top of page

แผลพุพอง (Impetigo) คืออะไร — อาการ สาเหตุ และการรักษา

19 มิ.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 30 ส.ค.

แผลพุพอง (impetigo) คือ การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นตื้น พบบ่อยที่สุดในเด็ก ลักษณะเด่นคือตุ่มน้ำหรือแผลถลอกที่แห้งกลายเป็นสะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง มักขึ้นรอบปาก จมูก และใบหน้า เกิดจากเชื้อ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสและของใช้ร่วมกัน รักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทานตามความกว้างของรอยโรค

แผลพุพอง หรือ Impetigo เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นตื้นที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก จุดที่ทำให้จำได้คือ สะเก็ดสีน้ำตาลเหลืองคล้ายน้ำผึ้งแห้ง (honey-colored crust) มักขึ้นรอบปาก จมูก และใบหน้า โรคนี้ ติดต่อกันได้ง่ายมาก ทั้งในบ้านและในโรงเรียน แต่ข่าวดีคือถ้าวินิจฉัยถูกและเริ่มยาเร็ว มักหายได้ดีและไม่ทิ้งแผลเป็น

หลายคนเข้าใจผิดว่าตุ่มน้ำหรือแผลมีสะเก็ดทุกชนิดคือแผลพุพอง ทั้งที่ความจริงมีหลายโรคที่หน้าตาคล้ายกันแต่รักษาคนละแบบ บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าแผลพุพองเกิดจากอะไร มีกี่ชนิด วิธีแยกจากเริมและโรคอื่น สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ การรักษาตามหลักฐาน และวิธีป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อในบ้าน

แผลพุพองเกิดจากอะไร

แผลพุพองเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังเข้าสู่ผิวชั้นตื้นผ่านรอยถลอกเล็ก ๆ เชื้อหลักสองตัวคือ:

  • Staphylococcus aureus (เชื้อสแตฟ): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน และเป็นตัวการของชนิดที่มีตุ่มน้ำพอง

  • Streptococcus pyogenes (เชื้อสเตรป กลุ่มเอ): พบร่วมหรือเป็นสาเหตุเดี่ยวได้ และเป็นชนิดที่สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางไต

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นแผลพุพองมากขึ้น ได้แก่:

  • ผิวมีทางเข้าของเชื้อ: แผลถลอก แมลงกัด รอยเกา ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (eczema) หรือเริมที่มีแผล

  • อากาศร้อนชื้นและเหงื่อออกมาก: ซึ่งพบบ่อยในเมืองไทย

  • สุขอนามัยและการอยู่รวมกันหนาแน่น: เช่น ในโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือทีมกีฬาที่สัมผัสตัวกัน

  • ภูมิคุ้มกันต่ำหรือเป็นเบาหวาน: ทำให้ติดเชื้อง่ายและลุกลามเร็ว

แผลพุพองมีกี่ชนิด

การแยกชนิดช่วยให้เข้าใจความรุนแรงและเลือกการรักษาได้ตรง:

  • ชนิดไม่มีตุ่มน้ำ (Non-bullous impetigo): พบมากที่สุด ราว 70% เริ่มเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผลตื้น มี สะเก็ดสีน้ำตาลเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง มักอยู่รอบจมูก ปาก และใบหน้า

  • ชนิดมีตุ่มน้ำพอง (Bullous impetigo): เกิดจากพิษของเชื้อสแตฟ ทำให้เป็น ตุ่มน้ำใหญ่ผนังบาง แตกง่าย เหลือขอบสะเก็ดบาง ๆ พบบ่อยในทารกและเด็กเล็ก บริเวณลำตัว รักแร้ ขาหนีบ

  • ชนิดลึก (Ecthyma): เชื้อลุกลามลึกกว่าเดิมจนเป็น แผลเป็นหลุมมีสะเก็ดหนาคลุม ขอบนูนแดง หายแล้วอาจทิ้งแผลเป็น พบในผู้ที่ดูแลแผลไม่ดีหรือภูมิคุ้มกันต่ำ

วิธีแยกแผลพุพองจากโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน

นี่คือส่วนสำคัญ เพราะ "ตุ่มน้ำหรือแผลมีสะเก็ด" ที่คนคิดว่าเป็นแผลพุพอง อาจเป็นโรคอื่นที่รักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง แพทย์จะแยกดังนี้:

