top of page

หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกต แยกโรค และรักษาให้หายทั้งบ้าน

  • 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 57 นาทีที่ผ่านมา


หิด (Scabies) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากตัวไรขนาดเล็กชื่อ Sarcoptes scabiei ไชเข้าไปวางไข่ใต้ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดอาการคันรุนแรงโดยเฉพาะเวลากลางคืน และมีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสตามซอกนิ้ว ข้อมือ รักแร้ และรอบสะดือ หิดไม่หายเอง ต้องรักษาด้วยยาฆ่าตัวไร และที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาคนในบ้านพร้อมกัน

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามที่ทำให้คนรักษาหิดไม่หายสักที นั่นคือ "คันกลางคืนแบบไหนคือหิด ไม่ใช่แค่ผื่นแพ้หรือผิวแห้ง" และ "ทำไมทายาแล้วยังคันอยู่" ซึ่งเป็นจุดที่ข้อมูลทั่วไปในอินเทอร์เน็ตมักอธิบายไม่ครบ



หิดคืออะไร เกิดขึ้นในผิวหนังจริง ๆ อย่างไร

หิดไม่ใช่เชื้อราและไม่ใช่การแพ้ แต่เป็นการติดปรสิตที่มีชีวิตอยู่บนตัวเราจริง ๆ

  • ตัวไรเพศเมียไชเข้าใต้ผิวหนัง — ไรหิดตัวเมียขนาดประมาณ 0.4 มิลลิเมตร มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น จะขุดโพรงเข้าไปในผิวหนังชั้นขี้ไคล (stratum corneum) แล้ววางไข่วันละ 2–3 ฟองตลอดชีวิตราว 4–6 สัปดาห์

  • จำนวนตัวไรน้อยกว่าที่คิด — ในหิดทั่วไป คนไข้หนึ่งคนมักมีตัวไรอยู่เพียง 10–15 ตัวเท่านั้น อาการคันที่รุนแรงจึงไม่ได้มาจาก "จำนวนตัวไร" แต่มาจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกาย

  • อาการคันคือปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อตัวไรและมูลของมัน — นี่คือเหตุผลที่คันมากแม้ตัวไรมีไม่กี่ตัว และเป็นเหตุผลที่อาการคันยังอยู่ต่ออีกหลายสัปดาห์แม้ฆ่าตัวไรหมดแล้ว

ทำไมกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเป็นเดือน: ในการติดหิดครั้งแรก ร่างกายต้องใช้เวลาสร้างภูมิแพ้ต่อตัวไรประมาณ 3–6 สัปดาห์ กว่าจะเริ่มคัน คนไข้จึงมักแพร่เชื้อให้คนในบ้านไปแล้วก่อนที่ตัวเองจะรู้ว่าเป็น ส่วนคนที่เคยเป็นมาก่อนและติดซ้ำ จะคันเร็วภายใน 1–3 วัน

⚠️ จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด — นึกว่าเป็นผื่นแพ้หรือผิวแห้ง เลยรักษาผิด

หิดเป็นโรคที่ถูกวินิจฉัยผิดบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง เพราะอาการเด่นคือ "คันกลางคืน" ซึ่งตรงกับอีกหลายภาวะ คนไข้จำนวนมากทายาแก้แพ้ ทาสเตียรอยด์ หรือทาโลชันเพิ่มความชุ่มชื้นอยู่หลายสัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น เพราะยาเหล่านั้นไม่ได้ฆ่าตัวไร

จุดสังเกตที่ช่วยแยกหิดออกจากอาการคันกลางคืนทั่วไป มีดังนี้

  • คนในบ้านคันพร้อมกันหลายคน — นี่คือเบาะแสสำคัญที่สุด ผิวแห้งหรือผื่นแพ้ไม่ติดต่อ แต่หิดติดกันทั้งบ้าน

  • คันหนักช่วงกลางคืนและหลังอาบน้ำอุ่น — มากกว่าอาการคันจากผิวแห้งทั่วไป

  • ผื่นขึ้นตามซอกและที่อับ — ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ เอว อวัยวะเพศ ไม่ใช่กระจายทั่วตัวแบบผิวแห้ง

