top of page

เริมที่ปาก เกิดจากอะไร กี่วันหาย ยาตัวไหนได้ผลจริง แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากแผลร้อนในและปากนกกระจอก

27 ส.ค.
ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 24 ก.ย.

เริมที่ปากคือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 1 (HSV-1) ที่ริมฝีปากหรือรอบปาก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานสีแดง แสบร้อน แล้วแตกเป็นแผลตกสะเก็ด แผลมักหายเองใน 7-10 วัน แต่ตัวไวรัสไม่ได้หายไปไหน มันหลบไปนอนในปมประสาทและกลับมากำเริบซ้ำที่ตำแหน่งเดิมได้เรื่อย ๆ

สิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดคือ จังหวะเริ่มยา ยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก โดยเฉพาะช่วงที่ยังรู้สึกคันยิบ ๆ หรือแสบ ๆ ก่อนตุ่มจะขึ้น พอรอจนตุ่มแตกเป็นแผลแล้วค่อยไปหายา ประโยชน์ที่ได้จะลดลงมาก

บทความนี้อธิบายกลไกของโรค วิธีแยกจากภาวะอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน ยาที่มีหลักฐานรองรับจริง สิ่งที่ไม่ช่วย และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

เริมที่ปากคืออะไร

เริมที่ปาก (Herpes labialis) หรือที่หลายคนเรียกว่า "แผลเริม" หรือ "cold sore" คือการติดเชื้อไวรัส HSV บริเวณริมฝีปาก มุมปาก และผิวหนังรอบปาก ดูภาพรวมของโรคเริมทั้งหมดได้ที่ เริม เกิดจากอะไร และการรักษา

ลักษณะที่จำเพาะของเริมที่ปากคือ

  • ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หลายตุ่มเกาะกลุ่มกัน ไม่ใช่ตุ่มเดี่ยว ๆ ขนาดแต่ละตุ่มมักเล็กกว่า 3 มิลลิเมตร

  • ฐานของกลุ่มตุ่มเป็นผิวแดง ขอบเขตค่อนข้างชัด

  • มีอาการนำมาก่อน เช่น คันยิบ ๆ แสบ ตึง หรือปวดแปลบที่จุดเดิมประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันก่อนตุ่มขึ้น

  • ขึ้นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียงเดิมทุกครั้ง เพราะไวรัสอยู่ในปมประสาทเส้นเดิม

  • พบบ่อยที่สุดที่ขอบริมฝีปากด้านนอก ตรงรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวหนัง

ในทางระบาดวิทยา การติดเชื้อ HSV-1 พบได้ทั่วไปมากในประชากรทั่วโลก คนจำนวนมากได้รับเชื้อมาตั้งแต่เด็กโดยไม่มีอาการชัดเจน แล้วมาแสดงอาการเป็นเริมที่ปากเมื่อโตขึ้น การเป็นเริมจึงไม่ได้แปลว่าสุขอนามัยไม่ดี และไม่ได้แปลว่าติดจากเพศสัมพันธ์เสมอไป

เริมที่ปากเกิดจากอะไร

ต้นเหตุคือไวรัสในตระกูลเฮอร์พีส์ สองชนิดที่เกี่ยวข้องกับแผลที่ปากคือ

  • HSV-1 เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเริมที่ปาก ติดต่อผ่านน้ำลายและการสัมผัสโดยตรง เช่น การจูบ การใช้แก้วน้ำหรือช้อนร่วมกัน การใช้ลิปมันร่วมกัน

  • HSV-2 เป็นสาเหตุหลักของเริมที่อวัยวะเพศ แต่สามารถมาอยู่ที่ปากได้เช่นกันจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก และในทางกลับกัน HSV-1 ก็ไปอยู่ที่อวัยวะเพศได้

จุดที่ทำให้เริมต่างจากการติดเชื้อผิวหนังทั่วไปคือ หลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสจะเดินทางย้อนขึ้นไปตามเส้นประสาทไปนอนนิ่ง ๆ อยู่ในปมประสาทไทรเจมินัล (trigeminal ganglion) ในสภาวะที่เรียกว่าการหลบซ่อน (latency) ระบบภูมิคุ้มกันกำจัดมันออกจากตำแหน่งนั้นไม่ได้ และยาต้านไวรัสก็เข้าไปฆ่าไวรัสในระยะหลบซ่อนไม่ได้เช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่กำจัดไวรัสเริมออกจากร่างกายได้อย่างถาวร สิ่งที่การรักษาทำได้คือทำให้แต่ละครั้งหายเร็วขึ้น อาการเบาลง และลดความถี่ของการกำเริบ

ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม

เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น ไวรัสที่หลบอยู่จะกลับมาแบ่งตัวแล้ววิ่งลงมาตามเส้นประสาทเส้นเดิม จึงโผล่ที่ผิวหนังตำแหน่งเดิมเสมอ

คลิปสรุปใน 1 นาทีโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง: ทำไมเริมที่ริมฝีปากจึงเป็นตุ่มใส แสบ คัน และกลับมาขึ้นที่เดิมทุกครั้ง คำตอบคือไวรัสเริม (HSV-1) ไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่ซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทที่เลี้ยงผิวบริเวณนั้น เมื่อพักผ่อนน้อย เครียด เจ็บป่วย หรือโดนแดดจัด ไวรัสจะเดินทางกลับออกมาตามเส้นประสาทเส้นเดิม จึงขึ้นตรงตำแหน่งเดิม และมักมีอาการแสบคันนำก่อนเห็นตุ่ม 6–48 ชั่วโมง

ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย

  • แสงแดดจัดและรังสียูวี เป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง หลายคนสังเกตว่าเป็นเริมหลังไปทะเลหรือออกแดดนาน

  • ไข้และการเจ็บป่วย จนเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษว่า fever blister

  • ความเครียดและการอดนอน

  • การมีประจำเดือน จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

  • การบาดเจ็บที่ริมฝีปาก เช่น ริมฝีปากแตกแห้งมาก การทำหัตถการบริเวณรอบปาก หรือการทำฟัน

  • ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ได้เคมีบำบัด หรือมีโรคประจำตัวที่กดภูมิ

การจดว่าตัวเองกำเริบหลังเจอสิ่งใดบ่อย ๆ มีประโยชน์จริง เพราะช่วยให้วางแผนป้องกันล่วงหน้าได้ เช่น คนที่กำเริบทุกครั้งหลังออกแดด การใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดดเป็นประจำช่วยลดโอกาสกำเริบได้

อาการของเริมที่ปาก แบ่งเป็น 5 ระยะ

การรู้ระยะมีความสำคัญทางปฏิบัติ เพราะยาได้ผลต่างกันมากในแต่ละระยะ

  1. ระยะนำ (prodrome) ประมาณ 6-24 ชั่วโมง ยังไม่เห็นตุ่ม แต่รู้สึกคันยิบ ๆ แสบ ตึง หรือปวดแปลบที่จุดเดิม นี่คือช่วงที่เริ่มยาแล้วได้ประโยชน์สูงสุด

  2. ระยะตุ่มน้ำ (vesicle) วันที่ 1-2 ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานแดง ระยะนี้มีปริมาณไวรัสสูงและแพร่เชื้อได้มากที่สุด

  3. ระยะแผลเปิด (ulcer) วันที่ 2-4 ตุ่มแตก กลายเป็นแผลตื้นสีแดง เจ็บมากที่สุดในระยะนี้

  4. ระยะตกสะเก็ด (crust) วันที่ 4-8 แผลแห้งเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลเหลือง สะเก็ดอาจแตกและมีเลือดซึมได้เมื่อขยับปาก

  5. ระยะหาย (healing) วันที่ 8-12 สะเก็ดหลุด ผิวใต้สะเก็ดอาจแดงหรือคล้ำอยู่ระยะหนึ่งแล้วจางไป

ในการติดเชื้อครั้งแรก อาการมักรุนแรงกว่าการกำเริบครั้งถัดไปมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจมีแผลทั้งในปากและเหงือกอักเสบบวมแดง มีไข้ กินอาหารไม่ได้ ซึ่งเรียกว่า herpetic gingivostomatitis กรณีนี้ควรพาไปพบแพทย์เพราะเสี่ยงขาดน้ำ

เริมที่ปากกี่วันหาย

  • การกำเริบซ้ำทั่วไป แผลมักหายเองภายใน 7-10 วัน โดยไม่ทิ้งแผลเป็น

  • การติดเชื้อครั้งแรก อาจใช้เวลานานกว่า ประมาณ 10-14 วัน และมีอาการทั่วร่างกายร่วมด้วย

  • เมื่อเริ่มยาต้านไวรัสชนิดกินตั้งแต่ระยะนำ ระยะเวลาของแผลมักสั้นลงประมาณ 1-2 วัน และช่วยลดความเจ็บ

