top of page

หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกต แยกโรค และรักษาให้หายทั้งบ้าน

26 ก.ค.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 1 วันที่ผ่านมา

หิด (scabies) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากตัวไรชนิดหนึ่งชื่อ Sarcoptes scabiei var. hominis ขนาดราว 0.3–0.4 มิลลิเมตร ซึ่งไชเข้าไปขุดโพรงและวางไข่อยู่ในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าของคน อาการเด่นคือคันรุนแรงจนนอนไม่หลับโดยเฉพาะช่วงกลางคืน ร่วมกับตุ่มแดงเล็ก ๆ ตามซอกนิ้ว ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ ขอบกางเกงใน และอวัยวะเพศ และมักมีคนในบ้านคันพร้อมกันหลายคน

จุดที่ทำให้หิดรักษาไม่หายเสียทีไม่ใช่เรื่องยาแรงไม่พอ แต่เป็นสามเรื่องนี้: ทายาไม่ทั่ว (ลืมใต้เล็บ ง่ามก้น หลังใบหู) ไม่ได้ซ้ำยาตามรอบ และ รักษาคนเดียวทั้งที่ทั้งบ้านติดแล้ว บทความนี้เขียนโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง อธิบายตั้งแต่วิธีสังเกตว่าใช่หิดไหม ชื่อยาที่ใช้จริงพร้อมความแรงและจำนวนวัน วิธีทาทีละขั้น ไปจนถึงเหตุผลที่คันต่ออีกหลายสัปดาห์หลังตัวไรตายหมดแล้ว — ซึ่งไม่ใช่สัญญาณว่ารักษาล้มเหลว

หิด (Scabies) คืออะไร และตัวไรทำอะไรอยู่ใต้ผิวหนัง

ตัวไรหิดตัวเมียที่ผสมพันธุ์แล้วจะเจาะผิวหนังชั้นบนสุดแล้วเดินขุดเป็นอุโมงค์ไปเรื่อย ๆ ประมาณวันละ 0.5–5 มิลลิเมตร พร้อมวางไข่วันละ 2–3 ฟองไว้ตามทาง ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนใน 3–4 วัน แล้วโตเป็นตัวเต็มวัยภายในราว 10–14 วัน วงจรนี้เกิดซ้ำไปเรื่อยจนกว่าจะมีอะไรมาหยุด

สิ่งที่ทำให้คันไม่ใช่การที่ตัวไรเดิน แต่เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกายต่อตัวไร ไข่ และมูลของมัน นี่คือเหตุผลที่คนเป็นหิดครั้งแรกจะยังไม่คันในช่วง 2–6 สัปดาห์แรก เพราะร่างกายยังไม่รู้จักโปรตีนของตัวไร แต่ถ้าเคยเป็นแล้วติดซ้ำ อาการคันจะมาเร็วมากภายใน 1–4 วัน

อีกตัวเลขที่ควรรู้คือ หิดธรรมดาในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติมีตัวไรอยู่บนตัวเพียงประมาณ 10–15 ตัวเท่านั้น ซึ่งอธิบายว่าทำไมการขูดตรวจหาตัวไรถึงพลาดได้บ่อย และทำไมความรุนแรงของอาการคันจึงไม่ได้แปรตามจำนวนตัวไรเลย

หิดเกิดจากอะไร — ทางติดต่อที่พบจริง

  • การสัมผัสผิวต่อผิวนาน ๆ เป็นทางหลัก ต้องใช้เวลาต่อเนื่องประมาณ 10–20 นาทีขึ้นไป เช่น นอนเตียงเดียวกัน อุ้มเด็ก กอด จับมือเดินนาน ๆ การจับมือทักทายหรือนั่งคุยกันไม่ทำให้ติด

  • การมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการสัมผัสผิวต่อผิวที่นานพอ หิดจึงจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งได้ในผู้ใหญ่

  • เครื่องนอนและเสื้อผ้าที่เพิ่งใช้ ตัวไรที่หลุดออกจากผิวมีชีวิตอยู่นอกตัวคนได้ประมาณ 24–36 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง จึงติดผ่านผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าที่ใช้ร่วมกันได้ แต่เป็นทางรอง

  • สถานที่ที่อยู่กันแออัด หอพัก ค่าย เรือนจำ สถานสงเคราะห์ และสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นจุดที่พบการระบาดเป็นกลุ่มมากที่สุด

