนอยู่ในขณะเจ็บครรภ์
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกรายที่ตั้งครรภ์แล้วสงสัยว่าเป็นเริมครั้งแรก ต้องแจ้งสูติแพทย์ทันที ไม่ใช่รอถึงวันฝากครรภ์ครั้งถัดไป
ในทารกแรกเกิด เริมเป็นภาวะรุนแรงที่ลามเข้ากระแสเลือดและระบบประสาทได้ ต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล อาการที่ต้องรีบพาไปคือทารกซึมลง ไม่ดูดนม ไข้ หรือมีตุ่มน้ำแม้เพียงไม่กี่เม็ด
เริมในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ลักษณะ แผลกว้างกว่าปกติ ขอบแผลลึก หายช้าเกิน 2 สัปดาห์ อาจลามเป็นแผลเรื้อรังที่ไม่เหมือนเริมทั่วไปจนวินิจฉัยยาก
ใครอยู่ในกลุ่มนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง
ความรุนแรงและความเร่งด่วน ต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้นและนานขึ้น บางรายต้องให้ทางหลอดเลือดดำ และมีโอกาสพบเชื้อดื้อยาอะไซโคลเวียร์ซึ่งต้องเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่น
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกครั้งที่แผลไม่ดีขึ้นเลยหลังกินยาครบ หรือแผลขยายขึ้นระหว่างกินยา
ข้อควรระวังพิเศษ ผู้ที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรงอาจเกิดภาวะที่ไวรัสเริมลามไปทั่วบริเวณผื่น (eczema herpeticum) ซึ่งมีตุ่มน้ำและรอยบุ๋มเล็ก ๆ กระจายเป็นบริเวณกว้างพร้อมไข้ ภาวะนี้ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
วิธีแยกเริมจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน
ลักษณะร่วมที่ช่วยที่สุดคือ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นที่เดิม ข้างเดียว และมีอาการแสบนำมาก่อน
แผลร้อนใน (aphthous ulcer) อยู่ในเยื่อบุปากด้านใน กระพุ้งแก้ม และลิ้น ไม่เริ่มจากตุ่มน้ำ ไม่ติดต่อ ส่วนเริมเริ่มที่ขอบริมฝีปากด้านนอกหรือเหงือกและเพดานแข็ง
[งูสวัด](https://www.siamdermatology.com/post/งูสวัด-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการเริ่มแรก-วิธีแยกจากเริม-และกฎ-72-ชั่วโมงที่ต้องรีบรักษา) เกิดจากไวรัสคนละตัว ตุ่มเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาทและหยุดที่แนวกลางลำตัว ปวดมากกว่า และมักเป็นครั้งเดียวในชีวิต ขณะที่เริมขึ้นเป็นกระจุกเล็ก ๆ และกลับมาซ้ำ
[ปากนกกระจอก](https://www.siamdermatology.com/post/ปากนกกระจอก-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากเริม-ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย-และวิธีรักษาให้ตรง) อยู่ที่มุมปากทั้งสองข้าง เป็นรอยแตกแดงลอก ไม่ใช่ตุ่มน้ำ และมักสัมพันธ์กับเชื้อราหรือน้ำลายหมักหมม
[โรคมือ เท้า ปาก](https://www.siamdermatology.com/post/โรคมือ-เท้า-ปาก-hfmd-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกตุ่มน้ำจากเริม-อีสุกอีใส-อาการในผู้ใหญ่) ตุ่มขึ้นพร้อมกันที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก พบในเด็กและระบาดเป็นกลุ่ม
[อีสุกอีใส](https://www.siamdermatology.com/post/อีสุกอีใส-chickenpox-สาเหตุ-อาการ-วิธีรักษา-และการป้องกัน) ตุ่มกระจายทั่วตัวรวมถึงหนังศีรษะ และเห็นหลายระยะปนกัน ไม่ได้กระจุกอยู่จุดเดียว
[แผลพุพองจากเชื้อแบคทีเรีย](https://www.siamdermatology.com/post/แผลพุพอง-impetigo-ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย-สาเหตุ-อาการ-และการรักษา) สะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้งรอบปากและจมูก ลามเร็วและไม่ขึ้นซ้ำที่เดิม
