top of page

คันน้องสาว คันจุดซ่อนเร้น เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 สาเหตุ แบบไหนเป็นเชื้อรา และควรทายาอะไร

3 วันที่ผ่านมา
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

อาการคันอวัยวะเพศหญิง (Vulvar pruritus / Vulvovaginal itching) คืออาการคันที่แคมนอก แคมใน ปากช่องคลอด ขาหนีบ หรือในช่องคลอด ซึ่งคนจำนวนมากค้นหาด้วยคำว่า "คันจุดซ่อนเร้น" หรือ "คันน้องสาว" สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมี 3 กลุ่ม คือ เชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด ผื่นแพ้หรือระคายเคืองจากสิ่งที่สัมผัส และโรคผิวหนังเรื้อรังของผิวบริเวณอวัยวะเพศ เช่น ไลเคนสเคลอโรซัส (lichen sclerosus) หรือผื่นคันเรื้อรังจากการเกา (lichen simplex chronicus)

คำถามแรกที่แพทย์ใช้แยกโรคคือ คันที่ผิวด้านนอก หรือคันข้างในช่องคลอด และ มีตกขาวผิดปกติหรือไม่ เพราะถ้าคันพร้อมตกขาวขาวข้นเป็นก้อน มักเป็นเชื้อรา แต่ถ้าคันที่ผิวด้านนอกโดยไม่มีตกขาว มักเป็นโรคผิวหนัง ซึ่งรักษาด้วยยาคนละกลุ่มกัน บทความนี้แยกอาการคันจุดซ่อนเร้นเป็น 10 แบบ บอกลักษณะที่ใช้สังเกต ชื่อยาสามัญที่แพทย์ใช้ ความแรง ระยะเวลาใช้ และสัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนังหรือสูตินรีแพทย์

อาการคันจุดซ่อนเร้นเกิดจากอะไร ภาพรวม 4 กลุ่มสาเหตุ

  • การติดเชื้อ: เชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด สังคังที่ขาหนีบ ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย พยาธิในช่องคลอด (trichomoniasis) หิด โลน และเริม

  • การแพ้หรือระคายเคือง: สบู่ น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้น แผ่นอนามัย ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม ทิชชูเปียก ถุงยางอนามัยหรือเจลหล่อลื่น ยาทาที่ซื้อใช้เอง ความอับชื้นและเหงื่อ

  • โรคผิวหนังเรื้อรัง: ไลเคนสเคลอโรซัส ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา สะเก็ดเงินที่อวัยวะเพศ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

  • ฮอร์โมน: ช่องคลอดแห้งและบางลงหลังหมดประจำเดือน หรือหลังคลอดช่วงให้นมบุตร

ผู้หญิงที่คันเรื้อรังเกิน 3 เดือนและไปพบแพทย์ มักพบสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างพร้อมกัน เช่น เชื้อราร่วมกับผื่นแพ้จากน้ำยาล้างที่ใช้เพื่อแก้คัน การรักษาจึงต้องแก้ทุกสาเหตุ ไม่ใช่ทายาตัวเดียวแล้วรอ

คันด้านนอกหรือคันข้างใน วิธีแยกเบื้องต้นด้วยตัวเอง

  • คันในช่องคลอด ตกขาวขาวข้นเป็นก้อนคล้ายนมบูด ไม่มีกลิ่นเหม็น → มักเป็นเชื้อราแคนดิดา

  • ตกขาวเทาบาง กลิ่นคาวปลา คันไม่มาก → มักเป็นช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย

  • ตกขาวเหลืองเขียวเป็นฟอง แสบ คัน → มักเป็นพยาธิในช่องคลอด

  • ผื่นแดงขอบชัดที่ขาหนีบและต้นขาด้านใน ขอบนูนเป็นขุย → มักเป็นสังคัง

  • แดง แสบ คันหลังเปลี่ยนสบู่ แผ่นอนามัย หรือผ้าอนามัย → มักเป็นผื่นแพ้หรือระคายเคือง

  • ผิวขาวซีด บาง ย่น คันมากตอนกลางคืน → มักเป็นไลเคนสเคลอโรซัส

  • ผิวหนาเป็นแผ่น ลายผิวชัด เกาแล้วสบายแต่หยุดไม่ได้ → มักเป็นผื่นคันเรื้อรังจากการเกา

  • คันมากตอนกลางคืน มีตุ่มที่ง่ามนิ้วมือหรือเอวด้วย → มักเป็นหิด

  • แห้ง แสบ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ อายุเกิน 45–50 ปี → มักเป็นช่องคลอดแห้งจากฮอร์โมน

ตารางนี้ใช้สังเกตเบื้องต้นเท่านั้น หลายโรคหน้าตาคล้ายกันมาก โดยเฉพาะเมื่อเกาจนผิวถลอก หรือทายามาแล้วหลายตัว

1. เชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด (Vulvovaginal candidiasis)

