
รอยดำหลังอักเสบ (PIH): สาเหตุ วิธีลดรอย และส่วนผสมที่ช่วยได้จริง
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
รอยดำหลังอักเสบ หรือ PIH (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) คือรอยสีผิวที่เข้มขึ้นหลังจากผิวเกิดการอักเสบ ไม่ว่าจะมาจากสิว ผื่นภูมิแพ้ แผลถลอก หรือโรคผิวหนังอื่นๆ ปัญหานี้พบได้บ่อยมากในคนไทยที่มีผิวสีเข้มอยู่แล้ว เพราะการอักเสบไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ผลิต melanin สะสมในบริเวณนั้นมากเกินปกติ บทความนี้อาจารย์แพทย์เฉพาะทางผิวหนังจะอธิบายว่า PIH เกิดจากอะไร ต่างจากรอยแดง (PIE) อย่างไร ส่วนผสมใดช่วยได้จริง และรักษาในคลินิกอย่างไร
รอยดำหลังอักเสบ (PIH) เกิดจากอะไร
PIH ไม่ใช่โรค แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผิวหลังจากได้รับบาดแผลหรือการอักเสบ กลไกโดยย่อคือ เมื่อผิวอักเสบ เซลล์ผิว (keratinocytes) และเซลล์รอบข้างจะปล่อยสารอักเสบ (cytokines) ไปกระตุ้น melanocytes ให้ผลิต melanin เพิ่มขึ้น สีผิวในบริเวณที่อักเสบจึงเข้มขึ้น สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
สิว: สิวอักเสบและการบีบ/แกะสิว ทำให้เกิดรอยดำตามมาหลังสิวยุบ
การอักเสบของผิว: ผื่นภูมิแพ้ ผื่นระคายเคือง หรือโรคผิวหนังที่มีการอักเสบ
บาดแผล: แผลถลอก แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือการบาดเจ็บของผิว
แสงแดด: แสงแดดยิ่งกระตุ้นให้ผลิต melanin เพิ่มขึ้น ทำให้รอยเข้มและจางช้าลง
คนที่มีผิวสีเข้มจะสังเกตเห็น PIH ได้ชัดกว่าคนผิวขาว และหากไม่ดูแลอย่างถูกต้อง รอยดำนี้มักใช้เวลาเป็นเดือนถึงเป็นปีกว่าจะจางหายเอง
วิธีแยก PIH (รอยดำ) จาก PIE (รอยแดง)
หลายคนสับสนระหว่างรอยดำและรอยแดงหลังสิว ทั้งสองเกิดหลังการอักเสบเหมือนกันแต่คนละกลไกและต้องดูแลต่างกัน จุดสังเกตง่ายๆ มีดังนี้
PIH (รอยดำ): รอยสีน้ำตาลถึงดำ เกิดจากเม็ดสี melanin สะสมมากเกินไป มักพบในคนผิวเข้ม
PIE (รอยแดง): รอยสีชมพูถึงแดง เกิดจากหลอดเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบ ไม่ใช่เม็ดสี มักพบในคนผิวขาว
วิธีสังเกต: ลองกดเบาๆ ที่รอย ถ้าเป็นรอยแดง (PIE) สีมักจางลงชั่วขณะเพราะเป็นหลอดเลือด ส่วนรอยดำ (PIH) สีจะไม่เปลี่ยนเพราะเป็นเม็ดสี
การแยกให้ถูกสำคัญ เพราะส่วนผสมที่ช่วยลดรอยดำ (เน้นยับยั้งเม็ดสี) ต่างจากแนวทางดูแลรอยแดง หากไม่แน่ใจ ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจประเมิน
ส่วนผสมที่ช่วยลดรอย PIH ได้จริง
การลดรอย PIH อาศัยการชะลอการสร้างเม็ดสีร่วมกับการเร่งผลัดเซลล์ผิวเก่าที่มี melanin สะสม ส่วนผสมสำคัญที่มีข้อมูลรองรับ ได้แก่
สารยับยั้งการสร้าง melanin: Niacinamide, Arbutin, Kojic acid, Tranexamic acid, Vitamin C, Azelaic acid
สารเร่งการผลัดเซลล์ผิว: Retinoids (tretinoin, adapalene) ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่มี melanin สะสมให้หลุดลอกเร็วขึ้น
การป้องกันแสงแดด: สำคัญที่สุด ต้องใช้กันแดด SPF50+ ทุกวัน เพราะแสงแดดยิ่งกระตุ้นให้ผลิต melanin เพิ่มขึ้นและทำให้รอยจางช้าลง
