top of page

กลาก (Ringworm) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากเกลื้อนและผื่นภูมิแพ้ ทำไมทาสเตียรอยด์แล้วยิ่งลาม และวิธีรักษาให้หายขาดไม่กลับเป็นซ้ำ

7 ส.ค.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

กลาก หรือขี้กลาก (ringworm, tinea, dermatophytosis) คือการติดเชื้อราในกลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophyte) ที่กินเคราตินในชั้นขี้ไคลของผิวหนัง เส้นผม และเล็บ ทำให้เกิดผื่นแดงขอบชัดเป็นวงคล้ายวงแหวน คัน และมีขุยที่ขอบ กลากไม่ได้เกิดจากหนอนหรือความสกปรก แต่ติดต่อจากคน สัตว์เลี้ยง หรือดินที่มีเชื้อ และรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อราที่เลือกให้ตรงกับตำแหน่งที่เป็น

บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายกลากแยกตามตำแหน่ง (ลำตัว ขาหนีบ เท้า หน้า หนังศีรษะ มือและเล็บ) วิธีแยกกลากจากเกลื้อนและผื่นที่หน้าตาคล้ายกัน ยาทาและยากินที่ใช้จริงทางการแพทย์ พร้อมชื่อสามัญ ความแรง และระยะเวลาที่ต้องใช้ ไปจนถึงเหตุผลที่บางคนทายาแล้วไม่หาย และกลากดื้อยาที่กำลังพบมากขึ้นในเอเชีย

กลาก (ขี้กลาก) คืออะไร และเกิดจากอะไร

กลากเกิดจากเชื้อรา 3 สกุลหลัก คือ ไตรโคไฟตอน (Trichophyton), ไมโครสปอรัม (Microsporum) และเอพิเดอร์โมไฟตอน (Epidermophyton) เชื้อกลุ่มนี้อาศัยอยู่เฉพาะในชั้นเคราตินที่ตายแล้ว จึงไม่ลุกลามลงไปในเลือดหรืออวัยวะภายในในคนสุขภาพปกติ แต่ทำให้ผื่นค่อย ๆ ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่รักษา

  • ชื่อเรียกทางการแพทย์จะบอกตำแหน่ง: tinea corporis (ลำตัว), tinea cruris (ขาหนีบ หรือสังคัง), tinea pedis (เท้า หรือฮ่องกงฟุต), tinea faciei (หน้า), tinea capitis (หนังศีรษะ หรือชันนะตุ), tinea manuum (มือ) และ tinea unguium (เล็บ)

  • ปัจจัยที่ทำให้เชื้อเติบโต: ความอับชื้นและเหงื่อ อากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย เสื้อผ้ารัดแน่น การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน เบาหวาน ภาวะอ้วน และการใช้ยากดภูมิหรือครีมสเตียรอยด์

  • ไม่ใช่โรคของคนไม่รักษาความสะอาด: คนที่อาบน้ำวันละ 2 ครั้งก็เป็นกลากได้ ถ้าเช็ดตัวไม่แห้งหรือสัมผัสเชื้อซ้ำ

ส่วน "กลากน้ำนม" ที่เป็นด่างขาวบนหน้าเด็ก แม้ชื่อจะมีคำว่ากลาก แต่ ไม่ใช่เชื้อรา และไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา อ่านเพิ่มที่ กลากน้ำนม เกลื้อนน้ำนม เกิดจากอะไร

กลากติดต่อได้อย่างไร ติดจากคน สัตว์เลี้ยง และดิน

กลากติดต่อได้จริง แต่ไม่ได้ติดง่ายเท่าที่หลายคนกังวล เชื้อต้องเจอผิวที่อับชื้นหรือมีรอยถลอกเล็ก ๆ จึงจะตั้งรกรากได้ ระยะฟักตัวหลังสัมผัสเชื้อประมาณ 1–3 สัปดาห์ ก่อนผื่นจะเริ่มเห็น

  • จากคนสู่คน: สัมผัสผิวโดยตรง ใช้ผ้าเช็ดตัว หวี หมวก หรือรองเท้าร่วมกัน พบบ่อยในนักกีฬาที่สัมผัสตัวกัน เช่น มวยปล้ำ ยูโด และคนที่ใช้ห้องอาบน้ำรวม

