เริมที่ปาก เกิดจากอะไร กี่วันหาย ยาตัวไหนได้ผลจริง แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากแผลร้อนในและปากนกกระจอก
เริมที่ปากคือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 1 (HSV-1) ที่ริมฝีปากหรือรอบปาก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานสีแดง แสบร้อน แล้วแตกเป็นแผลตกสะเก็ด แผลมักหายเองใน 7-10 วัน แต่ตัวไวรัสไม่ได้หายไปไหน มันหลบไปนอนในปมประสาทและกลับมากำเริบซ้ำที่ตำแหน่งเดิมได้เรื่อย ๆ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดคือ จังหวะเริ่มยา ยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48-72 ชั่วโมงแรก โดยเฉพาะช่วงที่ยังรู้สึกคันยิบ ๆ หรือแสบ ๆ ก่อนตุ่มจะขึ้น พอรอจนตุ่มแตกเป็นแผลแล้วค่อยไปหายา ประโยชน์ที่ได้จะลดลงมาก
บทความนี้อธิบายกลไกของโรค วิธีแยกจากภาวะอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน ยาที่มีหลักฐานรองรับจริง สิ่งที่ไม่ช่วย และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์
เริมที่ปากคืออะไร
เริมที่ปาก (Herpes labialis) หรือที่หลายคนเรียกว่า "แผลเริม" หรือ "cold sore" คือการติดเชื้อไวรัส HSV บริเวณริมฝีปาก มุมปาก และผิวหนังรอบปาก ดูภาพรวมของโรคเริมทั้งหมดได้ที่ เริม เกิดจากอะไร และการรักษา
ลักษณะที่จำเพาะของเริมที่ปากคือ
ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หลายตุ่มเกาะกลุ่มกัน ไม่ใช่ตุ่มเดี่ยว ๆ ขนาดแต่ละตุ่มมักเล็กกว่า 3 มิลลิเมตร
ฐานของกลุ่มตุ่มเป็นผิวแดง ขอบเขตค่อนข้างชัด
มีอาการนำมาก่อน เช่น คันยิบ ๆ แสบ ตึง หรือปวดแปลบที่จุดเดิมประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันก่อนตุ่มขึ้น
ขึ้นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียงเดิมทุกครั้ง เพราะไวรัสอยู่ในปมประสาทเส้นเดิม
พบบ่อยที่สุดที่ขอบริมฝีปากด้านนอก ตรงรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวหนัง
ในทางระบาดวิทยา การติดเชื้อ HSV-1 พบได้ทั่วไปมากในประชากรทั่วโลก คนจำนวนมากได้รับเชื้อมาตั้งแต่เด็กโดยไม่มีอาการชัดเจน แล้วมาแสดงอาการเป็นเริมที่ปากเมื่อโตขึ้น การเป็นเริมจึงไม่ได้แปลว่าสุขอนามัยไม่ดี และไม่ได้แปลว่าติดจากเพศสัมพันธ์เสมอไป
เริมที่ปากเกิดจากอะไร
ต้นเหตุคือไวรัสในตระกูลเฮอร์พีส์ สองชนิดที่เกี่ยวข้องกับแผลที่ปากคือ
HSV-1 เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเริมที่ปาก ติดต่อผ่านน้ำลายและการสัมผัสโดยตรง เช่น การจูบ การใช้แก้วน้ำหรือช้อนร่วมกัน การใช้ลิปมันร่วมกัน
HSV-2 เป็นสาเหตุหลักของเริมที่อวัยวะเพศ แต่สามารถมาอยู่ที่ปากได้เช่นกันจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก และในทางกลับกัน HSV-1 ก็ไปอยู่ที่อวัยวะเพศได้
จุดที่ทำให้เริมต่างจากการติดเชื้อผิวหนังทั่วไปคือ หลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสจะเดินทางย้อนขึ้นไปตามเส้นประสาทไปนอนนิ่ง ๆ อยู่ในปมประสาทไทรเจมินัล (trigeminal ganglion) ในสภาวะที่เรียกว่าการหลบซ่อน (latency) ระบบภูมิคุ้มกันกำจัดมันออกจากตำแหน่งนั้นไม่ได้ และยาต้านไวรัสก็เข้าไปฆ่าไวรัสในระยะหลบซ่อนไม่ได้เช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่กำจัดไวรัสเริมออกจากร่างกายได้อย่างถาวร สิ่งที่การรักษาทำได้คือทำให้แต่ละครั้งหายเร็วขึ้น อาการเบาลง และลดความถี่ของการกำเริบ
ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม
เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น ไวรัสที่หลบอยู่จะกลับมาแบ่งตัวแล้ววิ่งลงมาตามเส้นประสาทเส้นเดิม จึงโผล่ที่ผิวหนังตำแหน่งเดิมเสมอ
ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย
แสงแดดจัดและรังสียูวี เป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง หลายคนสังเกตว่าเป็นเริมหลังไปทะเลหรือออกแดดนาน
ไข้และการเจ็บป่วย จนเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษว่า fever blister
ความเครียดและการอดนอน
การมีประจำเดือน จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
การบาดเจ็บที่ริมฝีปาก เช่น ริมฝีปากแตกแห้งมาก การทำหัตถการบริเวณรอบปาก หรือการทำฟัน
ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ได้เคมีบำบัด หรือมีโรคประจำตัวที่กดภูมิ
การจดว่าตัวเองกำเริบหลังเจอสิ่งใดบ่อย ๆ มีประโยชน์จริง เพราะช่วยให้วางแผนป้องกันล่วงหน้าได้ เช่น คนที่กำเริบทุกครั้งหลังออกแดด การใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดดเป็นประจำช่วยลดโอกาสกำเริบได้
อาการของเริมที่ปาก แบ่งเป็น 5 ระยะ
การรู้ระยะมีความสำคัญทางปฏิบัติ เพราะยาได้ผลต่างกันมากในแต่ละระยะ
ระยะนำ (prodrome) ประมาณ 6-24 ชั่วโมง ยังไม่เห็นตุ่ม แต่รู้สึกคันยิบ ๆ แสบ ตึง หรือปวดแปลบที่จุดเดิม นี่คือช่วงที่เริ่มยาแล้วได้ประโยชน์สูงสุด
ระยะตุ่มน้ำ (vesicle) วันที่ 1-2 ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานแดง ระยะนี้มีปริมาณไวรัสสูงและแพร่เชื้อได้มากที่สุด
ระยะแผลเปิด (ulcer) วันที่ 2-4 ตุ่มแตก กลายเป็นแผลตื้นสีแดง เจ็บมากที่สุดในระยะนี้
ระยะตกสะเก็ด (crust) วันที่ 4-8 แผลแห้งเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลเหลือง สะเก็ดอาจแตกและมีเลือดซึมได้เมื่อขยับปาก
ระยะหาย (healing) วันที่ 8-12 สะเก็ดหลุด ผิวใต้สะเก็ดอาจแดงหรือคล้ำอยู่ระยะหนึ่งแล้วจางไป
ในการติดเชื้อครั้งแรก อาการมักรุนแรงกว่าการกำเริบครั้งถัดไปมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจมีแผลทั้งในปากและเหงือกอักเสบบวมแดง มีไข้ กินอาหารไม่ได้ ซึ่งเรียกว่า herpetic gingivostomatitis กรณีนี้ควรพาไปพบแพทย์เพราะเสี่ยงขาดน้ำ
เริมที่ปากกี่วันหาย
การกำเริบซ้ำทั่วไป แผลมักหายเองภายใน 7-10 วัน โดยไม่ทิ้งแผลเป็น
การติดเชื้อครั้งแรก อาจใช้เวลานานกว่า ประมาณ 10-14 วัน และมีอาการทั่วร่างกายร่วมด้วย
เมื่อเริ่มยาต้านไวรัสชนิดกินตั้งแต่ระยะนำ ระยะเวลาของแผลมักสั้นลงประมาณ 1-2 วัน และช่วยลดความเจ็บ
ตัวเลขนี้สำคัญตรงที่ต้องคาดหวังให้ถูก ยาต้านไวรัสไม่ได้ทำให้แผลหายในวันเดียว สิ่งที่มันทำได้คือย่นระยะเวลาลงและทำให้อาการเบาลง ถ้าแผลไม่ดีขึ้นเลยหลัง 10-14 วัน หรือกลับแย่ลง ควรพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
แยกเริมที่ปาก จาก 5 ภาวะที่หน้าตาคล้ายกัน
จุดนี้เป็นที่มาของการรักษาผิดบ่อยที่สุด เพราะแต่ละภาวะใช้ยาคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง
1. แผลร้อนใน (Aphthous ulcer)
ตำแหน่ง: อยู่ใน เยื่อบุช่องปาก เช่น กระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน ไม่ขึ้นที่ผิวหนังด้านนอก
ลักษณะ: แผลกลมรี แผลเดี่ยว พื้นแผลขาวเหลือง ขอบแดงชัด ไม่มีระยะตุ่มน้ำนำมาก่อน
การรักษา: ยาต้านไวรัสไม่ช่วย ใช้ยาชาเฉพาะที่หรือสเตียรอยด์เฉพาะที่ในช่องปากตามแพทย์สั่ง
2. ปากนกกระจอก (Angular cheilitis)
