top of page

ลมพิษ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกลมพิษเฉียบพลันกับเรื้อรัง ทำไมส่วนใหญ่ไม่ใช่การแพ้อาหาร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

4 ส.ค.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 7 ส.ค.

ลมพิษคือผื่นนูนแดงคันที่เกิดจากการหลั่งสารฮีสตามีนใต้ผิวหนัง ผื่นแต่ละจุดยุบเองภายในหนึ่งวัน แต่คำถามที่สำคัญกว่า “เกิดจากอะไร” คือ “เป็นมานานแค่ไหน” เพราะลมพิษเฉียบพลันกับลมพิษเรื้อรังมีสาเหตุและวิธีดูแลต่างกันคนละเรื่อง

คนไข้จำนวนมากที่มาด้วยลมพิษถามคำถามแรกเหมือนกันหมดว่า “ไปแพ้อะไรมา” และมักกลับบ้านไปพร้อมรายการอาหารต้องห้ามยาว ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ลมพิษที่เป็นเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารเลย บทความนี้เราจะอธิบายว่าลมพิษเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดที่คนทั่วไปมองข้าม และแนวทางการรักษาที่อิงหลักฐานทางการแพทย์ เพื่อให้คุณเข้าใจโรคของตัวเองก่อนตัดสินใจว่าจะดูแลอย่างไร



ลมพิษคืออะไร เกิดขึ้นในผิวหนังได้อย่างไร

ลมพิษ (Urticaria) คือผื่นที่เกิดจากเซลล์ในผิวหนังชนิดหนึ่งชื่อ แมสต์เซลล์ (mast cell) หลั่งสาร ฮีสตามีน (histamine) และสารอักเสบอื่นออกมา ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวและมีน้ำเหลืองซึมออกมาสะสมใต้ผิว จึงเห็นเป็นปื้นนูนแดงและรู้สึกคัน

ลักษณะที่บอกว่าเป็นลมพิษ ไม่ใช่ผื่นชนิดอื่น มีดังนี้

  • เป็นปื้นหรือตุ่มนูน (wheal) ขอบเขตชัด มีสีแดงหรือสีซีดกว่าผิวรอบ ๆ ตรงกลาง

  • คันเด่น มากกว่าแสบหรือเจ็บ

  • ย้ายที่ได้ ผื่นขึ้นตรงนี้ยุบไป แล้วไปโผล่ที่ใหม่ภายในไม่กี่ชั่วโมง

  • ยุบแล้วผิวกลับเป็นปกติ ไม่ทิ้งรอยดำ รอยแผล หรือรอยช้ำ

บางคนมีอาการบวมที่ลึกลงไปในชั้นผิวร่วมด้วย เรียกว่า แองจิโออีดีมา (angioedema) มักบวมที่หนังตา ริมฝีปาก มือ หรือเท้า ตรงนี้จะรู้สึกตึงหรือปวดตื้อมากกว่าคัน และเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อสัญญาณอันตรายด้านล่าง

กฎ 24 ชั่วโมง จุดที่คนมองข้ามแต่แพทย์ใช้แยกโรค

นี่คือหลักการที่คนทั่วไปแทบไม่เคยได้ยิน แต่แพทย์ผิวหนังใช้แยกลมพิษออกจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน

ผื่นลมพิษแท้ “แต่ละจุด” ต้องยุบหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง แล้วผิวกลับมาเป็นปกติ

ข้อควรระวังคืออย่าสับสนระหว่าง “ผื่นทั้งการเป็น” กับ “ผื่นแต่ละจุด” คนที่เป็นลมพิษอาจมีผื่นขึ้น ๆ ยุบ ๆ ทุกวันเป็นเดือน แต่ถ้าเราวงจุดใดจุดหนึ่งไว้ จุดนั้นควรหายภายในวันเดียว

ถ้าผื่นจุดเดิมอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อมีลักษณะเหล่านี้ ควรให้แพทย์ตรวจ เพราะอาจไม่ใช่ลมพิษธรรมดา แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า หลอดเลือดอักเสบแบบลมพิษ (urticarial vasculitis) ซึ่งต้องการการตรวจเพิ่มและบางครั้งต้องตัดชิ้นเนื้อ

  • ผื่นแสบหรือเจ็บมากกว่าคัน

  • ยุบแล้วทิ้ง รอยช้ำเขียว ๆ หรือรอยคล้ำ ไว้

  • มีไข้ ปวดข้อ หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย

ลมพิษเฉียบพลัน กับ ลมพิษเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร

คำถามที่ช่วยชี้ทางการรักษาได้มากที่สุดไม่ใช่ “แพ้อะไร” แต่คือ “เป็นมานานแค่ไหน” เพราะเราแบ่งลมพิษด้วยระยะเวลาเป็นหลัก

