ยาทาแผลเป็น เลือกตัวไหน ทานานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล แพทย์ผิวหนังอธิบายซิลิโคนเจล แผ่นซิลิโคน และแผลเป็นแบบไหนที่ยาทาไม่พอ
อัปเดตเมื่อ 16 ก.ย.
ยาทาแผลเป็น (topical scar treatment) คือยาหรือเวชสำอางที่ใช้ทาบนผิวหนังหลังแผลปิดสนิทแล้ว เพื่อปรับให้แผลเป็นแบน นุ่ม และสีใกล้เคียงผิวรอบข้างมากขึ้น ไม่ใช่ยาที่ทำให้แผลเป็นหายไปจนไม่เหลือร่องรอย เพราะเนื้อเยื่อแผลเป็นคือคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นใหม่แบบเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนกลับเป็นผิวหนังปกติได้ด้วยการทายาเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากทายาแผลเป็นแล้วรู้สึกว่า "ไม่เห็นผล" มักไม่ใช่เพราะเลือกยาผิดยี่ห้อ แต่เป็นเพราะสามอย่างนี้ คือ ทาผิดชนิดของแผลเป็น ใช้ไม่นานพอ และคาดหวังผลจากยาทาในกรณีที่ควรใช้การฉีดหรือหัตถการตั้งแต่ต้น บทความนี้แยกให้ชัดว่าแผลเป็นแต่ละแบบต้องใช้อะไร ตัวยาแต่ละกลุ่มมีหลักฐานแค่ไหน ต้องใช้นานเท่าไร และเมื่อไรที่ยาทาไม่ใช่คำตอบ
ยาทาแผลเป็นทำอะไรได้จริง และทำอะไรไม่ได้
ยาทาแผลเป็นทำงานได้จริงในสามทาง คือ เพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระเหยของน้ำออกจากผิว (transepidermal water loss) ซึ่งเป็นสัญญาณให้เซลล์สร้างคอลลาเจนลดการทำงานลง ลดการอักเสบเรื้อรังบริเวณแผล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้แผลเป็นนูนขึ้นเรื่อย ๆ และ ทำให้ผิวหนังชั้นบนนุ่มขึ้น จนแผลเป็นเคลื่อนไหวตามผิวรอบข้างได้ดีขึ้น
สิ่งที่ยาทาทำไม่ได้คือ ละลายเนื้อเยื่อพังผืดที่หนาแล้ว ยกพื้นแผลเป็นบุ๋มให้เต็ม หรือทำให้คีลอยด์ที่โตขึ้นมาแล้วยุบกลับไปเท่าผิวเดิม กรณีเหล่านี้ต้องอาศัยการฉีดยา การใช้เลเซอร์ หรือการผ่าตัดร่วมด้วยเสมอ
ผลของยาทาจึงขึ้นอยู่กับ จังหวะเวลา เป็นหลัก แผลเป็นจะอยู่ในช่วงที่ร่างกายยังปรับโครงสร้างคอลลาเจนได้ประมาณ 12–18 เดือนแรก นับจากวันที่ได้รับบาดเจ็บ ช่วงนี้คือช่วงที่ยาทามีโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากที่สุด พ้นจากนั้นแผลเป็นจะนิ่งลง และการทายาจะช่วยได้เพียงเรื่องความชุ่มชื้นและความนุ่มเท่านั้น
แยกให้ออกก่อนซื้อยา — คำว่า "แผลเป็น" ที่คนใช้รวมกัน จริง ๆ มี 5 แบบ
นี่คือจุดที่ข้อมูลตามหน้าเว็บทั่วไปมักข้ามไป แล้วแนะนำครีมตัวเดียวกันให้ทุกคน ทั้งที่ห้าแบบนี้ตอบสนองต่อยาคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง
แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) — นูนขึ้นแต่ไม่เกินขอบแผลเดิม
คีลอยด์ (Keloid) — นูนและลามออกนอกขอบแผลเดิม
แผลเป็นบุ๋ม (Atrophic scar) — ยุบต่ำกว่าผิวรอบข้าง เช่น หลุมสิว หลุมอีสุกอีใส
รอยแดงหลังการอักเสบ (Post-inflammatory erythema, PIE) — แดงแต่ผิวยังเรียบ
รอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation, PIH) — คล้ำแต่ผิวยังเรียบ
สองแบบสุดท้าย ไม่ใช่แผลเป็น ในทางการแพทย์ เพราะโครงสร้างผิวหนังยังปกติดี เป็นเพียงความผิดปกติของสีชั่วคราว การใช้ซิลิโคนกับรอยดำจึงไม่ได้ผล และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคำว่า "ทายาแผลเป็นแล้วไม่เห็นอะไรเปลี่ยน"
วิธีแยกเบื้องต้นด้วยตัวเองใช้แค่สองคำถาม คือ ลูบแล้วสะดุดหรือไม่ และมีขอบนูนล้ำออกนอกรอยแผลเดิมหรือไม่ ถ้าลูบแล้วเรียบเสมอผิว ปัญหาคือสี ไม่ใช่เนื้อ
แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar)