  • เริม (Herpes simplex): ตุ่มน้ำใส เรียงกันเป็นกลุ่มบนฐานแดง เจ็บแสบมากกว่าคัน มักเป็นซ้ำที่เดิม ต้องใช้ยาต้านไวรัส ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ (การใช้ยาผิดกลุ่มทำให้ไม่หาย)

  • โรคมือ เท้า ปาก (HFMD): ตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแผลในปาก ร่วมกับไข้ เกิดจากไวรัส

  • อีสุกอีใส (Chickenpox): ตุ่มน้ำกระจายทั่วตัวหลายระยะพร้อมกัน ร่วมกับไข้

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ติดเชื้อซ้ำ (Infected eczema): มีประวัติผื่นคันเรื้อรังเดิม แล้วมีสะเก็ดเหลืองซึมทับ — แผลพุพองมัก "แทรก" บนผื่นเดิมได้

  • เชื้อราที่ผิวหนัง (กลาก): ผื่นเป็นวง ขอบแดงนูน คันเป็นหลัก ไม่มีสะเก็ดน้ำผึ้ง

  • แมลงสัตว์กัดต่อยที่เกาจนเป็นแผล: มีประวัติถูกกัด ตุ่มคันเป็นจุด ๆ อาจติดเชื้อซ้ำกลายเป็นแผลพุพองได้

หลักสังเกตเบื้องต้น: สะเก็ดสีน้ำผึ้งรอบปาก/จมูกในเด็ก ที่ลามเร็วและติดคนอื่นในบ้าน มักเป็นแผลพุพอง แต่ถ้าตุ่มน้ำเจ็บแสบเรียงเป็นกลุ่มและเป็นซ้ำที่เดิม ให้นึกถึงเริมก่อน หากไม่แน่ใจควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ตรง

สัญญาณอันตราย เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์

แผลพุพองส่วนใหญ่รักษาหาย แต่ควรพบแพทย์โดยเร็วเมื่อมีสัญญาณเหล่านี้:

  • แผลลุกลามเร็ว ผิวรอบ ๆ บวมแดง ร้อน กดเจ็บ หรือมีไข้ — สงสัยการติดเชื้อลงลึกเป็นเซลลูไลติส

  • แผลกินลึกเป็นหลุมมีสะเก็ดหนา (ecthyma) หรือมีจำนวนมากกระจายหลายจุด

  • ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำล้างเนื้อ ตาบวม หรือบวมตามตัว หลังเป็นแผลพุพอง 1–2 สัปดาห์ — อาจเป็นภาวะไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรป (post-streptococcal glomerulonephritis)

  • ทารก เด็กเล็ก หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ/เบาหวาน ที่เป็นแผลพุพอง ควรได้รับการดูแลใกล้ชิด

  • ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้นใน 3–5 วัน หรือกลับเป็นซ้ำบ่อย — อาจเป็นเชื้อดื้อยา (เช่น MRSA) หรือมีแหล่งเชื้อสะสมในจมูก

การรักษาแผลพุพองตามหลักฐาน

การรักษาขึ้นกับความรุนแรงและจำนวนแผล แนวทางตามหลักฐาน:

  1. ทำความสะอาดแผลเบา ๆ ล้างสะเก็ดด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ ซับให้แห้ง ไม่แกะเกาเพราะทำให้ลามและติดคนอื่น

  2. แผลจำนวนน้อยเฉพาะที่ ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น mupirocin, fusidic acid หรือ ozenoxacin ทาตามแพทย์สั่ง มักได้ผลดีในรายไม่รุนแรง

  3. แผลจำนวนมาก ลามกว้าง เป็น ecthyma หรือมีอาการทั่วตัว ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน โดยแพทย์เลือกให้ครอบคลุมเชื้อสแตฟและสเตรป และต้อง กินยาให้ครบตามกำหนด แม้อาการดีขึ้นแล้ว

  4. กรณีสงสัยเชื้อดื้อยา (MRSA) หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจเพาะเชื้อและปรับยา รวมถึงพิจารณากำจัดเชื้อที่สะสมในโพรงจมูก