ลักษณะ: คันในช่องคลอดและปากช่องคลอดมาก ร่วมกับแสบร้อน ตกขาวขาวข้นเป็นก้อนคล้ายนมบูดหรือแป้งเปียก มักไม่มีกลิ่นเหม็น แคมแดงบวม อาจมีตุ่มหนองเล็ก ๆ กระจายรอบผื่น เจ็บเวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุ: เชื้อรา Candida albicans ซึ่งปกติอยู่ในช่องคลอดอยู่แล้ว เพิ่มจำนวนมากเกินเมื่อสมดุลเปลี่ยน ปัจจัยที่พบบ่อยคือ กินยาปฏิชีวนะ ตั้งครรภ์ เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์ ใส่กางเกงรัดและอับชื้น ผู้หญิงประมาณ 3 ใน 4 คนจะเป็นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และไม่ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายในคนสุขภาพดี ส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 2–3 วันหลังใช้ยา และหายใน 7 วัน แต่ถ้าเป็นตั้งแต่ 3–4 ครั้งต่อปีขึ้นไป ถือเป็นเชื้อราซ้ำซาก (recurrent) ต้องตรวจหาเบาหวานและเพาะเชื้อ เพราะบางสายพันธุ์ เช่น Candida glabrata ไม่ตอบสนองต่อยามาตรฐาน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นครั้งแรก ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน ใช้ยาแล้ว 3 วันไม่ดีขึ้น เป็นซ้ำบ่อย หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน ปวดท้องน้อย หรือมีไข้

2. สังคังที่ขาหนีบในผู้หญิง (Tinea cruris)

ลักษณะ: ผื่นแดงหรือน้ำตาลที่ขาหนีบ ต้นขาด้านใน และอาจลามถึงแคมนอกหรือก้น ขอบผื่นชัด นูนเล็กน้อย เป็นขุยหรือตุ่มเล็ก ๆ ตรงขอบ ตรงกลางผื่นจางกว่าขอบ คันมากเวลาเหงื่อออก โดยทั่วไปไม่ลามเข้าไปในช่องคลอดและไม่มีตกขาวผิดปกติ

สาเหตุ: เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophyte) ตัวเดียวกับกลากและฮ่องกงฟุต มักติดมาจากเท้าของตัวเอง ผ้าเช็ดตัว หรือคนในบ้าน รายละเอียดการแยกสังคังจากเชื้อราช่องคลอดอยู่ในบทความ สังคังในผู้หญิง อาการเป็นแบบไหน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้าทาครีมสเตียรอยด์เองผื่นจะจางลงชั่วคราวแล้วลามกว้างขึ้น ขอบไม่ชัด เรียกว่าเชื้อราที่ถูกสเตียรอยด์บดบัง (tinea incognito) ซึ่งรักษายากขึ้น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาฆ่าเชื้อรา 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ผื่นกว้างหลายตำแหน่ง หรือเคยทาครีมสเตียรอยด์มาก่อน

3. ผื่นแพ้หรือระคายเคืองจากสิ่งที่สัมผัส (Contact dermatitis)

ลักษณะ: แดง แสบ คัน บางครั้งบวมหรือมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ตรงตำแหน่งที่สัมผัส เช่น ตามแนวแผ่นอนามัย ขอบกางเกงใน หรือทั่วแคม มักเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2–3 วันหลังเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่มีตกขาวผิดปกติ

สาเหตุ: แบ่งเป็นสองแบบ แบบระคายเคือง (irritant) เกิดจากการล้างบ่อยเกินไป สบู่ที่เป็นด่าง น้ำยาล้างที่มีน้ำหอม แผ่นอนามัยที่ใส่ทั้งวัน ปัสสาวะหรือเหงื่อที่หมักหมม ส่วนแบบแพ้ (allergic) เกิดจากสารที่ร่างกายแพ้ เช่น น้ำหอม สารกันเสีย ยางพาราในถุงยาง ยาชาเบนโซเคนในยาทาแก้คัน หรือยาฆ่าเชื้อที่ทาเอง อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ผื่นภูมิแพ้สัมผัส (contact dermatitis)

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดสิ่งที่แพ้ แต่ถ้าไม่หยุดจะกลายเป็นคันเรื้อรัง และผิวที่เกาจนถลอกจะติดเชื้อซ้ำได้ง่าย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: หยุดผลิตภัณฑ์ที่สงสัยแล้ว 2 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น บวมมาก มีแผล หรือสงสัยว่าแพ้หลายอย่าง ซึ่งแพทย์ผิวหนังอาจทดสอบด้วยการแปะสารทดสอบ (patch test)

4. ผื่นอับชื้นในรอยพับ (Intertrigo) และผื่นปื้นน้ำตาล (Erythrasma)

ลักษณะ: ผิวแดง เปื่อย แฉะ เจ็บแสบ ตรงรอยพับขาหนีบ ใต้ท้องน้อย หรือร่องก้น ผื่นทั้งสองข้างของรอยพับมักเหมือนกันเป็นภาพกระจก ส่วน erythrasma เป็นปื้นสีน้ำตาลแดงเรียบ ขอบชัด ผิวไม่ค่อยลอก คันไม่มาก

