top of page

คันฝ่ามือตอนกลางคืน คันฝ่าเท้า เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยกสาเหตุแบบมีตุ่มและไม่มีตุ่ม ตั้งแต่ผิวแห้ง หิด เชื้อรา ถึงโรคตับ และวิธีแก้คัน

27 ก.ย.
ยาว 6 นาที

อัปเดตเมื่อ 27 ก.ย.

อาการคันฝ่ามือตอนกลางคืน (nocturnal palmar pruritus) คืออาการคันที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือทั้งสองที่ ซึ่งเป็นมากขึ้นชัดเจนช่วงค่ำถึงกลางดึกจนรบกวนการนอน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคผิวหนังเฉพาะที่ เช่น ผิวแห้งและผื่นระคายเคืองจากการล้างมือ ผื่นตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ (pompholyx) หิด และเชื้อรา แต่ถ้าคันฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีตุ่มหรือผื่นเลย ต้องนึกถึงโรคภายในด้วย โดยเฉพาะภาวะน้ำดีคั่งจากโรคตับ ภาวะน้ำดีคั่งในคนท้อง โรคไต และเบาหวาน

ฝ่ามือและฝ่าเท้าเป็นผิวหนังที่หนาที่สุดในร่างกาย ชั้นขี้ไคลหนาได้ถึง 0.5–1.5 มม. เทียบกับ 0.02 มม. ที่ผิวหน้า และไม่มีต่อมไขมันเลย ผิวบริเวณนี้จึงแห้งและแตกง่าย ยาทาซึมเข้าได้น้อย และผื่นหลายชนิดที่ขึ้นตรงนี้มีหน้าตาต่างจากที่อื่น ทำให้การดูด้วยตาเองว่าเป็นอะไรผิดได้บ่อย บทความนี้แยกสาเหตุตาม "ลักษณะที่เห็น" เพื่อให้รู้ว่าแบบไหนดูแลเองได้ และแบบไหนควรตรวจ

คันฝ่ามือตอนกลางคืน เกิดจากอะไร: แยกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

วิธีคิดที่แพทย์ผิวหนังใช้คือถามก่อนว่า มีอะไรให้เห็นบนผิวไหม แล้วจึงแยกกลุ่ม

  1. คันและมีผื่นหรือตุ่มให้เห็น — ผิวแห้งแตก ผื่นระคายเคือง ผื่นตุ่มน้ำใส (pompholyx) ผื่นแพ้สัมผัส เชื้อรา สะเก็ดเงินที่ฝ่ามือฝ่าเท้า กลุ่มนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของคนที่มาคลินิก

  2. คันมาก มีตุ่มเล็ก ๆ หรือรอยเกาแต่หาผื่นชัด ๆ ไม่เจอ และคนในบ้านคันด้วย — ต้องคิดถึงหิดก่อนเสมอ เพราะติดต่อได้และรักษาหายได้ถ้ารักษาถูกวิธีทั้งบ้าน

  3. คันแต่ผิวดูปกติ ไม่มีตุ่ม ไม่มีผื่น — ผิวแห้งระยะแรก ภาวะน้ำดีคั่ง (cholestasis) จากโรคตับ ภาวะน้ำดีคั่งขณะตั้งครรภ์ (intrahepatic cholestasis of pregnancy) โรคไตเรื้อรัง ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน เส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ ยาบางชนิด และที่พบน้อยคือโรคเลือดหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ถ้าคันแบบไม่มีผื่นนานเกิน 6 สัปดาห์ ทางการแพทย์ถือว่าเป็นอาการคันเรื้อรัง (chronic pruritus) และควรเจาะเลือดหาสาเหตุภายใน ไม่ใช่ทายาแก้คันไปเรื่อย ๆ

ทำไมถึงคันฝ่ามือมากตอนกลางคืน

หลายคนสังเกตว่ากลางวันแทบไม่คัน แต่พอเข้านอนกลับคันจนต้องลุกมาเกา เหตุผลมีหลายข้อซ้อนกัน

  • ฮอร์โมนคอร์ติซอลต่ำที่สุดช่วงกลางคืน คอร์ติซอลเป็นสารต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ระดับในเลือดต่ำสุดราวเที่ยงคืนถึงตี 2 ผื่นอักเสบทุกชนิดจึงคันขึ้นตอนดึก

  • อุณหภูมิผิวสูงขึ้นตอนนอน ร่างกายระบายความร้อนออกทางมือและเท้าก่อนหลับ เลือดไปเลี้ยงผิวมากขึ้น ความร้อนกระตุ้นปลายประสาทรับความคันโดยตรง

  • ผิวเสียน้ำมากขึ้นช่วงเย็น การสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (transepidermal water loss) สูงขึ้นในช่วงเย็นถึงกลางคืน ผิวที่แห้งอยู่แล้วจะแห้งและคันมากขึ้น ยิ่งนอนห้องแอร์ความชื้นต่ำ

  • ไม่มีอะไรดึงความสนใจ กลางวันสมองรับสิ่งเร้าอื่นมาก สัญญาณคันเลยถูกกลบ พอเงียบ ๆ ในที่มืดจึงรับรู้ความคันชัดขึ้น

  • สาเหตุเฉพาะโรค ตัวหิดออกมาเคลื่อนไหวและขุดโพรงมากขึ้นเมื่อผิวอุ่นตอนกลางคืน ส่วนอาการคันจากภาวะน้ำดีคั่งมีจังหวะของมันเองที่มักรุนแรงที่สุดช่วงค่ำ

แปลว่า "คันตอนกลางคืน" อย่างเดียวบอกโรคไม่ได้ ต้องดูร่วมกับตำแหน่ง ลักษณะผิว และอาการอื่น ถ้าคันทั่วตัวมากกว่าที่มือ อ่านต่อได้ที่คันตามตัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร

คันฝ่ามือ ไม่มีตุ่ม ไม่มีผื่น เป็นอะไรได้บ้าง

นี่คือคำถามที่คนค้นหามากที่สุด และเป็นกลุ่มที่ต้องระวังที่สุด เพราะ "ผิวดูปกติ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค

  • ลักษณะ: คันยิบ ๆ ลึก ๆ ที่ฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง หรือฝ่ามือร่วมกับฝ่าเท้า เกาแล้วไม่หาย มองไม่เห็นตุ่ม ผื่นแดง หรือขุย อาจมีแค่รอยเกาหรือผิวหนาขึ้นจากการเกานาน ๆ

  • สาเหตุ: ที่พบบ่อยคือผิวแห้งระยะแรกที่ยังไม่แตกให้เห็น ส่วนสาเหตุภายในที่ขึ้นชื่อว่า "เริ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้าก่อน" คือภาวะน้ำดีคั่งจากโรคตับและภาวะน้ำดีคั่งในคนท้อง นอกจากนั้นคือโรคไตเรื้อรัง ปลายประสาทอักเสบ (เบาหวาน ขาดวิตามินบี 12) เส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ ขาดธาตุเหล็ก ไทรอยด์เป็นพิษ และยาบางชนิด