  • ไม่ได้เกิดจากความสกปรก คนที่อาบน้ำวันละสองครั้งก็เป็นหิดได้ และการอาบน้ำถี่ขึ้นไม่ช่วยกำจัดตัวไรที่อยู่ใต้ผิวหนัง

หิดของสัตว์ เช่น ขี้เรื้อนในสุนัข ติดมาที่คนได้ แต่ตัวไรคนละสายพันธุ์จะไม่ขุดโพรงและไม่ขยายพันธุ์บนผิวคน จึงทำให้เกิดผื่นคันชั่วคราวราว 1–2 สัปดาห์แล้วหายไปเอง ไม่ต้องรักษาแบบหิดคน แต่ต้องรักษาสัตว์เลี้ยง

อาการหิดเป็นอย่างไร — คันแบบไหนถึงเรียกว่าคันแบบหิด

  • คันมากตอนกลางคืน จนสะดุ้งตื่น นี่คืออาการที่จำเพาะที่สุด เกิดจากอุณหภูมิผิวที่สูงขึ้นใต้ผ้าห่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของตัวไร

  • ตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจาย ขนาด 1–3 มิลลิเมตร ปนกับรอยเกา รอยถลอก และสะเก็ดเลือด

  • มีคนในบ้านคันพร้อมกัน ข้อนี้มีน้ำหนักในการวินิจฉัยพอ ๆ กับผื่น ถ้าคันทั้งบ้านให้นึกถึงหิดไว้ก่อน

  • ผื่นไม่ขึ้นที่ใบหน้าและหนังศีรษะในผู้ใหญ่ เป็นจุดแยกที่สำคัญจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผื่นแพ้สัมผัส

  • ทายาแก้แพ้หรือสเตียรอยด์แล้วดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาคันอีก เพราะสเตียรอยด์กดการอักเสบแต่ไม่ฆ่าตัวไร บางครั้งทำให้ผื่นหน้าตาเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยากขึ้น เรียกว่า scabies incognito

โพรงหิด (Burrow) — ร่องรอยเดียวที่ยืนยันโรคได้ด้วยตาเปล่า

โพรงหิดคือรอยเส้นตรงหรือคดเคี้ยวเล็ก ๆ สีเทาหรือสีผิว ยาวประมาณ 2–10 มิลลิเมตร มักมีจุดสีคล้ำเล็ก ๆ อยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง ซึ่งคือตัวไรตัวเมีย พบได้ชัดที่สุดที่ ง่ามนิ้วมือ ด้านข้างของนิ้ว ข้อมือด้านใน และข้อศอกด้านนอก

เคล็ดลับการหาคือมองในที่แสงสว่างจัด ส่องเฉียง ๆ และดูบริเวณที่ผิวบางที่สุด หากพบโพรงจริง ๆ ถือว่าเป็นหลักฐานที่หนักแน่น แต่การหาไม่พบไม่ได้แปลว่าไม่ใช่หิด เพราะรอยเกามักทำลายโพรงไปก่อนจะมาถึงมือแพทย์

ตำแหน่งผื่นหิดบอกอะไร — แผนที่ผื่นตามช่วงอายุ

  • ผู้ใหญ่: ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน ข้อศอก รักแร้ รอบราวนม รอบสะดือ ขอบกางเกงใน สะโพก ก้น อวัยวะเพศชาย และง่ามนิ้วเท้า

  • ทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ขึ้นที่ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หนังศีรษะ และใบหน้า ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นสำคัญที่ทำให้การทายาในเด็กเล็กต้องทาศีรษะด้วย

  • ผู้สูงอายุ: ผื่นอาจไม่ชัดและมาด้วยอาการคันทั้งตัวอย่างเดียว จึงถูกวินิจฉัยเป็นผิวแห้งตามวัยอยู่บ่อยครั้ง

หิดธรรมดาในผู้ใหญ่ (Classic scabies)

  • ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กกระจาย ร่วมกับโพรงหิดที่ง่ามนิ้วและข้อมือ มีรอยเกาเด่นกว่าตัวผื่นเอง

  • สาเหตุ: ตัวไร Sarcoptes scabiei var. hominis จำนวนราว 10–15 ตัว ติดจากการสัมผัสผิวต่อผิวนาน ๆ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ควรเริ่มรักษาภายในไม่กี่วันเพราะแพร่ต่อได้เรื่อย ๆ ระหว่างรอ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อคันกลางคืนต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ หรือมีคนในบ้านคันตามมา

หิดในทารกและเด็กเล็ก (Infantile scabies)