ลักษณะ: นูนแดงหรือชมพู แข็ง อยู่ภายในขอบเขตของแผลเดิมพอดี มักเกิดในช่วง 4–8 สัปดาห์หลังแผลปิด และมีแนวโน้มค่อย ๆ แบนลงเองภายใน 1–2 ปี
สาเหตุ: แผลถูกดึงรั้ง มีแรงตึงสูง เช่น บริเวณหัวไหล่ หน้าอก ข้อพับ หรือแผลที่อักเสบและติดเชื้อนานกว่าปกติ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ยิ่งเริ่มดูแลเร็วยิ่งได้ผลดี ช่วงทองคือ 1–3 เดือนแรกหลังแผลปิด
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อแผลนูนหนาขึ้นเรื่อย ๆ เกิน 3 เดือนทั้งที่ทาซิลิโคนสม่ำเสมอ หรือคันและเจ็บจนรบกวนชีวิตประจำวัน
ยาทาที่ใช้: ซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนเป็นแนวทางแรก ใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ถ้าไม่ตอบสนอง ขั้นถัดไปคือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าแผลเป็น
คีลอยด์ (Keloid)
ลักษณะ: นูนแข็ง สีแดงคล้ำถึงม่วง ลามออกนอกขอบแผลเดิม เข้าไปในผิวหนังปกติ ไม่ยุบเองตามเวลา และมักคันหรือปวดตุบ ๆ
สาเหตุ: พันธุกรรมและชนิดผิวมีบทบาทสูง พบบ่อยในผิวสีเข้ม ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ หน้าอก หัวไหล่ ติ่งหู และขากรรไกร มักตามหลังสิวอักเสบ แผลเจาะหู หรือแผลผ่าตัด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่มะเร็ง แต่ ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งรักษายาก และการผ่าตัดออกเฉย ๆ โดยไม่มีการรักษาเสริมมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงมาก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่เห็นว่ารอยนูนเริ่มขยายเกินขอบแผลเดิม ไม่ต้องรอให้ครบสามเดือน
ยาทาที่ใช้: ซิลิโคนใช้ได้ในฐานะตัวเสริมและตัวป้องกันการกลับเป็นซ้ำ แต่ แทบไม่มีคีลอยด์ที่หายด้วยยาทาอย่างเดียว แนวทางหลักคือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าแผลเป็น อ่านรายละเอียดความแตกต่างและวิธีรักษาได้ที่ คีลอยด์กับแผลเป็นนูน ต่างกันอย่างไร
แผลเป็นบุ๋มและหลุมสิว (Atrophic scar)
ลักษณะ: ยุบต่ำกว่าผิวรอบข้าง แบ่งย่อยเป็นหลุมแคบลึกคล้ายรอยจิ้ม (ice pick) หลุมขอบชัดก้นแบน (boxcar) และหลุมขอบลาดเป็นคลื่น (rolling)
สาเหตุ: การอักเสบทำลายคอลลาเจนใต้ผิวจนพร่องไป พบหลังสิวอักเสบชนิดตุ่มลึก อีสุกอีใส และแผลติดเชื้อ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ ไม่หายเองและไม่หายด้วยยาทา เพราะเนื้อที่หายไปต้องถูกสร้างขึ้นใหม่
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อยังมีสิวอักเสบอยู่ ควรคุมสิวให้สงบก่อนเสมอ เพราะการรักษาหลุมขณะที่ยังมีการอักเสบใหม่จะได้ผลไม่คุ้ม
ยาทาที่ใช้: เรตินอยด์ชนิดทาช่วยเรื่องผิวเรียบและกระตุ้นคอลลาเจนได้บ้างในหลุมตื้น แต่หลุมลึกต้องอาศัยหัตถการ อ่านต่อได้ที่ หลุมสิว รักษาให้เต็มได้จริงไหม
รอยแดงหลังการอักเสบ (PIE) — ไม่ใช่แผลเป็น
ลักษณะ: รอยแดงหรือชมพูแบนราบ ผิวเรียบเสมอกัน กดแล้วสีจางลงชั่วขณะ พบมากในผิวขาวถึงผิวสองสี
สาเหตุ: หลอดเลือดฝอยขยายตัวค้างอยู่หลังการอักเสบ ไม่ใช่เม็ดสีและไม่ใช่พังผืด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: จางเองได้ แต่ใช้เวลานาน โดยทั่วไป 3–6 เดือน และอาจนานถึง 1 ปีในบางราย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่จางลงเลยหลัง 6 เดือน หรือรบกวนความมั่นใจจนอยากเร่งผล