สาเหตุ: ผิวสองด้านเสียดสีกันร่วมกับเหงื่อและความชื้น พบบ่อยในคนน้ำหนักเกิน อากาศร้อน ใส่กางเกงรัด หรือนั่งนาน erythrasma เกิดจากแบคทีเรีย Corynebacterium minutissimum และเรืองแสงสีส้มแดงเมื่อส่องด้วยไฟวู้ด (Wood's lamp) อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ผื่นอักเสบในรอยพับผิวหนัง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มักมีเชื้อราแคนดิดาหรือแบคทีเรียซ้ำเติม จึงไม่หายด้วยแป้งอย่างเดียว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผิวเปื่อยแตกเป็นแผล มีหนอง หรือดูแลให้แห้งแล้ว 1–2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น

5. ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรียและพยาธิในช่องคลอด

ลักษณะ: ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (bacterial vaginosis) มีตกขาวสีเทาขาวบาง ๆ กลิ่นคาวปลาชัดขึ้นหลังมีประจำเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ คันไม่มากหรือไม่คันเลย ส่วนพยาธิในช่องคลอด (trichomoniasis) มีตกขาวเหลืองเขียวเป็นฟอง กลิ่นเหม็น แสบ คัน และปัสสาวะแสบ

สาเหตุ: แบบแรกเกิดจากเสียสมดุลของแบคทีเรียดีในช่องคลอด การสวนล้างช่องคลอดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ส่วนแบบหลังเกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ยาฆ่าเชื้อราใช้ไม่ได้ผลกับทั้งสองโรคนี้ ถ้าปล่อยไว้เพิ่มความเสี่ยงอุ้งเชิงกรานอักเสบและภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตกขาวกลิ่นเหม็นหรือสีผิดปกติ ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจตกขาวยืนยัน สำหรับพยาธิในช่องคลอดคู่นอนต้องได้รับการรักษาพร้อมกัน

6. ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา (Lichen simplex chronicus)

ลักษณะ: ผิวที่แคมนอกหรือหัวหน่าวหนาขึ้นเป็นแผ่น ลายผิวชัดคล้ายหนังช้าง สีเข้มขึ้นหรือซีดลง ขนบริเวณนั้นหักหรือบางลง คันเป็นพัก ๆ แต่รุนแรง โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนเครียด เกาแล้วรู้สึกสบายจนหยุดไม่ได้

สาเหตุ: วงจรคัน-เกา ซึ่งมักเริ่มจากสาเหตุอื่นก่อน เช่น เชื้อรา ผื่นแพ้ หรือความอับชื้น แต่หลังสาเหตุแรกหายแล้ว การเกาซ้ำทำให้ผิวหนาและไวต่อการคันมากขึ้นจนวนต่อไปเอง อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา (lichen simplex chronicus)

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อชีวิต แต่รบกวนการนอนและคุณภาพชีวิตมาก มักเป็นนานหลายเดือนถึงหลายปีถ้าไม่ตัดวงจร

เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันเกิน 4–6 สัปดาห์ ผิวเริ่มหนา หรือเกาจนตื่นกลางดึก

7. ไลเคนสเคลอโรซัส ผิวขาวบางที่อวัยวะเพศ (Lichen sclerosus)

ลักษณะ: ผิวที่แคม รอบปากช่องคลอด และรอบทวารหนัก เป็นปื้นขาวซีด เป็นมัน บางย่นคล้ายกระดาษมวนบุหรี่ มักเป็นรูปเลข 8 รอบช่องคลอดและทวารหนัก คันมาก โดยเฉพาะกลางคืน มีจุดเลือดออกใต้ผิว แตกง่าย เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ระยะยาวแคมในอาจหดเล็กลงและปากช่องคลอดตีบ

สาเหตุ: โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันต่อตนเอง ไม่ใช่การติดเชื้อและไม่ติดต่อ พบมากใน 2 ช่วงวัย คือ เด็กผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง ไลเคนสเคลอโรซัสที่อวัยวะเพศหญิง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สำคัญกว่าที่คิด เพราะถ้าไม่ได้รักษา ผิวจะยึดติดและเสียรูปถาวร และมีความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิดสความัสที่ปากช่องคลอดประมาณ 2–5% ตลอดชีวิต การทายาต่อเนื่องตามแพทย์ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เห็นผิวเป็นปื้นขาวที่อวัยวะเพศ คันเรื้อรังในเด็กผู้หญิง หรือมีก้อน แผล หรือจุดแข็งที่ไม่หายใน 2–4 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว

8. สะเก็ดเงินที่อวัยวะเพศ (Genital psoriasis)

ลักษณะ: ปื้นแดงขอบชัด เป็นมัน มักไม่มีขุยหนาแบบสะเก็ดเงินที่ศอกหรือเข่า เพราะบริเวณนี้ชื้น พบที่หัวหน่าว แคมนอก ขาหนีบ และร่องก้น คันพอประมาณ ไม่มีตกขาวผิดปกติ

สาเหตุ: โรคสะเก็ดเงินชนิดที่ขึ้นในรอยพับ (inverse psoriasis) มักมีผื่นที่ตำแหน่งอื่นร่วมด้วย เช่น หนังศีรษะ หลังหู สะดือ หรือเล็บ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง สะเก็ดเงิน เกิดจากอะไร

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ติดต่อ แต่มักถูกวินิจฉัยผิดเป็นเชื้อราและทายาฆ่าเชื้อราอยู่นานโดยไม่หาย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นแดงขอบชัดที่ไม่หายด้วยยาฆ่าเชื้อรา 2–4 สัปดาห์ หรือมีผื่นลักษณะเดียวกันที่ตำแหน่งอื่น

