ต่อมเหงื่ออักเสบ (Hidradenitis Suppurativa) เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร
- 11 ก.ค.
- ยาว 2 นาที
ต่อมเหงื่ออักเสบ หรือ Hidradenitis Suppurativa (HS) คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เกิดตุ่มหรือก้อนเจ็บใต้ผิวหนัง มักขึ้นซ้ำที่เดิมบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม และก้น บางครั้งแตกเป็นหนอง และเมื่อเป็นนานจะเกิดโพรงเชื่อมใต้ผิวหนังกับแผลเป็นนูน
บทความนี้แพทย์เฉพาะทางผิวหนังจะอธิบายว่าโรคนี้เกิดจากอะไรจริง ๆ (ซึ่งต่างจากที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ) แยกจากฝีธรรมดาอย่างไร และมีแนวทางรักษาที่ได้ผลตามหลักฐานอย่างไรบ้าง
ชื่อโรคนี้ทำให้เข้าใจผิด — มันไม่ใช่โรคของ "ต่อมเหงื่อ"
นี่คือจุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เพราะมีผลต่อการรักษาโดยตรง
แม้ชื่อภาษาไทยจะเรียกว่า "ต่อมเหงื่ออักเสบ" และหลายแหล่งข้อมูลอธิบายว่าเกิดจากต่อมเหงื่ออุดตัน แต่ความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นของโรคอยู่ที่รูขุมขน ไม่ใช่ต่อมเหงื่อ กลไกคือรูขุมขนเกิดการอุดตัน ผนังรูขุมขนแตก แล้วสิ่งที่อยู่ข้างในรั่วออกสู่เนื้อเยื่อรอบ ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจึงตอบสนองรุนแรงจนเกิดการอักเสบเป็นก้อน
ชื่อ "hidradenitis" (แปลว่าต่อมเหงื่ออักเสบ) เป็นชื่อที่ตั้งไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเข้าใจกลไกโรคผิด และติดมาจนถึงทุกวันนี้
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? เพราะถ้าเข้าใจว่าเป็นโรคของต่อมเหงื่อหรือเป็นการติดเชื้อ คนไข้จำนวนมากจะไปโฟกัสผิดจุด — พยายามลดเหงื่อ ใช้สบู่ฆ่าเชื้อแรง ๆ ขัดถูบริเวณนั้น หรือกินยาปฏิชีวนะเป็นครั้ง ๆ แล้วหยุด ซึ่งไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ และบางอย่างยิ่งทำให้แย่ลง
สิ่งที่โรคนี้ "ไม่ใช่"
ไม่ใช่โรคติดต่อ — อยู่ใกล้กัน ใช้ของร่วมกัน ไม่ติดต่อกัน
ไม่ได้เกิดจากการไม่รักษาความสะอาด — ข้อนี้สำคัญมาก เพราะผู้ป่วยจำนวนมากถูกตัดสินผิด ๆ และรู้สึกอับอายจนไม่กล้ามาพบแพทย์
ไม่ใช่ฝีธรรมดาที่เกิดจากการติดเชื้อ — แม้จะมีหนองและเพาะเชื้อขึ้นได้ แต่การติดเชื้อเป็นผลตามมา ไม่ใช่ต้นเหตุ
อาการเป็นอย่างไร และแบ่งความรุนแรงอย่างไร
อาการเด่นที่ช่วยแยกโรคนี้จากโรคอื่นคือ ขึ้นซ้ำที่เดิม ในบริเวณที่ผิวหนังเสียดสีกัน ถ้าคุณเคยเป็น "ฝี" ที่รักแร้หรือขาหนีบซ้ำแล้วซ้ำอีกที่จุดเดิม นั่นไม่ใช่ฝีธรรมดา
แพทย์แบ่งความรุนแรงตาม Hurley staging เป็น 3 ระยะ:
ระยะที่ 1 — มีตุ่มหรือก้อนอักเสบเดี่ยว ๆ หรือหลายก้อน แต่ยังไม่มีโพรงเชื่อมใต้ผิวหนังและยังไม่มีแผลเป็น เป็นระยะที่รักษาได้ผลดีที่สุด
ระยะที่ 2 — เริ่มมีโพรงเชื่อม (sinus tract) และแผลเป็น แต่ยังแยกเป็นจุด ๆ ไม่ต่อเนื่องกันทั้งบริเวณ
ระยะที่ 3 — รอยโรคเชื่อมต่อกันเป็นบริเวณกว้าง มีโพรงเชื่อมและแผลเป็นทั่วทั้งพื้นที่ กระทบการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตอย่างมาก
จุดที่พบบ่อยที่สุดคือ รักแร้ ขาหนีบ อวัยวะเพศ ใต้ราวนม รอบทวารหนัก และก้น
แยกจากโรคอื่นอย่างไร
หลายภาวะหน้าตาคล้ายกัน แต่รักษาคนละแบบ:
ฝีธรรมดา (furuncle/abscess) — มักเป็นครั้งเดียว หายแล้วไม่กลับมาที่เดิมซ้ำ ๆ ตอบสนองดีต่อการระบายหนองและยาปฏิชีวนะ
รูขุมขนอักเสบ (folliculitis) — ตุ่มหนองเล็ก ๆ ตื้น ๆ ที่โคนขน ไม่ลึก ไม่เป็นก้อนแข็ง ไม่เกิดโพรงเชื่อม