ส่วนผสมเหล่านี้ควรใช้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยทั่วไปต้องใช้เวลา 3–6 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลชัดเจน การเลือกความเข้มข้นและตัวยาที่เหมาะกับผิวแต่ละคนควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อลดโอกาสระคายเคืองซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบและรอยดำซ้ำ
การรักษา PIH ในคลินิกโดยแพทย์ผิวหนัง
สำหรับรอยดำที่ลึกหรือดื้อต่อการดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ทาภายนอก แพทย์ผิวหนังมีหัตถการที่ช่วยเร่งผลได้ ได้แก่
Chemical peel: การผลัดเซลล์ผิวด้วย glycolic acid เพื่อเร่งการหลุดลอกของเซลล์ที่มีเม็ดสีสะสม
เลเซอร์: Laser treatment สำหรับกรณีที่รอยดำรุนแรงหรือดื้อต่อการรักษาแบบอื่น
หัตถการเหล่านี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพราะหากทำไม่เหมาะสมอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและรอยดำเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในคนผิวเข้ม แพทย์จะประเมินความลึกของเม็ดสีและความเหมาะสมก่อนเลือกวิธี
การป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำซ้ำ
อย่าบีบ/แกะ: หลีกเลี่ยงการบีบสิวหรือแกะหน้าโดยไม่จำเป็น เพราะยิ่งกระตุ้นการอักเสบและรอยดำ
รักษาต้นเหตุก่อน: ต้องรักษาการอักเสบ (เช่น สิว ผื่น) ให้หายก่อน รอยดำจึงจะค่อยๆ จางลง
กันแดดทุกวัน: ใช้ครีมกันแดด SPF50+ อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและรักษา
อดทนและต่อเนื่อง: มีความอดทนในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง 3–6 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยดำหลังอักเสบ (PIH)
รอยดำหลังอักเสบ (PIH) หายเองได้ไหม รอยดำหลังอักเสบสามารถจางลงได้เอง แต่มักใช้เวลานานเป็นเดือนถึงเป็นปี หากไม่ดูแลอย่างถูกต้อง การใช้ส่วนผสมลดรอยและกันแดดสม่ำเสมอจะช่วยให้จางเร็วขึ้น
รอยดำ (PIH) กับรอยแดง (PIE) ต่างกันอย่างไร รอยดำ (PIH) เกิดจากเม็ดสี melanin สะสมมากเกินไป มักพบในคนผิวเข้ม ส่วนรอยแดง (PIE) เกิดจากหลอดเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบ มักพบในคนผิวขาว แนวทางดูแลจึงต่างกัน
ส่วนผสมอะไรช่วยลดรอยดำ PIH ได้บ้าง ส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ได้แก่ Niacinamide, Arbutin, Kojic acid, Tranexamic acid, Vitamin C และ Azelaic acid ร่วมกับ Retinoids (tretinoin, adapalene) ที่ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิว และกันแดด SPF50+ ทุกวัน
รอยดำหลังอักเสบใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะจาง โดยทั่วไปต้องใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ 3–6 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลชัดเจน กรณีที่รอยลึกหรือดื้อ แพทย์อาจใช้ chemical peel ด้วย glycolic acid หรือเลเซอร์ช่วยเร่งผล
หากรอยดำหลังอักเสบไม่จางลงหรือมีปริมาณมาก ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับผิวของคุณ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น