  5. รักษาโรคผิวหนังเดิมที่เป็นทางเข้าของเชื้อ เช่น ควบคุมผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือเริม เพื่อลดการเป็นซ้ำ

ไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์ทาเองบนแผลพุพอง เพราะไม่ได้ฆ่าเชื้อและอาจทำให้ลุกลามมากขึ้น

การป้องกันการแพร่เชื้อในบ้านและโรงเรียน

แผลพุพองติดต่อผ่านการสัมผัสแผลโดยตรงและของใช้ร่วมกัน การป้องกันจึงสำคัญพอ ๆ กับการรักษา:

  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ เพื่อลดการสัมผัสและการเการอบ ๆ

  • ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสหรือทายาที่แผล

  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และซักด้วยน้ำร้อนแยกจากคนอื่น

  • ตัดเล็บให้สั้นและดูแลไม่ให้เด็กแกะเกา เพราะมือและเล็บเป็นตัวพาเชื้อไปที่อื่นและสู่คนอื่น

  • เด็กควรหยุดโรงเรียนจนกว่าแผลจะไม่มีน้ำเหลืองซึม หรือหลังเริ่มยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงตามคำแนะนำแพทย์

  • ดูแลรักษาแผลถลอก แมลงกัด และผื่นคันให้หายเร็ว เพื่อลดทางเข้าของเชื้อ

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับแผลพุพอง

  • "เป็นเพราะร้อนใน ไม่ใช่โรคติดต่อ" — ไม่จริง แผลพุพองคือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก

  • "โรยแป้ง ทายาสีฟัน หรือว่านหางจระเข้แล้วจะแห้งเร็ว" — วิธีเหล่านี้ไม่ฆ่าเชื้อ อาจระคายเคืองและทำให้ดูแลแผลยากขึ้น

  • "บีบหรือแกะสะเก็ดออกให้หายเร็ว" — ยิ่งแกะยิ่งลามและแพร่เชื้อไปที่อื่นและสู่คนอื่น

  • "แผลแห้งตกสะเก็ดแล้วไม่ติดแล้ว" — ยังอาจแพร่เชื้อได้จนกว่าจะรักษาครบและแผลหายดี ควรทำตามคำแนะนำเรื่องการหยุดเรียน/เลี่ยงสัมผัส

แผลพุพองในเด็กกับในผู้ใหญ่ ต่างกันอย่างไร

ในเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 2–5 ปี มักเกิดขึ้นบนผิวที่ดูปกติดีมาก่อน เริ่มจากตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ รอบปากและจมูก แล้วแตกกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำผึ้งภายในไม่กี่วัน เด็กมักไม่มีไข้และยังเล่นได้ตามปกติ ปัจจัยที่ทำให้ลามคือการเกาแล้วเอามือไปสัมผัสที่อื่น

ในผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เกิดตามหลังผิวหนังที่เสียหายอยู่ก่อน เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่เกาจนเป็นแผล รอยโกนหนวด แผลถลอก หรือแผลจากแมลงกัด จึงพบบ่อยที่ขาและบริเวณที่มีการเสียดสี ผู้ใหญ่ที่เป็นซ้ำบ่อยควรได้รับการตรวจหาโรคผิวหนังเรื้อรังหรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำที่ซ่อนอยู่

แผลพุพองกี่วันหาย และกลับไปโรงเรียนได้เมื่อไร

เมื่อเริ่มยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม รอยโรคส่วนใหญ่แห้งลงภายใน 3–5 วัน และหายสนิทใน 7–10 วัน โดยทั่วไปไม่ทิ้งแผลเป็น เพราะการติดเชื้อจำกัดอยู่ที่ผิวชั้นตื้น อาจเหลือรอยแดงหรือรอยคล้ำชั่วคราวซึ่งจางเองในหลักสัปดาห์ถึงเดือน

เรื่องการกลับไปโรงเรียน แนวทางที่ใช้กันคือกลับไปได้หลังเริ่มยาปฏิชีวนะแล้วอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง หรือเมื่อรอยโรคแห้งเป็นสะเก็ดและปิดแผลไว้ได้แล้ว ถ้ายังมีน้ำเหลืองซึมและปิดไม่มิด ควรรออีกจนกว่าจะแห้ง เพราะช่วงที่มีน้ำเหลืองคือช่วงที่แพร่เชื้อได้มากที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้