ตัวเลขนี้สำคัญตรงที่ต้องคาดหวังให้ถูก ยาต้านไวรัสไม่ได้ทำให้แผลหายในวันเดียว สิ่งที่มันทำได้คือย่นระยะเวลาลงและทำให้อาการเบาลง ถ้าแผลไม่ดีขึ้นเลยหลัง 10-14 วัน หรือกลับแย่ลง ควรพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

แยกเริมที่ปาก จาก 5 ภาวะที่หน้าตาคล้ายกัน

จุดนี้เป็นที่มาของการรักษาผิดบ่อยที่สุด เพราะแต่ละภาวะใช้ยาคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง

1. แผลร้อนใน (Aphthous ulcer)

  • ตำแหน่ง: อยู่ใน เยื่อบุช่องปาก เช่น กระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน ไม่ขึ้นที่ผิวหนังด้านนอก

  • ลักษณะ: แผลกลมรี แผลเดี่ยว พื้นแผลขาวเหลือง ขอบแดงชัด ไม่มีระยะตุ่มน้ำนำมาก่อน

  • การรักษา: ยาต้านไวรัสไม่ช่วย ใช้ยาชาเฉพาะที่หรือสเตียรอยด์เฉพาะที่ในช่องปากตามแพทย์สั่ง

2. ปากนกกระจอก (Angular cheilitis)

  • ตำแหน่ง: มุมปากทั้งสองข้าง เป็นหลัก

  • ลักษณะ: ผิวแดง แตก เป็นร่อง ลอก ไม่มีตุ่มน้ำเกาะกลุ่ม มักเป็นเรื้อรังหลายสัปดาห์

  • สาเหตุ: เชื้อราแคนดิดา เชื้อแบคทีเรีย น้ำลายสะสมที่มุมปาก ฟันปลอมไม่พอดี หรือภาวะขาดธาตุเหล็กและวิตามินบี

  • การรักษา: ยาทาฆ่าเชื้อราหรือยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ตามสาเหตุ ร่วมกับแก้ปัจจัยกระตุ้น ดูเพิ่มที่ ปากนกกระจอก

3. แผลพุพอง (Impetigo)

  • ลักษณะ: ตุ่มหนองหรือแผลที่มี สะเก็ดสีเหลืองทองคล้ายน้ำผึ้งแห้ง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะ

  • การกระจาย: ลามออกเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่ไปตำแหน่งอื่นของร่างกายจากการเกา

  • สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรีย สแตฟิโลค็อกคัส หรือ สเตรปโตค็อกคัส

  • การรักษา: ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาต้านไวรัส ดูเพิ่มที่ แผลพุพอง (Impetigo)

4. ผื่นแพ้สัมผัสที่ริมฝีปาก (Contact cheilitis)

  • ลักษณะ: ริมฝีปากบวมแดง คัน ลอกเป็นขุย อาจมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ได้ แต่กระจายทั่วริมฝีปากแบบสมมาตร ไม่เกาะกลุ่มเป็นหย่อมเดียว

  • เบาะแส: สัมพันธ์กับลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน หรือของที่เพิ่งเริ่มใช้

  • การรักษา: หยุดสารก่อผื่นและใช้ยาทาลดการอักเสบตามแพทย์สั่ง

5. โรคมือ เท้า ปาก (HFMD)

  • ลักษณะ: แผลในปากหลายจุด ร่วมกับ ตุ่มที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรอบก้น มีไข้

  • กลุ่มที่พบ: เด็กเล็กเป็นหลัก มักมีการระบาดในโรงเรียน

  • การรักษา: รักษาตามอาการ ดูเพิ่มที่ โรคมือ เท้า ปาก

เบาะแสสรุปที่ใช้แยกได้เร็วที่สุด: ถ้าเป็น ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มกันบนฐานแดง ที่ขอบริมฝีปากด้านนอก มีอาการคันแสบนำมาก่อน และเคยเป็นที่จุดเดิมมาแล้ว ความน่าจะเป็นของเริมสูงมาก

แพทย์วินิจฉัยเริมที่ปากอย่างไร

ในทางปฏิบัติ เริมที่ปากที่มีลักษณะและประวัติชัดเจน วินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายโดยไม่ต้องส่งตรวจเพิ่ม

การส่งตรวจจะพิจารณาเมื่อภาพไม่ตรงแบบ ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน โดยวิธีที่ใช้ได้แก่

