top of page

รอยสิว เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกรอยแดงกับรอยดำจากสิว ต่างจากหลุมสิวอย่างไร และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

14 ส.ค.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 14 ส.ค.



รอยสิว คือร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนผิวหลังจากสิวยุบลงแล้ว ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้มีแบบเดียว แต่แบ่งได้เป็นสามกลุ่มที่ต่างกันทั้งสาเหตุและวิธีรักษา คนไข้จำนวนมากซื้อครีมมาทาเป็นปีแล้วรอยไม่จางสักที ไม่ใช่เพราะครีมไม่ดี แต่เพราะเลือก "ผิดชนิด" ตั้งแต่แรก บทความนี้ นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง จะอธิบายว่ารอยสิวแต่ละแบบต่างกันอย่างไร วิธีแยกด้วยตาตัวเอง ทำไมการรักษาผิดชนิดถึงไม่ได้ผล และแนวทางรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ของรอยแต่ละชนิด

สรุปเร็ว: รอยสิวมี 3 แบบที่คนสับสนกันมากที่สุด

  • รอยแดงจากสิว (PIE — Post-inflammatory erythema) คือรอยสีชมพูถึงแดงม่วง เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่ขยายค้างหลังการอักเสบ กดแล้วสีจางลงชั่วขณะ

  • รอยดำจากสิว (PIH — Post-inflammatory hyperpigmentation) คือรอยสีน้ำตาลถึงเทาดำ เกิดจากเม็ดสีเมลานินที่ผลิตมากเกินหลังการอักเสบ พบบ่อยมากในผิวคนเอเชียและผิวเข้ม

  • หลุมสิว (Atrophic acne scar) คือรอยบุ๋มถาวรจากการสูญเสียเนื้อคอลลาเจน ไม่ใช่เรื่องของสี แต่เป็นเรื่องของ "ผิว"

หัวใจสำคัญ: รอยแดงและรอยดำเป็น "รอยชั่วคราว" ที่ดีขึ้นได้ ส่วนหลุมสิวเป็น "แผลเป็น" ที่ต้องใช้หัตถการเฉพาะทาง การแยกให้ออกก่อนคือขั้นตอนที่กำหนดว่าคุณควรใช้ยา ใช้เลเซอร์ หรือแค่รอเวลา

รอยสิว มีกี่แบบ และแยกด้วยตาเองอย่างไร

วิธีแยกที่ง่ายที่สุดคือดู สี และทำ การทดสอบกดผิว (diascopy) เบา ๆ ด้วยปลายนิ้วหรือแผ่นใสในที่แสงสว่าง

  • ถ้ารอยเป็นสีชมพู–แดง และกดแล้วจางหายไปชั่วครู่ → มักเป็น รอยแดง (PIE) เพราะสีมาจากเลือดในเส้นเลือดฝอย พอกดเลือดไหลออกสีจึงจาง

  • ถ้ารอยเป็นสีน้ำตาล–เทาดำ และกดแล้วสีไม่เปลี่ยน → มักเป็น รอยดำ (PIH) เพราะสีมาจากเม็ดสีในเนื้อผิว ไม่ได้อยู่ในเส้นเลือด

  • ถ้าผิวบริเวณนั้นบุ๋มลงเป็นหลุม เห็นเงาชัดเมื่อส่องไฟจากด้านข้าง → เป็น หลุมสิว ซึ่งเป็นคนละปัญหากับสี

ในความเป็นจริง คนหนึ่งคนมักมีรอยหลายแบบปนกันบนใบหน้าเดียว เช่น รอยแดงที่แก้ม รอยดำที่กรอบหน้า และหลุมสิวเล็ก ๆ ที่ขมับ จึงต้องประเมินทีละจุด ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็น "รอยสิว" อย่างเดียว

