ลมพิษ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกลมพิษเฉียบพลันกับเรื้อรัง ทำไมส่วนใหญ่ไม่ใช่การแพ้อาหาร และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา
ลมพิษ (Urticaria หรือ Hives) คือผื่นนูนแดงคันที่เกิดจากแมสต์เซลล์ (mast cell) ในผิวหนังหลั่งฮีสตามีน (histamine) ออกมา โดยผื่นแต่ละจุดยุบเองภายใน 24 ชั่วโมงและไม่ทิ้งรอย ลมพิษที่เป็นไม่ถึง 6 สัปดาห์เรียกว่าชนิดเฉียบพลัน ส่วนที่เป็นตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไปเรียกว่าชนิดเรื้อรัง
คนราว 1 ใน 5 เคยเป็นลมพิษอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ส่วนใหญ่หายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ ส่วนลมพิษเรื้อรังพบราว 0.5–1% ของประชากร และมักไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ถ้าผื่นมาพร้อมปาก ลิ้น หรือคอบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืดจะเป็นลม ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอดูอาการหลังกินยาแก้แพ้

ลมพิษ อาการเป็นแบบไหน และกฎ 24 ชั่วโมงที่ใช้แยกโรค
ลักษณะที่บอกว่าเป็นลมพิษ ไม่ใช่ผื่นชนิดอื่น
ปื้นหรือตุ่มนูน (wheal): ขอบชัด ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนถึงเป็นปื้นใหญ่หลายเซนติเมตร ตรงกลางอาจซีด รอบ ๆ แดง
คันเด่น: คันมากกว่าเจ็บหรือแสบ
ย้ายที่ได้: จุดนี้ยุบไป แล้วไปขึ้นจุดใหม่ภายในไม่กี่ชั่วโมง จึงดูเหมือนผื่นวิ่ง
ยุบแล้วผิวกลับเป็นปกติ: ไม่มีรอยดำ รอยช้ำ หรือสะเก็ด
แพทย์ใช้กฎง่าย ๆ ข้อหนึ่งแยกลมพิษออกจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน คือ ผื่น "แต่ละจุด" ต้องยุบภายใน 24 ชั่วโมง อย่าสับสนกับผื่นโดยรวม คนที่เป็นลมพิษอาจมีผื่นขึ้นทุกวันเป็นเดือน แต่ถ้าใช้ปากกาวงจุดหนึ่งไว้ จุดนั้นควรหายภายในวันเดียว ถ้าจุดเดิมอยู่นานกว่านั้น เจ็บมากกว่าคัน หรือยุบแล้วทิ้งรอยช้ำ ควรให้แพทย์ตรวจ เพราะอาจเป็นโรคอื่น
ลมพิษ เกิดจากอะไร
เมื่อแมสต์เซลล์ถูกกระตุ้น มันจะปล่อยฮีสตามีนและสารอักเสบอื่นออกมา หลอดเลือดฝอยขยายตัว มีน้ำซึมออกมาใต้ผิว ผิวจึงบวมนูนและคัน สิ่งที่กระตุ้นแมสต์เซลล์ได้มีหลายทาง
การติดเชื้อ: โดยเฉพาะไวรัสทางเดินหายใจ พบบ่อยในเด็ก
ยา: เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs แอสไพริน (aspirin) และยาปฏิชีวนะบางชนิด
อาหารที่แพ้จริง: เกิดภายในเป็นนาทีถึงราว 2 ชั่วโมงหลังกิน และเกิดซ้ำทุกครั้งที่กิน
แมลงกัดต่อย: เช่น ผึ้งและต่อ
ปัจจัยทางกาย: การขีดข่วน แรงกด ความเย็น ความร้อน เหงื่อ และแสงแดด
ภูมิคุ้มกันของตัวเอง: กลไกหลักของลมพิษเรื้อรังชนิดที่ไม่มีตัวกระตุ้นจากภายนอก
ลมพิษเฉียบพลัน (Acute urticaria): เป็นไม่ถึง 6 สัปดาห์
ลักษณะ: ผื่นขึ้นทันทีทันใด อาจทั่วตัว ขึ้น ๆ ยุบ ๆ ทุกวัน แล้วค่อย ๆ น้อยลง ส่วนใหญ่ดีขึ้นในไม่กี่วันถึง 2–3 สัปดาห์
สาเหตุ: การติดเชื้อ ยา อาหารที่แพ้จริง และแมลงกัดต่อย แต่ราวครึ่งหนึ่งหาตัวกระตุ้นไม่พบ ถ้าเพิ่งเริ่มยาใหม่ ให้นึกถึงผื่นแพ้ยาด้วย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงคุมได้ แต่ชนิดนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวังการแพ้รุนแรงมากกว่าชนิดอื่น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินอาหาร กินยา หรือถูกแมลงต่อย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้ามีปากคอบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืด ไปพบแพทย์ภายในวันนั้นถ้ามีไข้สูง ปวดข้อมาก หรือเพิ่งเริ่มยาใหม่ และควรพบแพทย์ถ้าผื่นไม่ดีขึ้นหลังกินยาแก้แพ้ 2–3 วัน
