ตุ่มที่อวัยวะเพศ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 แบบ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แบบไหนเป็นโรคติดต่อ และเมื่อไรต้องพบแพทย์
ตุ่มที่อวัยวะเพศ (genital bumps / genital lesions) คือตุ่ม ก้อน หรือตุ่มน้ำที่ขึ้นบนแคม ปากช่องคลอด องคชาต ถุงอัณฑะ หรือขาหนีบ สาเหตุมีตั้งแต่ภาวะปกติของผิวที่ไม่ต้องรักษาเลย เช่น ตุ่มไขมันฟอร์ไดซ์ (Fordyce spots) และตุ่ม PPE (pearly penile papules) ไปจนถึงรูขุมขนอักเสบ ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างเริม หูดหงอนไก่ และซิฟิลิส
สิ่งที่บอกได้ว่าตุ่มเป็นแบบไหนมีสี่อย่าง คือ หน้าตาของตุ่ม (หนอง ตุ่มน้ำใส ขรุขระ หรือเรียบ) อาการเจ็บหรือคัน ระยะเวลาที่เป็น และประวัติเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บทความนี้แยกตุ่มออกเป็น 10 แบบที่แพทย์ผิวหนังพบบ่อย บอกลักษณะของแต่ละแบบ ชื่อยาที่แพทย์มักใช้ และเกณฑ์ที่บอกว่าควรพบแพทย์ภายในวันนี้ ถ้าอาการหลักคือคันโดยไม่มีตุ่มชัดเจน ให้อ่าน คันน้องสาว คันจุดซ่อนเร้น เกิดจากอะไร ประกอบ
ตุ่มที่อวัยวะเพศมีกี่แบบ ดูอะไรก่อนตกใจ
ตุ่มที่จุดซ่อนเร้นส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง จากประสบการณ์ในห้องตรวจ ตุ่มที่พบบ่อยที่สุดคือรูขุมขนอักเสบจากการโกนหรือแว็กซ์ขน รองลงมาคือภาวะปกติของผิวที่คนเพิ่งสังเกตเห็น เช่น ตุ่มฟอร์ไดซ์ ซึ่งพบได้ในผู้ใหญ่ราว 70–80% ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นพบน้อยกว่า แต่ต้องแยกให้ได้ เพราะรักษาได้และป้องกันการแพร่ไปสู่คู่นอนได้
ก่อนเดาเองว่าเป็นอะไร ให้ตอบคำถามสี่ข้อนี้
หน้าตาของตุ่ม: มีหัวหนองคล้ายสิว เป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม ขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ เรียบมันมีรอยบุ๋มตรงกลาง หรือเป็นแผลขอบแข็ง
อาการ: เจ็บ แสบ คัน หรือไม่มีอาการเลย
ระยะเวลา: เพิ่งขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือมีมานานเป็นเดือน ๆ หรือเป็นตั้งแต่จำความได้
ความเสี่ยง: มีคู่นอนใหม่ ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือคู่นอนมีอาการ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่
ตุ่มที่มีมานานหลายปี ขึ้นเป็นแนวสมมาตร และไม่มีอาการ มักเป็นภาวะปกติ ส่วนตุ่มที่ขึ้นใหม่ภายใน 2–3 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์กับคู่ใหม่ ควรได้รับการตรวจเสมอ
ตารางแยกตุ่มที่อวัยวะเพศเบื้องต้นจากลักษณะที่เห็น
ตุ่มแดงมีหัวหนองที่โคนขน คันหรือเจ็บเล็กน้อย: รูขุมขนอักเสบหรือขนคุด
ก้อนแดงบวมร้อนเจ็บมาก ขนาด 1–3 ซม.: ฝี หรือถ้าอยู่ที่แคมด้านล่างข้างเดียวในผู้หญิง ให้นึกถึงถุงน้ำต่อมบาร์โธลินอักเสบ
ตุ่มเหลืองขาวเล็ก 1–3 มม. จำนวนมาก ไม่มีอาการ: ตุ่มฟอร์ไดซ์
ตุ่มสีเนื้อเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวรอบขอบหัวองคชาต: ตุ่ม PPE
ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มบนฐานแดง แสบร้อน แล้วแตกเป็นแผลตื้น: เริม
ตุ่มสีเนื้อหรือน้ำตาล ผิวขรุขระ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวน: หูดหงอนไก่
ตุ่มนูนใส เรียบมัน มีรอยบุ๋มตรงกลาง 2–5 มม.: หูดข้าวสุก
แผลหรือตุ่มเดี่ยว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ: ซิฟิลิสระยะแรก
ตุ่มแดงคันมากตอนกลางคืน ที่องคชาตหรือถุงอัณฑะ: หิด
ก้อนกลมเรียบใต้ผิว กดแล้วไม่เจ็บ: ซีสต์ หรือถ้าเป็นติ่งยื่นออกมาที่ขาหนีบ คือติ่งเนื้อ
ตารางนี้ใช้เพื่อคิดเบื้องต้นเท่านั้น ตุ่มหลายชนิดหน้าตาคล้ายกันมาก โดยเฉพาะหูดหงอนไก่ระยะแรกกับตุ่ม PPE และเริมที่แตกแล้วกับแผลซิฟิลิส ซึ่งแม้แพทย์ก็ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมในบางราย
ตุ่มคล้ายสิวที่อวัยวะเพศ: รูขุมขนอักเสบและขนคุดหลังโกนขน
ลักษณะ: ตุ่มแดงขนาด 1–5 มม. มีหัวหนองสีขาวเหลืองตรงกลางที่โคนเส้นขน ขึ้นกระจายบนหัวหน่าว ขาหนีบ หรือแคมนอก บางตุ่มเห็นเส้นขนม้วนอยู่ใต้ผิว คันหรือเจ็บเล็กน้อย พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นสาเหตุที่คนค้นหาว่า "มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง คล้ายสิว" บ่อยที่สุด