  • ลมพิษเฉียบพลัน (Acute urticaria) เป็นต่อเนื่อง น้อยกว่า 6 สัปดาห์ พบบ่อยที่สุด มักหาสาเหตุกระตุ้นได้ และหายไปเอง

  • ลมพิษเรื้อรัง (Chronic urticaria) เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ “หาสาเหตุภายนอกไม่พบ” และมักไม่ใช่การแพ้อาหารอย่างที่เข้าใจกัน

เส้นแบ่ง 6 สัปดาห์นี้สำคัญ เพราะมันเปลี่ยนทั้งวิธีคิดเรื่องสาเหตุ การตรวจ และการรักษาไปคนละทาง

ลมพิษเฉียบพลันเกิดจากอะไร

ในกลุ่มที่เป็นไม่ถึง 6 สัปดาห์ เรามักพอสืบหาตัวกระตุ้นได้ ที่พบบ่อยได้แก่

  • การติดเชื้อ โดยเฉพาะไวรัสหวัดและไข้หวัด เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในเด็ก หลายครั้งลมพิษมาพร้อมหรือหลังไม่สบาย

  • ยา เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs แอสไพริน และยาปฏิชีวนะบางชนิด

  • อาหาร ที่แพ้จริงแบบเฉียบพลัน มักเกิดเร็วภายในเป็นนาทีถึงชั่วโมงหลังกิน เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม

  • แมลงกัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ

ลมพิษเฉียบพลันส่วนใหญ่ควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้แพ้และหายไปเองในเวลาไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์

ลมพิษเรื้อรัง ทำไมส่วนใหญ่ไม่ใช่การแพ้อาหาร

จุดนี้คือสิ่งที่มักเข้าใจผิดกันมากที่สุด ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เรียกว่า ลมพิษเรื้อรังชนิดไม่ทราบสาเหตุกระตุ้น (Chronic Spontaneous Urticaria, CSU) ซึ่งกลไกมักมาจาก ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ ไม่ใช่การแพ้สิ่งภายนอก

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ

  • การไล่งดอาหารทีละอย่างมักไม่ช่วยให้ดีขึ้น และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงโดยไม่จำเป็น

  • การเจาะเลือดหาภูมิแพ้อาหารเป็นแผงกว้าง ๆ มักได้ผลบวกลวงและไม่เปลี่ยนการรักษา

  • สิ่งที่ช่วยได้จริงคือ การกินยาควบคุมอาการอย่างสม่ำเสมอ จนโรคสงบไปเอง

มีปัจจัยบางอย่างที่ไม่ได้เป็น “ต้นเหตุ” แต่ทำให้ลมพิษเรื้อรัง กำเริบง่ายขึ้น เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ ความร้อน การดื่มแอลกอฮอล์ และยากลุ่ม NSAIDs การดูแลปัจจัยเหล่านี้ช่วยได้ แต่ไม่ใช่การ “แพ้” ในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ

ลมพิษที่มีตัวกระตุ้นทางกายภาพ ชนิดที่สังเกตเองได้

ลมพิษเรื้อรังอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยทางกายภาพที่ชัดเจน เรียกรวมว่า ลมพิษชนิดถูกกระตุ้น (Chronic Inducible Urticaria) กลุ่มนี้มักสังเกตความสัมพันธ์เองได้ ลองดูว่าตรงกับแบบไหน

  • ลมพิษจากการขีดข่วน (Dermographism) เกาหรือขีดผิวแล้วนูนเป็นทางตามรอย พบบ่อยที่สุด

  • ลมพิษจากความร้อนและเหงื่อ (Cholinergic) ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ จำนวนมากเวลาออกกำลังกาย อาบน้ำอุ่น หรือร้อนจัด

  • ลมพิษจากความเย็น (Cold urticaria) ขึ้นเมื่อโดนอากาศเย็น น้ำเย็น หรือของเย็น

  • ลมพิษจากแรงกด (Delayed pressure) นูนตรงจุดที่ถูกกดนาน ๆ เช่น สายกระเป๋า เข็มขัด ฝ่าเท้าหลังเดินมาก มักขึ้นช้าเป็นหลายชั่วโมง

  • ลมพิษจากแสงแดด (Solar) ขึ้นบริเวณผิวที่โดนแดดภายในไม่กี่นาที

  • ลมพิษจากน้ำ (Aquagenic) พบน้อย ขึ้นหลังผิวสัมผัสน้ำไม่ว่าอุณหภูมิใด

การรู้ว่าตัวเองเป็นชนิดใดช่วยได้มาก เพราะการเลี่ยงตัวกระตุ้นควบคู่กับยาจะคุมอาการได้ดีขึ้น