ตำแหน่ง: มุมปากทั้งสองข้าง เป็นหลัก
ลักษณะ: ผิวแดง แตก เป็นร่อง ลอก ไม่มีตุ่มน้ำเกาะกลุ่ม มักเป็นเรื้อรังหลายสัปดาห์
สาเหตุ: เชื้อราแคนดิดา เชื้อแบคทีเรีย น้ำลายสะสมที่มุมปาก ฟันปลอมไม่พอดี หรือภาวะขาดธาตุเหล็กและวิตามินบี
การรักษา: ยาทาฆ่าเชื้อราหรือยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ตามสาเหตุ ร่วมกับแก้ปัจจัยกระตุ้น ดูเพิ่มที่ ปากนกกระจอก
3. แผลพุพอง (Impetigo)
ลักษณะ: ตุ่มหนองหรือแผลที่มี สะเก็ดสีเหลืองทองคล้ายน้ำผึ้งแห้ง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะ
การกระจาย: ลามออกเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่ไปตำแหน่งอื่นของร่างกายจากการเกา
สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรีย สแตฟิโลค็อกคัส หรือ สเตรปโตค็อกคัส
การรักษา: ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาต้านไวรัส ดูเพิ่มที่ แผลพุพอง (Impetigo)
4. ผื่นแพ้สัมผัสที่ริมฝีปาก (Contact cheilitis)
ลักษณะ: ริมฝีปากบวมแดง คัน ลอกเป็นขุย อาจมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ได้ แต่กระจายทั่วริมฝีปากแบบสมมาตร ไม่เกาะกลุ่มเป็นหย่อมเดียว
เบาะแส: สัมพันธ์กับลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน หรือของที่เพิ่งเริ่มใช้
การรักษา: หยุดสารก่อผื่นและใช้ยาทาลดการอักเสบตามแพทย์สั่ง
5. โรคมือ เท้า ปาก (HFMD)
ลักษณะ: แผลในปากหลายจุด ร่วมกับ ตุ่มที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรอบก้น มีไข้
กลุ่มที่พบ: เด็กเล็กเป็นหลัก มักมีการระบาดในโรงเรียน
การรักษา: รักษาตามอาการ ดูเพิ่มที่ โรคมือ เท้า ปาก
เบาะแสสรุปที่ใช้แยกได้เร็วที่สุด: ถ้าเป็น ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มกันบนฐานแดง ที่ขอบริมฝีปากด้านนอก มีอาการคันแสบนำมาก่อน และเคยเป็นที่จุดเดิมมาแล้ว ความน่าจะเป็นของเริมสูงมาก
แพทย์วินิจฉัยเริมที่ปากอย่างไร
ในทางปฏิบัติ เริมที่ปากที่มีลักษณะและประวัติชัดเจน วินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายโดยไม่ต้องส่งตรวจเพิ่ม
การส่งตรวจจะพิจารณาเมื่อภาพไม่ตรงแบบ ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน โดยวิธีที่ใช้ได้แก่
PCR หาสารพันธุกรรมของไวรัส จากน้ำในตุ่มหรือฐานแผล เป็นวิธีที่ไวและจำเพาะที่สุดในปัจจุบัน
การเพาะเชื้อไวรัส ให้ผลแม่นยำแต่ใช้เวลานานกว่า และไวลดลงเมื่อแผลเริ่มตกสะเก็ดแล้ว
Tzanck smear เป็นการป้ายเซลล์จากฐานแผลมาย้อมดู ทำได้เร็วแต่แยกไม่ได้ว่าเป็นเริมหรืออีสุกอีใสงูสวัด และมีความไวต่ำกว่า PCR
การตรวจเลือดหาแอนติบอดี บอกได้แค่ว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ ใช้วินิจฉัยแผลที่เป็นอยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะคนจำนวนมากมีแอนติบอดีบวกอยู่แล้วโดยไม่เคยมีอาการ
การเก็บตัวอย่างให้ได้ผลดีควรทำในระยะที่ยังเป็นตุ่มน้ำหรือแผลเปิดใหม่ ๆ ไม่ใช่ตอนตกสะเก็ดแล้ว
ยารักษาเริมที่ปาก ตัวไหนได้ผลจริง
ยาหลักคือ ยาต้านไวรัสกลุ่มนิวคลีโอไซด์ อะนาล็อก ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (aciclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในช่วงที่มันกำลังแบ่งตัว จึงต้องให้ ตอนที่ไวรัสกำลังทำงาน คือช่วงต้นของการกำเริบ
การรักษาแบบเป็นครั้ง ๆ (episodic therapy)