  • PCR หาสารพันธุกรรมของไวรัส จากน้ำในตุ่มหรือฐานแผล เป็นวิธีที่ไวและจำเพาะที่สุดในปัจจุบัน

  • การเพาะเชื้อไวรัส ให้ผลแม่นยำแต่ใช้เวลานานกว่า และไวลดลงเมื่อแผลเริ่มตกสะเก็ดแล้ว

  • Tzanck smear เป็นการป้ายเซลล์จากฐานแผลมาย้อมดู ทำได้เร็วแต่แยกไม่ได้ว่าเป็นเริมหรืออีสุกอีใสงูสวัด และมีความไวต่ำกว่า PCR

  • การตรวจเลือดหาแอนติบอดี บอกได้แค่ว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ ใช้วินิจฉัยแผลที่เป็นอยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะคนจำนวนมากมีแอนติบอดีบวกอยู่แล้วโดยไม่เคยมีอาการ

การเก็บตัวอย่างให้ได้ผลดีควรทำในระยะที่ยังเป็นตุ่มน้ำหรือแผลเปิดใหม่ ๆ ไม่ใช่ตอนตกสะเก็ดแล้ว

ยารักษาเริมที่ปาก ตัวไหนได้ผลจริง

ยาหลักคือ ยาต้านไวรัสกลุ่มนิวคลีโอไซด์ อะนาล็อก ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (aciclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในช่วงที่มันกำลังแบ่งตัว จึงต้องให้ ตอนที่ไวรัสกำลังทำงาน คือช่วงต้นของการกำเริบ

การรักษาแบบเป็นครั้ง ๆ (episodic therapy)

ใช้เมื่อกำเริบไม่บ่อย โดยเริ่มยาให้เร็วที่สุดตั้งแต่รู้สึกอาการนำ แนวทางสากลระบุสูตรที่ใช้บ่อย เช่น วาลาไซโคลเวียร์ขนาดสูงระยะสั้นเพียง 1 วัน หรือแฟมไซโคลเวียร์แบบรับประทานครั้งเดียว ซึ่งสะดวกกว่าการกินอะไซโคลเวียร์วันละหลายครั้งติดต่อกันหลายวัน

การรักษาแบบกดการกำเริบ (suppressive therapy)

พิจารณาในคนที่กำเริบบ่อย เช่น ตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป มีอาการรุนแรงทุกครั้ง กระทบการทำงานหรือคุณภาพชีวิต หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ วิธีนี้คือการกินยาต้านไวรัสขนาดต่ำต่อเนื่องทุกวันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วประเมินซ้ำ

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้น: ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายและกำหนดขนาดโดยแพทย์หรือเภสัชกร ขนาดยาต้องปรับตามการทำงานของไต อายุ และภาวะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเอง หรือใช้ยาที่เหลือจากคนอื่น

ยาทาเริม ทำไมได้ผลน้อยกว่าที่หลายคนคิด

ยาทาต้านไวรัสที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น อะไซโคลเวียร์ครีม มีข้อจำกัดที่ควรเข้าใจ

  • ประโยชน์จำกัด จากการศึกษาพบว่าช่วยลดระยะเวลาของแผลได้เพียงประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ายาชนิดรับประทานอย่างชัดเจน

  • ต้องทาถี่มาก โดยทั่วไปต้องทาราว 5 ครั้งต่อวัน ต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งในทางปฏิบัติคนส่วนใหญ่ทาไม่ครบ

  • ยาซึมผ่านสะเก็ดแผลได้ไม่ดี เมื่อเลยระยะตุ่มน้ำไปแล้วประโยชน์ยิ่งลดลง

สรุปเชิงปฏิบัติ: ยาทาเหมาะกับกรณีอาการเบา ใช้เสริมความสบาย หรือใช้ระหว่างรอพบแพทย์ แต่ถ้าเป็นบ่อย เป็นรุนแรง หรือแผลกว้าง ยาชนิดรับประทานคือทางเลือกที่มีหลักฐานรองรับดีกว่า

ส่วนการดูแลแผลทั่วไป ให้ทำความสะอาดเบา ๆ ปล่อยให้แห้ง ทาวาสลีนหรือลิปบาล์มบาง ๆ เพื่อลดการแตกของสะเก็ด และประคบเย็นสั้น ๆ เพื่อลดอาการปวดบวม