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าเป็นไม่กี่วันแล้วดีขึ้นเมื่อทาครีมบำรุง ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้าคันต่อเนื่องเกิน 2–6 สัปดาห์ หรือมีตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด น้ำหนักลด ไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน ถือว่าต้องตรวจหาสาเหตุ และคนท้องที่คันฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่นต้องพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันไม่มีผื่นเกิน 2 สัปดาห์ทั้งที่ทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ คันจนนอนไม่หลับ มีอาการทั่วร่างกายร่วม หรือกำลังตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจผิวละเอียด (บางครั้งผื่นหิดหรือเชื้อราเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) และเจาะเลือดตามความเหมาะสม

คันฝ่ามือจากผิวแห้งและผื่นระคายเคือง (ล้างมือบ่อย เจลแอลกอฮอล์ น้ำยาล้างจาน)

  • ลักษณะ: ฝ่ามือและหลังมือแห้งตึง ขุยละเอียด ลายมือลึกขึ้น ต่อมาแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้วและข้อนิ้ว คันและแสบเวลาโดนน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ มักเป็นทั้ง 2 มือ มือข้างถนัดเป็นมากกว่า

  • สาเหตุ: ผิวชั้นนอกเสียหายจากการล้างมือเกิน 10–20 ครั้งต่อวัน สบู่ที่เป็นด่าง น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำอุ่นจัด และการใส่ถุงมือยางนาน ๆ จนมือชื้นเหงื่อ พบบ่อยในพยาบาล แม่บ้าน ช่างทำผม คนทำอาหาร และแม่ที่มีลูกเล็ก ในภาษาแพทย์เรียกว่าผื่นระคายเคืองจากการสัมผัส (irritant contact dermatitis) ซึ่งเป็นผื่นที่มือที่พบบ่อยที่สุด

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้าปล่อยให้แตกลึกจะเจ็บ ติดเชื้อแบคทีเรียได้ และผิวที่เสียแล้วแพ้สารอื่นง่ายขึ้น ส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ถ้าเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้จริง

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาครีมบำรุงอย่างถูกวิธี 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น แตกเป็นแผลมีน้ำเหลือง หรือเริ่มมีตุ่มน้ำใส ดูวิธีแยกผิวแห้งกับโรคได้ที่มือลอกเกิดจากอะไร

คันฝ่ามือ มีตุ่มใสเล็ก ๆ ข้างนิ้ว (ผื่นตุ่มน้ำใส pompholyx)

  • ลักษณะ: คันหรือแสบร้อนนำมาก่อน 1–2 วัน แล้วเกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–2 มม. ฝังอยู่ใต้ผิว มองคล้าย "เม็ดสาคู" ที่ข้างนิ้วมือ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ไม่แตกง่ายเพราะผิวหนา ผ่านไป 1–3 สัปดาห์ตุ่มแห้งและลอกเป็นวง แล้วกลับมาเป็นซ้ำ มักคันมากช่วงกลางคืนและหน้าร้อน

  • สาเหตุ: เป็นผื่นผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง (dyshidrotic eczema) พบบ่อยในคนที่มีประวัติภูมิแพ้ผิวหนัง เหงื่อออกมือมาก เครียด แพ้โลหะนิกเกิลหรือโคบอลต์ และบางครั้งเป็นปฏิกิริยาต่อเชื้อราที่เท้า ชื่อเดิม "dyshidrosis" แปลว่าต่อมเหงื่อผิดปกติ แต่ความจริงไม่ได้เกิดจากต่อมเหงื่อ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ติดต่อ ไม่อันตราย แต่คันมากและเป็นซ้ำได้หลายปี ถ้าตุ่มขุ่นเป็นหนอง ปวด บวมแดง แปลว่าติดเชื้อแทรก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นครั้งแรก เป็นซ้ำเกิน 3–4 ครั้งต่อปี หรือตุ่มเป็นหนอง อ่านรายละเอียดได้ที่ตุ่มน้ำใสฝ่ามือฝ่าเท้า pompholyx และตุ่มใส ๆ ที่มือ 8 สาเหตุ

คันง่ามนิ้วมือ ข้อมือ ตอนกลางคืน และคนในบ้านคันด้วย (หิด)

  • ลักษณะ: คันรุนแรงมากตอนกลางคืน จนตื่นมาเกา เห็นตุ่มแดงเล็ก ๆ ขนาด 1–3 มม. และบางครั้งเห็นเส้นคดเคี้ยวสีเทายาว 2–10 มม. ซึ่งคือโพรงของตัวหิด ตำแหน่งที่ชอบคือง่ามนิ้วมือ ข้างนิ้ว ข้อมือด้านใน ข้อศอก รักแร้ รอบสะดือ เอว ก้น และอวัยวะเพศ ในผู้ใหญ่ไม่ค่อยขึ้นที่หน้า แต่ในเด็กทารกขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้าได้ชัดมาก และอาจเห็นเป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง

  • สาเหตุ: ตัวไร Sarcoptes scabiei ขุดโพรงอยู่ใต้ผิวชั้นนอก ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวต่อผิวนาน ๆ เช่น นอนเตียงเดียวกัน กอดลูก ดูแลผู้สูงอายุ หรือใช้ผ้าห่มร่วมกัน การติดครั้งแรกจะเริ่มคันหลังรับเชื้อ 2–6 สัปดาห์ ถ้าเคยเป็นมาก่อนจะคันเร็วใน 1–4 วัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อชีวิตในคนทั่วไป แต่ติดต่อต่อคนในบ้านได้ง่ายมาก และเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียได้ ในผู้สูงอายุหรือคนภูมิคุ้มกันต่ำอาจเป็นหิดชนิดสะเก็ดหนา (crusted scabies) ที่มีตัวไรเป็นหมื่นถึงล้านตัว ติดต่อง่ายมาก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันตอนกลางคืนร่วมกับคนในบ้านหรือคนที่ใกล้ชิดคันเหมือนกัน หรือมีตุ่มที่ง่ามนิ้วและข้อมือ ควรตรวจยืนยันด้วยกล้องขยายผิวหนัง (dermoscopy) หรือขูดผิวดูตัวไร และต้องรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกัน ดูวิธีรักษาทั้งบ้านได้ที่หิด คันกลางคืนแบบไหนคือหิด

คันฝ่ามือข้างเดียว คันฝ่าเท้าทั้งสองข้าง (เชื้อราที่มือและเท้า)