  • ลักษณะ: ตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองที่ฝ่ามือฝ่าเท้าเด่นกว่าในผู้ใหญ่ มีผื่นที่หนังศีรษะและใบหน้าได้ เด็กมักงอแง นอนไม่หลับ และมีรอยเกาจนเป็นแผลติดเชื้อซ้ำ

  • สาเหตุ: ติดจากผู้ดูแลที่อุ้มและนอนด้วย แทบทุกรายจึงมีผู้ใหญ่ในบ้านเป็นด้วย

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องรักษาเร็ว เพราะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำสูงและเลือกยาได้จำกัดกว่าผู้ใหญ่

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรให้แพทย์ประเมินทุกราย ไม่ควรซื้อยาทาหิดมาทาเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือนเอง

หิดชนิดสะเก็ดหนา (Crusted scabies / Norwegian scabies)

  • ลักษณะ: ผิวหนาเป็นสะเก็ดสีเทาเหลืองคล้ายเปลือกไม้ มักที่มือ เท้า ศอก เข่า และหนังศีรษะ เล็บหนาผิดรูป และอาจคันน้อยหรือไม่คันเลย ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้วินิจฉัยช้า

  • สาเหตุ: ตัวไรเพิ่มจำนวนได้ถึงหลักแสนถึงล้านตัว พบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ได้รับยากดภูมิหรือสเตียรอยด์ระยะยาว ผู้สูงอายุติดเตียง และผู้ที่มีความบกพร่องทางระบบประสาทจนไม่รู้สึกคัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เร่งด่วน ติดต่อง่ายมากแม้สัมผัสสั้น ๆ เป็นต้นเหตุของการระบาดทั้งหอผู้ป่วยหรือทั้งสถานดูแล และเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดตามมา

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันที และต้องรักษาด้วยยากินร่วมกับยาทาหลายรอบภายใต้การดูแลของแพทย์

หิดที่อวัยวะเพศและหิดที่ติดจากเพศสัมพันธ์

  • ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งสีแดงคล้ำที่อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ หรือขาหนีบ คันมาก บางตุ่มอยู่นานเป็นเดือนแม้รักษาแล้ว

  • สาเหตุ: ตัวไรตัวเดียวกัน ติดผ่านการสัมผัสผิวต่อผิวระหว่างมีเพศสัมพันธ์

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย และต้องรักษาคู่นอนในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมาพร้อมกัน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีตุ่มคันที่อวัยวะเพศนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือแผลไม่หาย ควรให้แพทย์แยกจากซิฟิลิส เริม และหูดข้าวสุก

หิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

  • ลักษณะ: มักมาด้วยอาการคันทั้งตัวโดยเห็นผื่นไม่ชัด หรือมาด้วยสะเก็ดหนาที่หลังและก้นในรายที่นอนติดเตียง

  • สาเหตุ: ผิวแห้งบางตามวัยทำให้ผื่นดูไม่เหมือนตำรา และการอยู่รวมกันในสถานดูแลทำให้แพร่ได้ง่าย

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ควรรีบยืนยันการวินิจฉัย เพราะหนึ่งรายที่ถูกมองข้ามมักลามเป็นการระบาดทั้งวอร์ด

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อผู้สูงอายุคันทั้งตัวโดยไม่มีสาเหตุชัด และทามอยส์เจอไรเซอร์แล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

ตุ่มหิดที่ยังไม่ยุบหลังรักษา (Post-scabetic nodules)

  • ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งสีแดงคล้ำถึงน้ำตาล ขนาด 5–20 มิลลิเมตร ที่รักแร้ ขาหนีบ อวัยวะเพศ และรอบสะดือ คันเป็นพัก ๆ

  • สาเหตุ: เป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อซากตัวไรที่ยังค้างอยู่ ไม่ใช่ตัวไรที่ยังมีชีวิต จึงไม่ติดต่อและไม่ต้องทายาฆ่าหิดซ้ำ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่คงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์ความแรงสูงระยะสั้นหรือฉีดสเตียรอยด์เข้าตุ่ม ซึ่งช่วยได้ดี

โรคอะไรบ้างที่หน้าตาคล้ายหิด

  • [ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)](https://www.siamdermatology.com/post/ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง-atopic-dermatitis-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากลมพิษและผื่นแพ้สัมผัส) — เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ตั้งแต่เด็ก ขึ้นที่ข้อพับ ไม่มีโพรงหิด และคนในบ้านไม่คันตาม

