top of page

เริม เกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังอธิบายสาเหตุจริง วิธีแยกจากแผลร้อนใน–งูสวัด และการรักษาที่ได้ผล

24 ก.ค.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา

เริม (Herpes simplex) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, HSV) ที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสเรียงกันเป็นกลุ่มบนพื้นผิวแดง แล้วแตกเป็นแผลตื้นภายใน 1–2 วัน เมื่อรับเชื้อครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปหลบอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกอย่างถาวร และกลับออกมาที่ผิวหนังจุดเดิมเป็นครั้งคราวตลอดชีวิต จึงเป็นโรคที่ "คุมได้" แต่ยังไม่มีวิธีกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย

บทความนี้เป็นหน้าหลักของเรื่องเริมทั้งหมด ครอบคลุมสาเหตุ การติดต่อ อาการแต่ละตำแหน่ง ระยะเวลาหาย ยาที่ใช้จริงพร้อมขนาดและระยะเวลา และวิธีแยกจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน

เริม เกิดจากอะไร

เริมเกิดจากไวรัส herpes simplex virus ซึ่งอยู่ในตระกูล Herpesviridae เดียวกับไวรัสอีสุกอีใส-งูสวัด แต่คนละตัว ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกเล็ก ๆ หรือเยื่อบุที่ชื้น เช่น ริมฝีปาก ช่องปาก เยื่อบุตา อวัยวะเพศ และทวารหนัก แล้วเพิ่มจำนวนในเซลล์ผิวหนังชั้นบนจนเกิดตุ่มน้ำ

  • การรับเชื้อครั้งแรก เกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กจากการถูกหอมแก้ม กินของร่วมกัน หรือใช้แก้วน้ำและหลอดเดียวกัน หลายคนจึงติดเชื้อมาตั้งแต่เด็กโดยไม่เคยมีอาการเลย

  • การหลบซ่อนในปมประสาท หลังจากนั้นไวรัสจะเดินทางตามเส้นประสาทไปอยู่ในปมประสาท เช่น trigeminal ganglion สำหรับใบหน้า และ sacral ganglia สำหรับอวัยวะเพศและก้น

  • การกำเริบ เมื่อภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลงชั่วคราว ไวรัสจะเดินย้อนกลับมาตามเส้นประสาทเส้นเดิม ทำให้ตุ่มขึ้นซ้ำที่เดิมหรือใกล้เดิมเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้แยกเริมออกจากผื่นอื่นได้ดีที่สุด

องค์การอนามัยโลกประเมินว่าประชากรโลกอายุ 0–49 ปี ราว 2 ใน 3 มีเชื้อ HSV-1 อยู่ในตัว และผู้ใหญ่อายุ 15–49 ปี ราว 1 ใน 8 มีเชื้อ HSV-2 การเป็นเริมจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องของความสะอาด

HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร

  • HSV-1 ดั้งเดิมคือเชื้อของใบหน้าและริมฝีปาก แต่ปัจจุบันเป็นสาเหตุของเริมที่อวัยวะเพศครั้งแรกในวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวได้มากขึ้น จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

  • HSV-2 ส่วนใหญ่อยู่ที่อวัยวะเพศ ก้น และต้นขา ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก และกำเริบบ่อยกว่า HSV-1 ในตำแหน่งเดียวกันอย่างชัดเจน

  • ความสำคัญในทางปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวไหนร้ายกว่า" แต่อยู่ที่ความถี่ของการกำเริบ เริมที่อวัยวะเพศจาก HSV-2 กำเริบเฉลี่ย 4–5 ครั้งในปีแรก ขณะที่จาก HSV-1 มักกำเริบประมาณ 1 ครั้งต่อปีและลดลงเรื่อย ๆ ข้อมูลนี้ใช้ตัดสินว่าควรกินยาแบบกดเชื้อระยะยาวหรือไม่

  • การตรวจแยกชนิด ทำได้ด้วยการตรวจเลือดหาแอนติบอดีชนิดจำเพาะ (type-specific IgG) หรือการตรวจหาสารพันธุกรรมจากแผลโดยตรง

เริมติดต่อทางไหน และแพร่เชื้อช่วงไหน

เริมติดต่อจากการสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีไวรัสโดยตรง ไม่ติดทางอากาศ และไม่ติดจากการนั่งโถส้วมหรือสระว่ายน้ำ

  • ช่องทางที่พบบ่อยที่สุด คือการจูบ การหอมแก้ม การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก

  • การใช้ของร่วมกัน ที่สัมผัสน้ำลายหรือแผลโดยตรง เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ลิปบาล์ม และผ้าเช็ดตัว ในช่วงที่มีแผลเปิด

  • การพาเชื้อด้วยมือตัวเอง (autoinoculation) คือการเอานิ้วที่แตะแผลไปขยี้ตา แคะจมูก หรือสัมผัสบริเวณอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เริมไปขึ้นที่นิ้วหรือที่ตาได้

  • ช่วงที่แพร่เชื้อมากที่สุด คือตั้งแต่เริ่มรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ไปจนถึงวันที่แผลตกสะเก็ดแห้งสนิท