สาเหตุ: รูขุมขนอักเสบ (folliculitis) ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสแตฟิโลคอคคัส (Staphylococcus aureus) ที่เข้าทางรอยถลอกจากการโกน แว็กซ์ หรือเสียดสีกับกางเกงในที่รัด ส่วนขนคุดหลังโกน (pseudofolliculitis) เกิดจากขนที่ถูกตัดเฉียงแล้วงอกม้วนกลับเข้าไปในผิว อากาศร้อนชื้นและเหงื่อทำให้เป็นมากขึ้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต่ำ ตุ่มเดี่ยว ๆ มักยุบเองใน 7–10 วันถ้าหยุดโกนและรักษาความสะอาด แต่ถ้าบีบหรือแกะ อาจลุกลามเป็นฝีได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ เป็นซ้ำทุกครั้งที่โกน ตุ่มขยายเป็นก้อนเจ็บใหญ่กว่า 1 ซม. หรือเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ รูขุมขนอักเสบ เกิดจากอะไร และรักษาให้หายไม่เป็นซ้ำ และ ขนคุด เกิดจากอะไร
ก้อนบวมแดงเจ็บคล้ายฝีที่ขาหนีบ หัวหน่าว หรือแคมนอก
ลักษณะ: ก้อนแดง บวม ร้อน เจ็บมาก ขนาด 1–3 ซม. เริ่มจากตุ่มเล็กแล้วโตขึ้นภายใน 2–3 วัน ตรงกลางนิ่มลงและเห็นหัวหนองในวันที่ 4–7 อาจแตกมีหนองไหลออกมาเอง
สาเหตุ: ฝี (furuncle) คือการติดเชื้อแบคทีเรียลึกลงไปในรูขุมขน มักต่อเนื่องจากรูขุมขนอักเสบ ปัจจัยเสี่ยงคือการโกนขน ความอับชื้น เบาหวาน และน้ำหนักตัวมาก ถ้าเป็นฝีซ้ำที่เดิมที่ขาหนีบหรือใต้รักแร้ เป็น ๆ หาย ๆ จนเกิดรูหนองและแผลเป็นเป็นแนว ต้องนึกถึงโรคต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (hidradenitis suppurativa) ซึ่งรักษาคนละแบบ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ฝีเล็กกว่า 1 ซม. มักแตกและยุบเองเมื่อประคบอุ่น แต่ฝีที่ใหญ่ เจ็บมาก หรือมีไข้ ต้องให้แพทย์เจาะระบายหนอง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก้อนใหญ่กว่า 1–2 ซม. มีไข้ หนาวสั่น ผิวแดงลามออกรอบก้อน มีเบาหวาน หรือเป็นซ้ำมากกว่า 2–3 ครั้งต่อปี อ่านเพิ่มที่ ฝี กับ ก้อนหนองใต้ผิว เกิดจากอะไร และ ต่อมเหงื่ออักเสบ (Hidradenitis Suppurativa)
ก้อนที่แคมด้านล่างข้างเดียว: ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน (เฉพาะผู้หญิง)
ลักษณะ: ก้อนกลมนุ่มที่แคมใน ด้านล่างของปากช่องคลอด ตรงตำแหน่งประมาณ 4 หรือ 8 นาฬิกา มักเป็นข้างเดียว ขนาด 1–3 ซม. ถ้าเป็นถุงน้ำธรรมดาจะไม่เจ็บหรือรู้สึกตึงเวลานั่งหรือมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าติดเชื้อกลายเป็นฝีจะบวมแดงเจ็บมากภายใน 2–4 วัน จนเดินหรือนั่งลำบาก นี่คือสาเหตุหลักของคำค้น "มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง คล้ายฝี"
สาเหตุ: ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin gland) เป็นต่อมขนาดเล็กสองข้างที่สร้างเมือกหล่อลื่น เมื่อท่อของต่อมอุดตัน เมือกจะคั่งเป็นถุงน้ำ (Bartholin cyst) และถ้ามีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปจะกลายเป็นฝี (Bartholin abscess) พบบ่อยในผู้หญิงอายุ 20–30 ปี ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถุงน้ำเล็กที่ไม่เจ็บเฝ้าดูได้ ส่วนฝีบาร์โธลินที่เจ็บมากควรพบแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมง เพราะมักต้องเจาะระบายหนอง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก้อนเจ็บมาก มีไข้ ก้อนโตเร็ว เป็นซ้ำ หรือเป็นผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีที่เพิ่งมีก้อนใหม่ ซึ่งแพทย์มักตัดชิ้นเนื้อตรวจเพื่อแยกมะเร็งต่อมบาร์โธลินที่พบได้น้อยมากแต่ไม่ควรพลาด
ตุ่มเหลืองขาวเล็ก ๆ จำนวนมาก ไม่มีอาการ: ตุ่มไขมันฟอร์ไดซ์
ลักษณะ: ตุ่มเล็กขนาด 1–3 มม. สีเหลืองขาวหรือสีเนื้อ เรียบ ไม่มีหัว ขึ้นเป็นกลุ่มหลายสิบตุ่มบนแคมใน ถุงอัณฑะ หรือลำองคชาต เห็นชัดขึ้นเวลาดึงผิวให้ตึง ไม่เจ็บ ไม่คัน และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
สาเหตุ: ตุ่มฟอร์ไดซ์ (Fordyce spots) คือต่อมไขมันปกติที่เปิดออกสู่ผิวโดยตรงโดยไม่ผ่านรูขุมขน พบได้ในผู้ใหญ่ประมาณ 70–80% และมักเห็นชัดตั้งแต่วัยรุ่นเพราะฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไขมัน ตำแหน่งเดียวกันนี้พบที่ริมฝีปากได้ด้วย ไม่ใช่โรค ไม่ใช่เชื้อ และไม่ติดต่อ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่มีความรุนแรง ไม่ต้องรักษา ห้ามบีบหรือจี้เอง เพราะจะเกิดแผลและแผลเป็นที่ดูแย่กว่าตุ่มเดิม