  • [ผื่นตุ่มคันเรื้อรัง prurigo](https://www.siamdermatology.com/post/prurigo-ผื่นตุ่มคันเรื้อรัง-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยก-prurigo-nodularis-prurigo-simplex) — ตุ่มแข็งแยกกันชัดเจนบนผิวที่มือเอื้อมถึง มักตามหลังอาการคันเรื้อรังจากสาเหตุอื่น

  • ลมพิษ — ผื่นนูนแดงย้ายที่และยุบภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ผื่นหิดอยู่ที่เดิม

  • [ผื่นคันจากผิวแห้ง](https://www.siamdermatology.com/post/ผื่นคัน-pruritus-สาเหตุ-ชนิด-และวิธีรับมือกับอาการคันผิวหนัง) — คันทั้งตัวโดยเฉพาะหน้าแข้ง ดีขึ้นชัดเจนเมื่อทามอยส์เจอไรเซอร์

  • [แผลพุพอง (impetigo)](https://www.siamdermatology.com/post/แผลพุพอง-impetigo-ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย-สาเหตุ-อาการ-และการรักษา) — สะเก็ดสีน้ำผึ้ง พบร่วมกับหิดได้บ่อยจากการเกาจนติดเชื้อซ้ำ ซึ่งต้องรักษาทั้งสองอย่าง

  • [เหา](https://www.siamdermatology.com/post/เหา-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกตไข่เหา-แยกจากรังแค-และวิธีกำจัดให้หมดจริงทั้งบ้าน) — คันหนังศีรษะเป็นหลักและเห็นไข่เกาะเส้นผม ต่างจากหิดที่ผู้ใหญ่ไม่ขึ้นหนังศีรษะ

  • ผื่นแพ้ยา — ขึ้นพร้อมกันทั้งตัวภายในไม่กี่วันหลังเริ่มยาใหม่

หิดวินิจฉัยอย่างไร

แพทย์วินิจฉัยหิดจาก เรื่องเล่าอาการ + ตำแหน่งผื่น + การมีคนใกล้ชิดคันพร้อมกัน เป็นหลัก การตรวจเพิ่มเติมใช้ยืนยัน ไม่ใช่ใช้ตัดออก

  • การขูดผิวหนังตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (skin scraping) ขูดบริเวณโพรงหิดแล้วหยดน้ำมันตรวจหาตัวไร ไข่ หรือมูล ถ้าเจอคือยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่เจอก็ยังเป็นหิดได้ เพราะมีตัวไรเพียงสิบกว่าตัวบนตัวคน

  • การส่องกล้องตรวจผิวหนัง (dermoscopy) มองหาภาพคล้ายเครื่องร่อนสามเหลี่ยมที่ปลายโพรง ทำได้เร็วและไม่เจ็บ

  • การทดสอบด้วยหมึก (burrow ink test) ป้ายหมึกลงผิวแล้วเช็ดออก หมึกจะค้างในโพรงให้เห็นเป็นเส้น

  • การทดลองรักษา ในรายที่ภาพทางคลินิกชัดมาก แพทย์อาจให้การรักษาเลยแล้วประเมินซ้ำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ยอมรับได้

ยารักษาหิดมีอะไรบ้าง — ชื่อยา ความแรง และจำนวนวันที่ใช้จริง

ยาฆ่าตัวไรที่ใช้ในประเทศไทยมีไม่กี่ตัว และแต่ละตัวมีข้อบ่งใช้ต่างกันชัดเจน

1. ยาทาเพอร์เมทรินครีม 5% (permethrin 5% cream) เป็นยาหลักตัวแรกในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมา ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง แล้วอาบน้ำล้างออก ทาซ้ำอีกครั้งใน วันที่ 7 ประสิทธิภาพสูงและระคายเคืองน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ สิ่งที่ชี้ว่าได้ผลคือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นหลังทาครบสองรอบ

2. ยาทาเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% (benzyl benzoate 25% lotion) เป็นตัวเลือกที่ใช้มากในไทยเพราะราคาถูกและหาง่าย ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมา ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วล้างออก โดยทั่วไปทาซ้ำติดกัน 2–3 วัน หรือทาซ้ำอีกรอบในวันที่ 7 ตามที่แพทย์กำหนด ข้อควรรู้คือยาตัวนี้แสบผิวและระคายเคืองได้มาก โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศและผิวที่ถลอกจากการเกา ในเด็กต้องเจือจางลงเหลือ 12.5% หรือ 6.25% ตามอายุ และไม่ควรใช้ในทารกเล็กโดยไม่ปรึกษาแพทย์