รอยแดงจากสิว (PIE) เกิดจากอะไร

รอยแดงจากสิวเกิดจากการที่ เส้นเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัวและคั่งค้าง หลังจากมีการอักเสบของสิว ร่างกายสร้างเส้นเลือดใหม่มาซ่อมแซมบริเวณที่อักเสบ เมื่อสิวยุบแล้วเส้นเลือดเหล่านี้ยังไม่หดกลับทันที จึงเห็นเป็นรอยแดงหรือชมพูค้างอยู่

ลักษณะเด่นที่ช่วยให้แยกออก:

  • เห็นชัดขึ้นเมื่อผิวร้อน เช่น หลังออกกำลังกาย อาบน้ำอุ่น หรืออากาศร้อน เพราะเส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น

  • กดแล้วสีจางลง ชัดเจน (ต่างจากรอยดำ)

  • พบบ่อยในคนผิวขาวถึงผิวสองสี และในบริเวณที่เคยอักเสบมาก เช่น สิวที่ถูกบีบหรือแกะ

รอยแดงส่วนใหญ่ค่อย ๆ จางลงได้เองในเวลาหลายเดือน แต่ในบางคนอาจอยู่นานเป็นปีถ้ายังมีการอักเสบซ้ำ ๆ หรือโดนแดดกระตุ้น

รอยดำจากสิว (PIH) เกิดจากอะไร ทำไมคนไทยเป็นง่าย

รอยดำจากสิวเกิดจาก เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ผลิตเมลานินมากเกินไป เพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ เมลานินที่มากขึ้นนี้ตกค้างอยู่ในผิวชั้นหนังกำพร้าและบางส่วนหล่นลงชั้นหนังแท้ ทำให้เห็นเป็นรอยสีน้ำตาลจนถึงเทาดำ

จุดที่แพทย์อยากให้เข้าใจคือ ยิ่งผิวมีเม็ดสีมาก ยิ่งเกิดรอยดำง่ายและจางช้า งานวิจัยพบว่าคนที่มีสีผิวเข้ม (Fitzpatrick ชนิด IV–VI ซึ่งครอบคลุมคนไทยส่วนใหญ่) เกิดรอยดำหลังสิวอักเสบได้สูงถึงราว 65–85% นี่คือเหตุผลที่ "รอยดำจากสิว" เป็นปัญหาที่พบบ่อยกว่ามากในบ้านเรา เมื่อเทียบกับเนื้อหาฝรั่งที่มักเน้นเรื่องรอยแดง

ปัจจัยที่ทำให้รอยดำแย่ลงและจางช้า:

  • แสงแดด เป็นตัวกระตุ้นเมลานินที่รุนแรงที่สุด ทำให้รอยเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น

  • การบีบ แกะ เกา สิว ทำให้การอักเสบลึกและนานขึ้น รอยดำจึงเข้มขึ้น

  • การรักษาสิวที่รุนแรงเกินไปหรือระคายเคือง ก็กระตุ้นเม็ดสีได้เช่นกัน

ทำไมการแยกรอยแดงกับรอยดำให้ถูกจึงสำคัญมาก

เพราะ กลไกต่างกัน การรักษาจึงคนละทาง ถ้าเลือกผิดชนิด นอกจากจะไม่ได้ผล ยังเสียเวลาและเสียเงินฟรี

  • ครีมลดเม็ดสี (เช่น สารกลุ่มลดเมลานิน) ออกฤทธิ์กับ รอยดำ แต่แทบไม่ช่วยอะไรกับ รอยแดง เพราะรอยแดงไม่ได้เกิดจากเม็ดสี

  • เลเซอร์สำหรับเส้นเลือด (vascular laser) ช่วย รอยแดง ได้ดี แต่ถ้าเอาไปยิงรอยดำก็ไม่ตรงเป้า

  • ในทางกลับกัน การเลือกเลเซอร์เม็ดสีที่พลังงานแรงเกินไปบนผิวคนเอเชีย อาจ กระตุ้นรอยดำใหม่ ขึ้นมาแทน