เป็นลมพิษ ห้ามกินอะไร

นี่เป็นคำถามที่ถูกค้นหามากที่สุด และคำตอบตามหลักฐานอาจต่างจากที่เคยได้ยิน

  • ลมพิษเฉียบพลันที่แพ้อาหารชัดเจน ให้งดอาหารตัวที่ทำให้เกิดอาการซ้ำได้จริง เช่น กินกุ้งแล้วขึ้นทุกครั้งภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง แบบนี้ควรเลี่ยงและปรึกษาแพทย์

  • ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารเป็นรายการยาว ๆ เพราะอาหารมักไม่ใช่ต้นเหตุ การงดแบบเหวี่ยงแหไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น

  • สิ่งที่ควรระวังเพราะทำให้ กำเริบ ได้ในบางคน คือ ยากลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน แอลกอฮอล์ ความร้อน และการอดนอน

พูดง่าย ๆ คือ ให้เลี่ยงเฉพาะสิ่งที่ “พิสูจน์แล้วว่าทำให้คุณเป็นซ้ำจริง” ไม่ใช่งดตามรายการสำเร็จรูปที่ส่งต่อกันมา

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

ลมพิษส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่มีบางสถานการณ์ที่เป็นเรื่องฉุกเฉิน หากลมพิษขึ้นพร้อมอาการเหล่านี้ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นการแพ้รุนแรงทั้งระบบ (anaphylaxis)

  • ปาก ลิ้น หรือลำคอบวม รู้สึกแน่นคอ กลืนลำบาก

  • หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก

  • หน้ามืด เวียนหัว จะเป็นลม ใจสั่น

  • ปวดท้อง อาเจียนรุนแรง ร่วมกับผื่นที่ขึ้นเร็วทั่วตัว

ส่วนกรณีที่ไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน แต่ ควรนัดพบแพทย์ผิวหนัง ได้แก่ ลมพิษที่เป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ ลมพิษที่รบกวนการนอนและชีวิตประจำวัน กินยาแก้แพ้แล้วยังคุมไม่อยู่ หรือผื่นจุดเดิมอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอย

แพทย์วินิจฉัยลมพิษอย่างไร ต้องตรวจอะไรบ้าง

การวินิจฉัยลมพิษอาศัย ประวัติและการตรวจผิวหนังเป็นหลัก ไม่ได้อาศัยการเจาะเลือดจำนวนมาก แพทย์จะถามระยะเวลาที่เป็น ลักษณะและระยะเวลาของผื่นแต่ละจุด ความสัมพันธ์กับความร้อน ความเย็น แรงกด แสงแดด การออกกำลังกาย ยา และการติดเชื้อก่อนหน้า

  • ลมพิษเฉียบพลัน โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด ถ้าประวัติชัดเจน

  • ลมพิษเรื้อรัง อาจตรวจพื้นฐานเท่าที่จำเป็น เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ค่าการอักเสบ และการทำงานของต่อมไทรอยด์ ไม่ใช่การส่งตรวจภูมิแพ้อาหารเป็นแผงกว้าง

  • ในบางกรณีอาจใช้การทดสอบกระตุ้นตามชนิดที่สงสัย เช่น ขีดผิวเพื่อดูลมพิษจากการขีดข่วน

จุดยืนของเราชัดเจนว่า ตรวจเท่าที่เปลี่ยนการรักษาได้จริง ไม่ตรวจเยอะเกินจนสร้างความกังวลและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

แนวทางการรักษาลมพิษตามหลักฐาน

การรักษาลมพิษในปัจจุบันมีแนวทางเป็นขั้นตอนชัดเจนตามแนวเวชปฏิบัติสากล เป้าหมายคือ คุมอาการให้คันน้อยที่สุดด้วยยาที่ปลอดภัยที่สุด จนกว่าโรคจะสงบเอง

  1. ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วง รุ่นที่สอง เป็นขั้นแรก เช่น เซทิริซีน ลอราทาดีน เฟกโซเฟนาดีน เดสลอราทาดีน หรือบิลาสทีน กินสม่ำเสมอ ปลอดภัยและไม่ทำให้ง่วงมากเหมือนยารุ่นเก่า

  2. ถ้ายังไม่ดีขึ้น เพิ่มขนาดยาตัวเดิมได้ถึง 4 เท่า ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีที่แนวทางสากลรองรับ และมักได้ผลดีกว่าการสลับยาไปมา