  • ลักษณะ: ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างลอกเป็นขุยขาวละเอียดตามร่องผิว คันบ้างไม่คันบ้าง ง่ามนิ้วเท้าเปื่อยขาว และมีฝ่ามือเพียงข้างเดียวลอกเป็นขุยแห้งคล้ายกัน แพทย์เรียกรูปแบบนี้ว่า "สองเท้าหนึ่งมือ" (two feet–one hand syndrome) ซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญของเชื้อรา เพราะผื่นแพ้หรือผิวแห้งมักเป็น 2 มือเท่า ๆ กัน มักพบเล็บเท้าเป็นเชื้อราร่วมด้วย

  • สาเหตุ: เชื้อรากลุ่ม dermatophyte ชนิดเดียวกับกลาก ติดจากเท้าตัวเองมาที่มือข้างที่ใช้เกาหรือแกะเท้า ปัจจัยเสี่ยงคือใส่รองเท้าหุ้มส้นทั้งวัน เท้าอับชื้น เดินเท้าเปล่าในห้องอาบน้ำรวม และเป็นเบาหวาน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ไม่หายเองและลามได้ สิ่งที่ทำให้แย่ลงบ่อยที่สุดคือการทายาสเตียรอยด์หรือครีมแก้คันที่ผสมสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้เชื้อราโตเร็วขึ้นและผื่นเปลี่ยนหน้าตาจนวินิจฉัยยาก (tinea incognito)

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลอกที่มือข้างเดียว ทายาแล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ หรือเล็บหนาเหลืองร่วมด้วย แพทย์ขูดขุยตรวจเชื้อรา (KOH) ได้ผลในไม่กี่นาที ดูเพิ่มที่เท้าลอก เกิดจากอะไร และกลาก ทำไมทาสเตียรอยด์แล้วยิ่งลาม

คันฝ่ามือหลังจับของบางอย่าง (ผื่นแพ้สัมผัส)

  • ลักษณะ: ผื่นแดง คัน มีตุ่มน้ำเล็ก ๆ หรือผิวหนาแตก ขึ้นตรงตำแหน่งที่สัมผัสสาร เช่น ปลายนิ้วที่จับกระเทียม หัวหอม ปลายนิ้วช่างทำผมที่จับน้ำยาย้อมผม ฝ่ามือที่ใส่ถุงมือยาง หรือแนวที่แหวนและนาฬิกาสัมผัส ผื่นมักขึ้นหลังสัมผัส 24–72 ชั่วโมง จึงนึกไม่ออกว่าแพ้อะไร

  • สาเหตุ: ภูมิแพ้ชนิดช้าต่อสารเฉพาะ (allergic contact dermatitis) ที่พบบ่อยคือนิกเกิล สารเร่งยางในถุงมือ (thiurams, carbamates) พาราฟีนิลีนไดอะมีนในน้ำยาย้อมผม น้ำหอม สารกันเสียในสบู่เหลวและครีม (methylisothiazolinone) และโครเมตในปูนซีเมนต์

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ติดต่อ แต่ถ้ายังสัมผัสสารต่อ ผื่นจะเรื้อรังและลามขึ้นแขนได้ อาชีพที่ต้องจับสารนั้นทุกวันอาจทำงานต่อไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าแพ้อะไร

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นที่มือเรื้อรังเกิน 3 เดือน หรือกลับมาทุกครั้งที่กลับไปทำงาน ควรทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยการแปะสาร (patch test) เพื่อหาสารที่แพ้ให้ชัด ดูรายละเอียดที่ผื่นภูมิแพ้สัมผัส contact dermatitis

ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา แตก คัน (สะเก็ดเงินที่ฝ่ามือฝ่าเท้า)

  • ลักษณะ: ปื้นผิวหนาสีชมพูอมแดง ขอบชัด ขุยหนาสีขาวเงิน มักเป็นทั้ง 2 ข้างสมมาตร แตกเป็นร่องลึกเจ็บ บางชนิดมีตุ่มหนองปลอดเชื้อสีเหลืองขนาด 2–4 มม. ขึ้นกลางฝ่ามือฝ่าเท้าแล้วเปลี่ยนเป็นจุดสีน้ำตาล (palmoplantar pustulosis) คันได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนมาก

  • สาเหตุ: โรคภูมิคุ้มกันที่เร่งการสร้างผิวเร็วกว่าปกติ ผื่นที่มือถูกกระตุ้นซ้ำจากแรงกดและการเสียดสี ชนิดตุ่มหนองสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่อย่างชัดเจน อาจพบผื่นที่ศอก เข่า หนังศีรษะ หรือเล็บเป็นหลุมร่วมด้วย

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ติดต่อ แต่ผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้ากระทบคุณภาพชีวิตมากเพราะใช้มือเดินเท้าทุกวัน และมักดื้อต่อยาทามากกว่าผื่นที่อื่น

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นหนาแตกเรื้อรัง ทายาทั่วไปไม่ดีขึ้น หรือมีปวดข้อนิ้วร่วม ดูเพิ่มที่สะเก็ดเงิน อาการเริ่มแรกและการรักษา

คันฝ่ามือฝ่าเท้าจากโรคตับ (ภาวะน้ำดีคั่ง cholestasis)

  • ลักษณะ: คันลึก ๆ ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าก่อน แล้วค่อยลามไปทั่วตัว คันมากที่สุดช่วงค่ำถึงกลางดึก ผิวดูปกติหรือมีแค่รอยเกา บางคนคันนำมาก่อนตาเหลืองหลายเดือนถึงหลายปี อาการร่วมที่ต้องถาม ได้แก่ ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีชาเข้ม อุจจาระสีซีดคล้ายดินน้ำมัน อ่อนเพลีย

  • สาเหตุ: ท่อน้ำดีตีบหรือถูกอุด ทำให้สารในน้ำดีและสารกระตุ้นความคันบางชนิด (เช่น lysophosphatidic acid) คั่งในเลือด โรคที่พบ ได้แก่ ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังชนิดปฐมภูมิ (primary biliary cholangitis) ซึ่งพบมากในผู้หญิงอายุ 40–60 ปี นิ่วในท่อน้ำดี ตับอักเสบจากไวรัสบีหรือซี ตับอักเสบจากยาหรือสมุนไพร และก้อนที่กดท่อน้ำดี

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: อาการคันเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่โรคผิวหนัง ถ้ามีตาเหลืองร่วมกับปวดท้องด้านขวาบนหรือไข้หนาวสั่น ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันฝ่ามือฝ่าเท้าไม่มีผื่นเกิน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคน คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มีไวรัสตับอักเสบ หรือเพิ่งเริ่มยาหรือสมุนไพรใหม่ในช่วง 1–3 เดือน การตรวจเบื้องต้นคือเลือดดูการทำงานของตับ โดยเฉพาะ ALP, GGT และบิลิรูบิน