  • การแพร่เชื้อขณะไม่มีอาการ (asymptomatic shedding) เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและคนส่วนใหญ่ไม่ทราบ ผู้ที่มีเชื้อ HSV-2 มีไวรัสออกมาที่ผิวโดยไม่มีแผลให้เห็นประมาณ 10–20% ของจำนวนวันทั้งหมด การไม่มีแผลจึงไม่เท่ากับไม่แพร่เชื้อ และนี่คือเหตุผลที่คู่ของผู้ป่วยติดเชื้อได้ทั้งที่ "ไม่เคยเห็นแผลเลย"

อาการเริมครั้งแรก ต่างจากการกำเริบอย่างไร

  • ลักษณะ การติดเชื้อครั้งแรก (primary herpes) มักรุนแรงกว่ามาก ตุ่มขึ้นหลายกลุ่ม แผลกว้าง เจ็บมาก ร่วมกับไข้ ปวดเมื่อยตัว และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโต ในเด็กเล็กอาจขึ้นเต็มในปากและเหงือกจนกินไม่ได้ (herpetic gingivostomatitis) ส่วนการกำเริบจะมีตุ่มกลุ่มเดียวเล็ก ๆ ที่เดิม ไม่มีไข้ และหายเร็วกว่ามาก

  • สาเหตุ ครั้งแรกคือร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเลย การกำเริบคือไวรัสตัวเดิมในปมประสาทถูกกระตุ้นออกมา โดยมีภูมิคุ้มกันคอยควบคุมอยู่แล้ว

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน ครั้งแรกในผู้ใหญ่ควรได้รับยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเสมอ เพราะช่วยลดความเจ็บและระยะเวลาได้ชัดเจน ส่วนการกำเริบธรรมดาอาจหายเองได้

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ครั้งแรกที่อวัยวะเพศ ครั้งแรกในเด็กที่กินไม่ได้หรือปัสสาวะน้อยลง และทุกกรณีที่มีไข้สูงหรือปวดศีรษะรุนแรงร่วมด้วย

อาการเตือนก่อนตุ่มขึ้น (prodrome) คือความรู้สึกแสบ คัน ชา หรือปวดจี๊ดเหมือนเข็มทิ่มตรงจุดที่เคยเป็น ปรากฏล่วงหน้าประมาณ 6–24 ชั่วโมง ช่วงนี้คือเวลาทองในการเริ่มยา

เริม กี่วันหาย นับจากวันไหน

นับจากวันที่ตุ่มขึ้นวันแรก ไม่ใช่นับจากวันที่ได้รับเชื้อ

  • ระยะฟักตัว หลังรับเชื้อครั้งแรก 2–12 วัน เฉลี่ยประมาณ 4 วัน

  • การกำเริบทั่วไป ตุ่มน้ำใสอยู่ 1–2 วัน แตกเป็นแผลตื้น 2–3 วัน ตกสะเก็ดและหายสนิทรวม 5–10 วัน โดยไม่ทิ้งแผลเป็นถ้าไม่แกะ

  • การติดเชื้อครั้งแรก ใช้เวลานานกว่ามาก คือ 2–4 สัปดาห์ กว่าแผลจะหายหมด

  • ผลของการเริ่มยาเร็ว การเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก หรือดีที่สุดคือตั้งแต่ช่วงแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ช่วยร่นระยะเวลาลงได้ประมาณ 1–2 วัน และลดจำนวนตุ่มลง ถ้าเริ่มหลังตุ่มแตกเป็นแผลแล้ว ประโยชน์จะลดลงมาก

  • สัญญาณว่ากำลังหาย คือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นเพิ่มหลังเริ่มยา 48 ชั่วโมง แผลเริ่มแห้งและขอบแผลเรียบขึ้น ถ้าตุ่มยังขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เกิน 5 วัน หรือแผลขยายกว้างขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัย

เริมที่ปากและริมฝีปาก

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เรียงเป็นกลุ่มที่ขอบริมฝีปากหรือรอยต่อริมฝีปากกับผิวหนัง แตกเป็นแผลตื้นแล้วตกสะเก็ดสีน้ำตาล ขึ้นซ้ำที่มุมเดิมทุกครั้ง

  • สาเหตุ ส่วนใหญ่คือ HSV-1 ที่หลบอยู่ในปมประสาทใบหน้า กระตุ้นด้วยแดดจัด ไข้ พักผ่อนน้อย และความเครียด

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน ไม่อันตราย แต่แพร่เชื้อได้สูงมากในช่วงแผลเปิด ควรงดจูบและงดใช้แก้วหลอดร่วมกันจนแผลแห้ง

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อกำเริบมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แผลลามเข้าในปากจนกินไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นเริมหรือแผลร้อนใน

รายละเอียดเต็ม ๆ ของตำแหน่งนี้ รวมถึงตารางเทียบกับแผลร้อนในและปากนกกระจอก อยู่ในบทความ เริมที่ปาก เกิดจากอะไร กี่วันหาย ยาตัวไหนได้ผลจริง

เริมที่จมูกและรอบรูจมูก

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำหรือแผลตื้นที่ปีกจมูก ใต้รูจมูก หรือในรูจมูก มักเจ็บมากกว่าที่ริมฝีปากเพราะผิวบริเวณนี้บาง และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวอักเสบหรือแผลจากการแคะจมูก