พูดง่าย ๆ คือ การวินิจฉัยให้ถูกว่ารอยที่เป็นอยู่คือ "สีจากเลือด" หรือ "สีจากเม็ดสี" หรือ "หลุมของเนื้อผิว" คือสิ่งที่กำหนดทั้งหมดว่าจะรักษาอย่างไร นี่คือส่วนที่บทความขายครีมและคลินิกความงามทั่วไปมักข้ามไป

รักษารอยแดงจากสิว (PIE) อย่างไรตามหลักฐาน

หลักการ: ลดการอักเสบ ปกป้องผิว และรอให้เส้นเลือดหดกลับ ส่วนกรณีที่เป็นนานหรือเข้มมากจึงใช้หัตถการเข้าช่วย

  1. คุมสิวที่กำลังอักเสบให้สงบก่อน — ตราบใดที่ยังมีสิวใหม่อักเสบซ้ำ รอยแดงก็จะเกิดใหม่ไม่จบ การรักษาสิวต้นทางจึงเป็นก้าวแรกเสมอ

  2. ทาครีมกันแดดทุกวัน — แม้แดดจะกระตุ้นรอยดำมากกว่ารอยแดง แต่การกันแดดช่วยลดการอักเสบซ้ำและทำให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น

  3. หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ ขัดถูแรง ๆ — ทุกการกระทำที่ทำให้ผิวอักเสบซ้ำ จะยืดอายุรอยแดงออกไป

  4. ยาทาที่ช่วยได้ — กลุ่มที่ลดการอักเสบและฟื้นเกราะผิว เช่น กรดอะเซลาอิก (Azelaic acid) และไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) มีหลักฐานว่าช่วยได้ระดับหนึ่ง

  5. หัตถการสำหรับรอยแดงที่ดื้อ — เลเซอร์กลุ่มจัดการเส้นเลือด เช่น Pulsed Dye Laser (PDL) ถือเป็นมาตรฐานสำหรับรอยแดง และเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสำหรับเส้นเลือด (เช่นเครื่องกลุ่ม Nd:YAG/แสงจัดการเม็ดสีและเส้นเลือด) รวมถึง IPL ก็มีข้อมูลสนับสนุน การฉีดยากลุ่มทรานเซซามิก (Tranexamic acid) เข้าชั้นผิวก็มีงานวิจัยว่าได้ผลใกล้เคียง PDL ในบางกรณี ทั้งหมดนี้ต้องทำโดยแพทย์ผิวหนัง

รักษารอยดำจากสิว (PIH) อย่างไรตามหลักฐาน

หลักการ: กันแดดให้ดีที่สุด ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และเร่งผลัดเม็ดสีเก่าออก โดยไม่ทำให้ผิวอักเสบซ้ำ

  1. ครีมกันแดดคือหัวใจ ไม่ใช่ทางเลือก — ถ้าไม่กันแดด ยาลดรอยดำทุกชนิดจะแทบไม่ได้ผล เพราะแดดกระตุ้นเมลานินตลอดเวลา ควรใช้ SPF 30–50 ขึ้นไป ทาซ้ำระหว่างวัน

  2. ยาทากลุ่มลดเม็ดสีที่มีหลักฐาน — เช่น กรดอะเซลาอิก (Azelaic acid), ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide), วิตามินซี (Vitamin C), เรตินอยด์ทา (Topical retinoid) ที่ช่วยผลัดเซลล์และลดเม็ดสี และทรานเซซามิก (Tranexamic acid) แบบทา ส่วนสารกลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ได้ผลดีแต่ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นช่วง ๆ ไม่ใช้ต่อเนื่องยาวนานเอง

  3. หัตถการเสริมสำหรับรอยดำที่ดื้อ — การผลัดผิวด้วยกรด (Chemical peel) และเลเซอร์กลุ่มเม็ดสีพลังงานต่ำ เช่น Q-switched Nd:YAG (1064 นาโนเมตร) และ เลเซอร์พิโค (Picosecond laser) ช่วยสลายเม็ดสีได้ แต่บนผิวคนเอเชียต้องเลือกพลังงานอย่างระมัดระวัง เพราะการทำแรงเกินไปเสี่ยงกระตุ้นรอยดำกลับ (rebound) จึงควรทำโดยแพทย์เฉพาะทาง