ลมพิษเรื้อรังชนิดเกิดเอง (Chronic spontaneous urticaria): เป็นตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป
ลักษณะ: ผื่นขึ้นเกือบทุกวันหรือเป็นพัก ๆ นานเกิน 6 สัปดาห์ โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน คันมากช่วงเย็นถึงกลางคืน ราว 40% มีปากหรือตาบวมร่วมด้วย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายราว 2 เท่า
สาเหตุ: ส่วนใหญ่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของตัวเองที่ไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ ไม่ใช่การแพ้สิ่งภายนอก พบร่วมกับโรคไทรอยด์จากภูมิคุ้มกันได้บ่อยกว่าคนทั่วไป ความเครียด การอดนอน แอลกอฮอล์ และยากลุ่ม NSAIDs ไม่ใช่ต้นเหตุ แต่ทำให้กำเริบได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ทำลายอวัยวะภายในและแทบไม่ทำให้เกิดการแพ้รุนแรง แต่กระทบการนอนและการทำงานมาก จึงไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่รักษา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกคนที่เป็นเกิน 6 สัปดาห์ควรพบแพทย์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนยาที่กินสม่ำเสมอ โดยเฉพาะถ้ากินยาแก้แพ้ทุกวันแล้วยังนอนไม่ได้
ลมพิษจากการขีดข่วน (Dermographism): ขีดแล้วนูนเป็นเส้น
ลักษณะ: เกาหรือถูกเสื้อผ้าเสียดสีแล้วนูนแดงเป็นเส้นตามรอย ภายใน 5–10 นาที และยุบเองภายในราว 30 นาที
สาเหตุ: แมสต์เซลล์ไวต่อแรงเสียดสี เป็นลมพิษชนิดกระตุ้นได้ที่พบบ่อย ส่วนใหญ่ไม่พบต้นเหตุ และมักไม่ได้เกิดจากการแพ้สิ่งใด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ถ้าไม่คันก็ไม่จำเป็นต้องรักษา ถ้าคันจะใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแบบเดียวกับลมพิษเรื้อรัง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันจนเสียการนอน เป็นทุกวัน หรือมีผื่นที่ขึ้นเองโดยไม่ได้เการ่วมด้วย
ลมพิษจากแรงกด (Delayed pressure urticaria): สายกระเป๋า เข็มขัด ฝ่าเท้า
ลักษณะ: บวมนูนลึก ปวดหรือแสบมากกว่าคัน ตรงจุดที่ถูกกดนาน เช่น ใต้สายกระเป๋า เอวตรงเข็มขัด ฝ่าเท้าหลังเดินนาน หรือก้นหลังนั่งนาน มักขึ้นช้าหลังถูกกดราว 3–12 ชั่วโมง
สาเหตุ: แรงกดเป็นเวลานานกระตุ้นแมสต์เซลล์ในผิวหนังชั้นลึก มักพบร่วมกับลมพิษเรื้อรังชนิดเกิดเอง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ผื่นชนิดนี้อยู่นานเกินกฎ 24 ชั่วโมงได้ อาจถึง 2–3 วัน และตอบสนองต่อยาแก้แพ้น้อยกว่าชนิดอื่น จึงมักต้องปรับยาตามแพทย์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปวดจนเดินหรือทำงานไม่ได้ หรือผื่นอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงแล้วไม่แน่ใจว่าเกิดจากแรงกดจริง
ลมพิษจากความเย็น (Cold urticaria): โดนน้ำเย็น แอร์ หรือของเย็นแล้วขึ้น
ลักษณะ: นูนแดงคันบริเวณที่โดนความเย็น มักขึ้นภายในไม่กี่นาที และเด่นตอนผิวเริ่มอุ่นกลับ บางคนปากบวมหลังดื่มน้ำเย็น คนที่มีอาการตอนอากาศเปลี่ยนมักถามว่าเป็นผื่นแพ้อากาศหรือไม่ ซึ่งต้องแยกจากกัน
สาเหตุ: แมสต์เซลล์ไวต่อความเย็น ส่วนใหญ่ไม่พบต้นเหตุ ส่วนน้อยเกิดตามหลังการติดเชื้อ หรือมีโปรตีนผิดปกติในเลือด แพทย์ทดสอบโดยวางก้อนน้ำแข็งห่อพลาสติกบนแขนราว 5 นาที แล้วดูผื่นหลังผิวอุ่นกลับ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ชนิดนี้ต้องระวังมากกว่าที่คิด การลงน้ำเย็นทั้งตัว เช่น กระโดดลงสระหรือทะเล อาจทำให้หน้ามืดหรือแพ้รุนแรงได้ จึงไม่ควรว่ายน้ำคนเดียว
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกคนที่ผื่นขึ้นเมื่อโดนความเย็นควรได้รับการยืนยัน และรีบไปห้องฉุกเฉินถ้าเคยหน้ามืด หายใจลำบาก หรือลิ้นคอบวมหลังโดนน้ำเย็น