  • สาเหตุ HSV-1 ในปมประสาทใบหน้าเช่นเดียวกับที่ปาก มักตามหลังหวัดหรือการเช็ดจมูกบ่อย ๆ จนผิวถลอก

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน โดยตัวมันเองไม่รุนแรง แต่ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้ตา จึงต้องระวังการเอานิ้วไปแตะแล้วขยี้ตาเป็นพิเศษ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อแผลลามขึ้นไปทางดั้งจมูกหรือหัวตา หรือมีอาการเคืองตาร่วมด้วย

เริมที่นิ้วมือและแขน (herpetic whitlow)

นี่คือคำตอบของคำถามที่คนค้นหากันมากว่า "เริมเกิดจากอะไร ที่แขน"

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำใสหรือขุ่นเป็นกลุ่มที่ปลายนิ้ว ข้างเล็บ หรือหลังมือ บวมแดงและปวดตุบ ๆ ลึก ๆ มากกว่าที่เห็นจากภายนอก บางครั้งขึ้นเป็นแถบตามแนวเส้นประสาทที่แขน

  • สาเหตุ ไวรัสเข้าทางรอยถลอกที่นิ้ว จากการเอานิ้วแตะแผลเริมของตัวเอง การกัดเล็บหรือแกะหนังรอบเล็บ ในเด็กเล็กมักมาจากการดูดนิ้วขณะมีเริมในปาก และพบได้ในผู้ที่ทำงานสัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน หายเองได้ใน 2–3 สัปดาห์ แต่เจ็บมากและมักถูกวินิจฉัยผิดเป็นฝีหรือเล็บขบ แล้วถูกกรีดระบายหนอง ซึ่งไม่ช่วยและทำให้เชื้อกระจาย จุดนี้สำคัญที่สุดของหัวข้อนี้

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกครั้งที่มีตุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่นิ้ว ควรให้แพทย์ยืนยันก่อนจะยอมให้ใครกรีด

เริมที่ขา ก้น ต้นขา และสะโพก

และนี่คือคำตอบของ "เริม เกิดจากอะไร ที่ขา"

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดงที่ก้น ร่องก้น ต้นขาด้านใน หรือหลังต้นขา มักขึ้นข้างเดียวและที่เดิมทุกครั้ง อาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ก้นหรือหลังนำมาก่อน

  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เป็น HSV-2 ที่หลบอยู่ในปมประสาทกระเบนเหน็บ (sacral ganglia) ซึ่งเลี้ยงผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ก้น และต้นขาทั้งแถบ จึงกำเริบออกมานอกบริเวณอวัยวะเพศได้

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน ไม่อันตราย แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวที่ก้น ฝี หรือผื่นแพ้จากการเสียดสี ทำให้ได้รับยาผิดชนิดซ้ำ ๆ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อตุ่มขึ้นซ้ำที่จุดเดิมมากกว่า 2–3 ครั้ง เพราะรูปแบบ "ที่เดิม ข้างเดียว เป็นกลุ่ม" คือเบาะแสสำคัญของเริม

เริมที่อวัยวะเพศ

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำหลายเม็ดที่แตกเป็นแผลตื้นขอบเรียบ เจ็บแสบมากเวลาปัสสาวะโดน ในผู้หญิงอาจมีตกขาวเพิ่มขึ้น ในผู้ชายมักอยู่ที่ลำองคชาตหรือหนังหุ้มปลาย

  • สาเหตุ HSV-2 เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน HSV-1 จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากเป็นสาเหตุของการติดเชื้อครั้งแรกในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน ครั้งแรกมักรุนแรงและอาจปัสสาวะไม่ออกจากความเจ็บ ต้องได้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานทุกราย และควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกรายที่เป็นครั้งแรก ทุกรายที่ปัสสาวะไม่ออก และทุกรายที่ตั้งครรภ์

เริมที่ตา — ภาวะที่ต้องพบแพทย์ในวันนั้น

  • ลักษณะ ตาแดงข้างเดียว เคืองตา น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ตามัวลง และอาจมีตุ่มน้ำที่เปลือกตาหรือหัวตาร่วมด้วย

  • สาเหตุ HSV-1 ที่ลามมาที่กระจกตาหรือเยื่อบุตา มักมาจากการเอานิ้วที่แตะแผลไปขยี้ตา

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน นี่คือภาวะเร่งด่วนที่สุดของโรคนี้ การอักเสบซ้ำ ๆ ที่กระจกตาทำให้เกิดแผลเป็นและเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากกระจกตาขุ่น ต้องพบจักษุแพทย์ภายในวันเดียวกัน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทันทีที่มีอาการทางตาร่วมกับเริม และ ห้ามหยอดยาที่มีสเตียรอยด์เองเด็ดขาด เพราะทำให้แผลที่กระจกตาลุกลามเร็วขึ้น

เริมที่ลำตัวและใบหน้าจากการปะทะ

  • ลักษณะ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มกระจายที่ใบหน้า คอ ไหล่ หรือลำตัว ในนักกีฬาที่มีการปะทะผิวต่อผิว เช่น มวยปล้ำและยูโด เรียกว่า herpes gladiatorum