ใช้เมื่อกำเริบไม่บ่อย โดยเริ่มยาให้เร็วที่สุดตั้งแต่รู้สึกอาการนำ แนวทางสากลระบุสูตรที่ใช้บ่อย เช่น วาลาไซโคลเวียร์ขนาดสูงระยะสั้นเพียง 1 วัน หรือแฟมไซโคลเวียร์แบบรับประทานครั้งเดียว ซึ่งสะดวกกว่าการกินอะไซโคลเวียร์วันละหลายครั้งติดต่อกันหลายวัน
การรักษาแบบกดการกำเริบ (suppressive therapy)
พิจารณาในคนที่กำเริบบ่อย เช่น ตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป มีอาการรุนแรงทุกครั้ง กระทบการทำงานหรือคุณภาพชีวิต หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ วิธีนี้คือการกินยาต้านไวรัสขนาดต่ำต่อเนื่องทุกวันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วประเมินซ้ำ
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้น: ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายและกำหนดขนาดโดยแพทย์หรือเภสัชกร ขนาดยาต้องปรับตามการทำงานของไต อายุ และภาวะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเอง หรือใช้ยาที่เหลือจากคนอื่น
ยาทาเริม ทำไมได้ผลน้อยกว่าที่หลายคนคิด
ยาทาต้านไวรัสที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น อะไซโคลเวียร์ครีม มีข้อจำกัดที่ควรเข้าใจ
ประโยชน์จำกัด จากการศึกษาพบว่าช่วยลดระยะเวลาของแผลได้เพียงประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ายาชนิดรับประทานอย่างชัดเจน
ต้องทาถี่มาก โดยทั่วไปต้องทาราว 5 ครั้งต่อวัน ต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งในทางปฏิบัติคนส่วนใหญ่ทาไม่ครบ
ยาซึมผ่านสะเก็ดแผลได้ไม่ดี เมื่อเลยระยะตุ่มน้ำไปแล้วประโยชน์ยิ่งลดลง
สรุปเชิงปฏิบัติ: ยาทาเหมาะกับกรณีอาการเบา ใช้เสริมความสบาย หรือใช้ระหว่างรอพบแพทย์ แต่ถ้าเป็นบ่อย เป็นรุนแรง หรือแผลกว้าง ยาชนิดรับประทานคือทางเลือกที่มีหลักฐานรองรับดีกว่า
ส่วนการดูแลแผลทั่วไป ให้ทำความสะอาดเบา ๆ ปล่อยให้แห้ง ทาวาสลีนหรือลิปบาล์มบาง ๆ เพื่อลดการแตกของสะเก็ด และประคบเย็นสั้น ๆ เพื่อลดอาการปวดบวม
สิ่งที่ไม่ช่วย และความเชื่อผิดที่พบบ่อย
บีบหรือแกะให้ตุ่มแตก ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น แต่เพิ่มโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้แผลกว้างขึ้นและเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็น รวมทั้งทำให้ไวรัสกระจายไปที่นิ้วมือหรือตาได้
ทายาสีฟัน ไม่มีหลักฐานว่าฆ่าไวรัสได้ และสารในยาสีฟันมักระคายเคืองผิวรอบปากจนอักเสบมากขึ้น
ยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือทา ไม่ได้ผลกับไวรัส จะใช้ก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนทับซึ่งแพทย์เป็นผู้ประเมิน
สเตียรอยด์ทาเดี่ยว ๆ บนแผลเริม อาจทำให้แผลลุกลามมากขึ้นเพราะกดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ไม่ควรหยิบยาทาผื่นที่เหลืออยู่ในบ้านมาทาเอง
การเสริมไลซีนหรือสมุนไพรต่าง ๆ หลักฐานยังไม่หนักแน่นและผลการศึกษายังขัดแย้งกัน จึงไม่ควรใช้แทนยาต้านไวรัสที่มีข้อบ่งชี้
เชื่อว่าเมื่อแผลตกสะเก็ดแล้วจะไม่ติดต่อ ยังพบไวรัสได้จนกว่าแผลจะหายสนิท จึงควรระวังต่อจนสะเก็ดหลุดและผิวปิดสนิท
เริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร และป้องกันไม่ให้แพร่
การแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำในตุ่ม แผล หรือน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ และสามารถแพร่ได้แม้ในบางช่วงที่ไม่มีแผลให้เห็น ซึ่งเรียกว่าการหลั่งเชื้อแบบไม่มีอาการ
ระหว่างที่มีแผล ควรทำดังนี้