ลมพิษจากเหงื่อและความร้อน (Cholinergic urticaria)
ลักษณะ: ตุ่มนูนเล็กขนาด 1–3 มิลลิเมตร จำนวนมาก มีวงแดงรอบ ขึ้นภายในไม่กี่นาทีเมื่อตัวร้อน เหงื่อออก ออกกำลังกาย อาบน้ำอุ่น กินอาหารเผ็ด หรือเครียด ยุบภายใน 30–90 นาที
สาเหตุ: อุณหภูมิกายที่สูงขึ้นไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ผ่านระบบประสาทที่ควบคุมเหงื่อ พบบ่อยในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ต้องแยกจากแพ้เหงื่อชนิดอื่นและผดร้อน ซึ่งตุ่มอยู่นานกว่าและไม่ยุบในชั่วโมงเดียว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่รบกวนการออกกำลังกาย ถ้าเกิดอาการหน้ามืดหรือหายใจลำบากขณะออกกำลังกาย ต้องนึกถึงการแพ้รุนแรงจากการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นคนละภาวะ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทำกิจกรรมปกติไม่ได้ หรือเคยหน้ามืด หายใจลำบาก หรือมีปากคอบวมขณะออกกำลังกาย ให้หยุดทันทีแล้วไปห้องฉุกเฉิน
ลมพิษจากแสงแดด (Solar urticaria)
ลักษณะ: นูนแดงคันบริเวณผิวที่โดนแดด ภายในไม่กี่นาที และมักยุบภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังหลบแดด
สาเหตุ: สารบางอย่างในผิวเปลี่ยนรูปเมื่อโดนแสง แล้วไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ พบไม่บ่อย ต้องแยกจากผื่นแพ้แสงอื่นที่ขึ้นช้าและอยู่นานเป็นวัน รวมถึงผื่นแพ้แดดจากยา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่รบกวนชีวิตมากกว่าอันตราย แต่ผู้ที่ผื่นขึ้นเป็นบริเวณกว้างอาจมีหน้ามืดได้ ควรหลบแดด ใส่เสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดแบบป้องกันได้กว้าง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นขึ้นทุกครั้งที่โดนแดด คุมด้วยยาแก้แพ้ไม่ได้ หรือมีอาการทั่วร่างกายร่วมด้วย
ลมพิษขึ้นหน้า: ผื่นที่แก้มและหน้าผาก
ลักษณะ: ปื้นนูนแดงคันที่แก้ม หน้าผาก หรือคอ ซึ่งยุบภายในวันเดียวเหมือนลมพิษส่วนอื่น บางครั้งมีหนังตาหรือริมฝีปากบวมร่วมด้วย
สาเหตุ: เหมือนลมพิษทั่วไป ไม่มีสาเหตุเฉพาะของใบหน้า ถ้าผื่นตรงจุดเดิมอยู่หลายวัน แดงลอกหลังเปลี่ยนเครื่องสำอาง มักเป็นผื่นแพ้สัมผัสมากกว่าลมพิษ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ผื่นที่ผิวหน้าอย่างเดียวไม่อันตรายกว่าที่อื่น สิ่งที่ต้องดูคือมีการบวมที่ปาก ลิ้น หรือคอหรือไม่ ไม่ควรทาสเตียรอยด์เองที่หน้า เพราะไม่ช่วยลมพิษ และทำให้ผิวบางถ้าใช้นาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้าลิ้นหรือคอบวม เสียงเปลี่ยน หรือหายใจลำบาก และพบแพทย์ถ้าผื่นหน้าอยู่จุดเดิมเกิน 24 ชั่วโมง
ปากบวม ตาบวม (Angioedema): บวมลึกที่มากับลมพิษหรือมาเดี่ยว ๆ
ลักษณะ: บวมในผิวหนังชั้นลึกที่ริมฝีปาก หนังตา มือ เท้า หรืออวัยวะเพศ รู้สึกตึงหรือปวดตื้อมากกว่าคัน มักอยู่นาน 1–3 วัน ถ้าปากบวมอย่างเดียวโดยไม่มีผื่น ดูเพิ่มเรื่องปากเจ่อ ปากบวมแบบไหนอันตราย
สาเหตุ: ถ้ามีผื่นลมพิษร่วมด้วย มักเป็นกลไกฮีสตามีนแบบเดียวกัน ถ้าบวมโดยไม่มีผื่นเลย ต้องนึกถึงกลไกแบรดีไคนิน (bradykinin) เช่น ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor (อีนาลาพริล enalapril, ลิซิโนพริล lisinopril) หรือโรคพันธุกรรม hereditary angioedema
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าบวมที่ลิ้นหรือคออันตรายทันที กลุ่มแบรดีไคนินไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้และสเตียรอยด์ จึงอย่าคิดว่าเดี๋ยวกินยาแล้วดีขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้าลิ้นหรือคอบวม กลืนลำบาก หรือเสียงแหบ ถ้าบวมเป็นครั้งคราวโดยไม่มีผื่น กำลังกินยาลดความดัน หรือมีคนในครอบครัวเป็นคล้ายกัน ควรให้แพทย์ประเมิน อย่าหยุดยาลดความดันเองก่อนปรึกษาแพทย์