ถุงไขมันใต้ผิวหนังอักเสบ (epidermoid cyst) — เป็นก้อนเดียว มักมีรูเปิดตรงกลาง ไม่ขึ้นซ้ำเป็นหลายจุดในบริเวณเดียวกัน
สิวธรรมดา — ขึ้นบนใบหน้า หลัง หน้าอก ไม่ใช่รักแร้และขาหนีบเป็นหลัก
เบาะแสที่บ่งชี้ HS มากที่สุด: ขึ้นซ้ำที่จุดเดิม + อยู่ในบริเวณที่ผิวเสียดสีกัน + เจ็บลึก + มีหัวสิวอุดตันสองหัวคู่กัน (double comedone) ในบริเวณนั้น
ปัจจัยที่ทำให้เป็นและทำให้กำเริบ
พันธุกรรม — ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีคนในครอบครัวเป็นด้วย
การสูบบุหรี่ — เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคนี้ชัดเจนที่สุดปัจจัยหนึ่ง และเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้
น้ำหนักเกินและภาวะดื้ออินซูลิน — เพิ่มทั้งการเสียดสีและการอักเสบในร่างกาย
ฮอร์โมน — ผู้หญิงหลายรายสังเกตว่าอาการกำเริบสัมพันธ์กับรอบเดือน
การเสียดสีและความอับชื้น — ไม่ใช่ต้นเหตุของโรค แต่เป็นตัวกระตุ้นให้กำเริบ
ย้ำอีกครั้ง: ความสกปรกไม่ใช่สาเหตุ การขัดถูแรง ๆ หรือใช้สบู่ฆ่าเชื้อรุนแรงไม่ได้ช่วย และมักทำให้ผิวระคายเคืองจนแย่ลง
โรคร่วมที่ต้องตรวจด้วย
HS ไม่ใช่แค่โรคผิวหนัง แต่เป็นภาวะอักเสบทั้งระบบ แพทย์จึงควรประเมินภาวะที่พบร่วมได้บ่อย ได้แก่:
กลุ่มอาการเมตาบอลิก เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
ข้ออักเสบบางชนิด
ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งพบบ่อยมากในโรคนี้ เพราะความเจ็บปวดเรื้อรังและความอับอาย
การดูแลที่ดีจึงไม่ใช่แค่รักษาตุ่มที่ผิว แต่ต้องดูภาพรวมของสุขภาพด้วย
แนวทางการรักษา
การรักษาขึ้นกับความรุนแรง และ เป้าหมายคือควบคุมโรคให้สงบระยะยาว ไม่ใช่รอให้ก้อนขึ้นแล้วค่อยแก้เป็นครั้ง ๆ โรคนี้ยังไม่มีวิธีทำให้หายขาด แต่ควบคุมได้ดีมากถ้าเริ่มรักษาเร็วและต่อเนื่อง
การดูแลตัวเองที่เป็นพื้นฐานของทุกระยะ
เลิกบุหรี่ — เป็นสิ่งเดียวที่ผู้ป่วยทำเองได้และมีผลต่อโรคมากที่สุด
ควบคุมน้ำหนัก — ช่วยลดทั้งการเสียดสีและการอักเสบ
ใส่เสื้อผ้าหลวม ระบายอากาศดี ลดการเสียดสี
ใช้สบู่อ่อนโยน ไม่ขัดถูบริเวณรอยโรค
หลีกเลี่ยงการโกนขนบริเวณที่เป็น เพราะทำให้รูขุมขนบาดเจ็บ
ห้ามบีบ แกะ หรือเจาะเอง — ทำให้อักเสบลึกลงและเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็นถาวร
ยาที่ใช้รักษา
ยาทา — ยาปฏิชีวนะทาเฉพาะที่ เช่น clindamycin ใช้ในรายที่เป็นไม่มาก
ยากิน — ยากลุ่ม tetracycline ระยะยาว หรือสูตรผสม clindamycin ร่วมกับ rifampicin ในรายที่เป็นมากขึ้น (ใช้เพื่อลดการอักเสบ ไม่ใช่แค่ฆ่าเชื้อ)
ยาปรับฮอร์โมน — เช่น spironolactone หรือยาคุมกำเนิดบางชนิด ใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยหญิงบางราย
ยาชีววัตถุ (biologics) — สำหรับรายปานกลางถึงรุนแรง ปัจจุบันมียาที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะสำหรับ HS แล้ว เช่น adalimumab และ secukinumab ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบที่ต้นทาง
การฉีดสเตียรอยด์เข้ารอยโรค — ช่วยลดการอักเสบของก้อนที่กำลังเจ็บได้เร็ว
การผ่าตัดและหัตถการ
Deroofing — เปิดหลังคาโพรงหนองออกแล้วปล่อยให้หายจากด้านล่าง เป็นวิธีที่ให้ผลดีกว่าการแค่กรีดระบายหนองมาก เพราะการกรีดระบายเฉย ๆ มักกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม
การตัดออกกว้าง (wide excision) — สำหรับรอยโรคระยะที่ 3 ที่เป็นบริเวณกว้าง