  • จากสัตว์สู่คน: แมวและสุนัข โดยเฉพาะลูกแมว มักเป็นแหล่งของเชื้อ Microsporum canis ผื่นจากสัตว์มักอักเสบแดงกว่าและขึ้นหลายวงพร้อมกันที่แขน คอ หรือหน้า ถ้าสัตว์เลี้ยงมีขนร่วงเป็นหย่อม ต้องพาไปรักษาด้วย ไม่อย่างนั้นจะติดซ้ำ อ่านต่อที่ เชื้อราแมวติดคน

  • จากตัวเองสู่ตัวเอง: เชื้อที่เท้าหรือเล็บเท้าเป็นแหล่งที่พบบ่อยที่สุดของสังคังและกลากที่มือ เพราะเกาเท้าแล้วไปเกาที่อื่น หรือดึงกางเกงในผ่านเท้า

  • จากดิน: พบน้อย ในคนทำสวนหรือเกษตรกร

อาการของกลาก ลักษณะผื่นวงแหวนที่บอกโรค

ลักษณะคลาสสิกของกลากบนผิวหนังที่ไม่มีขน คือ

  • ผื่นแดงรูปวงกลมหรือวงรี ขอบชัด ขอบนูนแดงและมีขุยมากกว่าตรงกลาง

  • ตรงกลางผื่นจางลง ทำให้ดูเหมือนวงแหวน (จึงเรียก ringworm) ผื่นขยายออกด้านนอกช้า ๆ ประมาณไม่กี่มิลลิเมตรต่อสัปดาห์

  • คัน มักคันมากขึ้นเวลาเหงื่อออกหรืออากาศร้อน

  • อาจมีตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ที่ขอบ โดยเฉพาะเชื้อจากสัตว์

  • มักเป็นข้างเดียวหรือไม่สมมาตร ยกเว้นสังคังที่มักเป็นทั้งสองข้างของขาหนีบ

ผื่นที่ไม่เข้าลักษณะนี้ เช่น ผื่นทั้งแผ่นไม่มีขอบชัด ผื่นที่มีสะเก็ดสีเงินหนา หรือดวงด่างสีขาวที่ไม่ค่อยคัน ควรนึกถึงโรคอื่นก่อน ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อการแยกโรคด้านล่าง

กลากที่ลำตัว แขน และขา (Tinea corporis)

ลักษณะ: ผื่นวงแหวนขอบแดงมีขุย ขนาดตั้งแต่ 1–2 ซม. ไปจนถึงฝ่ามือ อาจมีหลายวงต่อกันจนดูเป็นรูปแผนที่ พบบ่อยที่เอว ใต้ราวนม หลัง ต้นขา และแขน

สาเหตุ: สัมผัสคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อ หรือกระจายมาจากเท้าและขาหนีบของตัวเอง เสื้อผ้าที่รัดและเหงื่อสะสมทำให้ลามเร็วขึ้น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน ถ้าเป็น 1–3 วงขนาดเล็กมักตอบสนองต่อยาทาภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้ากระจายหลายตำแหน่งหรือเป็นพื้นที่กว้าง ยาทาอย่างเดียวมักไม่พอ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นกว้างกว่า 2–3 ฝ่ามือ มีหลายจุดทั่วตัว ทายาฆ่าเชื้อราถูกวิธี 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือเคยทาครีมสเตียรอยด์มาก่อนแล้วผื่นเปลี่ยนรูป

กลากที่ขาหนีบ หรือสังคัง (Tinea cruris)

ลักษณะ: ผื่นแดงอมน้ำตาลที่ขาหนีบและต้นขาด้านใน ขอบชัดนูน มักเป็นทั้งสองข้าง ลามไปก้นหรือหน้าท้องได้ แต่ มักไม่ลงไปที่ถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นจุดช่วยแยกจากเชื้อราแคนดิดา

สาเหตุ: ความอับชื้นและการเสียดสี พบมากในผู้ชาย นักกีฬา คนที่นั่งนาน และคนที่มีฮ่องกงฟุตอยู่ด้วย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: คันมากและกลับเป็นซ้ำบ่อยถ้าไม่รักษาเท้าไปพร้อมกัน ผิวบริเวณนี้บางจึงระคายเคืองจากยาง่ายกว่าที่อื่น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นซ้ำเกิน 2–3 ครั้งต่อปี ผื่นลามไปก้นหรือเอว หรือใช้ครีมผสมสเตียรอยด์มาแล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านที่ สังคัง เกิดจากอะไร และทำไมทาแล้วไม่หาย