สิ่งที่ไม่ช่วย และความเชื่อผิดที่พบบ่อย

  • บีบหรือแกะให้ตุ่มแตก ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น แต่เพิ่มโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้แผลกว้างขึ้นและเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็น รวมทั้งทำให้ไวรัสกระจายไปที่นิ้วมือหรือตาได้

  • ทายาสีฟัน ไม่มีหลักฐานว่าฆ่าไวรัสได้ และสารในยาสีฟันมักระคายเคืองผิวรอบปากจนอักเสบมากขึ้น

  • ยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือทา ไม่ได้ผลกับไวรัส จะใช้ก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนทับซึ่งแพทย์เป็นผู้ประเมิน

  • สเตียรอยด์ทาเดี่ยว ๆ บนแผลเริม อาจทำให้แผลลุกลามมากขึ้นเพราะกดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ไม่ควรหยิบยาทาผื่นที่เหลืออยู่ในบ้านมาทาเอง

  • การเสริมไลซีนหรือสมุนไพรต่าง ๆ หลักฐานยังไม่หนักแน่นและผลการศึกษายังขัดแย้งกัน จึงไม่ควรใช้แทนยาต้านไวรัสที่มีข้อบ่งชี้

  • เชื่อว่าเมื่อแผลตกสะเก็ดแล้วจะไม่ติดต่อ ยังพบไวรัสได้จนกว่าแผลจะหายสนิท จึงควรระวังต่อจนสะเก็ดหลุดและผิวปิดสนิท

เริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร และป้องกันไม่ให้แพร่

การแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำในตุ่ม แผล หรือน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ และสามารถแพร่ได้แม้ในบางช่วงที่ไม่มีแผลให้เห็น ซึ่งเรียกว่าการหลั่งเชื้อแบบไม่มีอาการ

ระหว่างที่มีแผล ควรทำดังนี้

  • งดจูบ โดยเฉพาะกับทารก เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

  • งดมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เพราะเชื้อไปที่อวัยวะเพศของคู่ได้

  • ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว ลิปมัน หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น

  • ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสแผล และหลีกเลี่ยงการเอามือขยี้ตาโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อเข้าตาแล้วอาจทำให้กระจกตาอักเสบ

  • ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรระวังเป็นพิเศษในการหยิบจับเลนส์ขณะมีแผล

สัญญาณอันตราย ที่ต้องพบแพทย์

เริมที่ปากส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องรีบประเมิน

  • มีอาการทางตา เช่น ตาแดง เจ็บตา ตามัว น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ หรือมีตุ่มขึ้นใกล้เปลือกตาและปลายจมูก อาจเป็นการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์เพราะเสี่ยงต่อการมองเห็น

  • ผู้ที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังแล้วมีตุ่มน้ำหรือแผลบุ๋มกระจายเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว ร่วมกับไข้ อาจเป็นภาวะ eczema herpeticum ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนัง อ่านเรื่อง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ประกอบ

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ได้เคมีบำบัด ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือติดเชื้อเอชไอวี แผลอาจลุกลามกว้าง ลึก และหายช้าผิดปกติ

  • ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน ที่มีตุ่มน้ำหรือแผลลักษณะนี้ ต้องพบแพทย์ทันทีเพราะการติดเชื้อในทารกอาจรุนแรง

  • แผลไม่ดีขึ้นเลยหลัง 10-14 วัน หรือกลับแย่ลง มีหนอง ปวดมากขึ้น มีไข้สูง

  • กำเริบบ่อยมากจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาเพื่อพิจารณาการรักษาแบบกดการกำเริบ

  • แผลเรื้อรังผิดปกติที่ริมฝีปากซึ่งไม่หายเป็นเดือน ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกภาวะอื่น รวมถึงรอยโรคก่อนมะเร็งที่ริมฝีปาก

เริมที่ปากในกลุ่มเฉพาะ

เด็กเล็ก การติดเชื้อครั้งแรกมักรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาจมีเหงือกบวมแดง แผลกระจายในปาก มีไข้ กินและดื่มไม่ได้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การเฝ้าระวังภาวะขาดน้ำ และควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน

หญิงตั้งครรภ์ เริมที่ปากในหญิงตั้งครรภ์โดยทั่วไปไม่ได้ทำอันตรายต่อทารกในครรภ์โดยตรง แต่ต้องระวังการแพร่เชื้อสู่ทารกหลังคลอด จึงควรงดจูบทารกขณะมีแผล ล้างมือก่อนสัมผัสลูกทุกครั้ง และ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรพบแพทย์ทุกครั้งที่กำเริบ เพราะอาจต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้น ระยะเวลานานขึ้น หรือให้ยาทางหลอดเลือดดำในรายที่รุนแรง