ลมพิษตอนกลางคืน: ทำไมคันหนักตอนเข้านอน
ลักษณะ: ผื่นและอาการคันเด่นช่วงเย็นถึงกลางคืน ตื่นมาคันกลางดึก พอเช้าผื่นยุบไปเกือบหมด พบบ่อยในลมพิษเรื้อรัง
สาเหตุ: ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยคุมการอักเสบอยู่ระดับต่ำช่วงกลางคืน ตัวอุ่นขึ้นใต้ผ้าห่ม ขอบกางเกงกดผิว และไม่มีอะไรดึงความสนใจจากอาการคัน ถ้าคันกลางคืนแต่ตุ่มอยู่นานหลายวัน โดยเฉพาะที่ง่ามนิ้วและข้อมือ หรือคนในบ้านคันด้วย ให้นึกถึงหิดก่อน และถ้าเป็นตุ่มแดงคล้ายยุงกัดที่อยู่จุดเดิม ก็ไม่ใช่ลมพิษ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: โดยตัวเองไม่อันตราย แต่การนอนไม่พอทำให้ผื่นกำเริบต่อ จึงควรรักษาจริงจัง หากคันไม่จำกัดที่ผื่นชัดเจน ดูสาเหตุอื่นในคันตามตัวตอนกลางคืน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตื่นกลางดึกเพราะคันเกินสองสามคืนต่อสัปดาห์ ควรให้แพทย์ปรับเวลากินยาและขนาดยา ถ้าตื่นมาปากบวม แน่นคอ หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
ลมพิษในเด็ก
ลักษณะ: ปื้นนูนแดงขึ้น ๆ ยุบ ๆ แบบเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กเล็กอาจไม่บอกว่าคัน แต่งอแงและเกา บางคนผื่นเป็นวงสีคล้ำตรงกลาง จนพ่อแม่ตกใจ
สาเหตุ: ส่วนใหญ่เป็นชนิดเฉียบพลันที่ตามหลังการติดเชื้อไวรัส รองลงมาคือยาและอาหารที่แพ้จริง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เช่น นม ไข่ และถั่ว เด็กที่มีลมพิษพร้อมเป็นหวัดมักไม่ได้แพ้ยาหรืออาหารที่กินช่วงนั้นเสมอไป
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่หายเองภายใน 1–3 สัปดาห์ ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงแบบน้ำใช้ได้ตั้งแต่อายุราว 2 ปี โดยแพทย์คำนวณขนาดตามอายุและน้ำหนัก ไม่ควรแบ่งยาผู้ใหญ่ให้เด็กเอง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้าปากคอบวม หายใจลำบาก อาเจียนซ้ำหลังกินอาหาร หรือซึมลง พบแพทย์ถ้าทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีมีผื่น มีไข้สูง ปวดข้อหรือบวมข้อจนเดินไม่ได้ หรือเป็นนานเกิน 6 สัปดาห์
ลมพิษร่วมกับหายใจลำบาก: ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)
ลักษณะ: ลมพิษขึ้นเร็วทั่วตัวภายในไม่กี่นาทีถึงราว 2 ชั่วโมงหลังได้รับสิ่งกระตุ้น ร่วมกับอาการของระบบอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
ปาก ลิ้น หรือคอบวม แน่นคอ เสียงแหบ กลืนลำบาก
หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก
หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น เป็นลม ความดันตก
ปวดท้องบิดรุนแรง อาเจียนซ้ำ หรือท้องเสีย หลังได้รับสิ่งกระตุ้น
สาเหตุ: อาหารที่แพ้ ยา โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะและ NSAIDs และแมลงกัดต่อย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ฉุกเฉินระดับชีวิต ยาหลักคืออะดรีนาลีน (adrenaline หรือ epinephrine) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก ขนาดผู้ใหญ่ 0.3–0.5 มิลลิกรัม ยาแก้แพ้และสเตียรอยด์ไม่ใช่ยาหลัก และไม่ควรใช้แทน แม้อาการดีขึ้นแล้วก็ต้องเฝ้าดูโดยทั่วไป 4–6 ชั่วโมง เพราะอาการกลับซ้ำได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: โทร 1669 ทันที อย่าขับรถเอง ให้นอนราบยกขาสูงถ้าหน้ามืด ให้นั่งถ้าหายใจลำบาก ถ้ามียาฉีดอะดรีนาลีนประจำตัว ให้ฉีดทันที หลังจากนั้นทุกคนควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแผนป้องกันครั้งต่อไป