9. หิดและโลน (Scabies / Pubic lice)

ลักษณะ: หิดทำให้คันมากตอนกลางคืน มีตุ่มแดงเล็ก ๆ ที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือ เอว รักแร้ ก้น และอวัยวะเพศ คนในบ้านมักคันพร้อมกัน ส่วนโลน (Pthirus pubis) ทำให้คันที่ขนหัวหน่าว มองเห็นตัวสีน้ำตาลอ่อนเกาะโคนขน และไข่สีขาวติดแน่นที่เส้นขน

สาเหตุ: หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei ติดต่อจากการสัมผัสผิวใกล้ชิดนาน ๆ ส่วนโลนติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก อ่านเพิ่มเติมเรื่อง หิด คันกลางคืนแบบไหนคือหิด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ต้องรักษาคนใกล้ชิดและคู่นอนพร้อมกัน ไม่งั้นจะติดกลับไปมา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันกลางคืนพร้อมคนในบ้าน หรือเห็นตัวหรือไข่ที่ขนหัวหน่าว พบโลนแล้วควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย

10. ช่องคลอดแห้งหลังหมดประจำเดือน (Genitourinary syndrome of menopause)

ลักษณะ: ช่องคลอดและปากช่องคลอดแห้ง แสบ คัน เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ อาจมีเลือดออกเล็กน้อยหลังมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อยหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ

สาเหตุ: ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงหลังหมดประจำเดือน หลังผ่าตัดรังไข่ หรือช่วงให้นมบุตร ทำให้เยื่อบุช่องคลอดบางลง ความชื้นและความยืดหยุ่นลดลง พบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนประมาณครึ่งหนึ่ง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่อาการมักค่อย ๆ เป็นมากขึ้นและไม่หายเอง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เจ็บหรือแสบจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน ซึ่งต้องพบสูตินรีแพทย์ทุกกรณี

คันพร้อมตุ่มหรือแผล อาจเป็นเริมหรือหูดหงอนไก่

ถ้าคันหรือแสบนำมาก่อน 1–2 วัน แล้วเกิดตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มแตกเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บ มักเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งรักษาด้วยยาต้านไวรัส ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อรา อ่านเพิ่มเติมเรื่อง เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ส่วนติ่งหรือตุ่มนูนผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ คันเล็กน้อย อาจเป็น หูดหงอนไก่ ทั้งสองโรคควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน

คันแบบไหนเป็นเชื้อรา

อาการที่ชี้ไปทางเชื้อราแคนดิดาในช่องคลอดมากที่สุด คือมีครบหลายข้อพร้อมกัน

  • คันในช่องคลอดและปากช่องคลอดมาก ร่วมกับแสบร้อน

  • ตกขาวขาวข้นเป็นก้อนคล้ายนมบูดหรือแป้งเปียก

  • ตกขาวไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นคาว

  • แคมแดงบวม อาจมีตุ่มหนองเล็ก ๆ รอบขอบผื่น

  • เกิดหลังกินยาปฏิชีวนะ ระหว่างตั้งครรภ์ หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน

ส่วนเชื้อรากลุ่มสังคังจะเป็นผื่นขอบชัดที่ขาหนีบและต้นขาด้านใน ไม่มีตกขาว ถ้าคันโดยไม่มีตกขาวเลย หรือผิวเป็นปื้นขาว หนา หรือมันวาว มักไม่ใช่เชื้อรา และยาฆ่าเชื้อราจะไม่ช่วย

คันจุดซ่อนเร้นทายาอะไร แยกตามสาเหตุ

ยาด้านล่างเป็นแนวทางที่แพทย์ใช้ทั่วไป การเลือกยา ความแรง และระยะเวลา ขึ้นกับการตรวจของแพทย์ในแต่ละคน

เชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด

  • โคลไตรมาโซล (clotrimazole) ยาเหน็บช่องคลอด: 500 มก. เหน็บครั้งเดียวก่อนนอน หรือ 100 มก. เหน็บคืนละ 1 เม็ด 6–7 คืน

  • โคลไตรมาโซล 1% ครีม: ทาบาง ๆ ที่แคมและปากช่องคลอดวันละ 2–3 ครั้ง 7 วัน ใช้ร่วมกับยาเหน็บเมื่อคันผิวด้านนอกมาก

  • ฟลูโคนาโซล (fluconazole) ชนิดกิน: 150 มก. ครั้งเดียว ห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะเลือกยาเหน็บกลุ่มอะโซล 7 วันแทน

  • เป็นซ้ำ 3–4 ครั้งต่อปีขึ้นไป: แพทย์มักให้ฟลูโคนาโซล 150 มก. ทุก 3 วัน รวม 3 ครั้ง แล้วต่อด้วยสัปดาห์ละครั้งนาน 6 เดือน หลังเพาะเชื้อยืนยันชนิดแล้ว

  • สัญญาณว่าได้ผล: คันและแสบลดลงใน 2–3 วัน ตกขาวกลับปกติใน 7 วัน

สังคัง

  • เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% ครีม: ทาวันละ 1–2 ครั้ง 1–2 สัปดาห์