  3. กรณีดื้อยา แพทย์อาจพิจารณายาฉีดกลุ่มแอนติบอดีต่อ IgE (โอมาลิซูแมบ) หรือยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดในผู้ที่เหมาะสม

สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงคือ การใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น คลอเฟนิรามีน เป็นยาหลักระยะยาว เพราะรบกวนสมาธิและการนอน และ การพึ่งยาสเตียรอยด์กินต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะเฉพาะช่วงกำเริบรุนแรงสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ยาคุมลมพิษเรื้อรัง

ลมพิษกี่วันหาย เด็กเป็นลมพิษน่ากังวลไหม

  • ลมพิษเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ดีขึ้นในไม่กี่วันถึงสองสามสัปดาห์

  • ลมพิษเรื้อรัง อาจเป็น ๆ หาย ๆ นานหลายเดือนถึงเป็นปี แต่ข่าวดีคือ ควบคุมอาการได้ และผู้ป่วยจำนวนมากหายไปเองในที่สุด สิ่งสำคัญคือกินยาสม่ำเสมอ ไม่ใช่หยุด ๆ กิน ๆ ตอนคันเท่านั้น

  • เด็กที่เป็นลมพิษ ส่วนใหญ่เป็นชนิดเฉียบพลันจากการติดเชื้อไวรัส หายเองได้ และไม่ได้แปลว่าแพ้อาหารเสมอไป หากบวมปากบวมตาหรือหายใจลำบากให้รีบพบแพทย์

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

ลมพิษดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อเป็นเรื้อรังหรือคุมไม่อยู่ การมีแพทย์ผิวหนังช่วยวางแผนจะทำให้ชีวิตกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น เราแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เมื่อเป็นเกิน 6 สัปดาห์ กินยาแล้วยังรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต สงสัยว่าเป็นชนิดถูกกระตุ้นทางกายภาพ หรือมีผื่นที่ทิ้งรอยและสงสัยหลอดเลือดอักเสบ

ที่ สยาม เดอร์มาโทโลจี เรายึดหลัก ตรวจให้ถูกก่อน แล้วค่อยรักษา ประเมินว่าคุณเป็นลมพิษชนิดใด จำเป็นต้องตรวจอะไรบ้างเท่าที่เปลี่ยนการรักษาได้จริง แล้ววางแผนใช้ยาให้คุมอาการด้วยความปลอดภัยระยะยาว โดยไม่ให้คุณต้องทนงดอาหารหรือกังวลเกินจำเป็น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลมพิษ

ทำไมอยู่ดี ๆ ก็เป็นลมพิษ ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรแปลก

เพราะลมพิษไม่ได้เกิดจากอาหารเสมอไป โดยเฉพาะชนิดเรื้อรังที่มักเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ หลายครั้งจึงหาตัวกระตุ้นภายนอกไม่พบ และไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด

ลมพิษขึ้นทุกวันเกิดจากอะไร

ผื่นที่ขึ้น ๆ ยุบ ๆ ทุกวันต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ เข้าได้กับลมพิษเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่ทราบสาเหตุกระตุ้นและสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันตัวเอง ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนใช้ยาคุมอาการอย่างสม่ำเสมอ

ลมพิษหายเองได้ไหม กี่วันหาย

ชนิดเฉียบพลันมักหายเองในไม่กี่วันถึงสองสามสัปดาห์ ส่วนชนิดเรื้อรังอาจเป็นนานหลายเดือนถึงเป็นปี แต่ควบคุมได้ด้วยยาและมักหายไปเองในที่สุด

ลมพิษแบบไหนควรไปหาหมอ

ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีปากลิ้นคอบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืดจะเป็นลม และควรนัดพบแพทย์ผิวหนังถ้าเป็นเกิน 6 สัปดาห์ คุมด้วยยาแก้แพ้ไม่อยู่ หรือผื่นจุดเดิมอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอยช้ำ

เป็นลมพิษห้ามกินอะไร

ให้เลี่ยงเฉพาะอาหารที่พิสูจน์แล้วว่าทำให้คุณเป็นซ้ำจริง ๆ ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารเป็นรายการยาว แต่ควรระวังยากลุ่ม NSAIDs แอลกอฮอล์ ความร้อน และการอดนอนที่อาจทำให้กำเริบ

ลมพิษเรื้อรังรักษาหายขาดได้ไหม

รักษาให้ควบคุมอาการได้จนแทบไม่รบกวนชีวิต และผู้ป่วยจำนวนมากหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป หัวใจสำคัญคือกินยาตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่กินเฉพาะตอนคัน

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 สิงหาคม 2026

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