  • ลามลึกเป็นแผลเจาะ (ecthyma) — เมื่อการติดเชื้อกินลึกกว่าชั้นหนังกำพร้า จะกลายเป็นแผลขอบชันมีสะเก็ดหนา หายช้าและทิ้งแผลเป็น

  • เนื้อเยื่ออักเสบและท่อน้ำเหลืองอักเสบ — ผิวรอบ ๆ แดงบวมลามออก หรือมีเส้นแดงวิ่งขึ้นตามแขนขา ต้องได้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานทันที

  • กลุ่มอาการผิวหนังลอกจากพิษเชื้อสแตฟฯ — พบในทารกและเด็กเล็ก ผิวแดงทั้งตัวแล้วลอกเป็นแผ่น เป็นภาวะฉุกเฉิน

  • ไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส — พบไม่บ่อย เกิดราว 1–3 สัปดาห์หลังผิวหนังติดเชื้อ สังเกตจากปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ ตาบวม หรือความดันโลหิตสูง การให้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ป้องกันภาวะนี้ จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการ

  • ข้อที่มักเข้าใจผิด คือไข้รูมาติกซึ่งสัมพันธ์กับการติดเชื้อสเตรปฯ ที่ลำคอ ไม่ได้ เกิดตามหลังการติดเชื้อที่ผิวหนัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลพุพอง

แผลพุพองติดต่อกันได้ไหม

ได้ และติดง่ายมาก ทั้งจากการสัมผัสแผลโดยตรงและของใช้ร่วมกัน เชื้อยังแพร่จากแผลหนึ่งไปยังผิวส่วนอื่นของตัวเองได้ด้วยการเกา จึงต้องปิดแผล ล้างมือ และแยกของใช้

แผลพุพองต่างจากเริมอย่างไร

แผลพุพองมักมีสะเก็ดสีน้ำผึ้งรอบปาก/จมูก ลามเร็ว และติดคนอื่นในบ้าน ส่วนเริมเป็นตุ่มน้ำใสเรียงเป็นกลุ่มบนฐานแดง เจ็บแสบ และมักเป็นซ้ำที่เดิม การรักษาต่างกันคนละกลุ่มยา หากไม่แน่ใจควรให้แพทย์วินิจฉัย

แผลพุพองหายเองได้ไหม ต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้งไหม

รายที่ไม่รุนแรงบางรายอาจดีขึ้นเอง แต่การใช้ยาปฏิชีวนะช่วยให้หายเร็ว ลดการแพร่เชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อน แผลจำนวนน้อยมักใช้ยาทา ส่วนแผลลามกว้างหรือมีอาการทั่วตัวต้องใช้ยาชนิดรับประทานตามแพทย์สั่ง

แผลพุพองหายแล้วจะเป็นแผลเป็นไหม

ชนิดผิวตื้น (non-bullous และ bullous) มักหายโดยไม่ทิ้งแผลเป็นถ้าไม่แกะเกา แต่ชนิดลึก (ecthyma) ที่กินลึกอาจทิ้งรอยแผลเป็นได้ จึงควรรักษาแต่เนิ่น ๆ

เด็กเป็นแผลพุพองต้องหยุดโรงเรียนไหม

ควรหยุดจนกว่าแผลจะไม่มีน้ำเหลืองซึมหรือหลังเริ่มยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง เพื่อลดการแพร่เชื้อให้เพื่อน ควรปิดแผลและดูแลไม่ให้เด็กแกะเกา

เป็นแผลพุพองซ้ำบ่อย ควรทำอย่างไร

การเป็นซ้ำบ่อยอาจเกิดจากมีแหล่งเชื้อสะสม เช่น ในโพรงจมูก หรือมีโรคผิวหนังเดิมเป็นทางเข้าของเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน อาจต้องเพาะเชื้อ กำจัดเชื้อที่สะสม และควบคุมโรคผิวหนังเดิมให้ดี

หากคุณหรือลูกมีแผลสะเก็ดเหลืองที่ลามเร็วหรือสงสัยแผลพุพอง การพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาถูกและหยุดการแพร่เชื้อได้เร็ว ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 สิงหาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