กลากที่เท้า หรือฮ่องกงฟุต (Tinea pedis)

ลักษณะ: มี 3 แบบหลัก (1) แบบซอกนิ้ว ผิวเปื่อยขาว ลอก คัน และมีกลิ่น มักเริ่มที่ซอกนิ้วที่ 4–5 (2) แบบรองเท้าแตะ (moccasin) ฝ่าเท้าแห้งหนา ลอกเป็นขุยขาวละเอียดทั่วฝ่าเท้าและขอบเท้า มักไม่ค่อยคัน (3) แบบตุ่มน้ำ ตุ่มน้ำใสคันที่อุ้งเท้า

สาเหตุ: เท้าอับชื้นจากรองเท้าปิดและถุงเท้า เดินเท้าเปล่าในห้องอาบน้ำรวมหรือสระว่ายน้ำ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นแหล่งเชื้อหลักที่ทำให้เกิดสังคัง กลากที่มือ และเชื้อราที่เล็บ ผิวที่เปื่อยแตกยังเป็นทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียจนเกิดเซลลูไลติสที่ขาได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เท้าบวมแดงร้อน มีหนอง มีไข้ เป็นเบาหวาน หรือเป็นแบบรองเท้าแตะเรื้อรังที่ยาทาเข้าไม่ถึง ดูวิธีแยกเท้าลอกแต่ละแบบที่ น้ำกัดเท้า เกิดจากอะไร

กลากที่หน้า (Tinea faciei)

ลักษณะ: ผื่นแดงที่แก้ม คาง หรือหน้าผาก ขอบมักไม่ชัดเท่าที่ลำตัว และมักแดงมากขึ้นเมื่อโดนแดด จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นแพ้เครื่องสำอาง ผื่นแพ้แดด หรือเซ็บเดิร์มบ่อยมาก

สาเหตุ: มักติดจากสัตว์เลี้ยงที่กอดหรือหอมแก้ม หรือจากมือที่ไปเกาเชื้อที่อื่น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นตำแหน่งที่พบ "กลากที่ถูกสเตียรอยด์บดบัง" (tinea incognito) บ่อยที่สุด เพราะคนมักซื้อครีมแก้แพ้มาทาเอง ผื่นจะยุบชั่วคราวแล้วลามกว้างขึ้น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นที่หน้าซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร ควรให้แพทย์ขูดตรวจก่อนทายาใด ๆ โดยเฉพาะก่อนใช้ครีมสเตียรอยด์

กลากที่หนังศีรษะ หรือชันนะตุ (Tinea capitis)

ลักษณะ: ผมร่วงเป็นหย่อมกลมมีขุย ผมหักสั้นเหลือตอเป็นจุดดำ บางรายมีตุ่มหนองหรือก้อนบวมนุ่มเป็นหนอง (kerion) และต่อมน้ำเหลืองหลังคอโต พบมากที่สุดในเด็กอายุ 3–14 ปี

สาเหตุ: ติดจากเด็กด้วยกัน หวี หมวก หมอน หรือแมวและสุนัข

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ยาทาอย่างเดียวรักษาไม่ได้ เพราะเชื้ออยู่ในรากผมลึกเกินกว่าที่ยาทาจะเข้าถึง ต้องใช้ยากินเสมอ ถ้าปล่อยไว้นานหรือเป็น kerion อาจเกิดแผลเป็นที่ทำให้ผมไม่ขึ้นถาวร

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกราย ไม่ควรรอดูอาการ รายละเอียดการรักษาในเด็กอ่านที่ กลากหนังศีรษะ (Tinea Capitis)

กลากที่มือและเล็บ (Tinea manuum / Tinea unguium)

ลักษณะ: กลากที่มือมักเป็นฝ่ามือแห้งหนาลอกเป็นขุยขาว ข้างเดียว ร่วมกับเท้าทั้งสองข้าง (เรียกว่า two feet–one hand) ส่วนเชื้อราที่เล็บทำให้เล็บหนา ขุ่นเหลือง เปราะ และมีผงใต้เล็บ มักเริ่มที่เล็บหัวแม่เท้า