งดจูบ โดยเฉพาะกับทารก เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
งดมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เพราะเชื้อไปที่อวัยวะเพศของคู่ได้
ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว ลิปมัน หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น
ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสแผล และหลีกเลี่ยงการเอามือขยี้ตาโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อเข้าตาแล้วอาจทำให้กระจกตาอักเสบ
ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรระวังเป็นพิเศษในการหยิบจับเลนส์ขณะมีแผล
สัญญาณอันตราย ที่ต้องพบแพทย์
เริมที่ปากส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องรีบประเมิน
มีอาการทางตา เช่น ตาแดง เจ็บตา ตามัว น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ หรือมีตุ่มขึ้นใกล้เปลือกตาและปลายจมูก อาจเป็นการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์เพราะเสี่ยงต่อการมองเห็น
ผู้ที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังแล้วมีตุ่มน้ำหรือแผลบุ๋มกระจายเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว ร่วมกับไข้ อาจเป็นภาวะ eczema herpeticum ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนัง อ่านเรื่อง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ประกอบ
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ได้เคมีบำบัด ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือติดเชื้อเอชไอวี แผลอาจลุกลามกว้าง ลึก และหายช้าผิดปกติ
ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน ที่มีตุ่มน้ำหรือแผลลักษณะนี้ ต้องพบแพทย์ทันทีเพราะการติดเชื้อในทารกอาจรุนแรง
แผลไม่ดีขึ้นเลยหลัง 10-14 วัน หรือกลับแย่ลง มีหนอง ปวดมากขึ้น มีไข้สูง
กำเริบบ่อยมากจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาเพื่อพิจารณาการรักษาแบบกดการกำเริบ
แผลเรื้อรังผิดปกติที่ริมฝีปากซึ่งไม่หายเป็นเดือน ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกภาวะอื่น รวมถึงรอยโรคก่อนมะเร็งที่ริมฝีปาก
เริมที่ปากในกลุ่มเฉพาะ
เด็กเล็ก การติดเชื้อครั้งแรกมักรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาจมีเหงือกบวมแดง แผลกระจายในปาก มีไข้ กินและดื่มไม่ได้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การเฝ้าระวังภาวะขาดน้ำ และควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน
หญิงตั้งครรภ์ เริมที่ปากในหญิงตั้งครรภ์โดยทั่วไปไม่ได้ทำอันตรายต่อทารกในครรภ์โดยตรง แต่ต้องระวังการแพร่เชื้อสู่ทารกหลังคลอด จึงควรงดจูบทารกขณะมีแผล ล้างมือก่อนสัมผัสลูกทุกครั้ง และ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรพบแพทย์ทุกครั้งที่กำเริบ เพราะอาจต้องใช้ยาขนาดสูงขึ้น ระยะเวลานานขึ้น หรือให้ยาทางหลอดเลือดดำในรายที่รุนแรง
ผู้ที่กำลังจะทำหัตถการบริเวณใบหน้า เช่น เลเซอร์ผิวหนังบางชนิดหรือการลอกผิว ผู้ที่มีประวัติเริมที่ปากบ่อยควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า เพราะแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสป้องกันก่อนทำหัตถการ
วิธีลดโอกาสกำเริบซ้ำ
ใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่กำเริบหลังออกแดด และทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้งนาน
ดูแลริมฝีปากไม่ให้แห้งแตก เพราะการบาดเจ็บที่ผิวเป็นตัวกระตุ้นได้