  • เห็นเส้นโพรงคดเคี้ยวสั้น ๆ บนผิว — ลักษณะเฉพาะของหิดที่ผื่นแพ้ทั่วไปไม่มี

หากคุณอ่านบทความเรื่องอาการคันตามตัวตอนกลางคืนของเรามาก่อน หิดคือหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ต้องนึกถึงเสมอเมื่อมีอาการคันกลางคืนร่วมกับคนรอบตัวที่คันเหมือนกัน

สังเกตอย่างไรว่าใช่หิด — อาการและตำแหน่งที่บอกโรค

อาการนำที่พบเกือบทุกราย:

  • คันรุนแรง โดยเฉพาะเวลากลางคืน จนรบกวนการนอน

  • มีคนใกล้ชิดคันพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คู่นอน หรือคนที่นอนเตียงเดียวกัน

  • ผื่นเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ ตุ่มน้ำใส หรือตุ่มนูน กระจายตามตำแหน่งเฉพาะ

โพรงหิด (Burrow) — ร่องรอยที่ยืนยันโรคได้:

โพรงหิดคือเส้นบาง ๆ สีเทาหรือสีผิว คดเคี้ยวยาว 2–10 มิลลิเมตร คล้ายรอยดินสอจาง ๆ ปลายด้านหนึ่งอาจมีตุ่มเล็กซึ่งเป็นที่ที่ตัวไรฝังอยู่ พบได้ชัดที่ง่ามนิ้วและข้อมือ ถ้าเห็นโพรงลักษณะนี้ถือว่าจำเพาะต่อหิดมาก

ตำแหน่งที่พบผื่นหิดบ่อยในผู้ใหญ่:

  • ง่ามนิ้วมือและข้อมือด้านใน — ตำแหน่งคลาสสิกที่สุด

  • รักแร้ ข้อศอก และรอบราวนม

  • รอบสะดือ เอว และก้น

  • อวัยวะเพศ — โดยเฉพาะในผู้ชายจะเห็นเป็นตุ่มนูนคันที่ถุงอัณฑะและองคชาต ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างจำเพาะต่อหิด

ตำแหน่งในทารกและเด็กเล็กจะต่างออกไป: พบผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใบหน้า และหนังศีรษะได้ ซึ่งในผู้ใหญ่มักไม่เป็นบริเวณเหล่านี้ จึงต้องระวังไม่วินิจฉัยพลาดในเด็ก

หิดติดต่อกันได้อย่างไร

  • การสัมผัสผิวหนังใกล้ชิดนาน ๆ คือช่องทางหลัก เช่น นอนเตียงเดียวกัน กอด อุ้มเด็ก การจับมือทักทายสั้น ๆ มักไม่พอให้ติด

  • การมีเพศสัมพันธ์ จัดเป็นการสัมผัสใกล้ชิดที่ทำให้ติดหิดได้ หิดจึงถูกนับเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทางหนึ่ง

  • การใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ติดได้แต่โอกาสน้อยกว่าการสัมผัสตัว ยกเว้นในหิดชนิดรุนแรง (crusted scabies) ที่ติดผ่านสิ่งของได้ง่ายมาก

  • สถานที่อยู่รวมกันหนาแน่น เช่น หอพัก ค่าย เรือนจำ และสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นแหล่งระบาดที่พบบ่อย

ตัวไรหิดมีชีวิตอยู่นอกร่างกายคนได้เพียงประมาณ 48–72 ชั่วโมง ข้อมูลนี้สำคัญต่อการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่จะกล่าวถึงต่อไป

หิดมีกี่ชนิด

  • หิดทั่วไป (Classic scabies) — พบมากที่สุด มีตัวไร 10–15 ตัว อาการและตำแหน่งตามที่อธิบายข้างต้น

  • หิดชนิดตุ่มนูน (Nodular scabies) — เหลือเป็นตุ่มนูนแดงคันบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ หรือรักแร้ ตุ่มอาจอยู่ต่อหลายสัปดาห์แม้ตัวไรตายแล้ว เพราะเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ค้างอยู่

  • หิดในทารกและเด็กเล็ก — ผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใบหน้า และศีรษะ มักมีตุ่มน้ำร่วมด้วย

  • หิดชนิดสะเก็ดหนา (Crusted scabies / Norwegian scabies) — ชนิดรุนแรงที่มีตัวไรได้เป็นพันเป็นล้านตัว ผิวหนังหนาตัวเป็นสะเก็ดคล้ายเปลือกไม้ พบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้สูงอายุติดเตียง หรือผู้ป่วยที่ได้ยากดภูมิ ชนิดนี้ติดต่อง่ายมากและเป็นต้นเหตุของการระบาดในโรงพยาบาลและสถานดูแล ต้องรีบพบแพทย์