คนท้องคันฝ่ามือฝ่าเท้าตอนกลางคืน (ภาวะน้ำดีคั่งขณะตั้งครรภ์)

  • ลักษณะ: คันมากที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น มักเริ่มในไตรมาสที่สาม หลังอายุครรภ์ราว 28–30 สัปดาห์ คันรุนแรงที่สุดตอนกลางคืน อาจลามไปทั้งตัว ส่วนน้อยมีตัวเหลืองเล็กน้อย

  • สาเหตุ: ภาวะน้ำดีคั่งขณะตั้งครรภ์ (intrahepatic cholestasis of pregnancy) จากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่สูงมากในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ร่วมกับพันธุกรรม พบราว 0.3–5% ของการตั้งครรภ์แตกต่างตามเชื้อชาติ พบมากขึ้นในครรภ์แฝด ครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว และคนที่เคยเป็นในครรภ์ก่อน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: แม่ไม่อันตราย และอาการหายภายใน 2–4 สัปดาห์หลังคลอด แต่ทารกเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ขี้เทาปนในน้ำคร่ำ และเสียชีวิตในครรภ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกรดน้ำดีในเลือดสูงเกิน 100 ไมโครโมล/ลิตร นี่คืออาการคันเดียวในบทความนี้ที่ต้องรีบที่สุด

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คนท้องที่คันฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น ต้องแจ้งสูติแพทย์ภายใน 1–2 วัน เพื่อเจาะเลือดตรวจกรดน้ำดี (serum bile acids) และการทำงานของตับ ค่ากรดน้ำดีตั้งแต่ 10 ไมโครโมล/ลิตรขึ้นไปร่วมกับอาการคันถือว่าเข้าเกณฑ์ ยาที่สูติแพทย์ใช้คือ ursodeoxycholic acid (ยูโซดีออกซีโคลิก แอซิด) ขนาดราว 10–15 มก./กก./วัน ช่วยลดอาการคัน และแพทย์จะวางแผนเวลาคลอดตามระดับกรดน้ำดี ห้ามซื้อยาแก้คันกินเองระหว่างตั้งครรภ์ ผื่นคันที่มีตุ่มในคนท้องเป็นอีกกลุ่มโรค ดูได้ที่การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังขณะตั้งครรภ์

คันฝ่าเท้าตอนกลางคืน แสบร้อน ชา เป็นเบาหวานไหม

  • ลักษณะ: คันยุบยิบ แสบร้อน เหมือนมดกัดหรือเข็มทิ่มที่ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง เริ่มที่ปลายนิ้วเท้าแล้วลามขึ้นเป็นรูป "ถุงเท้า" เป็นมากตอนกลางคืนเวลาผ้าห่มโดนเท้า ต่อมาเริ่มชา รับความรู้สึกเจ็บหรือร้อนเย็นได้น้อยลง ถ้าเป็นที่มือจะเป็นรูป "ถุงมือ" ภายหลังเท้า

  • สาเหตุ: ปลายประสาทเส้นเล็กอักเสบ (small fiber neuropathy) ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี รองลงมาคือขาดวิตามินบี 12 (โดยเฉพาะคนที่กินยา metformin นานหลายปีหรือกินมังสวิรัติเคร่ง) ดื่มแอลกอฮอล์มาก และยาเคมีบำบัดบางชนิด นอกจากนี้เบาหวานยังทำให้ผิวแห้งมากขึ้นและติดเชื้อราที่เท้าง่ายขึ้นอีกทาง

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่เป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทเริ่มเสื่อม เท้าที่ชาจะเกิดแผลโดยไม่รู้ตัวและติดเชื้อลุกลามได้ อาการคันแบบนี้ทายาแก้คันไม่ค่อยได้ผลเพราะต้นเหตุอยู่ที่เส้นประสาท

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันแสบร้อนฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างเกิน 2–4 สัปดาห์ หรือเริ่มชา ควรตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FBS) น้ำตาลสะสม (HbA1c) และระดับวิตามินบี 12 ถ้าเป็นเบาหวานอยู่แล้วควรตรวจเท้าทุกปี ดูเพิ่มที่โรคผิวหนังจากเบาหวาน

คันแบบไหนเป็นโรคไต

  • ลักษณะ: คันได้ทั้งตัว ที่พบบ่อยคือหลัง แขน และขา แต่คันที่ฝ่ามือฝ่าเท้าก็พบได้ มักคันทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน คันมากตอนกลางคืนและหลังฟอกไต ผิวแห้งมากร่วมด้วย ผิวดูปกติหรือมีแต่รอยเกาและตุ่มแข็งจากการเกาเรื้อรัง

  • สาเหตุ: อาการคันจากโรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease–associated pruritus หรือ uremic pruritus) เกิดจากของเสียคั่ง ผิวแห้ง ฟอสเฟตและพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง และระบบประสาทรับความคันทำงานผิดปกติ พบในผู้ป่วยฟอกไตราว 40% และมักเป็นเมื่อไตเสื่อมระยะ 4–5 แล้ว

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: คนที่ไตยังดีเกือบปกติไม่ควรคันจากไต ดังนั้นถ้าไม่เคยมีโรคไต อาการคันอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าไตวาย แต่ถ้ามีเบาหวาน ความดันสูง บวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรือปัสสาวะน้อยลงร่วมด้วย ควรตรวจ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตรวจค่าไต (BUN, creatinine และค่า eGFR) เมื่อคันไม่มีผื่นนานเกิน 6 สัปดาห์ ผู้ป่วยโรคไตที่คันควรแจ้งแพทย์โรคไต เพราะการปรับการฟอกไต คุมฟอสเฟต และยาเฉพาะ เช่น กาบาเพนติน (gabapentin) ขนาดต่ำ 100 มก. หลังฟอกไต ช่วยได้ ห้ามปรับยาเองเพราะยาหลายตัวต้องลดขนาดในคนไตเสื่อม

คันยิบ ๆ ชามือ ตื่นกลางดึกต้องสะบัดมือ (เส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ)

  • ลักษณะ: ชา ยิบ ๆ หรือรู้สึกคันแปลก ๆ ที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนางแต่ไม่รวมนิ้วก้อย มักทำให้ตื่นตอนตี 2–4 ต้องสะบัดมือหรือห้อยมือลงข้างเตียงแล้วดีขึ้น เป็นหลังใช้มือบิด กำ หรือถือโทรศัพท์นาน ๆ

  • สาเหตุ: เส้นประสาทมีเดียนถูกกดที่อุโมงค์ข้อมือ (carpal tunnel syndrome) พบบ่อยในผู้หญิงอายุ 40–60 ปี คนท้อง คนทำงานใช้ข้อมือซ้ำ ๆ เบาหวาน และไทรอยด์ทำงานต่ำ ตอนนอนข้อมือมักงอค้างไว้ ความดันในอุโมงค์จึงสูงขึ้น อาการเลยเด่นตอนกลางคืน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่โรคผิวหนังและยาทาไม่ช่วย ถ้าปล่อยนานจนกล้ามเนื้อโคนนิ้วโป้งลีบ มือจะอ่อนแรงถาวร