ผู้ที่กำลังจะทำหัตถการบริเวณใบหน้า เช่น เลเซอร์ผิวหนังบางชนิดหรือการลอกผิว ผู้ที่มีประวัติเริมที่ปากบ่อยควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า เพราะแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสป้องกันก่อนทำหัตถการ

วิธีลดโอกาสกำเริบซ้ำ

  • ใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่กำเริบหลังออกแดด และทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้งนาน

  • ดูแลริมฝีปากไม่ให้แห้งแตก เพราะการบาดเจ็บที่ผิวเป็นตัวกระตุ้นได้

  • นอนให้พอและจัดการความเครียด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อย

  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

  • จดบันทึกว่ากำเริบเมื่อไรและหลังเจออะไร เพื่อหาตัวกระตุ้นเฉพาะตัว

  • เตรียมยาไว้ล่วงหน้าตามที่แพทย์แนะนำ สำหรับผู้ที่กำเริบเป็นประจำ เพื่อให้เริ่มยาได้ทันในช่วงอาการนำ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่ควบคุมได้และให้ผลชัดที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ปาก

เริมที่ปากกี่วันหาย

การกำเริบซ้ำทั่วไปมักหายเองภายใน 7-10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกอาจใช้เวลา 10-14 วัน การเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานตั้งแต่ระยะที่ยังคันแสบก่อนตุ่มขึ้น ช่วยย่นระยะเวลาลงได้ประมาณ 1-2 วันและทำให้อาการเบาลง

เริมที่ปากหายขาดได้ไหม

แผลแต่ละครั้งหายได้ แต่ตัวไวรัสยังหลบอยู่ในปมประสาทถาวร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ สิ่งที่ทำได้คือทำให้แต่ละครั้งหายเร็วขึ้น อาการเบาลง และลดความถี่ของการกำเริบด้วยการรักษาแบบกดการกำเริบในผู้ที่เป็นบ่อย

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเริมหรือแผลร้อนใน

เริมมักเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานแดง อยู่ที่ริมฝีปากด้านนอกหรือผิวรอบปาก มีอาการคันแสบนำมาก่อน และขึ้นซ้ำที่เดิม ส่วนแผลร้อนในเป็นแผลเดี่ยวพื้นขาวเหลืองขอบแดง อยู่ในเยื่อบุช่องปาก และไม่มีระยะตุ่มน้ำนำมาก่อน หากไม่แน่ใจควรให้แพทย์ตรวจ เพราะยาที่ใช้ต่างกันคนละกลุ่ม

ยาทาเริมจากร้านขายยาพอไหม

ยาทาช่วยได้เล็กน้อย โดยลดระยะเวลาของแผลราวครึ่งวันถึงหนึ่งวัน และต้องทาถี่หลายครั้งต่อวัน จึงเหมาะกับอาการเบา ๆ ถ้าเป็นบ่อย เป็นรุนแรง แผลกว้าง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ยาชนิดรับประทานที่แพทย์สั่งจะมีหลักฐานรองรับดีกว่าอย่างชัดเจน

เริมที่ปากติดต่อทางไหนได้บ้าง

ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำในตุ่ม แผล หรือน้ำลาย เช่น การจูบ การใช้แก้วน้ำ ช้อน ลิปมันร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ทางปากซึ่งทำให้เชื้อไปที่อวัยวะเพศของคู่ได้ เชื้อยังแพร่ได้ในบางช่วงที่ไม่มีแผลให้เห็น ระหว่างมีแผลจึงควรงดจูบและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน

เป็นเริมที่ปากบ่อยมาก ควรทำอย่างไร

ถ้ากำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป มีอาการรุนแรงทุกครั้ง หรือกระทบคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการรักษาแบบกดการกำเริบ ซึ่งเป็นการกินยาต้านไวรัสขนาดต่ำต่อเนื่อง ร่วมกับการหาและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นเฉพาะตัว เช่น แสงแดดหรือการอดนอน

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

หากมีแผลที่ปากที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเริมหรือภาวะอื่น เป็นเริมบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีสัญญาณอันตรายตามที่กล่าวข้างต้น การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยให้เลือกยาได้ตรงกลุ่มและลดภาวะแทรกซ้อน

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังได้ที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือทักไลน์ @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 27 สิงหาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page