ผื่นที่หน้าตาเหมือนลมพิษ แต่ไม่ใช่
หลอดเลือดอักเสบแบบลมพิษ (Urticarial vasculitis): ผื่นจุดเดิมอยู่เกิน 24 ชั่วโมง แสบหรือเจ็บ ยุบแล้วทิ้งรอยช้ำหรือคล้ำ อาจมีไข้และปวดข้อ ต้องตัดชิ้นเนื้อและตรวจเลือดเพิ่ม
ผื่นเป้าธนู (Erythema multiforme): เป็นวงซ้อนกันคล้ายเป้า อยู่หลายวัน มักตามหลังเริม อาจมีแผลในปาก
ผื่นแพ้ยา: ผื่นเล็กแดงกระจายสองข้าง อยู่หลายวัน ถ้ามีไข้ แผลที่ปากหรือตา หรือผิวลอก ให้รีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นผื่นแพ้ยารุนแรง SJS
แมลงกัดและตุ่มแพ้แมลง: ตุ่มอยู่จุดเดิมหลายวัน มีจุดกัดตรงกลาง
ผื่นจากการติดเชื้อ: ถ้าผื่นแดงคันทั่วตัวมากับไข้ อยู่นานหลายวัน ควรให้แพทย์ดูว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่
เป็นลมพิษ ห้ามกินอะไร และต้องเลี่ยงอะไรจริง ๆ
คำตอบตามหลักฐานคือ ลมพิษส่วนใหญ่ไม่มีรายการอาหารต้องห้าม สิ่งที่ควรเลี่ยงขึ้นกับชนิดของลมพิษ
ถ้าแพ้อาหารจริง: งดเฉพาะอาหารตัวที่ทำให้ผื่นขึ้นทุกครั้งภายในราว 2 ชั่วโมง เช่น กุ้ง ถั่ว หรือไข่ และควรให้แพทย์ยืนยัน ถ้าเคยมีอาการรุนแรง ต้องงดอย่างเคร่งครัด
ถ้าเป็นลมพิษเรื้อรัง: การงดอาหารเป็นรายการยาว เช่น อาหารทะเล ของหมักดอง ไก่ หรือของแสลง มักไม่ช่วย และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน: เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (diclofenac) ทำให้ลมพิษเรื้อรังกำเริบได้ราว 20–30% ถ้าต้องกินยาแก้ปวด พาราเซตามอล (paracetamol) มักปลอดภัยกว่า แต่ถ้าแพทย์สั่งแอสไพรินเพื่อโรคหัวใจ อย่าหยุดเองก่อนปรึกษาแพทย์
แอลกอฮอล์: ทำให้หลอดเลือดขยาย ผื่นและอาการคันมักมากขึ้นทันที
อาหารเผ็ดร้อน: ไม่ได้เป็นต้นเหตุ แต่ทำให้ตัวร้อนและกระตุ้นชนิดจากเหงื่อและความร้อนได้
อาหารฮีสตามีนสูงหรืออาหารที่มีสารแต่งเติม: หลักฐานยังจำกัด แพทย์อาจลองให้งดเป็นช่วงสั้น 2–3 สัปดาห์ในบางราย และให้เลิกงดถ้าไม่ดีขึ้น
ถ้าสงสัยอาหารตัวใด ให้จดเวลาที่กินและเวลาที่ผื่นขึ้นไว้ ถ้าไม่เกิดซ้ำทุกครั้ง อาหารนั้นมักไม่ใช่สาเหตุ
วิธีแก้ลมพิษเบื้องต้นที่บ้าน
ประคบเย็นบริเวณที่คันครั้งละ 10–15 นาที ยกเว้นคนที่เป็นชนิดจากความเย็น
อยู่ในห้องเย็นสบาย ใส่เสื้อผ้าหลวมเบา งดอาบน้ำร้อน และงดเกา
กินยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงตามขนาดบนฉลากหรือตามที่เภสัชกรแนะนำ ดูวิธีเลือกในยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหน
ทาโลชั่นคาลาไมน์ (calamine) เพื่อความเย็นสบายได้ แต่ยาทาสเตียรอยด์ไม่ได้ช่วยลมพิษ
ไม่ใช้แอลกอฮอล์เช็ดตัว ยาหม่อง หรือสมุนไพรทาผิว เพราะอาจระคายเคืองเพิ่ม
ไม่ซื้อยาชุดที่ไม่ทราบส่วนผสม เพราะอาจมีสเตียรอยด์แฝง
ถ้า 2–3 วันแล้วผื่นไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายข้างต้น อย่ารอต่อ
รักษาลมพิษด้วยยาอะไร: 4 ขั้นตามแนวเวชปฏิบัติสากล
เป้าหมายคือไม่มีผื่นและไม่คัน ด้วยยาที่ปลอดภัยในระยะยาว แล้วลดยาลงเมื่อโรคสงบ แพทย์ประเมินการตอบสนองทุกขั้นด้วยคะแนนอาการ UAS7 ซึ่งมีค่า 0–42 ค่าตั้งแต่ 6 ลงมาถือว่าคุมอาการได้ดี รายละเอียดด้านล่างนี้เป็นข้อมูลให้เข้าใจแผนการรักษา การเลือกยาและการสั่งยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจ
ขั้นที่ 1: ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง วันละ 1 ครั้ง
ขนาดปกติของผู้ใหญ่
เซทิริซีน (cetirizine) 10 มิลลิกรัม: ออกฤทธิ์เร็ว บางคนง่วงเล็กน้อย
เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) 5 มิลลิกรัม: คล้ายเซทิริซีน
ลอราทาดีน (loratadine) 10 มิลลิกรัม: ง่วงน้อย