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: อาการ "คัน" ที่จริง ๆ แล้วเป็นชายิบ ๆ ตามแนวนิ้วดังกล่าว ควรพบแพทย์ออร์โธปิดิกส์หรือแพทย์ประสาท เพื่อตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท การรักษาเริ่มจากเฝือกดามข้อมือตอนกลางคืน

คันจากยา โรคเลือด ไทรอยด์ และอาการคันแบบไหนเป็นมะเร็ง

กลุ่มนี้พบน้อยกว่ากลุ่มอื่นมาก แต่เป็นเหตุผลที่แพทย์ต้องถามประวัติละเอียดเมื่อคันไม่มีผื่น

  • ลักษณะ: คันทั้งตัวหรือเริ่มที่มือเท้า ผิวดูปกติ บางชนิดมีจุดเด่น เช่น คันแสบทันทีหลังอาบน้ำ 10–30 นาทีโดยไม่มีผื่น (aquagenic pruritus) ซึ่งเป็นอาการของโรคเลือดข้นชนิด polycythemia vera ได้

  • สาเหตุ: ยา เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาต้านมาลาเรียคลอโรควินและไฮดรอกซีคลอโรควีน ยาความดันบางชนิด ยาเคมีบำบัดชนิดกิน capecitabine ที่ทำให้ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงแสบ (hand-foot syndrome) โรคเลือด เช่น ขาดธาตุเหล็ก เลือดข้น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งมักมีใจสั่น มือสั่น น้ำหนักลด และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะชนิดฮอดจ์กิน ซึ่งพบอาการคันได้ราว 10–30% ของผู้ป่วย บางคนคันนำมาก่อนตรวจพบก้อนหลายเดือน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: อาการคันที่ควรคิดถึงมะเร็งคือคันเรื้อรังไม่มีผื่น ร่วมกับ "อาการ B" ได้แก่ ไข้เป็น ๆ หาย ๆ โดยไม่มีสาเหตุ เหงื่อออกมากตอนกลางคืนจนเปียกเสื้อ น้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน หรือคลำเจอต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ โอกาสเป็นมะเร็งต่ำมาก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เริ่มยาใหม่แล้วคันภายใน 1–8 สัปดาห์ ให้นำยาทุกตัวมาให้แพทย์ดู ห้ามหยุดยาโรคประจำตัวเอง ถ้าคันร่วมกับอาการ B ให้พบแพทย์อายุรกรรมเพื่อตรวจเลือด (CBC, ferritin, TSH) และตรวจร่างกายหาต่อมน้ำเหลือง

คันฝ่ามือ ความเชื่อว่าเงินจะเข้า จริงไหม

ในไทยมีความเชื่อเก่าว่าคันฝ่ามือซ้ายหรือขวาแปลว่าจะได้เงินหรือจะเสียเงิน ซึ่งเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์รองรับ ปัญหาคือความเชื่อนี้ทำให้หลายคนมองข้ามอาการที่เป็นอยู่นานหลายเดือน ทางการแพทย์ อาการคันที่ฝ่ามือคืออาการคันที่ผิวหนังส่วนหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุได้ตามที่อธิบายไว้ข้างบน ถ้าคันแค่ไม่กี่นาทีแล้วหายไปเอง ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าคันทุกคืนจนนอนไม่หลับ ควรหาสาเหตุจริง

คันฝ่ามือ 2 ข้าง กับข้างเดียว บอกอะไรได้บ้าง

ตำแหน่งและความสมมาตรเป็นเบาะแสที่ใช้ได้จริงก่อนไปพบแพทย์

  • คันฝ่ามือทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน ผิวดูปกติ — นึกถึงผิวแห้ง โรคตับ ภาวะน้ำดีคั่งในคนท้อง โรคไต ยา หรือปลายประสาทอักเสบ

  • ผื่นที่มือทั้ง 2 ข้าง มีขุยหรือตุ่มใส — ผื่นระคายเคือง pompholyx ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือสะเก็ดเงิน

  • มือข้างเดียว ร่วมกับฝ่าเท้า 2 ข้าง — นึกถึงเชื้อราก่อน

  • มือข้างที่ถนัด หรือตำแหน่งที่จับของเฉพาะอย่าง — ผื่นระคายเคืองหรือผื่นแพ้สัมผัส

  • ง่ามนิ้ว ข้อมือ และคนในบ้านคันด้วย — หิด

  • ชายิบ ๆ นิ้วโป้งถึงนิ้วนาง ตื่นกลางดึก — เส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ

ตรวจอะไรบ้าง เมื่อคันฝ่ามือฝ่าเท้าไม่หาย

การตรวจขึ้นกับสิ่งที่เห็นบนผิว แพทย์ผิวหนังจะไม่สั่งตรวจเลือดทุกอย่างทุกคน แต่เลือกตามเบาะแส

  • ตรวจผิวด้วยกล้องขยาย (dermoscopy) มองหาโพรงหิด ขุยของเชื้อรา หรือลักษณะของสะเก็ดเงิน

  • ขูดขุยตรวจเชื้อรา (KOH) รู้ผลภายใน 10–15 นาที

  • ขูดผิวหาตัวหิดหรือไข่หิด ที่โพรงบริเวณง่ามนิ้ว

  • ทดสอบแปะสาร (patch test) สำหรับผื่นที่มือเรื้อรังที่สงสัยแพ้สาร ใช้เวลาอ่านผล 2–4 วัน

  • เลือดเมื่อคันไม่มีผื่นเกิน 6 สัปดาห์ ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ธาตุเหล็กสะสม (ferritin) การทำงานของตับ (ALP, GGT, bilirubin, AST, ALT) ค่าไต (BUN, creatinine) น้ำตาล (FBS, HbA1c) ไทรอยด์ (TSH) และตามความเสี่ยง เช่น ไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือ HIV

  • คนท้อง ตรวจกรดน้ำดีในเลือดและการทำงานของตับ

วิธีแก้คันฝ่ามือตอนกลางคืนเบื้องต้นที่บ้าน

วิธีเหล่านี้ช่วยให้นอนหลับได้ในระหว่างรอพบแพทย์ และเป็นพื้นฐานของการรักษาผื่นที่มือทุกชนิด แต่ไม่ได้รักษาหิด เชื้อรา หรือโรคภายใน