  4. ใจเย็นเรื่องเวลา — รอยดำในชั้นหนังกำพร้ามักดีขึ้นในไม่กี่เดือน แต่ถ้าเม็ดสีลงลึกถึงหนังแท้ อาจใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี การเร่งด้วยวิธีรุนแรงมักได้ผลตรงข้าม

สิ่งที่ยิ่งทำยิ่งแย่: มายาคติเรื่องรอยสิวที่เจอบ่อยในคลินิก

  • บีบหรือแกะสิว — เพิ่มการอักเสบและความลึกของแผล เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของทั้งรอยดำเข้มและหลุมสิวถาวร

  • ถูมะนาว น้ำส้ม หรือขัดเบกกิ้งโซดา — กรดแรงและการขัดถูทำให้ผิวอักเสบ ยิ่งกระตุ้นเม็ดสี และมะนาวยังทำปฏิกิริยากับแดดจนเกิดรอยไหม้ดำถาวรได้

  • ใช้ครีมหลายตัวพร้อมกันจนผิวลอกแดง — การระคายเคืองคือการอักเสบรูปแบบหนึ่ง ซึ่งย้อนกลับมาสร้างรอยดำใหม่

  • เลิกกันแดดเพราะคิดว่ารอยจะจางเอง — เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้รอยดำอยู่นานที่สุด

  • หวังผลจากเลเซอร์แรง ๆ ทันทีทั้งที่สิวยังอักเสบ — ควรคุมสิวให้สงบก่อน แล้วจึงจัดการรอย ไม่เช่นนั้นรอยใหม่จะเกิดตามมาไม่จบ

รอยสิวหายเองได้ไหม และใช้เวลานานแค่ไหน

  • รอยแดง (PIE) ส่วนใหญ่จางเองได้ในเวลาประมาณ 3–6 เดือน หากไม่มีการอักเสบซ้ำ

  • รอยดำ (PIH) ชนิดตื้นมักดีขึ้นในไม่กี่เดือน แต่ชนิดที่เม็ดสีลงลึกอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี การกันแดดและการรักษาที่ถูกต้องช่วยให้เร็วขึ้นชัดเจน

  • หลุมสิว ไม่หายเอง เพราะเป็นการสูญเสียเนื้อผิวถาวร ต้องใช้หัตถการเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

ถ้ารอยของคุณไม่ดีขึ้นเลยหลังดูแลถูกวิธีหลายเดือน หรือแยกเองไม่ออกว่าเป็นชนิดไหน การพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยด้วยการตรวจผิว (และ Dermoscope เมื่อจำเป็น) จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการลองผิดลองถูกเอง

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • ยังมีสิวอักเสบใหม่ขึ้นซ้ำ ๆ ควรรักษาสิวต้นทางก่อน เพราะรอยจะเกิดใหม่ตลอดถ้าไม่คุมสิว

  • รอยไม่จางเลยหลังดูแลถูกวิธีนาน 3–6 เดือน หรือรอยดำเข้มขึ้นเรื่อย ๆ

  • แยกไม่ออกว่ารอยเป็นชนิดไหน หรือมีทั้งรอยและหลุมปนกัน จนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

  • ต้องการทำเลเซอร์หรือหัตถการ ควรให้แพทย์ประเมินชนิดผิวและชนิดรอยก่อน เพื่อเลือกเครื่องและพลังงานที่ปลอดภัยกับผิวคนเอเชีย

  • รอยคล้ำที่ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับสิวหรือไม่ เช่น ปนกับฝ้าหรือรอยดำจากสาเหตุอื่น ควรได้รับการวินิจฉัยแยกโรค