  • โคลไตรมาโซล 1% หรือไมโคนาโซล (miconazole) 2% ครีม: ทาวันละ 2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ และทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย

  • ทาเลยขอบผื่นออกไปราว 2 ซม. รายละเอียดการเลือกยาแต่ละกลุ่มอยู่ในบทความ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์

ผื่นแพ้หรือระคายเคือง

  • หยุดสิ่งที่สงสัยทั้งหมด ล้างด้วยน้ำเปล่า

  • ไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) 1% ครีม: ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 5–7 วัน

  • ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum) หรือครีมซิงค์ออกไซด์ (zinc oxide) 10–20%: ทาเคลือบผิวป้องกันความชื้นและปัสสาวะ

  • ถ้าคันมากจนนอนไม่หลับ แพทย์อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดกินก่อนนอนร่วมด้วย

ผื่นอับชื้นและ erythrasma

  • รักษาผิวให้แห้ง ซับให้แห้งหลังอาบน้ำ ใส่กางเกงในผ้าฝ้าย

  • erythrasma: ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น กรดฟูซิดิก (fusidic acid) 2% หรือคลินดามัยซิน (clindamycin) 1% วันละ 2 ครั้ง 2 สัปดาห์

  • ถ้ามีแคนดิดาซ้ำเติม ใช้ครีมฆ่าเชื้อรากลุ่มอะโซลร่วมด้วย

ไลเคนสเคลอโรซัส

  • โคลเบตาซอล (clobetasol propionate) 0.05% ชนิดขี้ผึ้ง: สเตียรอยด์ความแรงสูงมาก ทาบาง ๆ วันละครั้ง 4 สัปดาห์ แล้วลดเป็นวันเว้นวัน 4 สัปดาห์ แล้วสัปดาห์ละ 2 ครั้งอีก 4 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะปรับเป็นยาคุมอาการระยะยาว

  • ยาแรงขนาดนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อแพทย์วินิจฉัยและนัดติดตามเท่านั้น ห้ามซื้อมาทาเองกับผื่นที่อวัยวะเพศ

  • สัญญาณว่าได้ผล: คันลดลงภายใน 2–4 สัปดาห์ ผิวขาวและบางจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 3 เดือน

ผื่นคันเรื้อรังจากการเกาและสะเก็ดเงิน

  • โมเมทาโซน (mometasone furoate) 0.1% ชนิดขี้ผึ้ง: วันละครั้ง 2–4 สัปดาห์ ตามแพทย์สั่ง สำหรับผื่นคันเรื้อรังจากการเกา

  • สะเก็ดเงินที่อวัยวะเพศ: ไฮโดรคอร์ติโซน 1% หรือสเตียรอยด์อ่อนระยะสั้น 1–2 สัปดาห์ หรือยาทาทาโครลิมัส (tacrolimus) 0.03–0.1% ซึ่งไม่ทำให้ผิวบาง ใช้ระยะยาวได้ตามแพทย์สั่ง

  • ตัดเล็บสั้น ใส่ถุงมือผ้าตอนนอน เพื่อลดการเกาโดยไม่รู้ตัว

หิดและโลน

  • หิด: เพอร์เมทริน (permethrin) 5% ครีม ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วล้างออก ทาซ้ำอีกครั้งหลัง 7 วัน ทุกคนในบ้านต้องทาพร้อมกัน

  • โลน: เพอร์เมทริน 1% ทาที่ขนหัวหน่าว ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทาซ้ำหลัง 9–10 วัน ซักผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวด้วยน้ำร้อน

ช่องคลอดแห้งหลังหมดประจำเดือน

  • มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับช่องคลอด: ใช้สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และสารหล่อลื่นสูตรน้ำเวลามีเพศสัมพันธ์

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดทาหรือเหน็บช่องคลอดขนาดต่ำ: เช่น เอสไตรออล (estriol) ครีม ตามที่สูตินรีแพทย์สั่ง อาการมักดีขึ้นใน 4–12 สัปดาห์

ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรียและพยาธิในช่องคลอด

  • เมโทรนิดาโซล (metronidazole): ชนิดกิน 500 มก. วันละ 2 ครั้ง 7 วัน เป็นยาที่ใช้บ่อยสำหรับทั้งสองโรค ต้องตรวจยืนยันและสั่งโดยแพทย์ งดแอลกอฮอล์ระหว่างกินยาและหลังหยุดยาอีก 3 วัน

ทำไมห้ามซื้อครีมสเตียรอยด์แรงมาทาจุดซ่อนเร้นเอง

ผิวบริเวณอวัยวะเพศบางและอับชื้น ยาจึงซึมเข้าได้มากกว่าผิวแขนหลายเท่า ครีมสเตียรอยด์แรงที่ซื้อมาทาเองนาน ๆ ทำให้ผิวบางลง แตกลาย และเป็นสิว ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นเชื้อรา สเตียรอยด์จะกดอาการคันได้ 2–3 วัน แต่ทำให้เชื้อลามกว้างขึ้นและวินิจฉัยยากขึ้น ยาครีมผสมหลายตัวที่มีทั้งสเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อรา และยาปฏิชีวนะในหลอดเดียวก็มีปัญหาเดียวกัน ส่วนไลเคนสเคลอโรซัสซึ่งต้องใช้สเตียรอยด์แรงจริง ก็ต้องใช้ตามตารางลดยาของแพทย์และนัดตรวจติดตาม