ยาทาที่ใช้: ซิลิโคนไม่ช่วย สิ่งที่ช่วยคือครีมกันแดดและการลดการอักเสบซ้ำ ถ้าต้องการเร่งผล เลเซอร์หลอดเลือดเป็นทางเลือกที่แพทย์ใช้กับรอยแดงชนิดนี้โดยเฉพาะ
รอยดำหลังการอักเสบ (PIH) — ไม่ใช่แผลเป็นเช่นกัน
ลักษณะ: รอยน้ำตาลถึงเทาดำ ผิวเรียบ ขอบเขตตรงกับรอยเดิม พบมากในผิวสีเข้มแบบคนไทย
สาเหตุ: เม็ดสีเมลานินตกค้างในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้หลังการอักเสบ แสงแดดทำให้เข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย จางเองได้ในเวลา 6–12 เดือน ถ้าไม่โดนแดดซ้ำ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อรอยเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง หรือกระจายกว้างกว่าตำแหน่งเดิม
ยาทาที่ใช้: เป็นกลุ่มยาปรับเม็ดสี ไม่ใช่ยาแผลเป็น รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไปและใน รอยดำหลังอักเสบ PIH สาเหตุและส่วนผสมที่ช่วยได้จริง
แผลเป็นดึงรั้ง (Contracture) — กรณีที่ยาทาไม่ใช่คำตอบ
ลักษณะ: แผลเป็นแผ่นกว้างที่หดรั้งผิวหนังรอบข้าง มักข้ามข้อพับ เช่น คอ รักแร้ ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ
สาเหตุ: แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแผลกว้างที่หายโดยการหดตัวของขอบแผล
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เร่งด่วนที่สุดในบรรดาแผลเป็นทุกชนิด เพราะจำกัดการเคลื่อนไหวและอาจทำให้ข้อยึดถาวร ในเด็กอาจรบกวนการเจริญเติบโตของแขนขา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่พบว่าเหยียดหรืองอข้อได้ไม่สุดเท่าเดิม ไม่ต้องรอทายา
ยาทาที่ใช้: ใช้เป็นการดูแลเสริมเท่านั้น แนวทางหลักคือกายภาพบำบัด อุปกรณ์ดามยืด และการผ่าตัดแก้ไขโดยศัลยแพทย์
ซิลิโคน — ตัวเดียวในกลุ่มยาทาที่ใช้เป็นแนวทางแรกได้
ในบรรดาส่วนผสมทั้งหมดที่ขายกันในชื่อ "ยาทาแผลเป็น" ซิลิโคนคือกลุ่มเดียวที่แนวทางเวชปฏิบัติสากลจัดให้เป็น first-line สำหรับการป้องกันและรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ตัวยาที่ใช้คือ โพลีไซล็อกเซนหรือซิลิโคนทางการแพทย์ (medical-grade silicone / polysiloxane) ซึ่งไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิว แต่ทำงานโดยการสร้างฟิล์มปิดผิว
กลไกที่อธิบายได้ชัดที่สุดมีสองข้อ คือ ฟิล์มซิลิโคนลดการระเหยของน้ำออกจากผิวหนังชั้นบน ทำให้เซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) ได้รับสัญญาณว่าผิวหนังปิดสมบูรณ์แล้วและลดการสร้างคอลลาเจนลง และฟิล์มยังช่วยลดแรงเสียดสีและการอักเสบซ้ำบนแผลเป็น
สิ่งที่ซิลิโคนไม่ทำ คือ ไม่ทำให้รอยดำจางลง ไม่ยกหลุมสิวให้เต็ม และไม่ทำให้แผลเป็นที่นิ่งเกิน 2 ปีเปลี่ยนรูปร่างอย่างมีนัยสำคัญ
เจลซิลิโคนกับแผ่นซิลิโคน ต่างกันตรงไหน และใช้อย่างไรให้ได้ผล
นี่คือรายละเอียดที่หน้าเว็บขายของแทบไม่พูดถึง ทั้งที่เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่คนใช้แล้วไม่ได้ผล — ระยะเวลาที่ซิลิโคนสัมผัสผิว ไม่ใช่ปริมาณที่ทา
เจลซิลิโคน (silicone gel): ทาบาง ๆ ให้คลุมแผลเป็นทั้งรอย รอให้แห้งเป็นฟิล์มประมาณ 4–5 นาที ก่อนสวมเสื้อผ้า ใช้ วันละ 2 ครั้ง เหมาะกับใบหน้า ข้อพับ และบริเวณที่แผ่นแปะติดยาก
แผ่นซิลิโคน (silicone sheet): ต้องแปะให้ครอบคลุมแผลเป็นและเลยขอบออกไปเล็กน้อย ใช้ อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อวัน และควรถึง 24 ชั่วโมงในกรณีที่ทนได้ ล้างแผ่นด้วยน้ำสะอาดวันละครั้ง ใช้ซ้ำได้จนกว่าจะเสียความเหนียว