สาเหตุ: มือข้างที่ใช้เกาเท้าหรือแกะเล็บเท้า รับเชื้อมาจากเท้าของตัวเอง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ฝ่ามือที่เป็นข้างเดียวมักถูกวินิจฉัยผิดเป็นผื่นแพ้สัมผัสหรือผิวแห้ง เชื้อราที่เล็บเป็นแหล่งเชื้อที่ทำให้กลากที่ผิวกลับมาเป็นซ้ำ และต้องใช้เวลารักษานานเป็นเดือน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ฝ่ามือลอกข้างเดียวที่ไม่หายด้วยครีมบำรุง หรือเล็บผิดรูป ควรขูดตรวจยืนยันก่อนเริ่มยากิน เพราะเล็บผิดรูปครึ่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อรา อ่านต่อที่ เชื้อราที่เล็บ เกิดจากอะไร

กลากกับเกลื้อนต่างกันอย่างไร

กลากและเกลื้อนถูกเรียกรวมกันว่า "กลากเกลื้อน" แต่เป็นคนละโรค เกิดจากเชื้อคนละชนิด และใช้ยาไม่เหมือนกันทั้งหมด

  • เชื้อ: กลากเกิดจากเชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ ส่วนเกลื้อน (tinea versicolor / pityriasis versicolor) เกิดจากยีสต์ Malassezia ที่อาศัยอยู่บนผิวทุกคนอยู่แล้ว แล้วเจริญมากเกินในสภาพร้อนชื้น

  • หน้าตาผื่น: กลากเป็นวงแดงขอบนูนชัดตรงกลางจาง ส่วนเกลื้อนเป็นดวงเล็ก ๆ ขนาด 3–5 มม. สีขาว ชมพู หรือน้ำตาลอ่อน ขุยละเอียดเหมือนแป้ง รวมกันเป็นแผ่นที่หลัง อก ไหล่ และคอ

  • อาการคัน: กลากคันชัด เกลื้อนมักคันน้อยหรือไม่คัน

  • การติดต่อ: กลากติดต่อได้ เกลื้อนแทบไม่ติดต่อ เพราะเชื้ออยู่บนผิวทุกคน

  • การรักษา: เกลื้อนตอบสนองดีต่อแชมพูหรือโลชั่นยา เช่น ketoconazole 2% หรือ selenium sulfide 2.5% และ sodium thiosulfate 20% ส่วนกลากนิยมยาทากลุ่ม azole หรือ terbinafine และ terbinafine ชนิดกินไม่ได้ผลกับเกลื้อน

  • สีผิวหลังหาย: เกลื้อนมักทิ้งด่างขาวไว้อีก 1–3 เดือนแม้เชื้อตายแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่ายังไม่หาย

รายละเอียดเกลื้อนทั้งหมดอ่านที่ เกลื้อน เกิดจากอะไร แยกจากด่างขาวและกลาก

โรคที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกลาก

ผื่นวงกลมไม่ได้เป็นกลากเสมอไป และการทายาฆ่าเชื้อราผิดโรคทำให้เสียเวลาหลายสัปดาห์ โรคที่แพทย์ผิวหนังต้องแยกบ่อยที่สุด ได้แก่

  • ผื่นผิวหนังอักเสบรูปเหรียญ (nummular eczema): วงกลมเหมือนกัน แต่ทั้งแผ่นอักเสบเท่ากัน ไม่มีตรงกลางจาง มักมีน้ำเหลืองซึม และขูดตรวจไม่พบเชื้อ

  • ผื่นกุหลาบเรื่อ (pityriasis rosea): เริ่มจากผื่นวงรีใหญ่ 1 วง (herald patch) แล้วภายใน 1–2 สัปดาห์มีผื่นเล็กกระจายตามแนวซี่โครงเป็นรูปต้นสน หายเองใน 6–8 สัปดาห์

  • สะเก็ดเงิน (psoriasis): ขอบชัด แต่มีสะเก็ดสีเงินหนา มักเป็นที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ และสมมาตร

  • กรานูโลมา แอนนูลาเร (granuloma annulare): วงแหวนนูนสีเนื้อหรือชมพู ไม่มีขุยและไม่คัน มักที่หลังมือและเท้า ดูที่ Granuloma Annulare ผื่นวงกลมที่ไม่ใช่กลาก