ล้างจุดซ่อนเร้นอย่างไรไม่ให้คัน

  • ล้างด้านนอกด้วยน้ำสะอาด วันละ 1–2 ครั้งพอ ถ้าจะใช้สบู่ให้ใช้สูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม แล้วล้างออกให้หมด

  • ไม่สวนล้างช่องคลอด และไม่ฉีดน้ำแรง ๆ เข้าไปข้างใน ช่องคลอดมีกลไกทำความสะอาดตัวเอง การสวนล้างเพิ่มความเสี่ยงช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย

  • ไม่ใช้น้ำยาล้างที่มีน้ำหอม แป้งฝุ่น หรือทิชชูเปียกที่มีน้ำหอมบริเวณนี้

  • เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังหลังเข้าห้องน้ำ

  • ซับให้แห้งเบา ๆ ห้ามถูแรง

  • ไม่ใส่แผ่นอนามัยทุกวัน ถ้าต้องใช้ให้เปลี่ยนทุก 3–4 ชั่วโมง

คันจุดซ่อนเร้นระหว่างตั้งครรภ์

ระหว่างตั้งครรภ์เชื้อราแคนดิดาพบบ่อยขึ้นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยน ห้ามใช้ฟลูโคนาโซลชนิดกิน แพทย์จะใช้ยาเหน็บกลุ่มอะโซล เช่น โคลไตรมาโซล นาน 7 วัน ตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นระหว่างตั้งครรภ์ต้องพบสูตินรีแพทย์เสมอ เพราะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรียเพิ่มความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

คันจุดซ่อนเร้นในเด็กผู้หญิง

เด็กผู้หญิงก่อนมีประจำเดือนมีผิวบางและฮอร์โมนต่ำ สาเหตุที่พบบ่อยจึงต่างจากผู้ใหญ่ ได้แก่ การระคายเคืองจากสบู่หรือฟองสบู่ในอ่างอาบน้ำ เช็ดก้นไม่สะอาด พยาธิเข็มหมุดซึ่งคันรอบทวารหนักตอนกลางคืน และไลเคนสเคลอโรซัส ส่วนเชื้อราแคนดิดาในช่องคลอดพบน้อยในเด็กที่ไม่ได้ใส่ผ้าอ้อม จึงไม่ควรใช้ยาเหน็บหรือยาฆ่าเชื้อราเอง ควรพาไปพบแพทย์

เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน

  • มีก้อน แผล หรือปื้นแข็งที่อวัยวะเพศที่ไม่หายใน 2–4 สัปดาห์

  • มีไข้ ปวดท้องน้อย หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็นมาก

  • เป็นเชื้อราซ้ำตั้งแต่ 3–4 ครั้งต่อปี หรือใช้ยาแล้ว 7 วันไม่ดีขึ้น

  • ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ

  • เด็กผู้หญิงที่คันจุดซ่อนเร้น

  • คันมากจนนอนไม่หลับหรือคันเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์

ควรพบแพทย์ผิวหนังหรือสูตินรีแพทย์: ถ้าตกขาวผิดปกติ มีเลือดออก หรือปวดท้องน้อย ให้พบสูตินรีแพทย์ก่อน ถ้าคันที่ผิวด้านนอกโดยไม่มีตกขาว ผิวเป็นปื้นขาว หนา หรือมีผื่นที่ตำแหน่งอื่นร่วมด้วย ให้พบแพทย์ผิวหนัง

แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อคันจุดซ่อนเร้นไม่หาย

  • ซักประวัติ: ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทั้งหมด ยาที่ทามาแล้ว ประวัติยาปฏิชีวนะ เบาหวาน ประจำเดือน การตั้งครรภ์

  • ตรวจดูผิวด้วยตา: รวมถึงผิวตำแหน่งอื่น เช่น หนังศีรษะ เล็บ ง่ามนิ้วมือ ซึ่งช่วยแยกสะเก็ดเงินและหิด

  • ขูดผิวส่องกล้องจุลทรรศน์ด้วยน้ำยาโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH): หาเชื้อราได้ภายในไม่กี่นาที

  • ตรวจตกขาวและเพาะเชื้อ: แยกแคนดิดา แบคทีเรีย และพยาธิในช่องคลอด

  • ส่องไฟวู้ด: ช่วยวินิจฉัย erythrasma

  • ตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ: เมื่อสงสัยไลเคนสเคลอโรซัส หรือมีแผลหรือก้อนที่ไม่หาย

  • ทดสอบภูมิแพ้ด้วยการแปะสาร (patch test): เมื่อสงสัยผื่นแพ้สัมผัสเรื้อรัง

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด: เมื่อเป็นเชื้อราซ้ำบ่อย

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องอาการคันจุดซ่อนเร้น

  • "คันจุดซ่อนเร้น = เชื้อราเสมอ" ไม่จริง ผู้หญิงที่คันเรื้อรังจำนวนมากเป็นผื่นแพ้ ผื่นคันจากการเกา หรือไลเคนสเคลอโรซัส ซึ่งยาฆ่าเชื้อราไม่ช่วย

