ปากนกกระจอกเกิดจากอะไร? ไม่ใช่แค่ขาดวิตามิน วิธีรักษาให้หายจริง โดยแพทย์ผิวหนัง
- 29 มิ.ย.
- ยาว 2 นาที
ปากนกกระจอก (Angular Cheilitis) คือภาวะอักเสบที่มุมปากข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ทำให้มุมปากแดง แห้ง แตกเป็นร่อง ลอก บางครั้งมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ด และเจ็บแสบเวลาอ้าปากหรือยิ้ม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัย และไม่ใช่โรคติดต่อ
เวลาเป็นปากนกกระจอก สิ่งที่หลายคนได้ยินมาตลอดคือ "ขาดวิตามิน" แล้วก็ไปซื้อวิตามินบีมากิน ทาวาสลีนรอให้หาย แต่ในฐานะแพทย์ผิวหนัง เราอยากชวนคุณเข้าใจสองเรื่องที่บล็อกขายของหรือเพจทั่วไปมักไม่ได้บอกครบ เรื่องแรกคือ ปากนกกระจอกส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามินเพียงอย่างเดียว สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือน้ำลายที่หมักหมมอยู่ที่มุมปากจนผิวอักเสบ แล้วมีเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำเติม การกินวิตามินหรือทาวาสลีนอย่างเดียวจึงมักไม่หาย เรื่องที่สองคือ แผลที่ปากหลายคนแยกไม่ออกว่าเป็นปากนกกระจอกหรือเป็นเริม ทั้งที่สองโรคนี้คนละเชื้อและรักษาคนละแบบ การแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นจึงสำคัญกว่าการรีบหายามาทา
ปากนกกระจอกคืออะไร
ปากนกกระจอกเป็นการอักเสบที่ "มุมปาก" ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างผิวหนังด้านนอกกับเยื่อบุช่องปากด้านใน บริเวณนี้ต้องขยับตลอดเวลาเวลากิน พูด และยิ้ม อีกทั้งยังเป็นจุดที่น้ำลายมาขังได้ง่าย จึงเป็นตำแหน่งที่บอบบางและอักเสบได้บ่อย
ลักษณะที่พบ ได้แก่
รอยแดง แตก หรือเป็นร่อง ที่มุมปาก เจ็บมากขึ้นเวลาอ้าปากกว้าง
ผิวลอก เปียกแฉะ มีน้ำเหลือง หรือตกสะเก็ด ในบางราย
รู้สึกแสบ ตึง หรือคัน ที่มุมปาก
มักเป็น ทั้งสองข้างและสมมาตรกัน แต่ก็เป็นข้างเดียวได้
ส่วนใหญ่ปากนกกระจอกไม่อันตรายและดีขึ้นได้เมื่อรักษาถูกทาง แต่ถ้าปล่อยเรื้อรังหรือรักษาไม่ตรงสาเหตุ ก็อาจลุกลามเป็นการติดเชื้อที่กว้างขึ้น หรือเป็น ๆ หาย ๆ ไม่จบสักที
ปากนกกระจอกเกิดจากอะไร
ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องสาเหตุคือกุญแจของการรักษา เพราะปากนกกระจอกไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยจุดเริ่มต้นที่พบบ่อยที่สุดคือ
1. น้ำลายหมักหมมที่มุมปาก (สาเหตุหลักที่คนมองข้าม)
เมื่อมุมปากเปียกน้ำลายบ่อย ๆ ผิวจะเปื่อยและอักเสบแบบระคายเคือง เหมือนผิวที่แช่น้ำนาน ๆ พฤติกรรมที่ทำให้น้ำลายมาขัง เช่น การเลียริมฝีปาก การมีร่องมุมปากลึก น้ำลายไหลขณะนอน หรือการห่อปากในผู้สูงอายุ ล้วนเป็นตัวจุดชนวน
2. การติดเชื้อซ้ำเติม
เมื่อผิวมุมปากเปื่อยและมีรอยแตก เชื้อที่อยู่ในช่องปากอยู่แล้วจะฉวยโอกาสเข้ามา เชื้อที่พบบ่อยคือ เชื้อราแคนดิดา (Candida) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดฝ้าขาวในปาก และ แบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus aureus) บางรายเป็นทั้งเชื้อราและแบคทีเรียร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่ทาแต่วาสลีนมักไม่พอ เพราะไม่ได้จัดการเชื้อ
3. การขาดสารอาหาร (เป็นสาเหตุหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด)
การขาดสารอาหารบางชนิดทำให้เป็นปากนกกระจอกได้จริง แต่เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุ ไม่ใช่คำตอบเสมอไป สารอาหารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) วิตามินบี 12 โฟเลต และสังกะสี ที่สำคัญคือ ถ้าขาดจริงโดยเฉพาะธาตุเหล็กจนถึงขั้นโลหิตจาง มักมีสาเหตุเบื้องหลังที่ควรหาให้พบ ไม่ใช่แค่ซื้อวิตามินมากินเอง
ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ทำให้เป็นง่ายหรือเป็นซ้ำ
ฟันปลอมที่ไม่พอดี หรือการสูญเสียฟัน ทำให้มุมปากหุบลงและมีร่องลึกขังน้ำลาย พบบ่อยในผู้สูงอายุ
เบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี และ ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อราง่ายขึ้น
การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น หรือยาปฏิชีวนะ ทำให้เชื้อราในปากเจริญง่ายขึ้น
ผิวแพ้ง่ายหรือเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) และการแพ้สัมผัส เช่น ยาสีฟัน เครื่องสำอางบางชนิด
ยารักษาสิวกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (ไอโซเตรติโนอิน) ที่ทำให้ริมฝีปากแห้งแตก
การสูบบุหรี่ และการลดน้ำหนักเร็ว ๆ ที่ทำให้ผิวหย่อนและร่องมุมปากลึกขึ้น
ปากนกกระจอกต่างจากเริมและโรคอื่นที่มุมปากอย่างไร
นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด เพราะแผลที่ริมฝีปากหรือมุมปากมีได้หลายโรค และรักษาคนละทาง การแยกให้ถูกช่วยให้ไม่เสียเวลารักษาผิดวิธี
ปากนกกระจอก อยู่ที่ มุมปาก เป็นรอยแดง แตก เป็นร่อง ลอก มักเป็นสองข้าง ไม่ใช่ตุ่มน้ำ และไม่ติดต่อ
เริม (Herpes simplex) มักเป็น กลุ่มตุ่มน้ำใส ที่ริมฝีปากหรือขอบปาก (ไม่ใช่เฉพาะมุมปาก) มีอาการแสบหรือคันนำมาก่อน ขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นซ้ำที่เดิม และ ติดต่อได้ ผ่านการสัมผัสหรือใช้ของร่วมกัน
ผื่นจากการเลียริมฝีปาก (lip-lick dermatitis) เป็นผื่นแดงลอกรอบปากเป็นวง พบบ่อยในเด็กที่ชอบเลียปาก
แผลพุพองจากเชื้อแบคทีเรีย (impetigo) มีสะเก็ดสีเหลืองน้ำผึ้ง ลามเร็ว พบบ่อยในเด็ก
จุดสังเกตที่ใช้แยกปากนกกระจอกกับเริมแบบง่าย ๆ คือ ปากนกกระจอกเป็น "รอยแตกที่มุมปาก" ส่วนเริมเป็น "ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มที่ริมฝีปาก" และเริมมักมีอาการนำและเป็นซ้ำที่เดิม ถ้ายังไม่แน่ใจ การให้แพทย์ผิวหนังตรวจจะช่วยฟันธงได้ และในบางรายอาจใช้การตรวจเพิ่มเพื่อยืนยันเชื้อ
ทำไมทาวิตามินหรือวาสลีนแล้วไม่หายสักที
หลายคนเป็นปากนกกระจอกเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ทั้งที่กินวิตามินและทาวาสลีนมาตลอด เหตุผลคือ การรักษาไม่ตรงกับสาเหตุที่แท้จริง
ถ้าต้นเหตุคือ เชื้อราหรือแบคทีเรีย การทาวาสลีนช่วยแค่กันแห้ง แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ แผลจึงอักเสบต่อ
ถ้าต้นเหตุคือ น้ำลายหมักหมมจากการเลียปากหรือร่องมุมปากลึก ตราบใดที่ยังเลียปากหรือยังไม่แก้ที่ร่องมุมปาก แผลก็จะกลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าต้นเหตุคือ ฟันปลอมไม่พอดี เบาหวานที่คุมไม่ได้ หรือภาวะขาดธาตุเหล็ก การทายาที่มุมปากอย่างเดียวจะไม่พอ ต้องแก้ปัจจัยเบื้องหลังด้วย
พูดง่าย ๆ คือ ปากนกกระจอกเป็นอาการปลายทางที่มาจากได้หลายต้นทาง ถ้าไม่หาต้นทางให้เจอ ก็จะวนรักษาไม่จบ นี่คือเหตุผลที่แพทย์เน้นการหาสาเหตุก่อนเลือกยา
ปากนกกระจอกแบบไหนควรพบแพทย์
ปากนกกระจอกส่วนใหญ่ดูแลเบื้องต้นได้ แต่ควรไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะต่อไปนี้ เพราะบางครั้งมุมปากที่ไม่หายเป็นสัญญาณของปัญหาที่ลึกกว่าที่เห็น
เป็นเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย ดูแลเองหลายสัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
เป็นข้างเดียวและไม่ยอมหาย ซึ่งควรให้แพทย์ตรวจเพื่อแยกสาเหตุอื่น
มีอาการทางร่างกายร่วมด้วย เช่น ซีด อ่อนเพลีย ใจสั่น ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกินยากดภูมิ เพราะติดเชื้อได้ง่ายและลุกลามเร็ว
มีน้ำลายไหลที่มุมปากตลอด หรือใส่ฟันปลอม ที่อาจต้องปรับร่วมกับทันตแพทย์
ลามกว้างขึ้น มีหนอง บวมแดงมาก หรือมีไข้
ในฐานะแพทย์ เราไม่ได้บอกเพื่อให้ตกใจ แต่อยากให้เข้าใจว่ามุมปากที่ดื้อต่อการรักษาบางครั้งเป็นเบาะแสที่ดีของสุขภาพโดยรวม การตรวจให้พบจึงช่วยได้มากกว่าการทายาไปเรื่อย ๆ
วิธีรักษาปากนกกระจอกที่ถูกต้อง
หลักการรักษาที่มีหลักฐานคือ รักษาตามสาเหตุ ควบคู่กับการดูแลผิวมุมปาก ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกคน โดยทั่วไปมีองค์ประกอบดังนี้