  • เซ็บเดิร์ม (seborrheic dermatitis): ผื่นแดงมีขุยมันที่ข้างจมูก คิ้ว หลังหู และหนังศีรษะ ไม่เป็นวงแหวน

  • ผื่นจากเชื้อราแคนดิดา: ในซอกพับ สีแดงสด มีตุ่มเล็ก ๆ กระจายรอบนอก (satellite lesions) และลงถุงอัณฑะได้

แพทย์วินิจฉัยกลากอย่างไร

แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยกลากจากลักษณะผื่นร่วมกับการตรวจยืนยันเชื้อ ซึ่งทำได้ในคลินิกและใช้เวลาไม่นาน

  1. ขูดขุยตรวจด้วยน้ำยา KOH (potassium hydroxide 10–20%): ขูดขุยจากขอบผื่น หยดน้ำยาแล้วส่องกล้องจุลทรรศน์ เห็นสายราแตกแขนง (hyphae) ภายในไม่กี่นาที เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด และควรทำ ก่อน ทายาฆ่าเชื้อรา เพราะยาที่ทามาก่อนทำให้ตรวจไม่พบเชื้อได้

  2. เพาะเชื้อรา (fungal culture): ใช้ในกลากหนังศีรษะ เล็บ หรือรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ บอกชนิดเชื้อเพื่อเลือกยากินได้ตรงขึ้น

  3. ส่องไฟ Wood's lamp: ช่วยได้เฉพาะเชื้อบางชนิดในหนังศีรษะที่เรืองแสงสีเขียว ผลลบไม่ได้แปลว่าไม่ใช่กลาก

  4. ตัดชิ้นเนื้อ: ใช้น้อย เฉพาะรายที่ผื่นไม่เข้าลักษณะหรือสงสัยโรคอื่นร่วม

กลากทายาอะไร ยาทาฆ่าเชื้อราแต่ละกลุ่ม

กลากที่ผิวหนังจุดเดียวหรือไม่กี่จุด (ลำตัว ขาหนีบ เท้า หน้า) รักษาด้วยยาทาเป็นหลัก ยาที่ใช้จริงทางการแพทย์มีดังนี้ (ระบุชื่อสามัญเท่านั้น)

กลุ่มที่ 1: ยากลุ่มอะโซล (azoles)

ยากลุ่มนี้ฆ่าเชื้อราได้ทั้งกลาก เกลื้อน และแคนดิดา จึงเหมาะเมื่อยังไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราชนิดใด

  • โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% ชนิดครีม: ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ (ที่เท้า 4 สัปดาห์)

  • ไมโคนาโซล (miconazole) 2% ชนิดครีม: ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์

  • คีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% ชนิดครีม: ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์

  • อีโคนาโซล (econazole) 1% / ไอโซโคนาโซล (isoconazole) 1%: ใช้แทนกันได้ในทำนองเดียวกัน

กลุ่มที่ 2: ยากลุ่มอัลลิลามีน (allylamines)

ยากลุ่มนี้ฆ่าเชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ได้แรงกว่า จึงใช้ระยะสั้นกว่า

  • เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% ชนิดครีม: ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์สำหรับลำตัวและขาหนีบ และ 1–2 สัปดาห์สำหรับซอกนิ้วเท้า (แบบรองเท้าแตะอาจต้องนานกว่า)

  • แนฟทิฟีน (naftifine) 1%: วันละ 1 ครั้ง นาน 2 สัปดาห์

  • ข้อจำกัด: ได้ผลกับแคนดิดาและเกลื้อนน้อยกว่ากลุ่ม azole

กลุ่มที่ 3: ยาทาอื่น ๆ และรูปแบบยา

  • ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield's ointment: benzoic acid 6% + salicylic acid 3%): ราคาถูก ช่วยลอกขุยหนาที่ฝ่าเท้า ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ระคายเคืองและแสบ ไม่ควรใช้ที่ขาหนีบ หน้า หรือผิวที่เปื่อยแตก

  • ซิโคลพิร็อกซ์ (ciclopirox) 1% และ อะมอโรลฟีน (amorolfine): ใช้กับผิวบางชนิดและเล็บ ตามที่แพทย์สั่ง

  • รูปแบบยา: ผิวแห้งหนาใช้ครีมหรือขี้ผึ้ง ผิวเปียกเปื่อยหรือซอกพับใช้ครีมบาง ๆ หรือยาผง ส่วนแชมพูยา ketoconazole 2% หรือ selenium sulfide 2.5% ใช้เสริมในกลากหนังศีรษะเพื่อลดการแพร่เชื้อ (ไม่ใช่ยารักษาหลัก)