  • "ล้างบ่อย ๆ ด้วยน้ำยาล้างจุดซ่อนเร้นจะหายคัน" การล้างบ่อยเกินไปทำลายเกราะผิวและเป็นสาเหตุของผื่นระคายเคืองเอง

  • "ใช้ยาเหน็บแล้วไม่หาย แปลว่ายาไม่แรงพอ" มักแปลว่าวินิจฉัยไม่ตรง หรือเป็นเชื้อราสายพันธุ์ที่ดื้อยา ควรตรวจ ไม่ใช่เปลี่ยนยาเอง

  • "เชื้อราในช่องคลอดติดจากแฟน" ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนไม่ต้องรักษาถ้าไม่มีอาการ แต่พยาธิในช่องคลอดและโลนต้องรักษาคู่นอนด้วย

  • "กินโยเกิร์ตหรือโพรไบโอติกรักษาเชื้อราได้" ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าใช้แทนยาได้

วิธีป้องกันอาการคันจุดซ่อนเร้นไม่ให้กลับเป็นซ้ำ

  • ใส่กางเกงในผ้าฝ้าย ไม่รัด เปลี่ยนทุกวัน และเปลี่ยนชุดออกกำลังกายหรือชุดว่ายน้ำที่เปียกทันที

  • ไม่สวนล้างช่องคลอด ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหอมบริเวณนี้

  • ใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อจำเป็น

  • คุมระดับน้ำตาลถ้าเป็นเบาหวาน

  • รักษาเชื้อราที่เท้าให้หายด้วย เพราะเป็นแหล่งของสังคังที่ขาหนีบ

  • ถ้าเป็นไลเคนสเคลอโรซัส ทายาคุมอาการและตรวจติดตามทุก 6–12 เดือนตามแพทย์นัด แม้ไม่มีอาการ

สรุปสั้น ๆ

  • คันจุดซ่อนเร้นไม่ใช่โรคเดียว แยกก่อนว่าคันด้านนอกหรือข้างใน และมีตกขาวผิดปกติหรือไม่

  • คันในช่องคลอดพร้อมตกขาวขาวข้นเป็นก้อน ไม่มีกลิ่น มักเป็นเชื้อราแคนดิดา ใช้ยาเหน็บโคลไตรมาโซลหรือฟลูโคนาโซล 150 มก. ครั้งเดียว

  • ตกขาวกลิ่นคาวหรือเหลืองเขียวเป็นฟอง ไม่ใช่เชื้อรา ต้องพบสูตินรีแพทย์

  • คันผิวด้านนอกโดยไม่มีตกขาว มักเป็นผื่นแพ้ ผื่นคันจากการเกา หรือไลเคนสเคลอโรซัส

  • ผิวเป็นปื้นขาว บาง ย่น ที่อวัยวะเพศ ต้องพบแพทย์ผิวหนัง เพราะต้องรักษาต่อเนื่องและติดตามระยะยาว

  • อย่าซื้อครีมสเตียรอยด์แรงหรือครีมผสมหลายตัวมาทาเอง และหยุดน้ำยาล้างที่มีน้ำหอม

คำถามที่พบบ่อยเรื่องคันจุดซ่อนเร้น

อาการคัน ยุบยิบ ที่อวัยวะเพศ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อราแคนดิดาในช่องคลอด ซึ่งมักมีตกขาวขาวข้นเป็นก้อนร่วมด้วย รองลงมาคือผื่นระคายเคืองหรือผื่นแพ้จากสบู่ น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้น แผ่นอนามัย หรือความอับชื้น และโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ผื่นคันจากการเกาหรือไลเคนสเคลอโรซัส สาเหตุอื่นที่ต้องนึกถึงคือ สังคังที่ขาหนีบ หิด โลน เริม และช่องคลอดแห้งหลังหมดประจำเดือน ถ้าคันยุบยิบโดยไม่มีตกขาวและไม่มีผื่นชัด ควรหยุดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทั้งหมดก่อน แล้วพบแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

ทำยังไงให้ช่องคลอดหายคัน

ต้องรักษาตามสาเหตุ ถ้าเป็นเชื้อราแคนดิดา ใช้ยาเหน็บโคลไตรมาโซล 500 มก. ครั้งเดียว หรือ 100 มก. คืนละเม็ด 6–7 คืน หรือฟลูโคนาโซล 150 มก. กินครั้งเดียวถ้าไม่ได้ตั้งครรภ์ อาการมักดีขึ้นใน 2–3 วัน ระหว่างนี้ล้างด้านนอกด้วยน้ำเปล่า ไม่สวนล้างช่องคลอด ใส่กางเกงในผ้าฝ้าย และงดน้ำยาที่มีน้ำหอม ถ้าตกขาวมีกลิ่นเหม็น สีเหลืองเขียว มีเลือดปน หรือใช้ยาแล้ว 3 วันไม่ดีขึ้น ควรพบสูตินรีแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่เชื้อรา