ปกป้องผิวและลดความเปียกชื้น ทาขี้ผึ้งหรือปิโตรเลียมเจลลีเคลือบมุมปากเพื่อกันน้ำลายและความระคายเคือง ในรายที่เกิดจากน้ำลายล้วน ๆ ขั้นตอนนี้อาจเพียงพอ
จัดการเชื้อ ถ้าสงสัยเชื้อรา แพทย์มักให้ ยาทาฆ่าเชื้อรา (เช่น กลุ่มโคลไตรมาโซล ไมโคนาโซล หรือไนสแตติน) ถ้าสงสัยแบคทีเรียอาจให้ ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บางครั้งใช้ยาสูตรผสมที่มีทั้งฆ่าเชื้อและลดอักเสบ
ลดการอักเสบ ในรายที่อักเสบมาก แพทย์อาจให้ ยาทาสเตียรอยด์อ่อน ๆ ระยะสั้น ร่วมด้วย แต่ไม่ควรใช้เองต่อเนื่องนาน เพราะมีผลข้างเคียงที่ผิวบริเวณนี้
แก้ที่ต้นเหตุ เลิกเลียริมฝีปาก ปรับฟันปลอมกับทันตแพทย์ คุมเบาหวานให้ดี และถ้าตรวจพบว่าขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินจริง จึงค่อยเสริมตามที่แพทย์แนะนำ พร้อมหาสาเหตุของการขาดนั้น
ติดตามผล ปากนกกระจอกที่รักษาตรงสาเหตุมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันและหายใน 1–2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นตามนี้ ควรกลับไปทบทวนว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร
ขอย้ำว่าการเลือกยาควรผ่านแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการเดาเชื้อผิดแล้วทายาผิดกลุ่มเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปากนกกระจอกไม่หาย
สิ่งที่ไม่ควรทำกับปากนกกระจอก
อย่าเลียริมฝีปากหรือมุมปาก แม้จะรู้สึกแห้งตึง เพราะยิ่งเลียยิ่งทำให้ผิวเปื่อยและอักเสบมากขึ้น
อย่าทาแต่วิตามินหรือวาสลีนแล้วปล่อยเรื้อรัง ถ้าทำสองสัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น แสดงว่าสาเหตุไม่ใช่แค่ผิวแห้ง
อย่าซื้อยาสเตียรอยด์แรง ๆ หรือยาปฏิชีวนะมาทาเองพร่ำเพรื่อ เพราะอาจทำให้เชื้อราเจริญมากขึ้นหรือผิวบางลง
อย่าแกะสะเก็ดหรือดึงผิวที่ลอก เสี่ยงแผลลึกและติดเชื้อซ้ำ
อย่าใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำหรือลิปมัน จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่เริม เพราะเริมติดต่อได้
การป้องกันไม่ให้ปากนกกระจอกกลับมาเป็นซ้ำ
เพราะปากนกกระจอกมักเป็นซ้ำเมื่อปัจจัยเดิมยังอยู่ การป้องกันจึงสำคัญพอ ๆ กับการรักษา
เลิกพฤติกรรมเลียริมฝีปาก และทาลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งเคลือบมุมปากเมื่อรู้สึกแห้ง
ดูแลความสะอาดช่องปากและฟันปลอม ถ้าฟันปลอมหลวมหรือสูญเสียฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อปรับให้พอดี
คุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะเบาหวาน
กินอาหารให้ครบหมู่ ได้รับธาตุเหล็กและวิตามินบีเพียงพอจากอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ผักใบเขียว ถั่ว
บ้วนปากหลังใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ทุกครั้ง
งดสูบบุหรี่ ซึ่งช่วยทั้งผิวและสุขภาพช่องปาก
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
ถ้าปากนกกระจอกของคุณเป็น ๆ หาย ๆ ไม่จบ รักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น เป็นข้างเดียวเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำ การพบแพทย์ผิวหนังจะช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจน แพทย์สามารถแยกปากนกกระจอกออกจากเริมและผื่นชนิดอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน หาสาเหตุที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา แบคทีเรีย น้ำลายหมักหมม ฟันปลอม หรือภาวะขาดสารอาหาร แล้วเลือกการรักษาที่ตรงจุด เพื่อให้หายและไม่กลับมาเป็นซ้ำ แทนการลองทายาไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นเพราะอะไร
ที่ Siam Dermatology เราดูแลปัญหาผิวหนังด้วยแนวทางเดียวกันเสมอ คือตรวจให้ถูกก่อน แล้วจึงรักษา หากคุณมีปากนกกระจอกที่รักษาเองแล้วไม่หายหรือไม่แน่ใจว่าใช่ปากนกกระจอกจริงไหม เรายินดีให้คำปรึกษาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปากนกกระจอกเกิดจากอะไร?