  1. ประคบเย็น 10–15 นาที ด้วยผ้าชุบน้ำเย็นหรือแพ็กเย็นห่อผ้า ความเย็นกดสัญญาณคันได้เร็ว ห้ามแช่น้ำอุ่นจัด เพราะรู้สึกดีชั่วครู่แต่ทำให้ผิวแห้งและคันกลับมาแรงกว่าเดิม

  2. ทาครีมบำรุงแบบข้นทันทีหลังล้างมือทุกครั้ง ภายใน 3 นาทีขณะมือยังหมาด ๆ เลือกสูตรไม่มีน้ำหอม ถ้าฝ่ามือหนาแตกใช้ครีมที่มียูเรีย (urea) 10–20% หรือกรดแลคติก ซึ่งช่วยละลายขี้ไคลที่หนาและดึงน้ำเข้าผิว

  3. ก่อนนอนทาครีมหนา ๆ แล้วใส่ถุงมือผ้าฝ้าย ทิ้งไว้ทั้งคืน ช่วยให้ครีมซึมเข้าผิวหนาได้ดีขึ้น และกันการเกาขณะหลับ

  4. ตัดเล็บสั้น และตะไบให้เรียบ การเกาทำให้ผิวอักเสบเพิ่ม และผิวที่อักเสบก็ยิ่งคัน เป็นวงจรที่ต้องตัดให้ได้

  5. เปลี่ยนวิธีล้างมือ ใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่ไม่มีฟอง น้ำอุณหภูมิห้อง ซับให้แห้งรวมถึงง่ามนิ้ว ใส่ถุงมือเมื่อล้างจานหรือซักผ้า โดยใส่ถุงมือผ้าฝ้ายด้านในอีกชั้นถ้าต้องใส่นานเกิน 15–20 นาที

  6. ห้องนอนเย็นและไม่แห้งเกินไป อุณหภูมิห้องที่เย็นสบายลดความคันตอนกลางคืน ถ้าเปิดแอร์ทั้งคืนผิวจะแห้ง ให้ทาครีมเพิ่มก่อนนอน

  7. โลชั่นเย็นที่มีเมนทอล (menthol) 0.5–1% หรือปราม็อกซีน (pramoxine) 1% ทาเสริมได้ช่วงที่คันมาก ใช้ได้บนผิวที่ไม่แตกเป็นแผล

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือซื้อครีมสเตียรอยด์แรงหรือครีมรวมสเตียรอยด์กับยาฆ่าเชื้อรามาทาเองนาน ๆ เพราะถ้าเป็นเชื้อราหรือหิดจะทำให้ลามและวินิจฉัยยากขึ้น และไม่ควรทาแอลกอฮอล์ น้ำมันระกำ หรือยาหม่องบนผิวที่แตก

ยาที่แพทย์ใช้จริง แยกตามสาเหตุ

การรักษาอาการคันฝ่ามือขึ้นกับสาเหตุทั้งหมด ยาแก้แพ้อย่างเดียวช่วยได้น้อยในเกือบทุกกลุ่ม ข้างล่างคือแนวทางที่แพทย์ผิวหนังใช้ เพื่อให้เข้าใจว่าจะได้รับอะไร และเกณฑ์ที่บอกว่าได้ผลหรือไม่

1. ผื่นระคายเคือง ผื่นแพ้สัมผัส และ pompholyx

  • ยาทาสเตียรอยด์ความแรงสูง เพราะผิวฝ่ามือหนา ยาอ่อนซึมไม่ถึง ที่ใช้บ่อยคือ โมเมทาโซน (mometasone furoate) 0.1% หรือ เบตาเมทาโซนวาเลอเรต (betamethasone valerate) 0.1% วันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ผื่นหนามากแพทย์อาจใช้ โคลเบทาซอล (clobetasol propionate) 0.05% ซึ่งแรงที่สุด โดยทั่วไปไม่เกิน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน แล้วลดเป็นทาเฉพาะวันเว้นวันหรือสุดสัปดาห์

  • ยาทากลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ทาโครลิมัส (tacrolimus) 0.1% ใช้ในช่วงคุมอาการระยะยาวเพื่อลดการใช้สเตียรอยด์

  • ได้ผล เมื่อคันลดลงชัดใน 1 สัปดาห์ และผื่นเรียบขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ ไม่ได้ผล เมื่อผ่าน 4 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องทบทวนการวินิจฉัย ทำ patch test หรือหาสิ่งที่ยังสัมผัสอยู่

  • ผื่นที่มือเรื้อรังรุนแรงที่ดื้อยาทา แพทย์อาจพิจารณายากินกดภูมิหรือการฉายแสงอัลตราไวโอเลตเฉพาะที่มือ ซึ่งต้องประเมินเป็นรายบุคคล

2. หิด

  • เพอร์เมทริน (permethrin) 5% ครีม ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า รวมใต้เล็บ ง่ามนิ้ว และอวัยวะเพศ ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วล้างออก ทาซ้ำอีกครั้งใน 7 วัน

  • ทางเลือกในผู้ใหญ่คือ เบนซิลเบนโซเอต (benzyl benzoate) 25% หรือยากิน ไอเวอร์เมกติน (ivermectin) 200 ไมโครกรัม/กก. ครั้งเดียวแล้วซ้ำใน 7–14 วัน ไอเวอร์เมกตินไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กน้ำหนักต่ำกว่า 15 กก.

  • ทุกคนในบ้านต้องรักษาพร้อมกันในวันเดียวกัน แม้ยังไม่คัน และซักผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าที่ใช้ใน 3 วันก่อนหน้าด้วยน้ำร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียส หรือใส่ถุงปิดไว้ 72 ชั่วโมง

  • ได้ผล เมื่อไม่มีตุ่มใหม่หลังทายาครั้งที่ 2 แต่อาการคันอาจค้างต่อได้อีก 2–4 สัปดาห์แม้ตัวหิดตายแล้ว ช่วงนี้ใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนและยาแก้แพ้ช่วยได้ ถ้าผ่าน 4 สัปดาห์ยังมีตุ่มใหม่ แปลว่ารักษาไม่ครบหรือติดซ้ำจากคนในบ้าน

3. เชื้อราที่มือและเท้า

  • ยาทา เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% วันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ หรือ โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% / คีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ทาเลยขอบผื่นออกไป 2 ซม. และทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย

  • ฝ่าเท้าหนาแบบรองเท้าโมคาซิน หรือเป็นทั้งมือและเล็บ ยาทาซึมไม่ถึง แพทย์จะใช้ยากิน เช่น เทอร์บินาฟีน 250 มก. วันละครั้ง นาน 2–6 สัปดาห์ หรือ ไอทราโคนาโซล (itraconazole) ตามแผนที่แพทย์กำหนด และอาจตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มยา

  • ต้องรักษาเท้าไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นมือจะติดซ้ำจากเท้า ได้ผล เมื่อขุยหายและตรวจ KOH ไม่พบเชื้อ