ระยะเวลารวม: ทั้งสองรูปแบบต้องใช้ต่อเนื่อง อย่างน้อย 12 สัปดาห์ และในแผลเป็นนูนหนาอาจต้องถึง 6 เดือน จึงจะประเมินผลได้จริง
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือ ใช้เจลวันละครั้งตอนก่อนนอน แล้วเลิกใช้ที่ 3–4 สัปดาห์เพราะ "ไม่เห็นอะไรเปลี่ยน" ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ยาต้องใช้จริงถึงสามเท่า
ข้อควรระวัง: ห้ามใช้บนแผลเปิด แผลที่ยังมีสะเก็ด หรือแผลที่มีสัญญาณติดเชื้อ ต้องรอให้ผิวปิดสนิทก่อนเสมอ ถ้าเกิดผื่นคันหรือผิวเปื่อยใต้แผ่น ให้หยุดใช้และปรึกษาแพทย์
สารสกัดหัวหอม (Allium cepa) — หลักฐานบอกอะไร
สารสกัดหัวหอมเป็นส่วนผสมยอดนิยมในเจลแผลเป็นที่ขายตามร้านขายยา สารออกฤทธิ์ที่อ้างถึงคือ เควอซิทินและกลุ่มฟลาโวนอยด์ (quercetin / flavonoids) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและยับยั้งการสร้างคอลลาเจนมากเกินในระดับห้องปฏิบัติการ
ในระดับผู้ป่วยจริง หลักฐานยัง ไม่หนักแน่นเท่าซิลิโคน งานวิจัยที่มีอยู่ให้ผลไม่สอดคล้องกัน บางการศึกษาพบว่าช่วยเรื่องสีแดงและความนุ่มได้เล็กน้อย บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากเจลควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ สารสกัดหัวหอมเป็น ตัวเสริมที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ตัวหลัก ถ้าต้องเลือกอย่างเดียวควรเลือกซิลิโคน และหากผลิตภัณฑ์ผสมทั้งซิลิโคนและสารสกัดหัวหอม ประโยชน์หลักยังมาจากซิลิโคนอยู่ดี
เฮพารินอยด์ วิตามินอี และส่วนผสมที่คนคาดหวังมากเกินจริง
เฮพารินอยด์ (heparinoid): มีฤทธิ์ให้ความชุ่มชื้นและลดการอักเสบเล็กน้อย มักถูกผสมมากับสารสกัดหัวหอม จัดเป็นตัวเสริมเช่นกัน
วิตามินอี (vitamin E, tocopherol): เป็นส่วนผสมที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีหลักฐานอ่อนที่สุด การศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมพบว่าไม่ได้ทำให้แผลเป็นดีขึ้นชัดเจน และมีผู้ใช้ส่วนหนึ่งเกิดผื่นแพ้สัมผัสจากตัวมันเอง
ว่านหางจระเข้และน้ำมันธรรมชาติ: ให้ความชุ่มชื้นได้จริง แต่ไม่มีข้อมูลว่าเปลี่ยนโครงสร้างแผลเป็น
เซราไมด์และมอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไป: มีบทบาทชัดเจนในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวรอบแผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้แผลเป็นนุ่มขึ้น จึงควรใช้ควบคู่ ไม่ใช่ใช้แทน
การอ่านฉลากจึงสำคัญกว่าการอ่านชื่อผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ควรมองหาคือคำว่าซิลิโคนหรือโพลีไซล็อกเซนในลำดับต้น ๆ ของส่วนผสม
ยาทาสำหรับ "รอยดำ" ที่คนมักซื้อผิดเป็นยาแผลเป็น
ถ้าลูบแล้วผิวเรียบและปัญหาคือสีคล้ำ กลุ่มยาที่ควรใช้เป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง
ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) 2–4% — ยาลดเม็ดสีที่มีหลักฐานมากที่สุด ใช้ทาเฉพาะจุดวันละครั้งก่อนนอน ประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานกว่านี้โดยไม่มีแพทย์ดูแล เพราะเสี่ยงต่อภาวะผิวคล้ำถาวรจากตัวยาเอง ความเข้มข้นเกิน 2% ในไทยต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์
กรดอะเซลาอิก (azelaic acid) 15–20% — ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผิวแพ้ง่ายและหญิงตั้งครรภ์ ทาวันละ 1–2 ครั้ง เห็นผลช้ากว่า ประเมินที่ 3 เดือน