เดสลอราทาดีน (desloratadine) 5 มิลลิกรัม: ง่วงน้อย
เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) 180 มิลลิกรัม: ง่วงน้อย ไม่ควรกินพร้อมน้ำผลไม้
บิลาสทีน (bilastine) 20 มิลลิกรัม: กินตอนท้องว่าง ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง และไม่กินพร้อมน้ำผลไม้
นานเท่าไร: ชนิดเฉียบพลันกินทุกวันจนผื่นหยุดขึ้นแล้วอีกหลายวัน รวมมักไม่เกิน 1–3 สัปดาห์ ชนิดเรื้อรังกินทุกวันแม้วันที่ไม่มีผื่น ไม่ใช่กินเฉพาะตอนคัน
อะไรตัดสินว่าได้ผล: ประเมินที่ 2–4 สัปดาห์ หรือเร็วกว่านั้นถ้าทนอาการไม่ได้ ถ้า UAS7 ยังเกิน 6 ค่อยขยับขั้น ผู้ที่มีโรคไตต้องลดขนาดเซทิริซีนและเลโวเซทิริซีน
ขั้นที่ 2: เพิ่มยาแก้แพ้ตัวเดิมได้ถึง 4 เท่า ภายใต้การดูแลของแพทย์
แพทย์อาจเพิ่มเป็น 2–4 เท่าของขนาดปกติ เช่น เซทิริซีน 10 มิลลิกรัม วันละ 2–4 เม็ด แนวเวชปฏิบัติแนะนำให้เพิ่มตัวเดิมมากกว่าใช้หลายตัวพร้อมกัน ขนาดเกินฉลากนี้ไม่ควรเริ่มเอง
นานเท่าไร: ลองขนาดเดียวราว 2–4 สัปดาห์ ถ้าได้ผลให้กินต่อ เมื่อคุมอาการได้ต่อเนื่องราว 3 เดือน แพทย์จะค่อย ๆ ลดลง
อะไรตัดสินว่าได้ผล: หลายคนที่ไม่ตอบสนองต่อขนาดปกติดีขึ้นในขั้นนี้ ถ้าเพิ่มถึง 4 เท่าแล้วยังคุมไม่ได้ ควรขยับขั้นต่อ ไม่ควรเปลี่ยนยาสลับไปมาเรื่อย ๆ
ขั้นที่ 3: ยาฉีดโอมาลิซูแมบ (omalizumab)
ยาฉีดชีวภาพที่จับ IgE ขนาดมาตรฐาน 300 มิลลิกรัม ฉีดใต้ผิวหนังทุก 4 สัปดาห์ ใช้ในผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไป ที่คุมอาการด้วยยาแก้แพ้ขนาดสูงไม่ได้
นานเท่าไร: บางคนดีขึ้นภายใน 1–4 สัปดาห์ บางคนช้ากว่านั้น แพทย์มักให้เวลาประเมินถึง 6 เดือน แล้วค่อย ๆ ลดความถี่เมื่อคุมได้
อะไรตัดสินว่าได้ผล: ในการศึกษาหลัก ราว 52–66% คุมอาการได้ดี (UAS7 ไม่เกิน 6) ที่ 12 สัปดาห์ ผลข้างเคียงที่พบคือเจ็บตำแหน่งฉีดและปวดศีรษะ การแพ้รุนแรงพบได้น้อย จึงต้องเฝ้าดูหลังฉีด
ขั้นที่ 4: ยาไซโคลสปอริน (cyclosporine)
ยากดภูมิคุ้มกันชนิดกิน ขนาดไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน กินร่วมกับยาแก้แพ้ ใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อโอมาลิซูแมบหรือใช้ยาฉีดไม่ได้
นานเท่าไร: มักใช้เป็นระยะเวลาจำกัดราว 3–6 เดือน
อะไรตัดสินว่าได้ผล: ต้องดูทั้งอาการและความปลอดภัย แพทย์จะติดตามความดันโลหิตและการทำงานของไตเป็นระยะ และหยุดยาถ้าค่าผิดปกติ
ยาใหม่ที่ได้รับการรับรองสำหรับลมพิษเรื้อรังแล้วในบางประเทศ ได้แก่ ดูพิลูแมบ (dupilumab) และเรมิบรูทินิบ (remibrutinib) การเข้าถึงในแต่ละประเทศต่างกัน แพทย์จะแจ้งได้ว่าเหมาะกับกรณีของคุณหรือไม่
สเตียรอยด์กิน: ใช้สั้นเฉพาะตอนกำเริบรุนแรง
เพรดนิโซโลน (prednisolone) ชนิดเม็ด ขนาดโดยทั่วไป 0.5–1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน นาน 3–7 วัน ใช้เมื่อผื่นรุนแรงหรือบวมมากเท่านั้น ได้ผลเร็ว แต่ไม่ใช่ยาคุมลมพิษเรื้อรัง การกินซ้ำหลายรอบหรือฉีดสเตียรอยด์เป็นประจำเสี่ยงต่อน้ำตาลสูง ความดันสูง กระดูกบาง และผื่นกลับมาเมื่อหยุดยา
ยาที่ไม่ควรใช้เป็นหลัก
ยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) ไม่เหมาะเป็นยาหลักระยะยาว เพราะกดการนอนและสมาธิ และมีผลตกค้างถึงวันรุ่งขึ้น ส่วนยาทาไม่ได้ช่วยลมพิษ
กินยาแก้แพ้แล้วไม่หาย ต้องทำอย่างไรต่อ
ลมพิษเรื้อรังราวครึ่งหนึ่งคุมด้วยยาแก้แพ้ขนาดปกติไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่พบบ่อย และยังมีขั้นต่อไป ขั้นตอนที่แพทย์ทำคือ
ตรวจสอบการกินยา: กินทุกวันจริงหรือไม่ กินถูกเวลา กินกับน้ำผลไม้หรือไม่ และได้ลองขนาดสูงภายใต้แพทย์แล้วหรือยัง