3. ยาทากำมะถันในขี้ผึ้ง 5–10% (sulfur 5–10% in petrolatum) ทาทั่วตัวติดกัน 3 คืน แล้วล้างออก เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดใน ทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ข้อเสียคือกลิ่นแรง เหนียวเลอะเสื้อผ้า และทำให้ผิวแห้ง

4. ยาทาโครตามิตอน 10% (crotamiton 10%) ฆ่าตัวไรได้ไม่ดีเท่าสองตัวแรก จึงไม่ใช้เป็นยาหลัก แต่มีฤทธิ์ลดคัน แพทย์จึงมักใช้เสริมหลังกำจัดตัวไรแล้ว

5. ยากินไอเวอร์เมกติน (oral ivermectin) ขนาด 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานครั้งเดียว แล้วซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7–14 ใช้เมื่อทายาทั่วตัวไม่ไหว เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ รายที่ทายาแล้วไม่หาย หรือเวลาต้องรักษาคนจำนวนมากพร้อมกันในสถานดูแล ไม่ใช้ในเด็กที่น้ำหนักต่ำกว่า 15 กิโลกรัม และไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ควรกินพร้อมอาหารเพื่อให้ดูดซึมดีขึ้น

6. การรักษาหิดชนิดสะเก็ดหนา ต้องใช้ยากินไอเวอร์เมกตินหลายครั้ง (แนวทางที่ใช้บ่อยคือวันที่ 1, 2, 8, 9 และ 15) ร่วมกับยาทาเพอร์เมทรินทั้งตัวเกือบทุกวันในช่วงแรก และใช้ยาละลายสะเก็ด เช่น ครีมกรดซาลิไซลิก 5–10% หรือยูเรีย เพื่อให้ยาซึมผ่านสะเก็ดหนาลงไปถึงตัวไรได้

ยาทั้งหมดข้างต้นเป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกชนิด ความแรง และจำนวนรอบต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายของแพทย์ โดยดูอายุ น้ำหนัก การตั้งครรภ์ โรคประจำตัว และความรุนแรงของโรคประกอบกัน

วิธีทายาหิดให้ถูก — ขั้นตอนที่ตัดสินว่าหายหรือไม่หาย

  1. อาบน้ำและเช็ดตัวให้แห้งสนิทก่อนทา ไม่ต้องขัดถูผิวแรงเพราะจะทำให้ยาแสบมากขึ้น

  2. ทายา ทั่วตัวตั้งแต่ลำคอลงมาถึงปลายเท้า ทุกตารางนิ้ว ไม่ใช่ทาเฉพาะจุดที่มีผื่น เพราะตัวไรอยู่ในผิวที่ยังดูปกติด้วย

  3. จุดที่คนลืมบ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุของการรักษาไม่หาย ได้แก่ ใต้เล็บมือเล็บเท้า (ตัดเล็บให้สั้นแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าทายาเข้าไป) ง่ามนิ้วทุกง่าม สะดือ ร่องก้น อวัยวะเพศ ใต้ราวนม หลังใบหู และฝ่าเท้า

  4. ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องทาหนังศีรษะ ใบหน้า และใบหูด้วย โดยเลี่ยงรอบดวงตาและริมฝีปาก

  5. ถ้าล้างมือระหว่างวัน ให้ทายาซ้ำที่มือทุกครั้ง

  6. ทิ้งยาไว้ให้ครบเวลาตามชนิดของยา แล้วอาบน้ำล้างออก เปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนชุดใหม่ในวันเดียวกัน

  7. ทายาพร้อมกันทั้งบ้านในคืนเดียวกัน

ทำไมต้องซ้ำยาในวันที่ 7 ถึง 14

ยาฆ่าหิดทุกตัว ฆ่าตัวไรที่ฟักออกมาแล้วได้ดี แต่ฆ่าไข่ได้ไม่หมด ไข่ที่รอดจะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 3–4 วันหลังทายารอบแรก และกลับมาเริ่มวงจรใหม่ได้ภายในสองสัปดาห์

การทาซ้ำในวันที่ 7 จึงเป็นการดักฆ่าตัวไรรุ่นใหม่ที่เพิ่งฟักออกมา ในขณะที่ยังไม่โตพอจะวางไข่รุ่นถัดไป ส่วนยากินไอเวอร์เมกตินซ้ำในวันที่ 7–14 ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน การทาหรือกินเพียงรอบเดียวคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่หิดกลับมาเป็นซ้ำในสัปดาห์ที่ 3–4 ทั้งที่ยาที่ใช้ถูกต้อง