4. ภาวะน้ำดีคั่งจากโรคตับ

  • รักษาที่ต้นเหตุก่อน เช่น เอานิ่วออก หยุดยาหรือสมุนไพรที่เป็นสาเหตุ รักษาไวรัสตับอักเสบ

  • ยาลดอาการคันที่แพทย์อายุรกรรมโรคตับใช้ ได้แก่ โคเลสไทรามีน (cholestyramine) 4 กรัม ครั้งละ 1 ซอง เริ่มวันละ 1–2 ครั้ง ปรับได้ถึง 16 กรัม/วัน ต้องกินห่างจากยาอื่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนหรือ 4–6 ชั่วโมงหลัง เพราะจับยาอื่นไว้ ถ้าไม่ได้ผลแพทย์อาจใช้ ไรแฟมพิซิน (rifampicin) 150–300 มก./วัน พร้อมเจาะเลือดติดตามตับ หรือ naltrexone และ sertraline ตามลำดับ

  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแทบไม่ช่วยอาการคันจากน้ำดีคั่ง

5. โรคไตและปลายประสาทอักเสบ

  • คุมน้ำตาล คุมฟอสเฟต ให้วิตามินบี 12 เมื่อขาด และทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ

  • ยากลุ่มที่ทำงานที่เส้นประสาท เช่น กาบาเพนติน (gabapentin) หรือ พรีกาบาลิน (pregabalin) เริ่มขนาดต่ำก่อนนอน แพทย์ต้องปรับขนาดตามการทำงานของไต เพราะคนไตเสื่อมได้รับผลข้างเคียงง่วงซึมและเวียนหัวได้มากกว่าปกติ

ยาแก้แพ้ (antihistamine) ใช้ได้แค่ไหน

  • ยาแก้แพ้ชนิดง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) 4 มก. หรือ ไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) 10–25 มก. ก่อนนอน ช่วยให้หลับได้ในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้รักษาต้นเหตุ ผู้สูงอายุต้องระวังเพราะทำให้มึนงง ปัสสาวะไม่ออก และเสี่ยงหกล้มกลางดึก

  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง เช่น เซทิริซีน (cetirizine) 10 มก. หรือ ลอราทาดีน (loratadine) 10 มก. วันละครั้ง ได้ผลดีกับลมพิษ แต่ช่วยน้อยมากกับผิวแห้ง ผื่นที่มือ และอาการคันจากโรคภายใน ถ้าคันพร้อมผื่นนูนแดงที่ขึ้นแล้วยุบใน 24 ชั่วโมง ดูเพิ่มที่ลมพิษ เกิดจากอะไร

การเลือกยา ความแรง และระยะเวลาใช้ยาเป็นหน้าที่ของแพทย์หลังตรวจ โดยเฉพาะยากินทุกชนิด คนท้อง คนที่ให้นมบุตร เด็ก และคนที่มีโรคตับหรือโรคไต

เมื่อไรต้องพบแพทย์ทันที หรือภายในไม่กี่วัน

  • ตั้งครรภ์และคันฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะไตรมาสที่สาม — แจ้งสูติแพทย์ภายใน 1–2 วัน

  • คันร่วมกับตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีชา อุจจาระซีด — พบแพทย์ภายในไม่กี่วัน ถ้ามีไข้หนาวสั่นหรือปวดท้องขวาบนร่วมด้วย ไปโรงพยาบาลทันที

  • คันร่วมกับไข้ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดเกิน 10% หรือคลำเจอต่อมน้ำเหลืองโต

  • คนในบ้านคันพร้อมกัน — สงสัยหิด ต้องรักษาทั้งบ้าน

  • ผื่นที่มือแตกเป็นแผลมีหนอง บวมแดงร้อน หรือมีเส้นแดงลามขึ้นแขน — ติดเชื้อแบคทีเรีย

  • คันไม่มีผื่นนานเกิน 6 สัปดาห์ หรือผื่นที่มือไม่ดีขึ้นหลังดูแลถูกวิธี 2–4 สัปดาห์

  • ชาเท้า เริ่มมีแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัว หรือมือเริ่มอ่อนแรง หยิบของหล่น

สรุปสั้น ๆ

  • คันฝ่ามือตอนกลางคืนส่วนใหญ่เกิดจากโรคผิวหนังเฉพาะที่ ได้แก่ ผิวแห้งและผื่นระคายเคือง pompholyx ผื่นแพ้สัมผัส หิด และเชื้อรา ซึ่งเห็นผื่นหรือตุ่มได้

  • คันกลางคืนมากกว่ากลางวันเพราะคอร์ติซอลต่ำสุด ผิวอุ่นขึ้น ผิวเสียน้ำมากขึ้น และไม่มีอะไรดึงความสนใจ

  • คันฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น ต้องคิดถึงภาวะน้ำดีคั่งจากโรคตับ ภาวะน้ำดีคั่งในคนท้อง โรคไต ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน และยา

  • คันง่ามนิ้วและข้อมือตอนกลางคืนพร้อมคนในบ้าน คือหิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ ต้องทาเพอร์เมทริน 5% ทั้งบ้านและซ้ำใน 7 วัน

  • ฝ่ามือหนาทำให้ยาอ่อนไม่ได้ผล ผื่นที่มือมักต้องใช้สเตียรอยด์ความแรงสูง 2–4 สัปดาห์ร่วมกับครีมยูเรีย และต้องไม่ใช่เชื้อราก่อนทา

  • สิ่งที่ควรทำทันทีถ้าตั้งครรภ์และคันฝ่ามือฝ่าเท้า คือแจ้งสูติแพทย์เพื่อตรวจกรดน้ำดีภายใน 1–2 วัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องคันฝ่ามือตอนกลางคืน

อาการคันตามฝ่ามือเกิดจากอะไร

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือผิวแห้งและผื่นระคายเคืองจากการล้างมือบ่อย เจลแอลกอฮอล์ และน้ำยาทำความสะอาด รองลงมาคือผื่นตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ (pompholyx) ผื่นแพ้สัมผัส เชื้อรา และหิด ซึ่งส่วนใหญ่มีผื่น ขุย หรือตุ่มให้เห็น ถ้าคันที่ฝ่ามือโดยผิวดูปกติ โดยเฉพาะคันทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้า ต้องนึกถึงสาเหตุภายใน เช่น ภาวะน้ำดีคั่งจากโรคตับ ภาวะน้ำดีคั่งขณะตั้งครรภ์ โรคไต เบาหวาน และยาบางชนิด ถ้าทาครีมบำรุงสม่ำเสมอ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน หรือคันต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจผิวและเจาะเลือดตามความเหมาะสม

ทําไมมือถึงคันยิบๆ ตอนกลางคืน?

ตอนกลางคืนฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งช่วยลดการอักเสบลดลงต่ำสุด ร่างกายระบายความร้อนออกทางมือเท้าทำให้ผิวอุ่นขึ้น ผิวเสียน้ำมากขึ้น และไม่มีสิ่งอื่นดึงความสนใจ อาการคันจากผิวแห้ง ผื่นอักเสบ และภาวะน้ำดีคั่งจึงเด่นช่วงนี้ ส่วนหิดคันมากตอนกลางคืนเพราะตัวไรเคลื่อนไหวมากขึ้นเมื่อผิวอุ่น แต่ถ้าความรู้สึกเป็น "ชายิบ ๆ" ที่นิ้วโป้งถึงนิ้วนาง ตื่นกลางดึกแล้วต้องสะบัดมือ มักเป็นเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ ไม่ใช่โรคผิวหนัง ควรแยกให้ออกเพราะรักษาคนละแบบ

คันแบบไหนเป็นเบาหวาน

เบาหวานทำให้คันได้ 3 แบบ แบบแรกคือผิวแห้งทั้งตัวโดยเฉพาะขาและเท้า แบบที่สองคือติดเชื้อราง่าย เช่น เชื้อราที่ง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้า ขาหนีบ และใต้ราวนม ซึ่งคันร่วมกับมีขุยหรือผื่นแดง แบบที่สามคือปลายประสาทอักเสบ ซึ่งรู้สึกคันยุบยิบ แสบร้อน เหมือนเข็มทิ่มที่ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง เป็นมากตอนกลางคืน แล้วค่อย ๆ ชา อาการคันอย่างเดียววินิจฉัยเบาหวานไม่ได้ ต้องตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FBS) หรือน้ำตาลสะสม (HbA1c) ค่า FBS ตั้งแต่ 126 มก./ดล. หรือ HbA1c ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปเข้าเกณฑ์เบาหวาน

คันแบบไหนเป็นโรคไต

อาการคันจากโรคไตมักเกิดเมื่อไตเสื่อมมากแล้ว คือระยะ 4–5 หรือกำลังฟอกไต ลักษณะคือคันทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน พบบ่อยที่หลัง แขน ขา และฝ่ามือฝ่าเท้า คันมากตอนกลางคืน ผิวแห้งมาก และไม่มีผื่นชัดนอกจากรอยเกา ผู้ป่วยฟอกไตมีอาการคันราว 40% ถ้าไม่เคยมีโรคไตมาก่อน อาการคันอย่างเดียวไม่ได้บ่งว่าไตวาย แต่ถ้ามีเบาหวาน ความดันสูง ขาบวม ปัสสาวะเป็นฟองหรือออกน้อยลงร่วมด้วย ควรตรวจค่าไต (creatinine และ eGFR) และปัสสาวะ

อาการคันแบบไหนเป็นมะเร็ง

อาการคันที่ควรตรวจหามะเร็งพบน้อยมาก ลักษณะที่ต้องระวังคือคันทั่วตัวเรื้อรังเกิน 6 สัปดาห์โดยไม่มีผื่นและหาสาเหตุอื่นไม่พบ ร่วมกับไข้เป็น ๆ หาย ๆ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน น้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน หรือคลำเจอต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ซึ่งเข้าได้กับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะชนิดฮอดจ์กิน อีกแบบคือคันแสบหลังอาบน้ำโดยไม่มีผื่น ซึ่งพบในโรคเลือดข้น และคันร่วมกับตาเหลืองในมะเร็งที่อุดท่อน้ำดี ถ้าไม่มีอาการร่วมเหล่านี้ โอกาสที่อาการคันจะมาจากมะเร็งต่ำมาก แพทย์จะเริ่มจากการตรวจเลือดพื้นฐานและตรวจร่างกาย

คันฝ่ามือไม่มีตุ่ม ทำยังไงดี

เริ่มจากดูแลผิวก่อน ทาครีมบำรุงแบบข้นที่ไม่มีน้ำหอมหรือครีมยูเรีย 10–20% หลังล้างมือทุกครั้ง ประคบเย็น 10–15 นาทีเวลาคัน ใส่ถุงมือผ้าฝ้ายตอนนอน ตัดเล็บสั้น และใช้สบู่อ่อน ถ้าเป็นผิวแห้งอาการควรดีขึ้นชัดใน 1–2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้น หรือคันทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้า ตั้งครรภ์ มีตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เป็นเบาหวานหรือโรคไต ควรพบแพทย์เพื่อตรวจการทำงานของตับ ไต น้ำตาล ไทรอยด์ และความสมบูรณ์ของเลือด ไม่ควรซื้อครีมสเตียรอยด์แรงมาทาเองนาน ๆ เพราะถ้าเป็นเชื้อราหรือหิดจะยิ่งลาม

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจไปพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะราย การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยาต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ทุกครั้ง หากตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคตับหรือโรคไต ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มยาทุกชนิด

อ่านเรื่องผิวแห้งเพิ่มเติมได้ที่ผิวแห้งแตก xerosis และโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่แพทย์ผิวหนังของเราเขียนไว้ได้ที่ศูนย์รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 27 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ตุ่มที่อวัยวะเพศ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 แบบ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แบบไหนเป็นโรคติดต่อ และเมื่อไรต้องพบแพทย์

ตุ่มที่อวัยวะเพศ (genital bumps / genital lesions) คือตุ่ม ก้อน หรือตุ่มน้ำที่ขึ้นบนแคม ปากช่องคลอด องคชาต ถุงอัณฑะ หรือขาหนีบ สาเหตุมีตั้งแต่ภาวะปกติของผิวที่ไม่ต้องรักษาเลย เช่น ตุ่มไขมันฟอร์ไดซ์ (F

 
 
 
แผลน้ำร้อนลวก ใช้อะไรทา แพทย์ผิวหนังแยกแผล 4 ระดับ ยาทาตัวไหน กี่วันหาย และเมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล

แผลน้ำร้อนลวก (scald burn) คือการบาดเจ็บของผิวหนังจากของเหลวร้อนหรือไอน้ำ เป็นแผลไหม้จากความร้อน (thermal burn) ชนิดที่พบบ่อยที่สุดในบ้าน ความลึกของแผลแบ่งได้ 4 ระดับ ตั้งแต่ผิวแดงแสบที่หายเองใน 3–7 ว

 
 
 
โฟมล้างหน้าลดสิว เลือกยังไง แพทย์ผิวหนังอธิบายส่วนผสม ซาลิไซลิก เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ให้ตรงชนิดสิว

โฟมล้างหน้าลดสิว (acne cleanser หรือ medicated cleanser) คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ใส่ตัวยาหรือสารออกฤทธิ์ต่อสิว เช่น ซาลิไซลิก แอซิด (salicylic acid) 0.5–2% หรือ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