[แผลซิฟิลิสระยะแรก](https://www.siamdermatology.com/post/ซิฟิลิส-syphilis-ระยะ-primary-secondary-tertiary-vdrl-tpha-รักษาด้วย-benzathine-penicillin) เป็นแผลเดี่ยว ขอบแข็ง และ ไม่เจ็บ ซึ่งต่างจากเริมที่เจ็บชัดเจน ข้อนี้สำคัญเพราะทั้งสองโรคอยู่ตำแหน่งเดียวกันได้
การตรวจวินิจฉัยเริม
ส่วนใหญ่แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยได้จากลักษณะแผลและประวัติการเป็นซ้ำที่เดิม การตรวจเพิ่มใช้เมื่อภาพไม่ชัดเจนหรือต้องการยืนยัน
การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสจากแผล (PCR) แม่นยำที่สุด และบอกได้ว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ควรป้ายจากตุ่มที่เพิ่งแตกใหม่ เพราะแผลที่ตกสะเก็ดแล้วอาจให้ผลลบทั้งที่เป็นเริมจริง
การเพาะเชื้อไวรัส ใช้ได้แต่ไวต่อเวลาการเก็บมากกว่า
การตรวจเลือดหาแอนติบอดีชนิดจำเพาะ (type-specific IgG) บอกว่าเคยติดเชื้อชนิดไหนมาแล้ว ไม่ได้บอกว่าแผลที่เห็นตอนนี้คือเริมหรือไม่ และใช้เวลา 2–12 สัปดาห์หลังติดเชื้อกว่าผลจะขึ้น จึงมีประโยชน์ในการให้คำปรึกษาคู่มากกว่าในการวินิจฉัยแผลเฉียบพลัน
การตรวจที่ไม่ควรใช้ตัดสินแล้ว คือการตรวจ Tzanck smear เพียงอย่างเดียว เพราะแยก HSV จากไวรัสอีสุกอีใส-งูสวัดไม่ได้
ภาวะแทรกซ้อนของเริมที่ต้องระวัง
การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนบนแผล จากการแกะและเกา สังเกตได้จากหนอง สะเก็ดหนาสีเหลือง และผิวรอบแผลบวมแดงลามออก
การอักเสบของกระจกตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากกระจกตาขุ่น
การอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง พบไม่บ่อยแต่ร้ายแรง อาการคือไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง สับสน หรือชัก ต้องไปโรงพยาบาลทันที
[ผื่น erythema multiforme](https://www.siamdermatology.com/post/erythema-multiforme-ผื่น-target-lesion-จาก-hsv-และ-mycoplasma) คือผื่นวงคล้ายเป้ายิงธนูที่ตามหลังเริมประมาณ 1–2 สัปดาห์ ในคนที่เป็นซ้ำบ่อยอาจต้องใช้ยากดเชื้อระยะยาวเพื่อตัดวงจรนี้
ภาวะไวรัสลามบนผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่กล่าวไว้ข้างต้น
ผลกระทบด้านจิตใจ โดยเฉพาะเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งมักกระทบมากกว่าตัวโรคเอง การได้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าโรคนี้พบบ่อยเพียงใดและคุมได้อย่างไร ช่วยได้มากกว่าที่คาด
ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ และไม่ให้กำเริบซ้ำ
ระหว่างมีแผล งดจูบ งดมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบรวมถึงทางปาก งดใช้แก้ว หลอด ช้อน ลิปบาล์ม ผ้าเช็ดตัว และมีดโกนร่วมกัน จนแผลตกสะเก็ดแห้งสนิท
ล้างมือทุกครั้งหลังแตะแผล และอย่าขยี้ตาเด็ดขาด ซึ่งเป็นวิธีป้องกันเริมที่นิ้วและที่ตาที่ได้ผลที่สุด
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลดความเสี่ยงได้มากแต่ไม่หมด เพราะไม่ได้คลุมผิวหนังทุกส่วนที่มีเชื้อออกมาได้
พูดคุยกับคู่ก่อน เป็นเรื่องที่ยากแต่ช่วยลดการส่งต่อเชื้อได้จริงที่สุด ร่วมกับการพิจารณายากดเชื้อระยะยาวในคู่ที่ฝ่ายหนึ่งยังไม่มีเชื้อ
ห้ามเข้าใกล้ทารกแรกเกิดขณะมีแผลที่ปาก และห้ามหอมทารก ซึ่งเป็นข้อที่คนละเลยมากที่สุดและมีผลร้ายแรงที่สุด
ลดการกำเริบ ด้วยการทาลิปบาล์มกันแดดก่อนออกแดด นอนให้พอ จัดการความเครียด และแจ้งแพทย์ผิวหนังหรือทันตแพทย์ว่าเคยเป็นเริมก่อนทำหัตถการบริเวณใบหน้าหรือปาก เพื่อพิจารณาให้ยาป้องกันล่วงหน้า
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเริม
"เป็นเริมแปลว่านอกใจ" ไม่จริง เชื้อ HSV-1 ส่วนใหญ่ติดมาตั้งแต่วัยเด็ก และการติดเชื้อครั้งแรกอาจไม่มีอาการเลยเป็นเวลาหลายปีก่อนจะแสดงออกครั้งแรก การมีแผลครั้งแรกวันนี้จึงไม่ได้แปลว่าเพิ่งรับเชื้อมาวันนี้
"ไม่มีแผลแปลว่าไม่แพร่เชื้อ" ไม่จริง ดังที่อธิบายไว้ในหัวข้อการแพร่เชื้อขณะไม่มีอาการ
"เริมกับหูดข้าวสุกหรือสิวเป็นเรื่องเดียวกัน" ไม่ใช่ เริมมีตุ่มน้ำใสและอาการแสบนำมาก่อนเสมอ
"ทายาสีฟันหรือเกลือแล้วแห้งเร็ว" ไม่ช่วย และทำให้ผิวรอบแผลระคายเคืองจนแผลกว้างขึ้น
"เจาะตุ่มให้น้ำออกแล้วหายเร็ว" ตรงกันข้าม น้ำในตุ่มเต็มไปด้วยไวรัส การเจาะทำให้เชื้อกระจายและเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน
"กินยาครั้งเดียวแล้วหายขาด" ไม่มียาชนิดใดในปัจจุบันกำจัดไวรัสออกจากปมประสาทได้ เป้าหมายของการรักษาคือให้แผลหายเร็วขึ้น กำเริบน้อยลง และแพร่เชื้อน้อยลง
เมื่อไรควรพบแพทย์
มีอาการทางตาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นตาแดง เคืองตา สู้แสงไม่ได้ หรือตามัว — ควรพบแพทย์ในวันนั้น
เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะที่อวัยวะเพศ หรือมีไข้และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
แผลไม่ดีขึ้นเลยภายใน 10 วัน หรือมีตุ่มใหม่ขึ้นต่อเนื่องหลังกินยาครบ
มีหนอง สะเก็ดหนาสีเหลือง หรือผิวรอบแผลบวมแดงลามออก
กำเริบบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือกระทบการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน
กำลังตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรงอยู่เดิม
ทารกแรกเกิดมีตุ่มน้ำ ซึม หรือไม่ดูดนม — ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
สรุปสั้น ๆ
เริมเกิดจากไวรัส herpes simplex ที่หลบอยู่ในปมประสาทถาวร จึงกำเริบซ้ำที่เดิมได้ตลอดชีวิต และยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อออกได้
จุดสังเกตที่แยกเริมจากโรคอื่นได้ดีที่สุดคือ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นที่เดิม ข้างเดียว และมีอาการแสบหรือคันนำมาก่อน 6–24 ชั่วโมง
การกำเริบทั่วไปหายใน 5–10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกใช้เวลา 2–4 สัปดาห์
ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก ส่วนผู้ที่กำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไปควรคุยเรื่องยากดเชื้อระยะยาวกับแพทย์
การไม่มีแผลไม่เท่ากับไม่แพร่เชื้อ เพราะไวรัสออกมาที่ผิวโดยไม่มีอาการได้ราว 10–20% ของวัน
สิ่งเดียวที่ต้องรีบที่สุดคืออาการทางตาและตุ่มน้ำในทารกแรกเกิด ทั้งสองอย่างนี้ไปพบแพทย์ทันที อย่ารอดูอาการ
คำถามที่พบบ่อย
เริม กี่วันหาย
ถ้าเป็นการกำเริบซ้ำตามปกติ นับจากวันที่ตุ่มขึ้นวันแรก ตุ่มน้ำใสจะอยู่ 1–2 วัน แตกเป็นแผลตื้นอีก 2–3 วัน แล้วตกสะเก็ดและหายสนิทรวมประมาณ 5–10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกจะนานกว่ามากคือ 2–4 สัปดาห์ เพราะร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสมาก่อน การกินยาต้านไวรัสตั้งแต่ช่วงที่เริ่มรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ช่วยร่นเวลาลงได้ประมาณ 1–2 วันและทำให้ตุ่มขึ้นน้อยลง แต่ถ้าเริ่มยาหลังตุ่มแตกเป็นแผลแล้ว ประโยชน์จะลดลงมาก จุดที่ใช้บอกว่ากำลังหายคือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นเพิ่มหลังเริ่มยา 48 ชั่วโมง
โรคเริม อันตรายไหม
ในคนสุขภาพดีทั่วไป เริมที่ปากและที่อวัยวะเพศไม่อันตรายถึงชีวิต เป็นเรื่องของความเจ็บ ความรำคาญ และการแพร่เชื้อมากกว่า แต่มีสามสถานการณ์ที่ถือว่าอันตรายจริงและต้องรีบ หนึ่งคือเริมที่ตา เพราะการอักเสบซ้ำ ๆ ที่กระจกตาทำให้เกิดแผลเป็นและสูญเสียการมองเห็นได้ สองคือเริมในทารกแรกเกิด ซึ่งลามเข้ากระแสเลือดและระบบประสาทได้และต้องรักษาในโรงพยาบาล สามคือเริมในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรง ซึ่งแผลลามกว้างและหายช้ากว่าปกติมาก