ยืนยันว่าเป็นลมพิษจริง: ถ้าผื่นจุดเดิมอยู่เกิน 24 ชั่วโมงหรือทิ้งรอยช้ำ แพทย์จะพิจารณาตัดชิ้นเนื้อ
หาตัวกระตุ้นที่ยังอยู่: ยา NSAIDs แอลกอฮอล์ การอดนอน แรงกด ความเย็น หรือความร้อน และทดสอบกระตุ้นถ้าสงสัย เช่น ขีดผิว หรือวางน้ำแข็ง
ตรวจเลือดเท่าที่จำเป็น: ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดพร้อมสูตรเม็ดเลือดขาว ค่าการอักเสบ (ESR หรือ CRP) แอนติบอดีต่อไทรอยด์ (anti-TPO) และ IgE รวม ส่วนการตรวจอื่นทำเมื่อมีอาการชี้นำ
จดคะแนนอาการ UAS7: บันทึกจำนวนผื่นและระดับความคันวันละครั้ง 7 วัน เพื่อให้เห็นว่าการปรับยาแต่ละขั้นได้ผลจริงหรือไม่
ขยับขั้นการรักษา: จากยาขนาดปกติ ไปขนาดสูงถึง 4 เท่า 2–4 สัปดาห์ ไปโอมาลิซูแมบ แล้วจึงไซโคลสปอริน
สิ่งที่มักไม่ช่วยคือการตรวจแพ้อาหารแบบแผงกว้าง โดยเฉพาะการตรวจ IgG ต่ออาหาร เพราะผลบวกไม่ได้แปลว่าแพ้จริง และนำไปสู่การงดอาหารโดยไม่จำเป็น
ลมพิษตอนตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ลมพิษอาจกำเริบหรือเริ่มเป็นครั้งแรกระหว่างตั้งครรภ์ ยาที่แพทย์มักเลือกคือ ลอราทาดีน (loratadine) 10 มิลลิกรัม หรือเซทิริซีน (cetirizine) 10 มิลลิกรัม ซึ่งมีข้อมูลความปลอดภัยมากกว่ายาอื่น การเพิ่มขนาดยาหรือการใช้ยาขั้นสูงต้องปรึกษาทั้งแพทย์ผิวหนังและสูติแพทย์ คนท้องหรือให้นมบุตรไม่ควรเริ่มยาเอง และควรพบแพทย์เมื่อผื่นเริ่มขึ้นครั้งแรกในครรภ์ เพราะต้องแยกจากผื่นเฉพาะของการตั้งครรภ์
ลมพิษกี่วันหาย
ลมพิษเฉียบพลัน: ส่วนใหญ่ดีขึ้นในไม่กี่วัน และหายภายใน 2–3 สัปดาห์
ลมพิษเรื้อรังชนิดเกิดเอง: ราว 30–50% สงบภายใน 1 ปี มากกว่าครึ่งสงบภายใน 5 ปี ส่วนน้อยเป็นนานกว่านั้น ผู้ที่อาการรุนแรงหรือมีปากบวมร่วมมักเป็นนานกว่า
ลมพิษชนิดกระตุ้นได้: มักเป็นนานหลายปี แต่คุมได้ด้วยการเลี่ยงตัวกระตุ้นร่วมกับยา
ระหว่างรอให้โรคสงบ เป้าหมายคือใช้ชีวิตได้ปกติ การกินยาต่อเนื่องเป็นเดือนไม่ทำให้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงดื้อยาหรือติดยา
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง
ควรนัดพบแพทย์ผิวหนังเมื่อผื่นเป็นเกิน 6 สัปดาห์ กินยาแก้แพ้ทุกวันแล้วยังรบกวนการนอนหรือการทำงาน ผื่นจุดเดิมอยู่เกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอย มีปากหรือตาบวมซ้ำ ๆ หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นชนิดที่กระตุ้นด้วยความเย็นหรือการออกกำลังกาย
สรุปสั้น ๆ
ลมพิษคือผื่นนูนคันที่แต่ละจุดยุบภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าจุดเดิมอยู่นานกว่านั้นหรือทิ้งรอยช้ำ ต้องให้แพทย์ตรวจ
เส้นแบ่งคือ 6 สัปดาห์: ชนิดเฉียบพลันมักมาจากการติดเชื้อ ยา หรืออาหาร ชนิดเรื้อรังมักไม่ใช่การแพ้อาหาร
ลมพิษที่กระตุ้นได้แยกตามการขีดข่วน แรงกด ความเย็น เหงื่อและความร้อน หรือแสงแดด
ยาขั้นแรกคือยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงวันละครั้ง ถ้าคุมไม่ได้ 2–4 สัปดาห์ แพทย์จะเพิ่มได้ถึง 4 เท่า แล้วจึงพิจารณาโอมาลิซูแมบ
ส่วนใหญ่ไม่ต้องงดอาหารเป็นรายการยาว แต่ควรเลี่ยงยา NSAIDs และแอลกอฮอล์
ถ้าปาก ลิ้น หรือคอบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืด ให้โทร 1669 ทันที
คำถามที่พบบ่อยเรื่องลมพิษ
วิธีแก้ลมพิษ ทำยังไงให้ยุบเร็ว
วิธีที่ได้ผลคือกินยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงตามขนาดบนฉลาก เช่น เซทิริซีน 10 มิลลิกรัม หรือลอราทาดีน 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง ร่วมกับประคบเย็นครั้งละ 10–15 นาที อยู่ในห้องเย็น ใส่เสื้อผ้าหลวม และงดอาบน้ำร้อนกับแอลกอฮอล์ ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ภายในราว 1–3 ชั่วโมง การทายาสเตียรอยด์หรือยาหม่องไม่ช่วยให้ผื่นยุบ ถ้าผ่านไป 2–3 วันแล้วไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ และถ้าปากคอบวมหรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที โดยไม่ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์