นอนให้พอและจัดการความเครียด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อย
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
จดบันทึกว่ากำเริบเมื่อไรและหลังเจออะไร เพื่อหาตัวกระตุ้นเฉพาะตัว
เตรียมยาไว้ล่วงหน้าตามที่แพทย์แนะนำ สำหรับผู้ที่กำเริบเป็นประจำ เพื่อให้เริ่มยาได้ทันในช่วงอาการนำ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่ควบคุมได้และให้ผลชัดที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ปาก
เริมที่ปากกี่วันหาย
การกำเริบซ้ำทั่วไปมักหายเองภายใน 7-10 วัน ส่วนการติดเชื้อครั้งแรกอาจใช้เวลา 10-14 วัน การเริ่มยาต้านไวรัสชนิดรับประทานตั้งแต่ระยะที่ยังคันแสบก่อนตุ่มขึ้น ช่วยย่นระยะเวลาลงได้ประมาณ 1-2 วันและทำให้อาการเบาลง
เริมที่ปากหายขาดได้ไหม
แผลแต่ละครั้งหายได้ แต่ตัวไวรัสยังหลบอยู่ในปมประสาทถาวร ปัจจุบันยังไม่มีวิธีกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ สิ่งที่ทำได้คือทำให้แต่ละครั้งหายเร็วขึ้น อาการเบาลง และลดความถี่ของการกำเริบด้วยการรักษาแบบกดการกำเริบในผู้ที่เป็นบ่อย
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเริมหรือแผลร้อนใน
เริมมักเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนฐานแดง อยู่ที่ริมฝีปากด้านนอกหรือผิวรอบปาก มีอาการคันแสบนำมาก่อน และขึ้นซ้ำที่เดิม ส่วนแผลร้อนในเป็นแผลเดี่ยวพื้นขาวเหลืองขอบแดง อยู่ในเยื่อบุช่องปาก และไม่มีระยะตุ่มน้ำนำมาก่อน หากไม่แน่ใจควรให้แพทย์ตรวจ เพราะยาที่ใช้ต่างกันคนละกลุ่ม
ยาทาเริมจากร้านขายยาพอไหม
ยาทาช่วยได้เล็กน้อย โดยลดระยะเวลาของแผลราวครึ่งวันถึงหนึ่งวัน และต้องทาถี่หลายครั้งต่อวัน จึงเหมาะกับอาการเบา ๆ ถ้าเป็นบ่อย เป็นรุนแรง แผลกว้าง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ยาชนิดรับประทานที่แพทย์สั่งจะมีหลักฐานรองรับดีกว่าอย่างชัดเจน
เริมที่ปากติดต่อทางไหนได้บ้าง
ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำในตุ่ม แผล หรือน้ำลาย เช่น การจูบ การใช้แก้วน้ำ ช้อน ลิปมันร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์ทางปากซึ่งทำให้เชื้อไปที่อวัยวะเพศของคู่ได้ เชื้อยังแพร่ได้ในบางช่วงที่ไม่มีแผลให้เห็น ระหว่างมีแผลจึงควรงดจูบและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
เป็นเริมที่ปากบ่อยมาก ควรทำอย่างไร
ถ้ากำเริบตั้งแต่ประมาณ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป มีอาการรุนแรงทุกครั้ง หรือกระทบคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการรักษาแบบกดการกำเริบ ซึ่งเป็นการกินยาต้านไวรัสขนาดต่ำต่อเนื่อง ร่วมกับการหาและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นเฉพาะตัว เช่น แสงแดดหรือการอดนอน
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
หากมีแผลที่ปากที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเริมหรือภาวะอื่น เป็นเริมบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีสัญญาณอันตรายตามที่กล่าวข้างต้น การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยให้เลือกยาได้ตรงกลุ่มและลดภาวะแทรกซ้อน
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังได้ที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือทักไลน์ @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 27 สิงหาคม 2569

ความคิดเห็น