รักษาทั้งบ้านพร้อมกัน และจัดการเสื้อผ้าเครื่องนอน

  • รักษาทุกคนที่อยู่บ้านเดียวกันและคู่นอนในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมกันในคืนเดียว แม้คนนั้นจะยังไม่คัน เพราะระยะฟักตัวยาว 2–6 สัปดาห์ คนที่ยังไม่มีอาการจึงอาจติดแล้วและจะแพร่กลับมาอีกรอบ

  • ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มที่ใช้ในช่วง 3 วันก่อนรักษา ด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรืออบในเครื่องอบผ้าความร้อนสูงนาน 10–20 นาที

  • ของที่ซักด้วยน้ำร้อนไม่ได้ เช่น หมอนข้าง ตุ๊กตา รองเท้า เสื้อคลุม ให้ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิททิ้งไว้ 72 ชั่วโมง ตัวไรจะตายเองเพราะอยู่นอกผิวคนได้ไม่เกิน 24–36 ชั่วโมง

  • ดูดฝุ่นที่นอน โซฟา และเบาะรถ หนึ่งครั้งก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องพ่นยาฆ่าแมลงในบ้าน และไม่ควรพ่นเพราะไม่มีประโยชน์และเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน

  • ไม่ต้องทิ้งเฟอร์นิเจอร์หรือที่นอน การระบาดของหิดไม่ได้อยู่ในบ้าน แต่อยู่บนตัวคนที่ยังไม่ได้รักษา

ทายาแล้วยังคัน — อาการคันหลังรักษาไม่ใช่การรักษาล้มเหลว

นี่คือเรื่องที่ทำให้คนไข้กังวลและซื้อยามาทาซ้ำเองมากที่สุด ความจริงคือ อาการคันจากหิดอยู่ต่อได้อีก 2–4 สัปดาห์ และในบางรายนานถึง 6 สัปดาห์ หลังตัวไรตายหมดแล้ว เรียกว่า post-scabetic itch เพราะอาการคันเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อซากตัวไรและมูลที่ยังค้างอยู่ในผิว ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลากำจัดออกไปเอง

สัญญาณที่บอกว่ากำลังหายจริง คือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้น ไม่มีโพรงหิดใหม่ อาการคันค่อย ๆ ลดลงทีละสัปดาห์ และคนอื่นในบ้านไม่มีใครคันเพิ่ม

สัญญาณที่บอกว่ายังไม่หายจริงและต้องกลับไปพบแพทย์ คือมีตุ่มใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ หลังทายาครบสองรอบ พบโพรงหิดใหม่ หรือคันหนักขึ้นแทนที่จะเบาลงหลังผ่านไป 4 สัปดาห์

ระหว่างรอให้หายคัน แพทย์มักให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน ยาทาสเตียรอยด์ความแรงต่ำถึงปานกลางระยะสั้น และมอยส์เจอไรเซอร์ทาบ่อย ๆ ไม่ควรทายาฆ่าหิดซ้ำเองเกินกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะการทาเพอร์เมทรินหรือเบนซิลเบนโซเอตซ้ำ ๆ ทำให้ผิวอักเสบจากการระคายเคือง ซึ่งยิ่งคันหนักขึ้นและถูกเข้าใจผิดว่าหิดยังไม่หาย

หิดหายเองได้ไหม และห้ามกินอะไรจริงหรือไม่

หิดไม่หายเอง ตัวไรขยายพันธุ์ต่อบนผิวหนังคนได้เรื่อย ๆ ตราบที่ไม่มียาฆ่า การปล่อยไว้มีแต่จะคันหนักขึ้น เกาจนติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ และแพร่ให้คนรอบตัว ในเด็กมีรายงานภาวะแทรกซ้อนถึงไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสจากการเกา

ส่วนความเชื่อเรื่อง "หิดห้ามกินอะไร" เช่น ห้ามกินไข่ ของหมักดอง หรือของทะเล ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ อาหารไม่ได้ทำให้ตัวไรเพิ่มหรือลด สิ่งที่ควบคุมได้จริงคือตัดเล็บให้สั้นเพื่อลดการเกาจนเป็นแผล อาบน้ำอุ่นไม่ร้อนจัดเพราะน้ำร้อนกระตุ้นให้คันมากขึ้น ใส่เสื้อผ้าหลวมระบายอากาศ และทายาให้ครบตามรอบ