เรตินอยด์ชนิดทา (tretinoin 0.025–0.05%, adapalene 0.1%) — เร่งการผลัดเซลล์และช่วยกระจายเม็ดสี เริ่มจากวันเว้นวันเพื่อลดการระคายเคือง
วิตามินซีชนิดทา (L-ascorbic acid) และไนอาซินาไมด์ (niacinamide) 4–5% — ฤทธิ์อ่อนกว่า เหมาะเป็นตัวเสริมและใช้ระยะยาว
ข้อสำคัญที่สุดของกลุ่มนี้คือ ถ้าไม่ทากันแดด ยาลดเม็ดสีทุกตัวจะได้ผลน้อยลงมาก เพราะแสงแดดกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเร็วกว่าที่ยาจะลดได้
เรตินอยด์ชนิดทากับแผลเป็นบุ๋ม
สำหรับหลุมตื้นและผิวขรุขระหลังสิว เรตินอยด์ชนิดทาเป็นยาทากลุ่มเดียวที่มีเหตุผลทางกลไกรองรับ เพราะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้และเร่งการผลัดเซลล์ผิว
วิธีใช้ที่ลดการระคายเคือง คือ เริ่มที่ความเข้มข้นต่ำ ทาปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวสำหรับทั้งใบหน้า สัปดาห์ละ 3 คืน แล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืนภายใน 4–6 สัปดาห์ ทาบนผิวแห้งสนิทเท่านั้น และใช้มอยส์เจอไรเซอร์ตามทุกครั้ง ประเมินผลจริงที่ 12–24 สัปดาห์
ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรง ๆ คือ เรตินอยด์ทำให้ผิวรอบหลุมเรียบขึ้นและขอบหลุมดูนุ่มลง แต่ ไม่ยกก้นหลุมขึ้นมาเสมอผิว หลุมชนิดขอบชัดและหลุมแคบลึกยังต้องใช้หัตถการ เช่น การกระตุ้นคอลลาเจนด้วยเข็ม เลเซอร์แบบแฟรกชัน หรือการตัดพังผืดใต้หลุม
ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์
ครีมกันแดด — มาตรการที่ได้ผลกับแผลเป็นมากกว่าที่คนคิด
แผลเป็นใหม่และรอยหลังการอักเสบมีเม็ดสีป้องกันแสงน้อยกว่าผิวปกติ การโดนแดดในช่วง 6–12 เดือนแรกจึงทำให้รอยคล้ำลงอย่างถาวรได้ ในทางปฏิบัติ ครีมกันแดดจึงมักให้ผลลัพธ์ต่อ "หน้าตา" ของแผลเป็นมากกว่าครีมแผลเป็นราคาสูงที่ทาแบบไม่สม่ำเสมอ
แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ ใช้กันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB SPF 30–50 ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง และในแผลเป็นที่ปิดด้วยแผ่นซิลิโคนอยู่แล้ว ให้ทากันแดดบริเวณผิวรอบข้าง รายละเอียดการเลือกอ่านได้ที่ ครีมกันแดด เลือกอย่างไรให้เหมาะสม
เริ่มทาเมื่อไร ทานานแค่ไหน และอะไรบอกว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล
เริ่มเมื่อไร: เมื่อแผลปิดสนิท ไม่มีสะเก็ด ไม่มีน้ำเหลือง โดยทั่วไปคือ 2–3 สัปดาห์หลังได้รับบาดเจ็บหรือหลังตัดไหม การเริ่มก่อนแผลปิดเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
นานแค่ไหน: อย่างน้อย 12 สัปดาห์ สำหรับซิลิโคน และ 6 เดือน ในแผลเป็นนูนที่หนา
สัญญาณว่าได้ผล (ประเมินทุก 4 สัปดาห์): สีแดงจางลง ความนูนลดลงเมื่อลูบเทียบกับผิวข้างเคียง อาการคันและตึงลดลง แผลเป็นเคลื่อนตามผิวรอบข้างได้มากขึ้น
สัญญาณว่าไม่ได้ผล: ครบ 12 สัปดาห์แล้วความนูนเท่าเดิมหรือมากขึ้น ขอบเริ่มลามออกนอกรอยเดิม หรือคันและเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ่ายรูปในแสงและมุมเดียวกันทุก 4 สัปดาห์ เป็นวิธีประเมินที่แม่นกว่าความรู้สึก เพราะการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็นช้าเกินกว่าที่สายตาจะจับได้จากการมองทุกวัน
เมื่อยาทาไม่พอ — การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าแผลเป็น