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่แน่ใจว่าเป็นตุ่มฟอร์ไดซ์หรือหูด หรือตุ่มเริ่มโต แดง เจ็บ หรือเปลี่ยนรูปร่าง การตรวจด้วยกล้องขยายผิวหนัง (dermoscopy) ช่วยแยกได้ในเวลาไม่กี่นาที
ตุ่มเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวรอบหัวองคชาต: ตุ่ม PPE (เฉพาะผู้ชาย)
ลักษณะ: ตุ่มสีเนื้อหรือขาวมุก รูปโดมหรือคล้ายนิ้วเล็ก ๆ ขนาด 1–3 มม. เรียงเป็น 1–3 แถวรอบขอบหัวองคชาต (corona) อย่างสม่ำเสมอและสมมาตร ไม่เจ็บ ไม่คัน คนไทยมักเรียกว่า "ตุ่ม PPE" หรือ "มุกไข่ปลา" ในผู้หญิงมีภาวะที่คล้ายกันเรียกว่า vestibular papillomatosis คือตุ่มเล็กเรียงเป็นแนวบริเวณแคมในและปากช่องคลอด
สาเหตุ: ตุ่ม PPE หรือ pearly penile papules เป็นลักษณะปกติทางกายวิภาค พบในผู้ชายประมาณ 14–48% พบบ่อยกว่าในผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบ และมักเห็นชัดหลังวัยรุ่น ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ไม่เกี่ยวกับความสะอาดหรือเพศสัมพันธ์ และไม่ติดต่อ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่มีความรุนแรง ไม่ต้องรักษาทางการแพทย์ บางคนขอเอาออกด้วยเหตุผลด้านความมั่นใจ ซึ่งแพทย์อาจใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์หรือการจี้เย็น โดยต้องชั่งกับความเสี่ยงแผลเป็นและรอยด่างสี และต้องประเมินโดยแพทย์ก่อนเสมอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้าตุ่มไม่ได้เรียงเป็นแถว ขึ้นกระจัดกระจาย ผิวขรุขระ หรือเพิ่มจำนวนเร็ว เพราะอาจเป็นหูดหงอนไก่ ซึ่งแพทย์จะแยกได้จากการตรวจและการส่องกล้องขยาย ห้ามใช้ยากัดหูดที่ขายตามร้านยาทากับตุ่ม PPE เด็ดขาด
ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม แสบร้อน แล้วแตกเป็นแผล: เริมที่อวัยวะเพศ
ลักษณะ: เริ่มจากอาการแสบ คัน หรือปวดแปลบเฉพาะที่ 1–2 วันก่อน แล้วขึ้นตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. หลายตุ่มเกาะกันเป็นกลุ่มบนฐานสีแดง ตุ่มแตกง่ายกลายเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บมาก โดยเฉพาะเวลาปัสสาวะ ครั้งแรกมักเป็นมากและอาจมีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต ส่วนครั้งต่อ ๆ ไปมักเป็นน้อยกว่าและขึ้นที่ตำแหน่งเดิม
สาเหตุ: เชื้อไวรัสเริม (herpes simplex virus ชนิดที่ 2 และชนิดที่ 1) ติดต่อทางการสัมผัสผิวหนังและเยื่อบุระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงออรัลเซ็กส์ ระยะฟักตัว 2–12 วัน เฉลี่ยประมาณ 4 วัน หลังติดเชื้อไวรัสจะซ่อนอยู่ในปมประสาท และกำเริบซ้ำได้เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย เครียด หรือมีประจำเดือน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ครั้งแรกแผลหายใน 2–3 สัปดาห์ ครั้งที่กำเริบหายใน 5–10 วัน ยาต้านไวรัสได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงแรกของการเกิดตุ่ม จึงไม่ควรรอดูนาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่สงสัยว่าเป็นครั้งแรก ปัสสาวะไม่ออกเพราะเจ็บ มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย หรือเป็นซ้ำบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน
ตุ่มขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวน: หูดหงอนไก่
ลักษณะ: ตุ่มสีเนื้อ ชมพู หรือน้ำตาล ผิวขรุขระหรือเป็นแฉกคล้ายดอกกะหล่ำ ขนาดตั้งแต่ 1 มม. จนรวมกันเป็นก้อนหลายเซนติเมตร ขึ้นได้ทั้งที่แคม ปากช่องคลอด รอบทวารหนัก องคชาต และถุงอัณฑะ ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บางรายคันหรือมีเลือดออกเวลาเสียดสี ต่างจากตุ่ม PPE ตรงที่ขึ้นไม่เป็นระเบียบและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ
สาเหตุ: เชื้อไวรัสเอชพีวี (human papillomavirus) สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงมะเร็งต่ำ ติดต่อทางการสัมผัสผิวระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัวยาวตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือน จึงมักบอกไม่ได้ว่าติดมาจากใคร ถุงยางอนามัยลดความเสี่ยงได้แต่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะเชื้ออยู่บนผิวที่ถุงยางคลุมไม่ถึง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่ควรรักษาเพราะหูดเพิ่มจำนวนและแพร่สู่คู่นอนได้ ประมาณ 20–30% หายเองได้ใน 1 ปี แต่หลังรักษาก็กลับเป็นซ้ำได้ราว 30% ภายใน 3 เดือนแรก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเห็นตุ่มขรุขระใหม่ที่อวัยวะเพศ หูดมีเลือดออก แข็ง หรือเป็นแผล หรือเป็นในหญิงตั้งครรภ์ อ่านวิธีแยกจากติ่งเนื้อและมุกไข่ปลาโดยละเอียดได้ที่ หูดหงอนไก่ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยก
ตุ่มนูนใส เรียบมัน มีรอยบุ๋มตรงกลาง: หูดข้าวสุก
ลักษณะ: ตุ่มกลมนูนสีเนื้อหรือขาวมุก ผิวเรียบมันเหมือนเม็ดข้าวสุก ขนาด 2–5 มม. ตรงกลางมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ (umbilication) กดแล้วอาจมีเนื้อขาวข้นออกมา ในผู้ใหญ่มักขึ้นที่หัวหน่าว ต้นขาด้านใน และขาหนีบ จำนวนตั้งแต่ไม่กี่ตุ่มถึงหลายสิบตุ่ม ไม่เจ็บ บางรายคันเล็กน้อย
สาเหตุ: เชื้อไวรัสกลุ่มพอกซ์ (molluscum contagiosum virus) ในเด็กติดจากการสัมผัสทั่วไป แต่ในผู้ใหญ่ที่ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศมักติดทางเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัว 2–7 สัปดาห์ การโกนขนทำให้เชื้อกระจายเป็นแนวได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต่ำ ส่วนใหญ่หายเองใน 6–12 เดือน บางรายนานถึง 2 ปี แต่การรักษาช่วยลดการแพร่ไปที่อื่นและสู่คู่นอน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มเพิ่มจำนวนเร็ว ขึ้นที่หน้า หรือมีจำนวนมากผิดปกติ ซึ่งในผู้ใหญ่อาจเป็นสัญญาณภูมิคุ้มกันต่ำ แพทย์มักแนะนำตรวจเอชไอวีและซิฟิลิสร่วมด้วย อ่านเพิ่มที่ หูดข้าวสุก รักษาอย่างไร
แผลหรือตุ่มเดี่ยว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ: ซิฟิลิสระยะแรก
ลักษณะ: เริ่มเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผลกลมขอบนูนแข็ง (chancre) ขนาด 1–2 ซม. พื้นแผลสะอาด มักมีแผลเดียว จุดสำคัญคือ ไม่เจ็บ ทำให้หลายคนไม่สนใจ ในผู้หญิงแผลอาจอยู่ในช่องคลอดหรือปากมดลูกจนมองไม่เห็นเลย ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตแต่ไม่เจ็บ
สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา พาลลิดุม (Treponema pallidum) ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัว 10–90 วัน เฉลี่ยประมาณ 21 วัน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูง แม้แผลจะหายเองใน 3–6 สัปดาห์ แต่เชื้อไม่ได้หายไป ถ้าไม่รักษา จะเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีผื่นทั่วตัว ฝ่ามือ และฝ่าเท้า และในระยะยาวทำลายหัวใจ สมอง และเส้นประสาทได้ ในหญิงตั้งครรภ์เชื้อผ่านไปถึงทารกได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่มีแผลที่อวัยวะเพศที่ไม่เจ็บ หรือแผลใด ๆ ที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจ VDRL หรือ RPR ร่วมกับ TPHA ดูอาการของระยะต่อไปได้ที่ ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 เป็นแบบไหน
ตุ่มแดงคันมากตอนกลางคืนที่องคชาตหรือถุงอัณฑะ: หิด
ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือก้อนนูนขนาด 3–10 มม. ที่ลำองคชาต หัวองคชาต และถุงอัณฑะ คันมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน มักมีตุ่มคันร่วมกันที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือ รอบสะดือ และรักแร้ คนในบ้านหรือคู่นอนมักคันคล้ายกัน ในผู้หญิงหิดมักขึ้นที่หัวนม รอบเอว และก้นมากกว่าที่แคม
สาเหตุ: ตัวไรหิด (Sarcoptes scabiei) ขุดโพรงอยู่ในผิวหนัง ติดต่อจากการสัมผัสผิวใกล้ชิดเป็นเวลานาน รวมถึงเพศสัมพันธ์และการนอนร่วมเตียง อาการคันเริ่มหลังติด 2–6 สัปดาห์ในครั้งแรก ตุ่มนูนที่อวัยวะเพศชายเป็นลักษณะเด่นที่ช่วยวินิจฉัยหิด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ทรมาน และไม่หายเอง ต้องรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกัน หลังรักษาแล้วตุ่มนูนที่อวัยวะเพศอาจคันต่อได้หลายสัปดาห์ ซึ่งไม่ได้แปลว่ารักษาไม่ได้ผล
เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันตอนกลางคืนนานเกิน 1 สัปดาห์ร่วมกับมีตุ่มที่อวัยวะเพศ หรือคนในบ้านคันพร้อมกัน อ่านวิธีสังเกตเพิ่มที่ หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด
ก้อนกลมใต้ผิว ติ่งเนื้อ และตุ่มอื่นที่พบได้
นอกจาก 10 แบบข้างต้น ยังมีตุ่มอีกกลุ่มที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่อันตราย
ซีสต์ใต้ผิว (epidermoid cyst): ก้อนกลมเรียบ ขนาด 3 มม.–2 ซม. ใต้ผิว กดแล้วไม่เจ็บ พบบ่อยที่ถุงอัณฑะ (มักหลายก้อน) และแคมนอก ถ้าไม่อักเสบไม่ต้องรักษา ถ้าอักเสบซ้ำหรือรำคาญ แพทย์ผ่าออกทั้งถุงได้ อ่านเพิ่มที่ ก้อนใต้ผิวหนัง เกิดจากอะไร
ติ่งเนื้อ (skin tag): ติ่งเนื้อนิ่มมีก้านยื่นออกมาที่ขาหนีบหรือข้อพับต้นขา พบบ่อยในคนน้ำหนักตัวมากและคนที่มีเบาหวาน ไม่ติดต่อ อ่านเพิ่มที่ ติ่งเนื้อ เกิดจากอะไร
จุดเลือดสีแดงม่วงเล็ก ๆ (angiokeratoma): ตุ่มขนาด 1–4 มม. สีแดงเข้มถึงม่วงดำบนถุงอัณฑะหรือแคม พบมากขึ้นตามอายุ ไม่อันตราย แต่อาจมีเลือดออกเมื่อเกา
ผื่นเชื้อราที่ขาหนีบ: ไม่ใช่ตุ่มเดี่ยว แต่เป็นผื่นแดงขอบชัดมีขุย คันมาก ขยายออกจากขาหนีบ อ่านเพิ่มที่ สังคัง เกิดจากอะไร
ตุ่มที่อวัยวะเพศหญิง กับ ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย ต่างกันอย่างไร
สาเหตุส่วนใหญ่พบได้ทั้งสองเพศ แต่บางชนิดพบเฉพาะเพศ และตำแหน่งที่พบต่างกัน
พบเฉพาะผู้หญิง: ถุงน้ำและฝีต่อมบาร์โธลิน (แคมด้านล่างข้างเดียว) และ vestibular papillomatosis (ตุ่มเล็กเรียงแนวที่แคมใน)
พบเฉพาะผู้ชาย: ตุ่ม PPE รอบขอบหัวองคชาต และตุ่มนูนจากหิดบนองคชาตซึ่งเด่นกว่าในผู้หญิงมาก
ตุ่มที่แคมนอก: สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือรูขุมขนอักเสบหลังโกนหรือแว็กซ์ ขนคุด ซีสต์ และหูดข้าวสุก เพราะแคมนอกมีขนและต่อมไขมันเหมือนผิวทั่วไป
ตุ่มที่แคมในและปากช่องคลอด: ตุ่มฟอร์ไดซ์ vestibular papillomatosis เริม และหูดหงอนไก่
ตุ่มบนองคชาตและถุงอัณฑะ: ตุ่ม PPE ตุ่มฟอร์ไดซ์ ซีสต์ angiokeratoma เริม หูด และแผลซิฟิลิส
ในผู้หญิง แผลหรือหูดอาจอยู่ลึกในช่องคลอดหรือที่ปากมดลูกจนมองเองไม่เห็น ถ้ามีตกขาวผิดปกติ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจภายในเพิ่มเติม
ตุ่มที่อวัยวะเพศแบบไหนต้องพบแพทย์ภายในวันนี้
ตุ่มส่วนใหญ่รอนัดตรวจได้ แต่อาการต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง
ก้อนบวมแดงเจ็บที่โตเร็วภายใน 1–2 วัน หรือใหญ่กว่า 2 ซม. โดยเฉพาะที่แคมด้านล่าง (ฝีบาร์โธลิน) หรือขาหนีบ
มีไข้ หนาวสั่น หรือผิวแดงลามออกจากก้อน ซึ่งบอกว่าเชื้อลุกลามเป็นเนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis)
ปัสสาวะไม่ออกหรือเจ็บจนไม่กล้าปัสสาวะ ซึ่งพบได้ในเริมครั้งแรก
ตุ่มน้ำหรือแผลในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวานที่คุมไม่ได้ ติดเชื้อเอชไอวี หรือกินยากดภูมิ
และอาการต่อไปนี้ควรนัดพบแพทย์ภายใน 1–2 สัปดาห์ ไม่ควรรอเกินนั้น
แผลที่ไม่เจ็บ หรือแผลใด ๆ ที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์
ตุ่มขรุขระที่เพิ่มจำนวน หรือตุ่มที่ไม่แน่ใจว่าเป็นหูดหรือไม่
ตุ่มหรือก้อนที่มีเลือดออก แข็ง หรือเปลี่ยนสี และไม่หายใน 4 สัปดาห์ โดยเฉพาะในคนอายุเกิน 50 ปี เพื่อแยกมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปากช่องคลอดซึ่งพบได้น้อยแต่ต้องไม่พลาด
มีเพศสัมพันธ์กับคู่ใหม่โดยไม่ได้ป้องกันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แล้วมีตุ่มใด ๆ ขึ้น
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อมีตุ่มที่อวัยวะเพศ
ห้ามบีบ แกะ หรือเจาะตุ่มเอง ทั้งตุ่มหนองและตุ่มน้ำ เพราะทำให้เชื้อลึกลงและกระจาย และในกรณีเริมจะทำให้แผลหายช้าลง
ห้ามใช้ยากัดหูดหรือยาลอกผิวที่ขายสำหรับหูดที่มือและเท้า เช่น ยาที่มีกรดซาลิไซลิกความเข้มข้นสูง ผิวที่อวัยวะเพศบางมาก ยาเหล่านี้กัดจนเป็นแผลไหม้ได้
ไม่ควรทาครีมสเตียรอยด์หรือครีมผสมหลายตัวยาเอง ก่อนรู้สาเหตุ สเตียรอยด์ทำให้เชื้อราและเริมลุกลาม และทำให้แพทย์วินิจฉัยยากขึ้น
หยุดโกนหรือแว็กซ์บริเวณนั้นชั่วคราว จนกว่าตุ่มจะยุบ ถ้าจำเป็นให้ใช้ปัตตาเลี่ยนเล็มแทนมีดโกน
งดเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ รวมถึงออรัลเซ็กส์ จนกว่าจะรู้สาเหตุ ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่างน้อยต้องใช้ถุงยางอนามัย
ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง เพราะยาที่ใช้กับฝี เริม และซิฟิลิสเป็นคนละกลุ่มกัน การกินยาผิดชนิดอาจกดอาการซิฟิลิสไว้ชั่วคราวโดยไม่ได้รักษาจริง
แพทย์ตรวจตุ่มที่อวัยวะเพศอย่างไร
การตรวจส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นานและไม่เจ็บ แพทย์ผิวหนังเริ่มจากถามประวัติ ระยะเวลา และความเสี่ยง แล้วตรวจดูตุ่มด้วยตาเปล่าและกล้องขยายผิวหนัง (dermoscopy) ซึ่งช่วยแยกตุ่ม PPE ตุ่มฟอร์ไดซ์ หูดหงอนไก่ และหูดข้าวสุกออกจากกันได้ชัดเจน
การตรวจเพิ่มเติมที่อาจทำ ได้แก่
ป้ายหรือขูดตุ่มน้ำส่งตรวจ หาเชื้อเริมด้วยวิธี PCR หรือ Tzanck smear
เจาะเลือดตรวจซิฟิลิส (VDRL หรือ RPR ร่วมกับ TPHA) และเอชไอวี เมื่อมีแผลหรือมีความเสี่ยง โดยตรวจซ้ำหลัง 6–12 สัปดาห์ถ้าเพิ่งมีความเสี่ยงไม่นาน เพราะผลเลือดอาจยังไม่ขึ้น
ขูดผิวส่องกล้องจุลทรรศน์ หาตัวหิดหรือเชื้อรา
ตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ส่งตรวจ เมื่อตุ่มหน้าตาไม่ชัดเจน ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือมีลักษณะน่าสงสัย
การรักษาตุ่มที่อวัยวะเพศแต่ละแบบ ยาที่แพทย์มักใช้
การรักษาขึ้นกับสาเหตุทั้งหมด ข้อมูลต่อไปนี้เป็นแนวทางที่แพทย์ใช้บ่อย เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละโรคใช้ยาอะไร นานเท่าไร การเลือกยาและขนาดยาจริงเป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจ
รูขุมขนอักเสบ: ล้างด้วยสบู่คลอร์เฮกซิดีน (chlorhexidine) 2–4% วันละครั้ง ทายาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน (clindamycin) 1% วันละ 2 ครั้ง หรือมิวพิโรซิน (mupirocin) 2% วันละ 2–3 ครั้ง นาน 7–10 วัน ถ้าเป็นกว้าง แพทย์อาจให้ยากิน เช่น เซฟาเลกซิน (cephalexin) 500 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 5–7 วัน และต้องหยุดโกนขนระหว่างรักษา
ฝี: ประคบอุ่นครั้งละ 10–15 นาที วันละ 3–4 ครั้ง ถ้าก้อนนิ่มเป็นหนองใหญ่กว่า 1 ซม. แพทย์จะเจาะระบายหนองภายใต้ยาชาเฉพาะที่ และให้ยาปฏิชีวนะชนิดกินเมื่อมีไข้หรือแดงลาม
ถุงน้ำต่อมบาร์โธลิน: ถุงน้ำเล็กที่ไม่เจ็บแช่ก้นในน้ำอุ่น (sitz bath) ครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง นาน 3–4 วัน ถ้าเป็นฝี แพทย์จะเจาะระบายหนองและใส่สายระบายขนาดเล็ก (Word catheter) ค้างไว้ 4–6 สัปดาห์ หรือทำผ่าตัดเปิดถุง (marsupialization) ในรายที่เป็นซ้ำ ซึ่งลดโอกาสกลับเป็นซ้ำได้
ตุ่มฟอร์ไดซ์และตุ่ม PPE: ไม่ต้องรักษา เพราะเป็นลักษณะปกติ การเอาออกเป็นทางเลือกเพื่อความสบายใจเท่านั้น
เริม: ครั้งแรกใช้อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หรือวาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน ครั้งที่กำเริบใช้วาลาไซโคลเวียร์ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มให้เร็วที่สุดตั้งแต่รู้สึกแสบ ถ้ากำเริบตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปีขึ้นไป แพทย์อาจให้วาลาไซโคลเวียร์ 500 มก. วันละครั้งต่อเนื่องเพื่อกดการกำเริบ ยาทาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียวได้ผลน้อยมากกับเริมที่อวัยวะเพศ
หูดหงอนไก่: จี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว (cryotherapy) ทุก 1–2 สัปดาห์ ทากรดไตรคลอโรอะซิติก (trichloroacetic acid) 80–90% โดยแพทย์สัปดาห์ละครั้ง หรือยาทาที่ผู้ป่วยทาเองที่บ้าน เช่น อิมิควิโมด (imiquimod) 5% ทาก่อนนอนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ล้างออกหลัง 6–10 ชั่วโมง นานได้ถึง 16 สัปดาห์ หรือโพโดฟิลโลท็อกซิน (podophyllotoxin) 0.5% ทาวันละ 2 ครั้ง 3 วัน แล้วหยุด 4 วัน ทำซ้ำได้ถึง 4 รอบ ยาทาสองตัวหลังห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หูดก้อนใหญ่อาจต้องตัดออกหรือใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ โดยแพทย์ประเมินความเสี่ยงแผลเป็นก่อนเสมอ
หูดข้าวสุก: จี้เย็น ขูดออกด้วยเครื่องมือขนาดเล็ก (curettage) หรือใช้ยาทาที่ทำให้ตุ่มพองแล้วหลุดไปตามแพทย์สั่ง มักต้องทำ 2–3 ครั้งห่างกัน 2–4 สัปดาห์ เพราะตุ่มใหม่ที่ฟักตัวอยู่จะค่อย ๆ โผล่ตามมา