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือน้ำลายหมักหมมที่มุมปากจนผิวอักเสบ แล้วมีเชื้อราแคนดิดาหรือแบคทีเรียซ้ำเติม ส่วนการขาดสารอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 2 บี 12 โฟเลต หรือสังกะสี เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุ ไม่ใช่คำตอบเดียว นอกจากนี้ฟันปลอมไม่พอดี เบาหวาน และการเลียริมฝีปากก็เป็นปัจจัยร่วมที่พบบ่อย
ปากนกกระจอกขาดวิตามินอะไร หรือขาดธาตุอะไร?
ถ้าเกิดจากการขาดสารอาหารจริง มักเกี่ยวข้องกับธาตุเหล็ก วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) วิตามินบี 12 โฟเลต และสังกะสี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นปากนกกระจอกจะขาดวิตามิน หากสงสัยว่าขาดจริงโดยเฉพาะธาตุเหล็กจนซีด ควรตรวจหาสาเหตุของการขาดด้วย ไม่ใช่แค่ซื้อวิตามินมากินเอง
ปากนกกระจอกกับเริมต่างกันอย่างไร?
ปากนกกระจอกเป็นรอยแดง แตก เป็นร่องที่มุมปาก มักเป็นสองข้าง ไม่ใช่ตุ่มน้ำ และไม่ติดต่อ ส่วนเริมเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปากหรือขอบปาก มีอาการแสบคันนำ เป็นซ้ำที่เดิม และติดต่อได้ ถ้าแยกเองไม่ออกควรให้แพทย์ตรวจ
ปากนกกระจอกใช้อะไรทา ยาอะไรทาถึงหาย?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้าเกิดจากน้ำลายและผิวแห้ง การทาขี้ผึ้งหรือปิโตรเลียมเจลลีเคลือบกันความชื้นอาจพอ แต่ถ้ามีเชื้อราต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา ถ้ามีแบคทีเรียต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บางรายใช้ยาสูตรผสมที่มีตัวลดอักเสบร่วม จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเลือกยาตามสาเหตุ ไม่ควรเดาเอง
ปากนกกระจอกหายเองได้ไหม กี่วันหาย?
รายที่ไม่รุนแรงและดูแลถูกทางมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันและหายใน 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุก็มักเป็นซ้ำ ถ้าเกินสองสัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
ปากนกกระจอกไม่หายสักที ควรทำอย่างไร?
มักเป็นเพราะรักษาไม่ตรงสาเหตุ เช่น มีเชื้อราแต่ทาแต่วาสลีน หรือยังเลียปาก ยังใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี หรือมีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือเบาหวานที่ยังไม่ได้แก้ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ตรงจุด
ปากนกกระจอกอันตรายไหม?
ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและรักษาหายได้ แต่ถ้าปล่อยเรื้อรังอาจลุกลามติดเชื้อกว้างขึ้น และในบางครั้งมุมปากที่ไม่หายเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ที่ควรได้รับการตรวจ
ปากนกกระจอกติดต่อไหม?
ตัวปากนกกระจอกเองไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เชื้อที่ซ้ำเติม เช่น เชื้อรา หรือเริมที่บางครั้งแยกยาก อาจแพร่ได้ จึงไม่ควรใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่เริม
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 29 มิถุนายน 2026


ความคิดเห็น