  • สาเหตุ HSV-1 ที่ส่งต่อกันผ่านผิวหนังที่ถลอกระหว่างการฝึกซ้อม

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน มักมาพร้อมไข้และต่อมน้ำเหลืองโตในการติดเชื้อครั้งแรก ต้องหยุดฝึกซ้อมจนแผลตกสะเก็ดครบเพื่อไม่ให้ระบาดในทีม

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีตุ่มน้ำกระจายหลายจุดพร้อมไข้ เพราะต้องแยกจากอีสุกอีใสและผื่นแพ้ยา

อะไรกระตุ้นให้เริมกำเริบ

ตัวกระตุ้นไม่เหมือนกันในแต่ละคน การจดบันทึกว่าแต่ละครั้งเกิดหลังอะไรจึงมีประโยชน์กว่าการเลี่ยงทุกอย่าง

  • แสงแดดและรังสียูวี เป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่สุดของเริมที่ริมฝีปาก การใช้ลิปบาล์มที่มี SPF 30 ขึ้นไปก่อนออกแดดช่วยลดการกำเริบในคนกลุ่มนี้ได้

  • ไข้และการเจ็บป่วย จนเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า fever blister

  • การพักผ่อนไม่พอและความเครียดต่อเนื่อง

  • ประจำเดือน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

  • การบาดเจ็บหรือหัตถการบริเวณนั้น เช่น การทำฟัน การสัก การขัดผิว และหัตถการบนใบหน้า

  • ยากดภูมิคุ้มกันและสเตียรอยด์ ทั้งชนิดกินและชนิดทาแรง ๆ บริเวณที่เคยเป็น

ยารักษาเริม: ยาทา ยากิน และแบบกดเชื้อระยะยาว

ยารักษาเริมทั้งหมดเป็นยาต้านไวรัสกลุ่มเดียวกัน ทำงานโดยหยุดการเพิ่มจำนวนของไวรัสในเซลล์ที่กำลังติดเชื้อ จึงทำให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการแพร่เชื้อ แต่ไม่สามารถกำจัดไวรัสที่หลบอยู่ในปมประสาทได้ ชื่อยาที่กล่าวถึงต่อไปนี้เป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกชนิด ขนาด และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ตามตำแหน่ง ความรุนแรง การทำงานของไตและโรคประจำตัวของแต่ละคน

ยาทาเฉพาะที่ — ช่วยได้จำกัด

  • อะไซโคลเวียร์ชนิดครีม 5% (topical acyclovir 5% cream) ทาบาง ๆ บนตุ่ม 5 ครั้งต่อวัน นาน 4 วัน ร่นระยะเวลาของแผลได้ประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันเท่านั้น

  • เพนไซโคลเวียร์ชนิดครีม 1% (penciclovir 1% cream) ทาทุก 2 ชั่วโมงในช่วงที่ตื่น นาน 4 วัน

  • สิ่งที่ต้องเข้าใจ ยาทาเหมาะกับเริมที่ริมฝีปากที่กำเริบไม่บ่อยและอาการเบาเท่านั้น ไม่ใช้แทนยากินในการติดเชื้อครั้งแรก ที่อวัยวะเพศ หรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ และ ห้ามใช้ยาทาที่มีสเตียรอยด์เดี่ยว ๆ บนแผลเริม เพราะทำให้แผลลามกว้างขึ้น

ยารับประทานแบบเป็นครั้ง (episodic therapy)

ใช้กินเฉพาะเวลาที่กำเริบ เริ่มให้เร็วที่สุดตั้งแต่ช่วงแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น

  • อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เริมที่ปากใช้ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 5 วัน · เริมที่อวัยวะเพศครั้งแรกใช้ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบที่อวัยวะเพศใช้ 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน ข้อเสียคือต้องกินถี่และต้องแบ่งมื้อให้ตรงเวลา

  • วาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) ดูดซึมดีกว่าจึงกินน้อยครั้งกว่า เริมที่ปากใช้ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง นานเพียง 1 วัน · ครั้งแรกที่อวัยวะเพศใช้ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบใช้ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน

  • แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) เริมที่ปากใช้ 1,500 มิลลิกรัม ครั้งเดียว · ครั้งแรกที่อวัยวะเพศใช้ 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วัน · การกำเริบใช้ 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 1 วัน

  • อะไรชี้ว่าได้ผล ไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา แผลแห้งเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน ๆ ที่ไม่ได้กินยา · อะไรชี้ว่าไม่ได้ผล ตุ่มยังขึ้นใหม่หลังกินยาครบ 5 วัน แผลขยายกว้าง หรือมีหนองและขอบแผลเหลืองหนา ซึ่งบ่งถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนและต้องได้ยาอีกชนิด

ยารับประทานแบบกดเชื้อระยะยาว (suppressive therapy)

คือการกินยาขนาดต่ำทุกวันต่อเนื่อง เหมาะกับผู้ที่กำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป ผู้ที่กำเริบแล้วกระทบการทำงานหรือความสัมพันธ์มาก และคู่ที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีเชื้อ