คันแบบไหนเป็นเชื้อรา

เชื้อราในช่องคลอดมักคันมากพร้อมแสบร้อน ตกขาวขาวข้นเป็นก้อนคล้ายนมบูดหรือแป้งเปียก ไม่มีกลิ่นคาว แคมแดงบวม และมักเกิดหลังกินยาปฏิชีวนะ ระหว่างตั้งครรภ์ หรือเมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนเชื้อราสังคังจะเป็นผื่นแดงขอบชัดนูนเป็นขุยที่ขาหนีบและต้นขาด้านใน ถ้าคันโดยไม่มีตกขาว ผิวเป็นปื้นขาวบาง หรือหนาเป็นแผ่น มักไม่ใช่เชื้อรา การยืนยันที่แน่นอนคือให้แพทย์ขูดผิวหรือตรวจตกขาวส่องกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งรู้ผลได้ในไม่กี่นาที

อาการเจ็บปวดอวัยวะเพศหญิงเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการเจ็บหรือแสบมักมาจากผิวที่อักเสบหรือเป็นแผล เช่น เชื้อราแคนดิดาที่เกาจนผิวถลอก ผื่นระคายเคือง เริมที่อวัยวะเพศซึ่งมีตุ่มน้ำใสแตกเป็นแผลตื้นและเจ็บมาก ไลเคนสเคลอโรซัสที่ผิวบางแตกง่าย และช่องคลอดแห้งหลังหมดประจำเดือนที่ทำให้เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ บางคนเจ็บแสบเรื้อรังโดยตรวจไม่พบผื่นเลย เรียกว่าภาวะเจ็บปวดปากช่องคลอดเรื้อรัง (vulvodynia) ซึ่งต้องรักษาเฉพาะทาง ถ้าเจ็บร่วมกับไข้ ปวดท้องน้อย หรือมีแผลที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์

เชื้อรา ในช่องคลอด หายเองได้ไหม

อาการเล็กน้อยบางครั้งดีขึ้นเองได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่หายเองเร็ว และการปล่อยไว้ทำให้เกาจนผิวถลอกและอักเสบซ้ำ ยาเหน็บหรือยากินมาตรฐานทำให้อาการดีขึ้นใน 2–3 วันและหายภายในประมาณ 7 วัน จึงคุ้มกว่ารอ ถ้าเป็นซ้ำตั้งแต่ 3–4 ครั้งต่อปี ไม่ควรซื้อยามาใช้เองซ้ำไปเรื่อย ๆ ควรให้แพทย์เพาะเชื้อดูสายพันธุ์ ตรวจหาเบาหวาน และวางแผนยาป้องกันระยะยาว เช่น ฟลูโคนาโซล 150 มก. สัปดาห์ละครั้งนาน 6 เดือน

คัน ปากช่อง คลอด ไม่มี ตกขาว เกิดจากอะไร

ถ้าคันที่ปากช่องคลอดหรือแคมโดยไม่มีตกขาวผิดปกติ มักเป็นปัญหาของผิวมากกว่าการติดเชื้อในช่องคลอด สาเหตุที่พบบ่อยคือผื่นระคายเคืองจากสบู่ น้ำยาล้าง แผ่นอนามัย หรือทิชชูเปียก ผื่นคันเรื้อรังจากการเกาที่ทำให้ผิวหนาขึ้น ไลเคนสเคลอโรซัสที่ผิวเป็นปื้นขาวบาง สะเก็ดเงินในรอยพับ และช่องคลอดแห้งในวัยหมดประจำเดือน ยาฆ่าเชื้อรามักไม่ช่วยในกลุ่มนี้ ควรหยุดผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ล้างด้วยน้ำเปล่า ทาปิโตรเลียมเจลลีเคลือบผิว และพบแพทย์ผิวหนังถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง และเรื่องการเลือกยาทาแก้คันใน ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ความแรง ระยะเวลาใช้ และการตรวจเพิ่มเติมเป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจร่างกาย ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
กดสิว สิวแบบไหนกดได้ แบบไหนห้ามกด แพทย์ผิวหนังอธิบายขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำไมกดเองแล้วเป็นรอย และกี่วันยุบ

กดสิว (comedone extraction) คือหัตถการที่แพทย์ใช้เครื่องมือปลอดเชื้อเปิดรูขุมขนแล้วดันก้อนไขมันและเคราตินที่อุดอยู่ออกมา เหมาะกับ สิวอุดตันหัวดำและหัวขาว (comedones) เท่านั้น ส่วนสิวอักเสบตุ่มแดง สิวห

 
 
 
ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี แพทย์ผิวหนังเทียบชนิดง่วงและไม่ง่วง ขนาดยา และเมื่อไรยาแก้แพ้ไม่ช่วย

ยาแก้คันชนิดกิน ส่วนใหญ่คือ ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (oral antihistamines หรือ H1-antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาแพ้ จึงได้ผลดีกับอาการคันจากลมพิษ (urticaria) แ

 
 
 
สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ สิวเชื้อรา สิวจากผลิตภัณฑ์ผม และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

สิวขึ้นหน้าผาก (Forehead acne) คือตุ่มสิวหรือตุ่มคล้ายสิวที่ขึ้นบริเวณหน้าผากและแนวไรผม ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แพทย์ผิวหนังแยกได้อย่างน้อย 7 แบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ สิวอุดตันหัวปิด (closed comedones) สิวเช

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