สำหรับแผลเป็นนูนที่ไม่ตอบสนองและคีลอยด์เกือบทุกราย การรักษาหลักคือ การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าในเนื้อแผลเป็นโดยตรง (intralesional corticosteroid injection) ตัวยาที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (triamcinolone acetonide) ความเข้มข้นที่ใช้ทั่วไปอยู่ในช่วง 10–40 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ปรับตามความหนาและตำแหน่งของแผลเป็น
รูปแบบการรักษาคือฉีดซ้ำทุก 4–6 สัปดาห์ โดยทั่วไป 3–5 ครั้งจึงประเมินผลได้ชัด ยาทำงานโดยลดการอักเสบและลดการสร้างคอลลาเจน ทำให้แผลเป็นแบนลง นุ่มลง และอาการคันลดลงมักเป็นสิ่งแรกที่ผู้ป่วยสังเกตได้
ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ ได้แก่ ผิวบางลงหรือยุบเป็นแอ่งบริเวณที่ฉีด สีผิวจางลงเฉพาะจุด หลอดเลือดฝอยขยาย และความเจ็บขณะฉีด ผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ ขนาดยา ความถี่ และตำแหน่ง ต้องกำหนดโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ปรับเองได้
ทางเลือกอื่นที่แพทย์ใช้เมื่อการฉีดอย่างเดียวไม่พอ
5-ฟลูออโรยูราซิล (5-fluorouracil, 5-FU) ความเข้มข้นที่ใช้บ่อยคือ 50 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มักใช้ผสมกับสเตียรอยด์ในคีลอยด์ที่ดื้อต่อการรักษา เพื่อลดผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ขนาดสูง
ผ้าหรืออุปกรณ์รัดกด (pressure therapy) ใช้แรงกดต่อเนื่อง 12–24 ชั่วโมงต่อวัน นาน 6–12 เดือน เป็นแนวทางมาตรฐานในแผลเป็นจากไฟไหม้บริเวณกว้าง และในคีลอยด์ติ่งหูหลังผ่าตัด
เลเซอร์หลอดเลือด ใช้กับแผลเป็นที่แดงเด่นและรอยแดงหลังการอักเสบที่ไม่ยอมจาง
เลเซอร์แบบแฟรกชันและเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ ใช้ปรับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในแผลเป็นบุ๋มและแผลเป็นที่ผิวขรุขระ ต้องเว้นระยะเป็นรอบและมีการดูแลหลังทำอย่างเคร่งครัด
การผ่าตัดแก้ไข ใช้ในแผลเป็นดึงรั้งและคีลอยด์ขนาดใหญ่ และ ต้องมีการรักษาเสริมหลังผ่าตัดเสมอ เช่น การฉีดยาหรือการรัดกด มิฉะนั้นโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง
การเลือกวิธี ลำดับการรักษา และการประเมินความเหมาะสม ต้องทำโดยแพทย์หลังตรวจแผลเป็นจริง เพราะแผลเป็นสองรอยที่หน้าตาคล้ายกันอาจต้องใช้แผนคนละแบบตามตำแหน่ง อายุของแผล และชนิดผิว
แผลเป็นหลังผ่าตัดและหลังศัลยกรรม ดูแลอย่างไรตั้งแต่วันแรก
คำถามนี้พบบ่อยมากและคำตอบต่างจากแผลทั่วไปตรงที่ ช่วงเวลาสำคัญเริ่มก่อนที่จะได้ทายาเสียอีก
ระยะแผลยังไม่ปิด (0–2 สัปดาห์): ดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ผ่าตัด รักษาความสะอาด ไม่แกะสะเก็ด ยังไม่ใช้ซิลิโคน
ระยะเริ่มยาทา (2–3 สัปดาห์ หลังตัดไหมและแผลปิดสนิท): เริ่มซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนได้ ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงแรงดึงบริเวณแผล
ระยะเฝ้าระวัง (1–3 เดือน): เป็นช่วงที่แผลเป็นนูนมักเริ่มก่อตัว ถ้าเห็นความนูนเพิ่มขึ้นชัดในระยะนี้ ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดยาแต่เนิ่น ๆ แทนการรอ
ระยะปรับโครงสร้าง (3–18 เดือน): ใช้ซิลิโคนและกันแดดต่อเนื่อง ประเมินทุก 1–2 เดือน
การหลีกเลี่ยงแรงดึงที่แผล เช่น ไม่ยกของหนักในแผลหน้าท้องหรือหน้าอกตามที่แพทย์กำหนด มีผลต่อรูปร่างแผลเป็นสุดท้ายไม่น้อยกว่ายาที่ทา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาทาแผลเป็น
"ทาแล้วแผลเป็นจะหายไปหมด" — ไม่มียาทาชนิดใดทำให้แผลเป็นหายสนิท เป้าหมายจริงคือแบนลง นุ่มลง และสีกลมกลืนขึ้น