  • อะไซโคลเวียร์ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ทุกวัน

  • วาลาไซโคลเวียร์ 500 มิลลิกรัม วันละครั้ง หรือ 1 กรัมวันละครั้งเมื่อกำเริบมากกว่า 10 ครั้งต่อปี

  • แฟมไซโคลเวียร์ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

  • ผลที่คาดหวังได้ ลดจำนวนครั้งของการกำเริบลงได้ราว 70–80% และการศึกษาในคู่ที่ฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ HSV-2 พบว่าการกินวาลาไซโคลเวียร์วันละครั้งลดการส่งต่อเชื้อให้คู่ลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เป็นศูนย์ จึงยังต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

  • การติดตาม ทบทวนความจำเป็นกับแพทย์ทุก 12 เดือน เพราะความถี่ของการกำเริบมักลดลงเองตามเวลา และควรตรวจการทำงานของไตในผู้ที่มีโรคไตหรือผู้สูงอายุ

เริมในหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด

  • ลักษณะ อาการในแม่ไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การส่งต่อเชื้อให้ทารกขณะคลอดผ่านช่องคลอดที่มีแผล

  • สาเหตุของความเสี่ยงสูงสุด คือการติดเชื้อ ครั้งแรก ในไตรมาสที่สาม เพราะแม่ยังไม่มีแอนติบอดีส่งต่อให้ลูก ความเสี่ยงต่างจากการกำเริบของเชื้อเดิมอย่างมาก

  • แนวทางที่ใช้จริง แพทย์มักให้อะไซโคลเวียร์ชนิดรับประทานแบบกดเชื้อตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 36 สัปดาห์จนคลอด เพื่อลดโอกาสมีแผลในวันคลอด และพิจารณาผ่าคลอดเมื่อมีแผลหรืออาการเตือนอยู่ในขณะเจ็บครรภ์

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกรายที่ตั้งครรภ์แล้วสงสัยว่าเป็นเริมครั้งแรก ต้องแจ้งสูติแพทย์ทันที ไม่ใช่รอถึงวันฝากครรภ์ครั้งถัดไป

  • ในทารกแรกเกิด เริมเป็นภาวะรุนแรงที่ลามเข้ากระแสเลือดและระบบประสาทได้ ต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล อาการที่ต้องรีบพาไปคือทารกซึมลง ไม่ดูดนม ไข้ หรือมีตุ่มน้ำแม้เพียงไม่กี่เม็ด

เริมในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

  • ลักษณะ แผลกว้างกว่าปกติ ขอบแผลลึก หายช้าเกิน 2 สัปดาห์ อาจลามเป็นแผลเรื้อรังที่ไม่เหมือนเริมทั่วไปจนวินิจฉัยยาก

  • ใครอยู่ในกลุ่มนี้ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน ต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้นและนานขึ้น บางรายต้องให้ทางหลอดเลือดดำ และมีโอกาสพบเชื้อดื้อยาอะไซโคลเวียร์ซึ่งต้องเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่น

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ ทุกครั้งที่แผลไม่ดีขึ้นเลยหลังกินยาครบ หรือแผลขยายขึ้นระหว่างกินยา

ข้อควรระวังพิเศษ ผู้ที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรงอาจเกิดภาวะที่ไวรัสเริมลามไปทั่วบริเวณผื่น (eczema herpeticum) ซึ่งมีตุ่มน้ำและรอยบุ๋มเล็ก ๆ กระจายเป็นบริเวณกว้างพร้อมไข้ ภาวะนี้ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว

วิธีแยกเริมจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน

ลักษณะร่วมที่ช่วยที่สุดคือ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นที่เดิม ข้างเดียว และมีอาการแสบนำมาก่อน

  • แผลร้อนใน (aphthous ulcer) อยู่ในเยื่อบุปากด้านใน กระพุ้งแก้ม และลิ้น ไม่เริ่มจากตุ่มน้ำ ไม่ติดต่อ ส่วนเริมเริ่มที่ขอบริมฝีปากด้านนอกหรือเหงือกและเพดานแข็ง

  • [งูสวัด](https://www.siamdermatology.com/post/งูสวัด-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการเริ่มแรก-วิธีแยกจากเริม-และกฎ-72-ชั่วโมงที่ต้องรีบรักษา) เกิดจากไวรัสคนละตัว ตุ่มเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาทและหยุดที่แนวกลางลำตัว ปวดมากกว่า และมักเป็นครั้งเดียวในชีวิต ขณะที่เริมขึ้นเป็นกระจุกเล็ก ๆ และกลับมาซ้ำ

  • [ปากนกกระจอก](https://www.siamdermatology.com/post/ปากนกกระจอก-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากเริม-ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย-และวิธีรักษาให้ตรง) อยู่ที่มุมปากทั้งสองข้าง เป็นรอยแตกแดงลอก ไม่ใช่ตุ่มน้ำ และมักสัมพันธ์กับเชื้อราหรือน้ำลายหมักหมม

  • [โรคมือ เท้า ปาก](https://www.siamdermatology.com/post/โรคมือ-เท้า-ปาก-hfmd-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกตุ่มน้ำจากเริม-อีสุกอีใส-อาการในผู้ใหญ่) ตุ่มขึ้นพร้อมกันที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก พบในเด็กและระบาดเป็นกลุ่ม