เปรียบเทียบยาทาแต่ละกลุ่มแบบละเอียดได้ที่ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์

วิธีทายากลากให้ถูก 5 ข้อที่คนมักพลาด

ยาถูกตัวแต่ทาผิดวิธีเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ "ทาแล้วไม่หาย"

  1. ล้างและเช็ดให้แห้งสนิทก่อนทา โดยเฉพาะซอกนิ้วและขาหนีบ ความชื้นที่ค้างทำให้เชื้อโตเร็วกว่ายาฆ่า

  2. ทาเลยขอบผื่นออกไปอีก 2 ซม. เพราะเชื้อที่กำลังลามอยู่บนผิวที่ยังดูปกติรอบขอบผื่น

  3. ทาให้ครบวันละกี่ครั้งตามที่ยากำหนด ทาวันเว้นวันหรือทาเฉพาะตอนคันทำให้เชื้อไม่ตาย

  4. ทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหายแล้ว ผื่นยุบก่อนเชื้อตาย การหยุดยาทันทีที่ผื่นจางคือเหตุผลอันดับหนึ่งของการกลับเป็นซ้ำ

  5. รักษาแหล่งเชื้อไปพร้อมกัน ถ้าเป็นสังคังให้ทาเท้าด้วย ถ้ามีเชื้อราที่เล็บต้องรักษาเล็บ และถ้าสัตว์เลี้ยงมีขนร่วงต้องพาไปพบสัตวแพทย์

เมื่อไรต้องกินยา ยากินรักษากลาก ขนาดและระยะเวลา

ยากินจำเป็นใน 4 กรณี คือ (1) กลากหนังศีรษะทุกราย (2) เชื้อราที่เล็บ (3) ผื่นกว้างหลายตำแหน่ง หรือเป็นแบบรองเท้าแตะเรื้อรัง (4) ทายาถูกวิธีแล้วไม่ตอบสนอง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ขนาดยาด้านล่างเป็นขนาดที่ใช้ทั่วไปในผู้ใหญ่ การสั่งยา ขนาด และระยะเวลาจริงต้องให้แพทย์เป็นผู้กำหนด เพราะต้องดูโรคประจำตัวและยาอื่นที่กินอยู่

  • เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 250 มก. วันละ 1 ครั้ง: กลากที่ผิวหนังกว้าง 2–4 สัปดาห์ · เล็บมือ 6 สัปดาห์ · เล็บเท้า 12 สัปดาห์ · กลากหนังศีรษะในเด็กปรับขนาดตามน้ำหนักตัว นาน 4–6 สัปดาห์

  • อิทราโคนาโซล (itraconazole) 100–200 มก. วันละ 1 ครั้ง: กลากที่ผิวหนัง 1–2 สัปดาห์ (หรือนานกว่าในเชื้อดื้อยา) ควรกินพร้อมอาหาร และมีปฏิกิริยากับยาหลายกลุ่ม เช่น ยาลดไขมันบางตัว ยาโรคหัวใจ และยากันชักบางชนิด

  • กริซีโอฟูลวิน (griseofulvin): ใช้มานานในกลากหนังศีรษะเด็ก ขนาด 20–25 มก./กก./วัน (ชนิด microsize) นาน 6–8 สัปดาห์ กินพร้อมอาหารที่มีไขมันเพื่อให้ดูดซึมดีขึ้น ได้ผลดีเป็นพิเศษกับเชื้อ Microsporum จากแมว

  • ฟลูโคนาโซล (fluconazole) 150–300 มก. สัปดาห์ละ 1 ครั้ง: ทางเลือกในบางราย นาน 2–6 สัปดาห์

ความปลอดภัยของยากิน: แพทย์อาจตรวจค่าตับก่อนเริ่มยาในคนที่ต้องกินนานหรือมีโรคตับ ควรหยุดยาและกลับมาพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้มาก หรือผื่นแพ้รุนแรง และ ไม่ควรใช้ยากินในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมักใช้ยาทากลุ่ม azole อย่าง clotrimazole แทน

ทำไมทาครีมสเตียรอยด์แล้วกลากยิ่งลาม (Tinea incognito)