โรคอะไรบ้างที่หน้าตาคล้ายหิด

การแยกโรคให้ถูกคือหัวใจ เพราะแต่ละโรคใช้ยาคนละกลุ่ม

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) และผิวแห้งคัน — คันเรื้อรังเหมือนกัน แต่ไม่ติดต่อ คนในบ้านไม่คันตาม และมักมีประวัติภูมิแพ้เดิม

  • ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis) — ผื่นขึ้นตรงที่โดนสารก่อแพ้ ไม่ขึ้นตามซอกที่อับแบบหิด

  • ตุ่มคันจากแมลงกัด (Papular urticaria) — ตุ่มคันเป็นกลุ่มตามแขนขาส่วนล่าง แต่ไม่มีโพรงและไม่ลามทั้งบ้าน

  • ผื่นลมพิษ (Urticaria) — ผื่นนูนบวมย้ายที่ได้และยุบใน 24 ชั่วโมง ต่างจากผื่นหิดที่อยู่กับที่

  • ตุ่มหัวแข็งคันเรื้อรัง (Prurigo nodularis) — ตุ่มแข็งจากการเกาซ้ำ ๆ อาจเกิดตามหลังหิดที่ไม่ได้รักษาก็ได้

  • รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) — ตุ่มหนองรอบเส้นขน เกิดจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา ไม่ใช่ปรสิต

หิดวินิจฉัยอย่างไร

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย — ประวัติคันกลางคืน คนใกล้ชิดคันตาม ร่วมกับผื่นในตำแหน่งจำเพาะ มีน้ำหนักในการวินิจฉัยสูงมาก

  • การส่องกล้อง Dermoscope — แพทย์ผิวหนังจะเห็นส่วนหัวสีเข้มของตัวไรที่ปลายโพรง มีลักษณะคล้ายเครื่องร่อนหรือปีกสามเหลี่ยม (delta-wing / jet-with-contrail sign) เป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่เจ็บ

  • การขูดผิวตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Skin scraping) — ขูดบริเวณโพรงมาส่องหาตัวไร ไข่ หรือมูล ถ้าพบถือว่ายืนยันได้แน่นอน

การวินิจฉัยที่แม่นยำช่วยให้ไม่ต้องลองผิดลองถูกกับยาหลายตัว และช่วยตัดสินใจว่าต้องรักษาคนในบ้านกี่คน

หิดรักษาให้หายอย่างไร — แนวทางที่มีหลักฐาน

หลักการคือ ฆ่าตัวไรบนตัวคนไข้และผู้สัมผัสใกล้ชิดพร้อมกัน ร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ยาต่อไปนี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ

1. ยาทาเพอร์เมทริน 5% (Permethrin) — ยาหลักตัวแรก

  • ทาให้ทั่วตัวตั้งแต่คอลงมาถึงปลายเท้า รวมถึงง่ามนิ้ว ใต้เล็บ ร่องก้น และอวัยวะเพศ ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุให้ทาศีรษะและใบหน้าด้วย

  • ทิ้งไว้บนผิวประมาณ 8–14 ชั่วโมง (นิยมทาก่อนนอนแล้วล้างออกตอนเช้า)

  • ทาซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7 เพื่อกำจัดตัวไรที่เพิ่งฟักจากไข่ — ขั้นตอนนี้สำคัญมากและเป็นจุดที่คนมักลืม

  • ปลอดภัยในเด็กอายุมากกว่า 2 เดือนและในหญิงตั้งครรภ์ตามคำแนะนำแพทย์

2. ยากินไอเวอร์เมกติน (Ivermectin)

  • เป็นยากินขนาดตามน้ำหนักตัว ใช้ในรายที่เป็นบริเวณกว้าง รักษาด้วยยาทาแล้วไม่หาย มีการระบาดเป็นกลุ่ม หรือทายาทั่วตัวลำบาก

  • ต้อง กินซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7–14 เช่นเดียวกับยาทา

  • โดยทั่วไปไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กที่น้ำหนักน้อย จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา

3. ยาทากำมะถัน (Sulfur) 6–10%

  • เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับทารกเล็กกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร

  • ทาติดต่อกันหลายคืนตามที่แพทย์แนะนำ

4. หิดชนิดสะเก็ดหนา ต้องรักษาเข้มข้นกว่าปกติ

  • มักต้องใช้ยาทาร่วมกับยากินไอเวอร์เมกตินหลายครั้ง และแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการระบาด ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

รักษาทั้งบ้านและจัดการสิ่งแวดล้อม — ขั้นตอนที่ทำให้หายจริง

นี่คือส่วนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ "รักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำ"

  • รักษาคนใกล้ชิดทุกคนพร้อมกัน แม้คนนั้นยังไม่มีอาการคัน เพราะอาจอยู่ในช่วงฟักตัวที่ยังไม่แสดงอาการ ถ้ารักษาไม่พร้อมกันจะติดกลับไปกลับมาไม่จบ

  • ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนที่ใช้ในช่วง 3 วันก่อนหน้า ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิอย่างน้อย 50 องศาเซลเซียส แล้วอบหรือตากแดดให้แห้งสนิท

  • ของที่ซักด้วยน้ำร้อนไม่ได้ ให้ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิททิ้งไว้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพราะตัวไรจะตายเมื่อขาดผิวหนังคนเกิน 2–3 วัน

  • ดูดฝุ่นที่นอน โซฟา และพรม แล้วทิ้งถุงดูดฝุ่น ไม่จำเป็นต้องพ่นยาฆ่าแมลงทั้งบ้าน

  • ตัดเล็บให้สั้นและทายาบริเวณใต้เล็บด้วย เพราะการเกาทำให้ตัวไรไปสะสมใต้เล็บ

⚠️ ทำไมทายาแล้วยังคัน — อาการคันหลังรักษา (Post-scabetic itch)

คนไข้จำนวนมากเข้าใจผิดว่ายาไม่ได้ผล เพราะยังคันอยู่หลังทายาครบแล้ว ความจริงคือ

  • อาการคันสามารถอยู่ต่อได้อีก 2–4 สัปดาห์ หลังฆ่าตัวไรหมดแล้ว เพราะเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ค่อย ๆ จางไป ไม่ได้แปลว่ารักษาล้มเหลว

  • ช่วงนี้ดูแลด้วยการทามอยส์เจอไรเซอร์ ยาแก้แพ้ และยาทาสเตียรอยด์อ่อน ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อบรรเทาอาการคัน

  • สัญญาณที่บอกว่ารักษาไม่สำเร็จจริง คือมีโพรงหรือผื่นใหม่ขึ้นหลังการรักษาเกิน 2 สัปดาห์ หรือคนในบ้านยังคันไม่หยุด ซึ่งควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและการรักษา

หิดห้ามกินอะไร และหายเองได้ไหม

  • หิดไม่เกี่ยวกับอาหาร ไม่มีหลักฐานว่าอาหารชนิดใดทำให้หิดเป็นมากขึ้นหรือหายเร็วขึ้น เพราะหิดเกิดจากตัวไร ไม่ใช่จากการแพ้อาหาร คำแนะนำให้งดของแสลงต่าง ๆ จึงไม่ใช่การรักษาหิด สิ่งที่ควรเลี่ยงจริง ๆ คือการเกาจนผิวเป็นแผลติดเชื้อ

  • หิดไม่หายเอง ตราบใดที่ยังมีตัวไรอยู่ในผิวหนัง มันจะขยายพันธุ์และแพร่ต่อ การอาบน้ำ ฟอกสบู่แรง ๆ หรือขัดผิว ไม่สามารถกำจัดตัวไรที่อยู่ใต้ผิวได้ ต้องใช้ยาฆ่าตัวไรโดยเฉพาะเท่านั้น

สัญญาณอันตราย — เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

  • ผื่นมีหนอง บวมแดง เจ็บ หรือมีน้ำเหลืองไหล — บ่งชี้การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (เช่น พุพอง) ซึ่งในเด็กอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ไตได้ ต้องได้รับยาปฏิชีวนะ

  • ผิวหนังหนาตัวเป็นสะเก็ดคล้ายเปลือกไม้ — สงสัยหิดชนิดสะเก็ดหนา ซึ่งติดต่อง่ายและต้องรักษาเข้มข้น

  • เป็นในทารก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ — ต้องเลือกยาที่ปลอดภัยเป็นพิเศษ