  • [อีสุกอีใส](https://www.siamdermatology.com/post/อีสุกอีใส-chickenpox-สาเหตุ-อาการ-วิธีรักษา-และการป้องกัน) ตุ่มกระจายทั่วตัวรวมถึงหนังศีรษะ และเห็นหลายระยะปนกัน ไม่ได้กระจุกอยู่จุดเดียว

  • [แผลพุพองจากเชื้อแบคทีเรีย](https://www.siamdermatology.com/post/แผลพุพอง-impetigo-ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย-สาเหตุ-อาการ-และการรักษา) สะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้งรอบปากและจมูก ลามเร็วและไม่ขึ้นซ้ำที่เดิม

  • [แผลซิฟิลิสระยะแรก](https://www.siamdermatology.com/post/ซิฟิลิส-syphilis-ระยะ-primary-secondary-tertiary-vdrl-tpha-รักษาด้วย-benzathine-penicillin) เป็นแผลเดี่ยว ขอบแข็ง และ ไม่เจ็บ ซึ่งต่างจากเริมที่เจ็บชัดเจน ข้อนี้สำคัญเพราะทั้งสองโรคอยู่ตำแหน่งเดียวกันได้

การตรวจวินิจฉัยเริม

ส่วนใหญ่แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยได้จากลักษณะแผลและประวัติการเป็นซ้ำที่เดิม การตรวจเพิ่มใช้เมื่อภาพไม่ชัดเจนหรือต้องการยืนยัน

  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสจากแผล (PCR) แม่นยำที่สุด และบอกได้ว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ควรป้ายจากตุ่มที่เพิ่งแตกใหม่ เพราะแผลที่ตกสะเก็ดแล้วอาจให้ผลลบทั้งที่เป็นเริมจริง

  • การเพาะเชื้อไวรัส ใช้ได้แต่ไวต่อเวลาการเก็บมากกว่า

  • การตรวจเลือดหาแอนติบอดีชนิดจำเพาะ (type-specific IgG) บอกว่าเคยติดเชื้อชนิดไหนมาแล้ว ไม่ได้บอกว่าแผลที่เห็นตอนนี้คือเริมหรือไม่ และใช้เวลา 2–12 สัปดาห์หลังติดเชื้อกว่าผลจะขึ้น จึงมีประโยชน์ในการให้คำปรึกษาคู่มากกว่าในการวินิจฉัยแผลเฉียบพลัน

  • การตรวจที่ไม่ควรใช้ตัดสินแล้ว คือการตรวจ Tzanck smear เพียงอย่างเดียว เพราะแยก HSV จากไวรัสอีสุกอีใส-งูสวัดไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนของเริมที่ต้องระวัง

  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนบนแผล จากการแกะและเกา สังเกตได้จากหนอง สะเก็ดหนาสีเหลือง และผิวรอบแผลบวมแดงลามออก

  • การอักเสบของกระจกตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากกระจกตาขุ่น

  • การอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง พบไม่บ่อยแต่ร้ายแรง อาการคือไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง สับสน หรือชัก ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • [ผื่น erythema multiforme](https://www.siamdermatology.com/post/erythema-multiforme-ผื่น-target-lesion-จาก-hsv-และ-mycoplasma) คือผื่นวงคล้ายเป้ายิงธนูที่ตามหลังเริมประมาณ 1–2 สัปดาห์ ในคนที่เป็นซ้ำบ่อยอาจต้องใช้ยากดเชื้อระยะยาวเพื่อตัดวงจรนี้

  • ภาวะไวรัสลามบนผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่กล่าวไว้ข้างต้น

  • ผลกระทบด้านจิตใจ โดยเฉพาะเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งมักกระทบมากกว่าตัวโรคเอง การได้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าโรคนี้พบบ่อยเพียงใดและคุมได้อย่างไร ช่วยได้มากกว่าที่คาด

ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ และไม่ให้กำเริบซ้ำ

  • ระหว่างมีแผล งดจูบ งดมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบรวมถึงทางปาก งดใช้แก้ว หลอด ช้อน ลิปบาล์ม ผ้าเช็ดตัว และมีดโกนร่วมกัน จนแผลตกสะเก็ดแห้งสนิท

  • ล้างมือทุกครั้งหลังแตะแผล และอย่าขยี้ตาเด็ดขาด ซึ่งเป็นวิธีป้องกันเริมที่นิ้วและที่ตาที่ได้ผลที่สุด

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลดความเสี่ยงได้มากแต่ไม่หมด เพราะไม่ได้คลุมผิวหนังทุกส่วนที่มีเชื้อออกมาได้

  • พูดคุยกับคู่ก่อน เป็นเรื่องที่ยากแต่ช่วยลดการส่งต่อเชื้อได้จริงที่สุด ร่วมกับการพิจารณายากดเชื้อระยะยาวในคู่ที่ฝ่ายหนึ่งยังไม่มีเชื้อ

  • ห้ามเข้าใกล้ทารกแรกเกิดขณะมีแผลที่ปาก และห้ามหอมทารก ซึ่งเป็นข้อที่คนละเลยมากที่สุดและมีผลร้ายแรงที่สุด