ผื่นคันวงแดงมักถูกเข้าใจว่าเป็นผื่นแพ้ แล้วซื้อครีมแก้คันที่มีสเตียรอยด์มาทาเอง หรือใช้ครีม "สูตรผสม" ที่รวมยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสเตียรอยด์ไว้ในหลอดเดียว

  • ช่วงแรกดูดีขึ้น: สเตียรอยด์ลดการอักเสบ ผื่นแดงน้อยลง คันลดลงภายในไม่กี่วัน

  • แต่เชื้อโตเร็วขึ้น: สเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ เชื้อราจึงลามออกไปกว้างขึ้น ขอบวงหายไป ผื่นกลายเป็นแผ่นแดงไม่มีรูปร่าง มีตุ่มหนองเล็ก ๆ จนแพทย์ดูไม่ออกว่าเป็นกลาก จึงเรียกว่า tinea incognito (กลากที่ปลอมตัว)

  • ผลระยะยาว: ทาสเตียรอยด์แรงนานที่ขาหนีบหรือหน้าทำให้ผิวบาง แตกลาย เส้นเลือดฝอยขยาย และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกลากเรื้อรังดื้อยาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สิ่งที่ควรทำ: หยุดครีมที่มีสเตียรอยด์ แล้วให้แพทย์ขูดตรวจยืนยันเชื้อ ถ้าเพิ่งหยุดยา ผื่นอาจแดงขึ้นชั่วคราวใน 3–7 วันแรก ไม่ได้แปลว่ายาฆ่าเชื้อราที่เริ่มใหม่ไม่ได้ผล

กลากรักษาแล้วไม่หาย และกลากดื้อยา (Trichophyton indotineae)

ถ้าทายาฆ่าเชื้อราถูกวิธีครบ 2–4 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ให้คิดถึงสาเหตุตามลำดับนี้

  1. ไม่ใช่กลากตั้งแต่แรก เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบหรือสะเก็ดเงิน ต้องขูดตรวจยืนยัน

  2. ทายาผิดวิธีหรือหยุดเร็ว ตาม 5 ข้อด้านบน

  3. มีแหล่งเชื้อซ่อนอยู่ เช่น เท้า เล็บ คนในบ้าน หรือสัตว์เลี้ยง

  4. ผื่นกว้างเกินกว่ายาทาจะพอ ต้องเพิ่มยากิน

  5. เชื้อดื้อยา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานเชื้อ Trichophyton indotineae (เดิมเรียก T. mentagrophytes genotype VIII) ซึ่งเริ่มระบาดจากอินเดีย แล้วพบในหลายประเทศรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื้อนี้ทำให้ผื่นกว้างหลายตำแหน่งพร้อมกัน คันมาก ติดต่อในครอบครัวง่าย และ ดื้อต่อ terbinafine ได้บ่อยจากการกลายพันธุ์ของยีน SQLE

กลากดื้อยาต้องให้แพทย์ผิวหนังดูแล มักต้องเพาะเชื้อ และใช้ itraconazole ชนิดกินระยะยาวกว่าปกติ (บ่อยครั้งนาน 4–8 สัปดาห์ขึ้นไป) ร่วมกับยาทาและการรักษาคนในบ้านที่เป็นพร้อมกัน การเพิ่มยาเองหรือสลับครีมไปเรื่อย ๆ ไม่ช่วย และอาจทำให้ตรวจหาเชื้อยากขึ้น

กลากใช้เวลากี่วันหาย ไทม์ไลน์ที่ควรคาดหวัง

เมื่อใช้ยาถูกตัวและถูกวิธี ภาพรวมของกลากที่ผิวหนังมักเป็นดังนี้

  • วันที่ 3–7: อาการคันลดลงชัดเจน ขอบผื่นเริ่มแดงน้อยลง

  • สัปดาห์ที่ 2–4: ผื่นจางลงจนเกือบมองไม่เห็น (ยา terbinafine มักเร็วกว่ายากลุ่ม azole)

  • ทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย: เพื่อฆ่าเชื้อที่ยังเหลือ รวมเวลาทั้งหมดของกลากที่ลำตัวมักอยู่ที่ประมาณ 3–6 สัปดาห์