เริมเกิดจากอะไร ที่แขน
เริมที่แขน นิ้วมือ หรือหลังมือ เกิดจากไวรัสตัวเดียวกันที่เข้าทางรอยถลอกเล็ก ๆ ของผิวบริเวณนั้น ทางที่พบบ่อยที่สุดคือการเอานิ้วไปแตะแผลเริมของตัวเองแล้วมาแกะหนังรอบเล็บหรือกัดเล็บ ในเด็กเล็กมักมาจากการดูดนิ้วขณะมีเริมในปาก เมื่อขึ้นที่นิ้วจะเรียกว่า herpetic whitlow มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำกลุ่มเล็ก ๆ ที่บวมและปวดตุบ ๆ ลึกกว่าที่เห็นจากภายนอก จุดสำคัญคือภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นฝีหรือเล็บขบแล้วถูกกรีดระบายหนอง ซึ่งไม่ช่วยและทำให้เชื้อกระจาย จึงควรให้แพทย์ยืนยันก่อนเสมอ
เริม เกิดจากอะไร ที่ขา
เริมที่ขา ต้นขา ก้น หรือสะโพก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ HSV-2 ที่หลบอยู่ในปมประสาทกระเบนเหน็บ ซึ่งเลี้ยงผิวหนังทั้งแถบตั้งแต่อวัยวะเพศไปถึงก้นและต้นขา เวลากำเริบจึงออกมานอกบริเวณอวัยวะเพศได้ ลักษณะคือตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นข้างเดียวและที่จุดเดิมทุกครั้ง บางคนมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ก้นหรือหลังนำมาก่อน 1 วัน ตำแหน่งนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวที่ก้น ฝี หรือผื่นแพ้จากการเสียดสี ทำให้ได้ยาผิดชนิดซ้ำ ๆ ถ้าตุ่มขึ้นซ้ำที่เดิมเกิน 2–3 ครั้ง ควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน
โรคเริม วิธีรักษา ทำยังไงให้หายเร็วที่สุด
สิ่งที่ช่วยได้จริงมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกและสำคัญที่สุดคือเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานให้เร็วที่สุด ตั้งแต่ช่วงที่รู้สึกแสบหรือคันก่อนตุ่มขึ้น ยาที่ใช้คืออะไซโคลเวียร์ วาลาไซโคลเวียร์ หรือแฟมไซโคลเวียร์ โดยขนาดและจำนวนวันต่างกันตามตำแหน่งและว่าเป็นครั้งแรกหรือกำเริบซ้ำ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เลือกให้ อย่างที่สองคือดูแลแผลให้สะอาด ไม่แกะ ไม่เจาะตุ่ม และประคบเย็นสั้น ๆ เพื่อลดปวด อย่างที่สามคือพักผ่อนให้พอและเลี่ยงแดดจัดบริเวณที่เป็น ส่วนยาทาเฉพาะที่ช่วยได้เพียงเล็กน้อยและเหมาะกับเริมที่ริมฝีปากที่อาการเบาเท่านั้น ยาสีฟัน เกลือ และการเจาะตุ่มไม่ช่วยและทำให้แผลแย่ลง
เริมรักษาหายขาดไหม ทำไมกลับมาเป็นซ้ำ
ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดกำจัดไวรัสเริมออกจากร่างกายได้ เพราะหลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกซึ่งยาเข้าไม่ถึงและระบบภูมิคุ้มกันกำจัดไม่ได้ เมื่อภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลงชั่วคราว เช่น ตอนโดนแดดจัด มีไข้ นอนน้อย เครียด หรือมีประจำเดือน ไวรัสจะเดินย้อนกลับมาตามเส้นประสาทเส้นเดิมจึงขึ้นที่จุดเดิมเสมอ สิ่งที่ทำได้คือควบคุมโรคให้ดี คือกำเริบน้อยลง หายเร็วขึ้น และแพร่เชื้อน้อยลง ข่าวดีคือความถี่ของการกำเริบมักลดลงเองตามเวลาในคนส่วนใหญ่ และผู้ที่กำเริบบ่อยสามารถใช้ยากดเชื้อระยะยาวซึ่งลดจำนวนครั้งลงได้ราว 70–80%
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง โดยแพทย์เฉพาะทาง
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย ชื่อยาที่กล่าวถึงเป็นชื่อสามัญทางยาเพื่อความเข้าใจ การเลือกชนิดและขนาดยาต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 22 กันยายน 2026

ความคิดเห็น