  • ลดการกำเริบ ด้วยการทาลิปบาล์มกันแดดก่อนออกแดด นอนให้พอ จัดการความเครียด และแจ้งแพทย์ผิวหนังหรือทันตแพทย์ว่าเคยเป็นเริมก่อนทำหัตถการบริเวณใบหน้าหรือปาก เพื่อพิจารณาให้ยาป้องกันล่วงหน้า

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเริม

  • "เป็นเริมแปลว่านอกใจ" ไม่จริง เชื้อ HSV-1 ส่วนใหญ่ติดมาตั้งแต่วัยเด็ก และการติดเชื้อครั้งแรกอาจไม่มีอาการเลยเป็นเวลาหลายปีก่อนจะแสดงออกครั้งแรก การมีแผลครั้งแรกวันนี้จึงไม่ได้แปลว่าเพิ่งรับเชื้อมาวันนี้

  • "ไม่มีแผลแปลว่าไม่แพร่เชื้อ" ไม่จริง ดังที่อธิบายไว้ในหัวข้อการแพร่เชื้อขณะไม่มีอาการ

  • "เริมกับหูดข้าวสุกหรือสิวเป็นเรื่องเดียวกัน" ไม่ใช่ เริมมีตุ่มน้ำใสและอาการแสบนำมาก่อนเสมอ

  • "ทายาสีฟันหรือเกลือแล้วแห้งเร็ว" ไม่ช่วย และทำให้ผิวรอบแผลระคายเคืองจนแผลกว้างขึ้น

  • "เจาะตุ่มให้น้ำออกแล้วหายเร็ว" ตรงกันข้าม น้ำในตุ่มเต็มไปด้วยไวรัส การเจาะทำให้เชื้อกระจายและเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน

  • "กินยาครั้งเดียวแล้วหายขาด" ไม่มียาชนิดใดในปัจจุบันกำจัดไวรัสออกจากปมประสาทได้ เป้าหมายของการรักษาคือให้แผลหายเร็วขึ้น กำเริบน้อยลง และแพร่เชื้อน้อยลง

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • มีอาการทางตาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นตาแดง เคืองตา สู้แสงไม่ได้ หรือตามัว — ควรพบแพทย์ในวันนั้น

  • เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะที่อวัยวะเพศ หรือมีไข้และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

  • แผลไม่ดีขึ้นเลยภายใน 10 วัน หรือมีตุ่มใหม่ขึ้นต่อเนื่องหลังกินยาครบ

  • มีหนอง สะเก็ดหนาสีเหลือง หรือผิวรอบแผลบวมแดงลามออก

  • กำเริบบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือกระทบการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน

  • กำลังตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรงอยู่เดิม

  • ทารกแรกเกิดมีตุ่มน้ำ ซึม หรือไม่ดูดนม — ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน

สรุปสั้น ๆ

  • เริมเกิดจากไวรัส herpes simplex ที่หลบอยู่ในปมประสาทถาวร จึงกำเริบซ้ำที่เดิมได้ตลอดชีวิต และยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อออกได้

  • จุดสังเกตที่แยกเริมจากโรคอื่นได้ดีที่สุดคือ ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นที่เดิม ข้างเดียว และมีอาการแสบหรือคันนำมาก่อน 6–24 ชั่วโมง

  • การกำเริบทั่วไปหายใน 5–10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกใช้เวลา 2–4 สัปดาห์

  • ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก ส่วนผู้ที่กำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไปควรคุยเรื่องยากดเชื้อระยะยาวกับแพทย์

  • การไม่มีแผลไม่เท่ากับไม่แพร่เชื้อ เพราะไวรัสออกมาที่ผิวโดยไม่มีอาการได้ราว 10–20% ของวัน

  • สิ่งเดียวที่ต้องรีบที่สุดคืออาการทางตาและตุ่มน้ำในทารกแรกเกิด ทั้งสองอย่างนี้ไปพบแพทย์ทันที อย่ารอดูอาการ

คำถามที่พบบ่อย

เริม กี่วันหาย

ถ้าเป็นการกำเริบซ้ำตามปกติ นับจากวันที่ตุ่มขึ้นวันแรก ตุ่มน้ำใสจะอยู่ 1–2 วัน แตกเป็นแผลตื้นอีก 2–3 วัน แล้วตกสะเก็ดและหายสนิทรวมประมาณ 5–10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกจะนานกว่ามากคือ 2–4 สัปดาห์ เพราะร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสมาก่อน การกินยาต้านไวรัสตั้งแต่ช่วงที่เริ่มรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น ช่วยร่นเวลาลงได้ประมาณ 1–2 วันและทำให้ตุ่มขึ้นน้อยลง แต่ถ้าเริ่มยาหลังตุ่มแตกเป็นแผลแล้ว ประโยชน์จะลดลงมาก จุดที่ใช้บอกว่ากำลังหายคือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นเพิ่มหลังเริ่มยา 48 ชั่วโมง