  • คนในบ้านหลายคนเป็นพร้อมกัน — ต้องวางแผนรักษาพร้อมกันทั้งหมดจึงจะคุมโรคได้

  • รักษาด้วยยาอย่างถูกต้องครบแล้วยังมีผื่นหรือโพรงใหม่หลัง 2 สัปดาห์ — ควรทบทวนการวินิจฉัยและการรักษาใหม่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหิด

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหิด

เบาะแสที่ชัดที่สุดคือคันรุนแรงตอนกลางคืนร่วมกับมีคนใกล้ชิดคันพร้อมกัน และมีผื่นตุ่มคันตามซอกนิ้วมือ ข้อมือ รักแร้ รอบสะดือ และอวัยวะเพศ หากเห็นเส้นโพรงคดเคี้ยวสั้น ๆ บนผิวยิ่งจำเพาะต่อหิด การยืนยันที่แน่นอนคือให้แพทย์ผิวหนังส่องกล้อง Dermoscope หรือขูดผิวตรวจหาตัวไร

หิดหายเองได้ไหม

ไม่หายเอง ตราบใดที่ยังมีตัวไรอยู่ในผิวหนัง มันจะขยายพันธุ์และคันต่อเนื่อง การอาบน้ำหรือขัดผิวไม่สามารถกำจัดตัวไรใต้ผิวได้ ต้องใช้ยาฆ่าตัวไรโดยเฉพาะ และต้องรักษาคนในบ้านพร้อมกันจึงจะหายขาด

หิดกี่วันหาย ทำไมทายาแล้วยังคัน

ตัวไรมักถูกกำจัดหมดหลังทายาครบตามแผน แต่อาการคันอาจอยู่ต่ออีก 2–4 สัปดาห์ เพราะเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ค้างอยู่ ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล ถ้ามีผื่นหรือโพรงใหม่ขึ้นหลัง 2 สัปดาห์ หรือคนในบ้านยังคันอยู่ ควรกลับไปพบแพทย์

อะไรฆ่าตัวหิดได้บ้าง

บนตัวคนต้องใช้ยาฆ่าตัวไรโดยเฉพาะ เช่น เพอร์เมทริน กำมะถัน หรือไอเวอร์เมกตินชนิดกิน ส่วนตัวไรที่ตกอยู่บนเสื้อผ้าและเครื่องนอนจะตายเมื่อซักด้วยน้ำร้อนอย่างน้อย 50 องศา อบร้อน หรือเก็บในถุงปิดสนิทเกิน 72 ชั่วโมง เพราะตัวไรอยู่นอกผิวหนังคนได้ไม่เกิน 2–3 วัน

หิดห้ามกินอะไร

ไม่มีอาหารที่ต้องงดเป็นพิเศษ เพราะหิดเกิดจากตัวไร ไม่ใช่จากการแพ้อาหาร คำแนะนำให้งดของแสลงไม่ใช่การรักษาหิด สิ่งที่ควรเลี่ยงจริง ๆ คือการเกาจนผิวถลอกเป็นแผลและติดเชื้อ

หิดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม

ได้ เพราะการมีเพศสัมพันธ์คือการสัมผัสผิวหนังใกล้ชิดเป็นเวลานาน จึงควรรักษาคู่นอนไปพร้อมกัน และหากพบหิดที่อวัยวะเพศ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย

สรุป

หิดคือการติดตัวไร Sarcoptes scabiei ที่ผิวหนัง อาการเด่นคือคันรุนแรงตอนกลางคืนและมีคนใกล้ชิดคันพร้อมกัน สิ่งที่ทำให้คนรักษาไม่หายคือการเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นแพ้หรือผิวแห้งจนรักษาผิดกลุ่มยา และการลืมรักษาคนในบ้านพร้อมกันกับการจัดการเครื่องนอน แนวทางที่ได้ผลจริงคือใช้ยาฆ่าตัวไรอย่างถูกวิธี ทาหรือกินซ้ำในวันที่ 7 รักษาผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกคนพร้อมกัน และจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลัก ส่วนอาการคันที่ยังเหลือหลังรักษาเป็นเรื่องปกติที่ค่อย ๆ หายไปเอง หากมีหนอง เป็นสะเก็ดหนา เป็นในเด็กเล็ก หรือรักษาถูกวิธีแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและปรับการรักษา

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 26 กรกฎาคม 2026

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