สัญญาณอันตราย — เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์ผิวหนัง

  • มีไข้ หนาวสั่น ผื่นบวมแดงร้อน มีหนองหรือสะเก็ดสีน้ำผึ้ง ซึ่งบ่งถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจากการเกา

  • ผิวหนาเป็นสะเก็ดหนาคล้ายเปลือกไม้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเข้าได้กับหิดชนิดสะเก็ดหนาที่ติดต่อง่ายมาก

  • ทายาครบสองรอบตามที่แพทย์สั่งแล้ว ยังมีตุ่มใหม่ขึ้นต่อเนื่อง

  • เป็นหิดในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร ซึ่งต้องเลือกยาเฉพาะ

  • คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืนจนกระทบการทำงานและการเรียน

  • มีคนในบ้านหรือในหอพักคันพร้อมกันหลายคน ซึ่งควรวางแผนรักษาพร้อมกันทั้งกลุ่ม

สรุปสั้น ๆ

  • หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei ไชอยู่ในผิวหนัง ไม่ได้เกิดจากความสกปรก และไม่หายเองถ้าไม่ได้รับยาฆ่าตัวไร

  • อาการที่จำเพาะที่สุดคือคันมากตอนกลางคืน ร่วมกับผื่นที่ง่ามนิ้ว ข้อมือ รักแร้ สะดือ และอวัยวะเพศ และมักมีคนในบ้านคันพร้อมกัน

  • ยาหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ทาทั้งตัวทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง ทางเลือกอื่นคือเบนซิลเบนโซเอต 25% ขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% และยากินไอเวอร์เมกตินในรายที่มีข้อบ่งชี้

  • ต้องทาซ้ำในวันที่ 7 และต้องรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกัน สองข้อนี้คือสาเหตุของการรักษาไม่หายมากกว่าชนิดของยา

  • คันต่ออีก 2–4 สัปดาห์หลังตัวไรตายเป็นเรื่องปกติ ให้ดูที่ตุ่มใหม่ ไม่ใช่ที่อาการคัน และอย่าทายาฆ่าหิดซ้ำเอง

  • สิ่งที่ต้องทำวันนี้: ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและรับยาให้ครบทั้งบ้าน แทนการซื้อยามาทาเฉพาะคนที่คัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหิด

จะรู้ได้ไงว่าเป็นหิด

ให้ดูสามอย่างประกอบกัน หนึ่งคือคันมากตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น ซึ่งต่างจากผื่นคันทั่วไปที่คันเท่า ๆ กันทั้งวัน สองคือตำแหน่งของผื่น หิดชอบขึ้นที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ ขอบกางเกงใน และอวัยวะเพศ และในผู้ใหญ่จะไม่ขึ้นที่ใบหน้ากับหนังศีรษะ สามคือมีคนในบ้านหรือคู่นอนคันพร้อมกัน ข้อนี้มีน้ำหนักมาก ถ้าครบทั้งสามข้อให้สงสัยหิดไว้ก่อน หลักฐานที่ยืนยันได้ชัดที่สุดคือโพรงหิด ซึ่งเป็นรอยเส้นเล็ก ๆ ยาว 2–10 มิลลิเมตรที่ง่ามนิ้ว แต่มักถูกรอยเกาลบไปก่อน การวินิจฉัยแน่นอนทำได้โดยให้แพทย์ขูดผิวหนังตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หรือส่องกล้องตรวจผิวหนัง

หิด หายเองได้ไหม

ไม่หายเอง ตัวไรหิดอาศัยและขยายพันธุ์อยู่ในผิวหนังคนได้ต่อเนื่องเป็นเดือนถึงเป็นปีตราบที่ไม่มียาฆ่า ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งคันหนักขึ้น เกาจนผิวถลอกและติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจนกลายเป็นแผลพุพอง และแพร่ให้คนในบ้านต่อไปเรื่อย ๆ ในเด็กมีรายงานภาวะแทรกซ้อนไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสจากการเกา สิ่งที่หายเองได้คืออีกเรื่องหนึ่ง คือหิดจากสัตว์เลี้ยง เช่น ขี้เรื้อนสุนัข ซึ่งตัวไรคนละสายพันธุ์ไม่ขยายพันธุ์บนผิวคน จึงทำให้คันอยู่ 1–2 สัปดาห์แล้วหายไปเอง แต่ต้องพาสัตว์เลี้ยงไปรักษา