เป็นลมพิษ ตอนกลางคืน เกิดจากอะไร
ลมพิษมักคันหนักตอนกลางคืน เพราะคอร์ติซอลในร่างกายซึ่งช่วยคุมการอักเสบอยู่ระดับต่ำ ตัวอุ่นขึ้นใต้ผ้าห่ม ขอบกางเกงกดผิว และไม่มีอะไรดึงความสนใจจากอาการคัน ลักษณะนี้พบบ่อยในลมพิษเรื้อรัง ให้นอนห้องเย็น ใส่ชุดหลวม และปรึกษาแพทย์เรื่องการกินยาแก้แพ้ช่วงเย็นทุกวัน แต่ถ้าคันตอนกลางคืนแล้วตุ่มอยู่จุดเดิมหลายวัน โดยเฉพาะที่ง่ามนิ้ว หรือคนในบ้านคันด้วย อาจเป็นหิด ไม่ใช่ลมพิษ ถ้าตื่นมาปากบวมหรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
ลมพิษ ขึ้นหน้า อันตรายไหม
ผื่นนูนที่แก้มหรือหน้าผากอย่างเดียวไม่ได้อันตรายกว่าผื่นที่แขนขา และมักยุบภายในวันเดียว สิ่งที่ต้องดูคือมีการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอหรือไม่ ถ้าเสียงเปลี่ยน กลืนลำบาก หรือหายใจไม่สะดวก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ส่วนหนังตาบวมหรือปากบวมเล็กน้อยโดยหายใจปกติ เกิดจากการบวมในผิวชั้นลึก มักหายใน 1–3 วัน แต่ควรพบแพทย์ถ้าเป็นซ้ำ ไม่ควรทาสเตียรอยด์ที่หน้าเอง เพราะไม่ช่วยลมพิษ และเกิดผลเสียต่อผิวถ้าใช้นาน
ลมพิษ อาการเป็นยังไง
ลมพิษมีอาการเป็นปื้นนูนแดงหรือซีด ขอบชัด คันมาก ขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ผื่นแต่ละจุดยุบภายใน 24 ชั่วโมงแล้วไปขึ้นจุดใหม่ และเมื่อยุบแล้วผิวกลับเป็นปกติ ไม่มีรอยดำหรือสะเก็ด บางคนมีปากหรือตาบวมร่วมด้วย ถ้าผื่นอยู่จุดเดิมนานเกิน 24 ชั่วโมง เจ็บมากกว่าคัน หรือทิ้งรอยช้ำ อาจเป็นโรคอื่น ถ้าผื่นมาพร้อมแน่นคอ หายใจลำบาก อาเจียน หรือหน้ามืด อาจเป็นการแพ้รุนแรงที่ต้องรักษาฉุกเฉินทันที
ลมพิษ สาเหตุ มีอะไรบ้าง
สาเหตุขึ้นกับระยะเวลาที่เป็น ลมพิษไม่ถึง 6 สัปดาห์มักมาจากการติดเชื้อไวรัส ยา เช่น ยาปฏิชีวนะและ NSAIDs อาหารที่แพ้จริง หรือแมลงกัดต่อย แต่ราวครึ่งหนึ่งหาตัวกระตุ้นไม่พบ ลมพิษตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไปมักเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของตัวเอง และไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหาร อีกกลุ่มเกิดจากการขีดข่วน แรงกด ความเย็น เหงื่อและความร้อน หรือแสงแดด ความเครียดและการอดนอนไม่ใช่ต้นเหตุ แต่ทำให้ผื่นกำเริบได้
เป็นลมพิษ ห้ามกินอะไร
ไม่มีรายการอาหารต้องห้ามที่ใช้ได้กับทุกคน ให้งดเฉพาะอาหารที่ทำให้ผื่นขึ้นทุกครั้งภายในราว 2 ชั่วโมงหลังกินเท่านั้น ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอาหาร การงดอาหารทะเล ของหมัก หรือของแสลงแบบเหมารวมจึงมักไม่ช่วย สิ่งที่ควรเลี่ยงจริง ๆ คือแอลกอฮอล์ และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน รวมถึงแอสไพริน ซึ่งทำให้ผื่นกำเริบได้ ถ้าต้องกินแอสไพรินตามที่แพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ผื่นแพ้อากาศ เกิดจากอะไร · ปากเจ่อ ปากบวมแบบไหนอันตราย · ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหน · ผื่นแพ้ยา · ตุ่มแดงคล้ายยุงกัด · คันตามตัว เกิดจากอะไร · โรคผิวหนังทั้งหมด
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละคน ขนาดยาที่กล่าวถึงเป็นขนาดทั่วไปของผู้ใหญ่ การเลือกยาและการสั่งยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2569



ความคิดเห็น