"ยิ่งทาหนายิ่งดี" — ฟิล์มซิลิโคนที่หนาเกินไปไม่เพิ่มผล แต่ทำให้อับชื้นและระคายเคืองได้
"รอยดำคือแผลเป็น ต้องใช้ครีมแผลเป็น" — คนละกลไก ต้องใช้ยาปรับเม็ดสีและกันแดด
"ทาวิตามินอีแล้วแผลเป็นจะจาง" — หลักฐานไม่สนับสนุน และบางรายเกิดผื่นแพ้
"แผลเป็นเก่าหลายปีก็ทายาให้หายได้" — แผลเป็นที่นิ่งเกิน 2 ปีเปลี่ยนแปลงจากยาทาได้น้อยมาก ควรพิจารณาหัตถการแทน
"ต้องแพงถึงจะได้ผล" — สิ่งที่กำหนดผลคือชนิดของแผลเป็น ตัวยาที่ตรงกลไก และระยะเวลาที่ใช้ ไม่ใช่ราคา
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง ไม่ควรทายาต่อเอง
แผลเป็นนูนที่ขยายออก นอกขอบแผลเดิม ซึ่งบ่งชี้ถึงคีลอยด์
นูนหนาขึ้นเรื่อย ๆ หลังใช้ซิลิโคนอย่างถูกวิธีครบ 3 เดือน
คัน เจ็บ หรือแสบตลอดเวลาจนรบกวนการนอน
แผลเป็นข้ามข้อพับและเริ่มเหยียดหรืองอได้ไม่สุด
แผลเป็นที่มีแผลเปิดซ้ำ ๆ มีเลือดออก หรือมีขอบยกผิดปกติ ซึ่งต้องแยกจากรอยโรคชนิดอื่นด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ
แผลเป็นในเด็กบริเวณใบหน้าหรือข้อ ควรได้รับการประเมินเร็วกว่าผู้ใหญ่
สรุปสั้น ๆ
แยกก่อนซื้อ: ลูบแล้วสะดุด = แผลเป็นจริง ต้องใช้ซิลิโคน · ลูบแล้วเรียบแต่สีเปลี่ยน = รอยแดงหรือรอยดำ ต้องใช้กันแดดและยาปรับเม็ดสี
ซิลิโคนคือแนวทางแรกเพียงตัวเดียวที่มีหลักฐานแน่นพอ เจลทาวันละ 2 ครั้ง แผ่นแปะอย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อวัน
ระยะเวลาสำคัญกว่ายี่ห้อ อย่างน้อย 12 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน และเริ่มเมื่อแผลปิดสนิทที่ราว 2–3 สัปดาห์
สารสกัดหัวหอม เฮพารินอยด์ และวิตามินอีเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวหลัก และวิตามินอีมีหลักฐานอ่อนที่สุด
ถ้าครบ 3 เดือนแล้วยังนูนขึ้นหรือลามออกนอกขอบแผล นั่นคือจุดที่ต้องเปลี่ยนจากยาทาไปเป็นการฉีดยาโดยแพทย์ ไม่ใช่จุดที่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อครีม
สิ่งที่ควรทำวันนี้: ดูว่าแผลเป็นของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนใน 5 แบบข้างต้น แล้วเลือกกลุ่มยาให้ตรง ถ้าเป็นคีลอยด์หรือแผลเป็นดึงรั้ง ให้นัดพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่ต้น แทนการเริ่มจากการลองครีม
อ่านภาพรวมโรคผิวหนังที่พบบ่อยและวิธีดูแลได้ที่ โรคผิวหนัง 30 ชนิดที่พบบ่อย และอ่านเรื่องรอยจากสิวโดยเฉพาะได้ที่ รอยสิว เกิดจากอะไร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาทาแผลเป็น
ยาทาแผลเป็น ตัวไหนดีที่สุด
ในทางการแพทย์ไม่มีตัว "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน เพราะยาที่ได้ผลขึ้นอยู่กับชนิดของแผลเป็น ถ้าเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ ตัวที่มีหลักฐานมากที่สุดคือซิลิโคนทางการแพทย์ ทั้งรูปแบบเจลและแผ่น ถ้าเป็นรอยดำ ตัวที่ตรงกลไกคือไฮโดรควิโนน 2–4% หรือกรดอะเซลาอิก 15–20% ร่วมกับครีมกันแดด และถ้าเป็นหลุมสิว ยาทาที่พอมีเหตุผลรองรับคือเรตินอยด์ชนิดทา แต่มักต้องอาศัยหัตถการร่วมด้วย สิ่งที่ควรดูบนฉลากคือชื่อสารออกฤทธิ์และความเข้มข้น ไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์
ยาทาแผลเป็นนูน ใช้ตัวเดียวกับแผลเป็นบุ๋มได้ไหม
ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะกลไกตรงข้ามกัน แผลเป็นนูนเกิดจากคอลลาเจนมากเกินไป เป้าหมายคือลดการสร้างคอลลาเจน จึงใช้ซิลิโคนและการฉีดยาสเตียรอยด์ ส่วนแผลเป็นบุ๋มเกิดจากคอลลาเจนพร่องไป เป้าหมายคือกระตุ้นให้สร้างใหม่ จึงใช้เรตินอยด์และหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน การเอาซิลิโคนไปทาหลุมสิวจึงไม่ทำให้หลุมตื้นขึ้น และการเอาเรตินอยด์ไปทาแผลเป็นนูนอาจทำให้ระคายเคืองโดยไม่ได้ประโยชน์ วิธีแยกง่ายที่สุดคือลูบด้วยปลายนิ้วว่าสะดุดขึ้นหรือยุบลง
ยาทาแผลเป็นหลังผ่าตัด เริ่มทาเมื่อไหร่
เริ่มได้เมื่อแผลปิดสนิท ไม่มีสะเก็ด ไม่มีน้ำเหลืองซึม และตัดไหมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่คือประมาณ 2–3 สัปดาห์หลังผ่าตัด การเริ่มเร็วกว่านั้นบนแผลที่ยังไม่ปิดเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อและทำให้แผลหายช้าลง ในทางกลับกัน การรอนานเกิน 3 เดือนก็ทำให้เสียช่วงเวลาที่ยาทำงานได้ดีที่สุดไป เพราะแผลเป็นก่อตัวมากที่สุดในช่วง 1–3 เดือนแรก ระหว่างที่ยังทายาไม่ได้ ควรเน้นการรักษาความสะอาด ไม่แกะสะเก็ด และหลีกเลี่ยงการดึงรั้งบริเวณแผลตามที่แพทย์ผู้ผ่าตัดแนะนำ
ยาทาแผลเป็น หาซื้อใน 7-11 ได้ไหม
ร้านสะดวกซื้อทั่วไปไม่ได้เป็นแหล่งของยากลุ่มนี้ ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนสำหรับแผลเป็นและยาปรับเม็ดสีจำหน่ายในร้านขายยาที่มีเภสัชกร ร้านขายเวชภัณฑ์ และคลินิกหรือโรงพยาบาล ส่วนไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงและเรตินอยด์ชนิดแรงต้องได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์ ข้อดีของการซื้อจากร้านที่มีเภสัชกรคือสามารถให้ดูฉลากและยืนยันได้ว่าตัวยาที่ต้องการอยู่ในลำดับต้นของส่วนผสมจริง ไม่ใช่ผสมมาในปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้ในการโฆษณา
ทายาแผลเป็นแล้วไม่หายสักที เพราะอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมีสี่ข้อ หนึ่งคือใช้ผิดชนิด เช่น เอาซิลิโคนไปทารอยดำซึ่งไม่ใช่แผลเป็น สองคือใช้ไม่นานพอ ซิลิโคนต้องใช้อย่างน้อย 12 สัปดาห์แต่คนส่วนใหญ่เลิกที่ 3–4 สัปดาห์ สามคือใช้ไม่ต่อเนื่องหรือสัมผัสผิวไม่นานพอ โดยเฉพาะแผ่นซิลิโคนที่ต้องแปะอย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อวัน และสี่คือแผลเป็นนั้นเป็นคีลอยด์หรือแผลเป็นนูนหนาที่จำเป็นต้องฉีดยาตั้งแต่ต้น หากทาถูกชนิดและครบ 3 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินแทนการเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อย ๆ
แผลเป็นเก่าเป็นปี ยังทายาได้ผลไหม
ได้ผลน้อยลงมากแต่ไม่ใช่ศูนย์ แผลเป็นอยู่ในช่วงที่ร่างกายยังปรับโครงสร้างได้ประมาณ 12–18 เดือนแรก หลังจากนั้นเนื้อเยื่อจะนิ่งและตอบสนองต่อยาทาน้อยลง ในแผลเป็นที่อายุเกิน 2 ปี ซิลิโคนยังช่วยเรื่องความนุ่ม ความชุ่มชื้น และอาการคันได้ แต่มักไม่ทำให้ความนูนหรือรูปร่างเปลี่ยนชัดเจน กรณีนี้แนวทางที่ให้ผลจริงกว่าคือการประเมินโดยแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดยา เลเซอร์ หรือการผ่าตัดแก้ไขตามชนิดของแผลเป็น การทายาต่อเนื่องอย่างเดียวโดยไม่ประเมินซ้ำมักทำให้เสียเวลาไปหลายเดือนโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
คำเตือน: การรักษาแผลเป็นด้วยการฉีดยา เลเซอร์ หรือการผ่าตัด มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล การเลือกตัวยา ความเข้มข้น และระยะเวลาการใช้ ต้องพิจารณาโดยแพทย์หลังตรวจประเมินแผลเป็นจริง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 8 กันยายน 2026

ความคิดเห็น