หิดเกิดจากอะไร วิธีการรักษา

หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei var. hominis ขนาด 0.3–0.4 มิลลิเมตร ที่ติดจากการสัมผัสผิวต่อผิวนานประมาณ 10–20 นาทีขึ้นไป เช่น นอนเตียงเดียวกัน อุ้มเด็ก หรือมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการรักษามีสามเสาหลักที่ต้องทำครบ หนึ่งคือยาฆ่าตัวไร ซึ่งตัวหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง ทางเลือกอื่นคือเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% ทาสามคืนติดสำหรับทารกและหญิงตั้งครรภ์ และยากินไอเวอร์เมกติน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมในรายที่ทายาทั่วตัวไม่ไหว สองคือทาซ้ำอีกรอบในวันที่ 7 เพื่อฆ่าตัวไรที่เพิ่งฟักจากไข่ สามคือรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกันคืนเดียวกัน พร้อมซักผ้าด้วยน้ำ 60 องศาเซลเซียส การเลือกยาและขนาดยาต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งจ่าย

โรคหิดมีระยะแพร่เชื้อนานแค่ไหน

คนที่เป็นหิดแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันที่ติดเชื้อ แม้จะยังไม่มีอาการคันเลยก็ตาม ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะการติดเชื้อครั้งแรกมีระยะฟักตัวนาน 2–6 สัปดาห์กว่าจะเริ่มคัน แปลว่าในช่วงเดือนกว่า ๆ นั้นผู้ป่วยแพร่เชื้อให้คนในบ้านไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่เคยเป็นแล้วติดซ้ำจะคันเร็วภายใน 1–4 วัน หลังเริ่มการรักษา โดยทั่วไปถือว่าหยุดแพร่เชื้อได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังทายาฆ่าตัวไรครบรอบแรกอย่างถูกวิธี จึงกลับไปเรียนหรือทำงานได้ในวันถัดมา ยกเว้นหิดชนิดสะเก็ดหนาซึ่งมีตัวไรมหาศาลและแพร่ง่ายมาก กรณีนั้นต้องแยกผู้ป่วยและรักษาหลายรอบตามที่แพทย์กำหนด

โรคหิด อันตรายไหม

ในคนสุขภาพดี หิดไม่ใช่โรคอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ปัญหาหลักคือคันรุนแรงจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายสัปดาห์ ซึ่งกระทบการทำงานและการเรียนชัดเจน อันตรายที่แท้จริงมาจากภาวะแทรกซ้อนสามอย่าง หนึ่งคือการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจากการเกา ซึ่งกลายเป็นแผลพุพองหรือเนื้อเยื่ออักเสบได้ สองคือในเด็กอาจตามมาด้วยไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส สามคือหิดชนิดสะเก็ดหนาในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งผิวแตกเป็นทางเข้าของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้ และเป็นต้นเหตุของการระบาดทั้งหอผู้ป่วย จึงควรรักษาให้จบตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยไว้

ยารักษาหิดมีอะไรบ้าง

ยาฆ่าตัวไรที่ใช้จริงมีไม่กี่ตัว ตัวหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป ทาทั่วตัวทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วซ้ำวันที่ 7 ตัวที่สองคือเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% ซึ่งราคาถูกและหาง่ายในไทย ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่แสบผิวมากโดยเฉพาะที่อวัยวะเพศและผิวที่ถลอก และต้องเจือจางเหลือ 12.5% หรือ 6.25% ในเด็ก ตัวที่สามคือขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% ทาสามคืนติด ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ตัวที่สี่คือโครตามิตอน 10% ซึ่งฆ่าตัวไรได้ไม่ดีนักแต่ช่วยลดคัน และตัวสุดท้ายคือยากินไอเวอร์เมกติน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมกินครั้งเดียวแล้วซ้ำวันที่ 7–14 ใช้ในผู้ป่วยติดเตียง รายที่ทายาแล้วไม่หาย หรือการระบาดเป็นกลุ่ม โดยไม่ใช้ในเด็กน้ำหนักต่ำกว่า 15 กิโลกรัมและหญิงตั้งครรภ์ ยาทั้งหมดนี้เป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกและสั่งจ่ายต้องทำโดยแพทย์

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง โดยแพทย์เฉพาะทาง

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย ชื่อยาที่กล่าวถึงเป็นชื่อสามัญทางยาเพื่อความเข้าใจ การเลือกชนิดและขนาดยาต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 23 กันยายน 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