โรคเริม อันตรายไหม

ในคนสุขภาพดีทั่วไป เริมที่ปากและที่อวัยวะเพศไม่อันตรายถึงชีวิต เป็นเรื่องของความเจ็บ ความรำคาญ และการแพร่เชื้อมากกว่า แต่มีสามสถานการณ์ที่ถือว่าอันตรายจริงและต้องรีบ หนึ่งคือเริมที่ตา เพราะการอักเสบซ้ำ ๆ ที่กระจกตาทำให้เกิดแผลเป็นและสูญเสียการมองเห็นได้ สองคือเริมในทารกแรกเกิด ซึ่งลามเข้ากระแสเลือดและระบบประสาทได้และต้องรักษาในโรงพยาบาล สามคือเริมในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรง ซึ่งแผลลามกว้างและหายช้ากว่าปกติมาก

เริมเกิดจากอะไร ที่แขน

เริมที่แขน นิ้วมือ หรือหลังมือ เกิดจากไวรัสตัวเดียวกันที่เข้าทางรอยถลอกเล็ก ๆ ของผิวบริเวณนั้น ทางที่พบบ่อยที่สุดคือการเอานิ้วไปแตะแผลเริมของตัวเองแล้วมาแกะหนังรอบเล็บหรือกัดเล็บ ในเด็กเล็กมักมาจากการดูดนิ้วขณะมีเริมในปาก เมื่อขึ้นที่นิ้วจะเรียกว่า herpetic whitlow มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำกลุ่มเล็ก ๆ ที่บวมและปวดตุบ ๆ ลึกกว่าที่เห็นจากภายนอก จุดสำคัญคือภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นฝีหรือเล็บขบแล้วถูกกรีดระบายหนอง ซึ่งไม่ช่วยและทำให้เชื้อกระจาย จึงควรให้แพทย์ยืนยันก่อนเสมอ

เริม เกิดจากอะไร ที่ขา

เริมที่ขา ต้นขา ก้น หรือสะโพก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ HSV-2 ที่หลบอยู่ในปมประสาทกระเบนเหน็บ ซึ่งเลี้ยงผิวหนังทั้งแถบตั้งแต่อวัยวะเพศไปถึงก้นและต้นขา เวลากำเริบจึงออกมานอกบริเวณอวัยวะเพศได้ ลักษณะคือตุ่มน้ำเป็นกลุ่มบนพื้นแดง ขึ้นข้างเดียวและที่จุดเดิมทุกครั้ง บางคนมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ก้นหรือหลังนำมาก่อน 1 วัน ตำแหน่งนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวที่ก้น ฝี หรือผื่นแพ้จากการเสียดสี ทำให้ได้ยาผิดชนิดซ้ำ ๆ ถ้าตุ่มขึ้นซ้ำที่เดิมเกิน 2–3 ครั้ง ควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน

โรคเริม วิธีรักษา ทำยังไงให้หายเร็วที่สุด

สิ่งที่ช่วยได้จริงมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกและสำคัญที่สุดคือเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานให้เร็วที่สุด ตั้งแต่ช่วงที่รู้สึกแสบหรือคันก่อนตุ่มขึ้น ยาที่ใช้คืออะไซโคลเวียร์ วาลาไซโคลเวียร์ หรือแฟมไซโคลเวียร์ โดยขนาดและจำนวนวันต่างกันตามตำแหน่งและว่าเป็นครั้งแรกหรือกำเริบซ้ำ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เลือกให้ อย่างที่สองคือดูแลแผลให้สะอาด ไม่แกะ ไม่เจาะตุ่ม และประคบเย็นสั้น ๆ เพื่อลดปวด อย่างที่สามคือพักผ่อนให้พอและเลี่ยงแดดจัดบริเวณที่เป็น ส่วนยาทาเฉพาะที่ช่วยได้เพียงเล็กน้อยและเหมาะกับเริมที่ริมฝีปากที่อาการเบาเท่านั้น ยาสีฟัน เกลือ และการเจาะตุ่มไม่ช่วยและทำให้แผลแย่ลง

เริมรักษาหายขาดไหม ทำไมกลับมาเป็นซ้ำ

ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดกำจัดไวรัสเริมออกจากร่างกายได้ เพราะหลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกซึ่งยาเข้าไม่ถึงและระบบภูมิคุ้มกันกำจัดไม่ได้ เมื่อภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลงชั่วคราว เช่น ตอนโดนแดดจัด มีไข้ นอนน้อย เครียด หรือมีประจำเดือน ไวรัสจะเดินย้อนกลับมาตามเส้นประสาทเส้นเดิมจึงขึ้นที่จุดเดิมเสมอ สิ่งที่ทำได้คือควบคุมโรคให้ดี คือกำเริบน้อยลง หายเร็วขึ้น และแพร่เชื้อน้อยลง ข่าวดีคือความถี่ของการกำเริบมักลดลงเองตามเวลาในคนส่วนใหญ่ และผู้ที่กำเริบบ่อยสามารถใช้ยากดเชื้อระยะยาวซึ่งลดจำนวนครั้งลงได้ราว 70–80%

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง โดยแพทย์เฉพาะทาง

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย ชื่อยาที่กล่าวถึงเป็นชื่อสามัญทางยาเพื่อความเข้าใจ การเลือกชนิดและขนาดยาต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 22 กันยายน 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