ซิฟิลิสระยะแรก: ฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน จี (benzathine penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ถ้าแพ้เพนิซิลลินและไม่ได้ตั้งครรภ์ ใช้ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) 100 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน แล้วตรวจเลือดติดตามที่ 6 และ 12 เดือน ว่าระดับ VDRL ลดลงอย่างน้อย 4 เท่า
หิด: ทาครีมเพอร์เมทริน (permethrin) 5% ทั่วตัวตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า รวมถึงอวัยวะเพศและใต้เล็บ ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วล้างออก ทาซ้ำอีกครั้งใน 7 วัน คนในบ้านและคู่นอนต้องทาพร้อมกัน ซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน ตุ่มนูนที่องคชาตที่ยังคันหลังรักษา แพทย์อาจให้ยาทาสเตียรอยด์ระยะสั้น ในบางรายแพทย์ใช้ยากินไอเวอร์เมกติน (ivermectin) 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซ้ำอีกครั้งใน 7–14 วัน
ตัวชี้ว่ารักษาได้ผลคือ ตุ่มหนองยุบใน 5–7 วัน แผลเริมแห้งใน 7–10 วัน หูดลดลงหลังรักษา 3–4 ครั้ง และอาการคันจากหิดลดลงชัดเจนใน 2–4 สัปดาห์ ถ้าไม่เป็นตามนี้ ควรกลับไปให้แพทย์ประเมินซ้ำ เพราะการวินิจฉัยแรกอาจไม่ใช่สาเหตุจริง
คู่นอนต้องตรวจด้วยไหม และป้องกันการเป็นซ้ำอย่างไร
ถ้าตุ่มเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาควรได้รับการตรวจ (สำหรับซิฟิลิสระยะแรกนับย้อนหลัง 90 วัน) แม้ไม่มีอาการ เพราะเริม หูด และซิฟิลิสติดต่อได้โดยไม่มีตุ่มให้เห็น ส่วนตุ่มฟอร์ไดซ์ ตุ่ม PPE ซีสต์ และถุงน้ำบาร์โธลินไม่ติดต่อ คู่นอนไม่ต้องตรวจ
วิธีลดความเสี่ยงที่มีหลักฐาน ได้แก่
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลดความเสี่ยงเริม หูด และซิฟิลิสได้ชัดเจน แม้ป้องกันไม่ได้ 100%
ฉีดวัคซีนเอชพีวี ชนิดที่ครอบคลุมสายพันธุ์ 6 และ 11 ป้องกันหูดหงอนไก่ได้ราว 90% และป้องกันมะเร็งปากมดลูก ได้ผลดีกว่าเมื่อฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ใหญ่ก็ยังได้ประโยชน์
ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นระยะ เมื่อมีคู่นอนใหม่
ดูแลผิวเพื่อลดรูขุมขนอักเสบ เลือกเล็มขนแทนการโกนชิดผิว ถ้าโกนให้โกนตามแนวขน ใส่กางเกงในผ้าฝ้ายไม่รัด และเปลี่ยนชุดหลังเหงื่อออก
ตุ่มที่อวัยวะเพศขณะตั้งครรภ์
ระหว่างตั้งครรภ์ หลอดเลือดและต่อมต่าง ๆ บริเวณอวัยวะเพศขยายตัว ทำให้หูดหงอนไก่โตเร็วขึ้น ถุงน้ำบาร์โธลินและเส้นเลือดขอดที่แคมพบได้บ่อยขึ้น และเริมที่เป็นครั้งแรกใกล้คลอดอาจติดต่อถึงทารกได้ หญิงตั้งครรภ์ที่มีตุ่มใหม่ที่อวัยวะเพศควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ทุกครั้ง และไม่ใช้ยาทาหูดอิมิควิโมดหรือโพโดฟิลโลท็อกซินเอง ส่วนการตรวจเลือดซิฟิลิสเป็นการตรวจมาตรฐานในการฝากครรภ์อยู่แล้ว
สรุปสั้น ๆ
ตุ่มที่อวัยวะเพศส่วนใหญ่ไม่อันตราย ที่พบบ่อยที่สุดคือรูขุมขนอักเสบหลังโกนขน และภาวะปกติอย่างตุ่มฟอร์ไดซ์และตุ่ม PPE ซึ่งไม่ติดต่อและไม่ต้องรักษา
ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มแสบร้อนให้นึกถึงเริม ตุ่มขรุขระเพิ่มจำนวนให้นึกถึงหูดหงอนไก่ ตุ่มเรียบมันมีรอยบุ๋มให้นึกถึงหูดข้าวสุก แผลขอบแข็งไม่เจ็บให้นึกถึงซิฟิลิส
ก้อนบวมเจ็บที่แคมด้านล่างข้างเดียวในผู้หญิงมักเป็นถุงน้ำหรือฝีต่อมบาร์โธลิน ตุ่มคันกลางคืนที่องคชาตให้นึกถึงหิด
ห้ามบีบ แกะ หรือใช้ยากัดหูดที่ขายสำหรับมือและเท้า และไม่ทาสเตียรอยด์เองก่อนรู้สาเหตุ
ไปพบแพทย์ภายในวันนี้ถ้าก้อนบวมเจ็บโตเร็ว มีไข้ ปัสสาวะไม่ออก หรือตั้งครรภ์ และนัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์ถ้ามีแผลไม่เจ็บ แผลไม่หายใน 2 สัปดาห์ หรือมีคู่นอนใหม่
ถ้าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนในช่วง 3 เดือนควรตรวจด้วย และวัคซีนเอชพีวีป้องกันหูดหงอนไก่ได้ราว 90%
คำถามที่พบบ่อยเรื่องตุ่มที่อวัยวะเพศ
มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง คล้ายสิว เกิดจากอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือรูขุมขนอักเสบหรือขนคุดหลังโกนหรือแว็กซ์ขน ซึ่งขึ้นเป็นตุ่มแดงมีหัวหนองที่โคนขนบนแคมนอกและหัวหน่าว มักยุบเองใน 7–10 วันถ้าหยุดโกน ล้างด้วยสบู่อ่อน และไม่บีบ รองลงมาคือซีสต์ใต้ผิวและหูดข้าวสุก ซึ่งเป็นตุ่มเรียบมันมีรอยบุ๋มตรงกลาง ถ้าตุ่มเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ เป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ มีตุ่มน้ำใส หรือโตเป็นก้อนเจ็บใหญ่กว่า 1 ซม. ควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรค แพทย์อาจให้ยาทาคลินดามัยซิน 1% หรือมิวพิโรซิน 2% นาน 7–10 วัน ถ้าเป็นรูขุมขนอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง คล้ายฝี ทำยังไง
ถ้าก้อนอยู่ที่แคมด้านล่างข้างเดียว ใกล้ปากช่องคลอด มักเป็นถุงน้ำหรือฝีต่อมบาร์โธลิน ถ้าก้อนเล็กและเจ็บไม่มาก ให้แช่ก้นในน้ำอุ่นครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง นาน 3–4 วัน ห้ามบีบหรือเจาะเอง ถ้าก้อนโตเร็ว เจ็บจนนั่งหรือเดินลำบาก มีไข้ หรือใหญ่เกิน 2 ซม. ควรพบแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมง เพราะมักต้องเจาะระบายหนองและใส่สายระบายเล็ก ๆ ค้างไว้ 4–6 สัปดาห์ ถ้าก้อนอยู่ที่ขาหนีบหรือหัวหน่าว มักเป็นฝีจากรูขุมขน ซึ่งเริ่มด้วยการประคบอุ่นวันละ 3–4 ครั้งได้เช่นกัน
มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง ไม่คัน อันตรายไหม
ส่วนใหญ่ไม่อันตราย ตุ่มที่ไม่คันและไม่เจ็บที่พบบ่อยคือตุ่มฟอร์ไดซ์ซึ่งเป็นต่อมไขมันปกติ vestibular papillomatosis ซีสต์ใต้ผิว และติ่งเนื้อ ซึ่งไม่ติดต่อและไม่ต้องรักษา แต่มีสองโรคที่ไม่คันและต้องตรวจ คือหูดหงอนไก่ ซึ่งเป็นตุ่มขรุขระที่ค่อย ๆ เพิ่มจำนวน และซิฟิลิสระยะแรก ซึ่งเป็นแผลหรือตุ่มเดี่ยวขอบแข็งที่ไม่เจ็บและหายเองใน 3–6 สัปดาห์ทั้งที่เชื้อยังอยู่ ถ้ามีตุ่มใหม่ภายใน 3 เดือนหลังมีคู่นอนใหม่ หรือมีแผลที่ไม่เจ็บ ควรตรวจกับแพทย์และเจาะเลือดตรวจซิฟิลิส
ตุ่มที่อวัยวะเพศหญิง เจ็บ เป็นอะไรได้บ้าง
ตุ่มที่เจ็บมักเป็นการอักเสบหรือติดเชื้อ ได้แก่ รูขุมขนอักเสบและฝี ซึ่งเป็นตุ่มแดงมีหนอง ถุงน้ำต่อมบาร์โธลินที่อักเสบเป็นฝี ซึ่งเป็นก้อนบวมเจ็บที่แคมด้านล่างข้างเดียว และเริม ซึ่งเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม แสบร้อน แล้วแตกเป็นแผลตื้น เจ็บมากเวลาปัสสาวะ เริมต้องได้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ หรือวาลาไซโคลเวียร์ ซึ่งได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง จึงควรพบแพทย์เร็ว ถ้าเจ็บมากจนปัสสาวะไม่ออก มีไข้ หรือก้อนโตเร็ว ควรไปพบแพทย์ภายในวันนี้
ตุ่ม PPE คืออะไร ติดต่อไหม ต้องรักษาไหม
ตุ่ม PPE หรือ pearly penile papules คือตุ่มสีเนื้อหรือขาวมุกขนาด 1–3 มม. ที่เรียงเป็น 1–3 แถวรอบขอบหัวองคชาตอย่างสม่ำเสมอ เป็นลักษณะปกติที่พบในผู้ชายประมาณ 14–48% ไม่ได้เกิดจากเชื้อเอชพีวี ไม่ติดต่อ ไม่เกี่ยวกับความสะอาดหรือเพศสัมพันธ์ และไม่กลายเป็นมะเร็ง จึงไม่ต้องรักษา ห้ามใช้ยากัดหูดทาเด็ดขาด เพราะจะเป็นแผลไหม้ ถ้าต้องการเอาออกเพื่อความมั่นใจ แพทย์อาจใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์หรือการจี้เย็น ซึ่งมีความเสี่ยงแผลเป็นและรอยด่างสี ถ้าตุ่มขึ้นกระจัดกระจาย ขรุขระ หรือเพิ่มจำนวน ควรให้แพทย์ตรวจแยกจากหูดหงอนไก่
วิธีรักษาตุ่มที่อวัยวะเพศชาย ทำเองได้ไหม
ทำเองได้เฉพาะกรณีที่ชัดเจนว่าเป็นรูขุมขนอักเสบเล็กน้อยหลังโกนขน คือหยุดโกน ล้างด้วยสบู่อ่อน ไม่บีบ และรอ 7–10 วัน ส่วนตุ่ม PPE และตุ่มฟอร์ไดซ์ไม่ต้องทำอะไร ตุ่มอื่น ๆ ควรให้แพทย์ตรวจก่อน เพราะการรักษาต่างกันมาก เริมใช้ยาต้านไวรัสชนิดกิน หูดหงอนไก่ใช้การจี้เย็นหรือยาทาอิมิควิโมด 5% ซิฟิลิสใช้ยาฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลินครั้งเดียว และหิดใช้ครีมเพอร์เมทริน 5% ทั่วตัว 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน การซื้อยาทาหรือยาฆ่าเชื้อมาใช้เองโดยไม่รู้สาเหตุ อาจทำให้แผลไหม้ อาการถูกกดไว้ชั่วคราว และแพร่เชื้อต่อโดยไม่รู้ตัว
อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 25 ตุลาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล ตุ่มที่อวัยวะเพศหลายชนิดมีหน้าตาคล้ายกัน ต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาเป็นการตัดสินของแพทย์ ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และยาหรือหัตถการทุกชนิดอาจมีผลข้างเคียงได้

ความคิดเห็น