ที่ Siam Dermatology การรักษารอยสิวเริ่มจากการตรวจแยกให้ชัดก่อนว่าเป็นรอยแดง รอยดำ หรือหลุม แล้วจึงวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งยาทาและหัตถการอย่างเลเซอร์จัดการเม็ดสีและเส้นเลือด โดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยสิว

รอยสิวหายเองได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

รอยแดงและรอยดำจากสิวเป็นรอยชั่วคราว จางเองได้ถ้าไม่มีการอักเสบซ้ำและกันแดดดี รอยแดงมักใช้เวลาราว 3–6 เดือน ส่วนรอยดำอาจนานหลายเดือนถึงเป็นปีขึ้นกับความลึกของเม็ดสี แต่หลุมสิวไม่หายเองเพราะเป็นการสูญเสียเนื้อผิวถาวร ต้องใช้หัตถการเฉพาะทาง

รอยแดงกับรอยดำจากสิว อันไหนรักษายากกว่ากัน

โดยทั่วไปรอยดำที่เม็ดสีลงลึกถึงชั้นหนังแท้จะรักษายากและใช้เวลานานกว่ารอยแดง แต่ความยากขึ้นกับความลึกและระยะเวลาที่เป็นด้วย จุดสำคัญคือต้องแยกชนิดให้ถูกก่อน เพราะยาและเลเซอร์ของรอยสองแบบนี้คนละกลุ่มกัน

บีบสิวทำให้เกิดรอยสิวจริงไหม

จริง การบีบ แกะ หรือเกาสิว เพิ่มการอักเสบและทำให้แผลลึกและนานขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของทั้งรอยดำที่เข้มขึ้นและหลุมสิวถาวร การปล่อยให้สิวยุบเองหรือให้แพทย์จัดการอย่างถูกวิธีจะลดโอกาสเกิดรอยได้มาก

รอยสิวกับหลุมสิวต่างกันอย่างไร

รอยสิว (รอยแดงและรอยดำ) เป็นเรื่องของ "สี" บนผิวที่ยังเรียบอยู่ และดีขึ้นได้ด้วยยาและการดูแล ส่วนหลุมสิวเป็นเรื่องของ "เนื้อผิว" ที่บุ๋มลงจากการสูญเสียคอลลาเจน มองเห็นเป็นเงาเมื่อส่องไฟด้านข้าง และต้องใช้หัตถการกระตุ้นคอลลาเจนในการรักษา ทั้งสองอย่างอาจเกิดพร้อมกันบนใบหน้าเดียวได้

เลเซอร์ตัวไหนใช้รักษารอยสิว

ขึ้นกับชนิดของรอย รอยแดงมักใช้เลเซอร์กลุ่มจัดการเส้นเลือด เช่น Pulsed Dye Laser หรือเครื่องที่มีความยาวคลื่นสำหรับเส้นเลือดและ IPL ส่วนรอยดำมักใช้เลเซอร์กลุ่มเม็ดสีพลังงานต่ำ เช่น Q-switched Nd:YAG หรือเลเซอร์พิโค ร่วมกับการผลัดผิวด้วยกรด สิ่งสำคัญบนผิวคนเอเชียคือการเลือกพลังงานอย่างระมัดระวังโดยแพทย์ เพื่อไม่กระตุ้นรอยดำกลับ

ทาอะไรช่วยให้รอยสิวจางเร็วขึ้น

สำหรับรอยดำ ตัวเลือกที่มีหลักฐาน ได้แก่ กรดอะเซลาอิก ไนอะซินาไมด์ วิตามินซี เรตินอยด์ทา และทรานเซซามิกแบบทา ร่วมกับครีมกันแดดที่ทาสม่ำเสมอ ส่วนไฮโดรควิโนนควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ สำหรับรอยแดง เน้นลดการอักเสบด้วยกรดอะเซลาอิกและไนอะซินาไมด์ แต่ไม่ว่ารอยแบบใด การกันแดดคือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 14 สิงหาคม 2026

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