เลเซอร์ — เลเซอร์กำจัดขนบางชนิดช่วยลดการกำเริบในบางราย
เมื่อไรควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
ควรมาพบแพทย์เมื่อ:
มีก้อนเจ็บขึ้นซ้ำที่เดิมบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือก้น มากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน
ก้อนแตกเป็นหนองเอง หรือมีน้ำเหลืองไหลเรื้อรัง
เริ่มมีแผลเป็นนูนหรือรูเปิดใต้ผิวหนัง
เจ็บจนกระทบการเดิน การยกแขน การนอน หรือการทำงาน
เคยได้รับการรักษาแบบ "ฝี" ซ้ำ ๆ แล้วยังกลับมาเป็นอีก
ยิ่งวินิจฉัยเร็ว ยิ่งควบคุมได้ดีและลดแผลเป็นถาวรได้มาก ปัญหาใหญ่ของโรคนี้คือผู้ป่วยส่วนมากกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก็ใช้เวลาหลายปี เพราะถูกมองว่าเป็นแค่ฝีหรือสิวธรรมดา
คำถามที่พบบ่อย
ต่อมเหงื่ออักเสบเกิดจากอะไร
แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นโรคของต่อมเหงื่อ แต่จริง ๆ แล้วโรคเริ่มที่รูขุมขน โดยรูขุมขนอุดตันแล้วแตก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองอักเสบรุนแรง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือพันธุกรรม การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน และฮอร์โมน ไม่ได้เกิดจากความสกปรกและไม่ใช่โรคติดต่อ
ต่อมเหงื่ออักเสบรักษาหายขาดไหม
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ควบคุมให้โรคสงบได้ยาวนานด้วยการรักษาต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกยิ่งได้ผลดีและลดโอกาสเกิดแผลเป็นถาวร
ต่อมเหงื่ออักเสบกินยาอะไร
ขึ้นกับความรุนแรง ตั้งแต่ยาทาปฏิชีวนะเฉพาะที่ ยากินกลุ่ม tetracycline ระยะยาว สูตร clindamycin ร่วมกับ rifampicin ยาปรับฮอร์โมนอย่าง spironolactone ไปจนถึงยาชีววัตถุ เช่น adalimumab หรือ secukinumab ในรายปานกลางถึงรุนแรง ทั้งหมดต้องให้แพทย์ประเมินและสั่งจ่าย ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเป็นครั้ง ๆ
ต่อมเหงื่ออักเสบที่รักแร้ ต่างจากฝีธรรมดาอย่างไร
ฝีธรรมดามักเป็นครั้งเดียวแล้วหาย ส่วนต่อมเหงื่ออักเสบจะขึ้นซ้ำที่จุดเดิมเป็นเดือนเป็นปี และเมื่อเป็นนานจะเกิดโพรงเชื่อมใต้ผิวหนังกับแผลเป็นนูน ถ้าเคยเป็น "ฝี" ที่รักแร้ซ้ำหลายครั้ง ควรได้รับการตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่
บีบหรือเจาะเองได้ไหม
ไม่ควรอย่างยิ่ง การบีบหรือเจาะเองทำให้การอักเสบลุกลามลึกลงและเพิ่มโอกาสเกิดโพรงเชื่อมกับแผลเป็นถาวร แม้แต่การกรีดระบายหนองโดยแพทย์เพียงอย่างเดียวก็มักกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม จึงต้องรักษาที่ต้นเหตุของการอักเสบร่วมด้วย
สูบบุหรี่เกี่ยวกับต่อมเหงื่ออักเสบจริงไหม
จริง การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคนี้ชัดเจน และการเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยทำได้เองซึ่งมีผลต่อความรุนแรงของโรคมากที่สุดอย่างหนึ่ง
ต่อมเหงื่ออักเสบเป็นโรคติดต่อไหม
ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่แพร่จากคนสู่คน และไม่ได้เกิดจากการไม่รักษาความสะอาด ความเข้าใจผิดข้อนี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกอับอายจนไม่กล้ามารักษา ซึ่งทำให้โรคลุกลามโดยไม่จำเป็น
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 11 กรกฎาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง




ความคิดเห็น