  • รอยดำหรือรอยแดงหลังหาย: อาจอยู่ต่ออีก 1–3 เดือนโดยเฉพาะในคนผิวคล้ำ เป็นรอยหลังอักเสบ ไม่ใช่เชื้อที่ยังไม่ตาย

  • กลากที่เท้าแบบรองเท้าแตะ หนังศีรษะ และเล็บ: ใช้เวลานานกว่านั้นมาก หนังศีรษะประมาณ 6–8 สัปดาห์ เล็บมือประมาณ 6 เดือนกว่าเล็บใหม่จะงอกแทน และเล็บเท้า 12–18 เดือน

สัญญาณว่าต้องกลับไปพบแพทย์: ทายาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วผื่นไม่ดีขึ้นเลย หรือผื่นลามกว้างขึ้นระหว่างทายา

สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • กลากที่หนังศีรษะ ผมร่วงเป็นหย่อม หรือเป็นก้อนบวมมีหนอง

  • กลากที่เล็บ หรือฝ่ามือลอกข้างเดียวเรื้อรัง

  • ผื่นกว้างหลายตำแหน่ง หรือคนในบ้านเป็นพร้อมกันหลายคน

  • ทายาฆ่าเชื้อราถูกวิธี 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำหลายครั้ง

  • เคยทาครีมสเตียรอยด์หรือครีมสูตรผสม แล้วผื่นเปลี่ยนรูปหรือลามกว้างขึ้น

  • เป็นเบาหวาน ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน รับเคมีบำบัด หรือติดเชื้อเอชไอวี

  • ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

  • ผื่นบวมแดงร้อน ปวดมาก มีหนอง หรือมีไข้ ซึ่งอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก

วิธีป้องกันกลากไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

  • เช็ดตัวให้แห้งเป็นลำดับ: เช็ดขาหนีบและลำตัวก่อน แล้วเช็ดเท้าเป็นลำดับสุดท้าย หรือใช้ผ้าแยกสำหรับเท้า

  • ใส่ถุงเท้าก่อนกางเกงใน เพื่อไม่ให้เชื้อจากเท้าติดไปที่ขาหนีบ

  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว หวี หมวก และรองเท้าร่วมกับผู้อื่น ซักผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน และชุดชั้นในด้วยน้ำร้อนอย่างน้อย 60 องศาเซลเซียส หรือตากแดดจัดให้แห้งสนิท

  • เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อทันที หลังออกกำลังกาย และเลือกผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี

  • ใส่รองเท้าแตะในห้องอาบน้ำรวมและรอบสระว่ายน้ำ สลับรองเท้าปิดอย่างน้อย 2 คู่ให้มีเวลาแห้ง

  • ตรวจสัตว์เลี้ยง: ถ้าแมวหรือสุนัขมีขนร่วงเป็นหย่อมหรือมีขุย ให้พาไปพบสัตวแพทย์ และทำความสะอาดที่นอนของสัตว์

  • ตรวจคนในบ้าน: ถ้ามีคนเป็นกลากหลายคน ต้องรักษาพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นจะส่งเชื้อวนกันไปมา

  • ไม่ทาครีมสเตียรอยด์เองบนผื่นที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ภาพรวมโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่พบบ่อยดูได้ที่ รวมโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • กลาก (ขี้กลาก, ringworm) คือการติดเชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ที่ผิว ผม และเล็บ ผื่นเป็นวงแหวนแดงขอบนูนมีขุย ตรงกลางจาง และคัน

  • กลากต่างจากเกลื้อน: เกลื้อนเกิดจากยีสต์ Malassezia เป็นดวงด่างเล็ก ๆ ขุยละเอียดคล้ายแป้ง คันน้อย และติดต่อน้อยกว่ามาก

  • กลากที่ผิวหนังจุดเดียวใช้ยาทา clotrimazole 1%, miconazole 2%, ketoconazole 2% นาน 2–4 สัปดาห์ หรือ terbinafine 1% นาน 1–2 สัปดาห์ ทาเลยขอบผื่น 2 ซม. และทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย

  • กลากหนังศีรษะ เล็บ และผื่นกว้างต้องใช้ยากินตามแพทย์สั่ง ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

  • อย่าทาครีมสเตียรอยด์หรือครีมสูตรผสมเอง เพราะทำให้กลากลามและวินิจฉัยยากขึ้น

  • ทายาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อขูดตรวจเชื้อ และตรวจหาเชื้อดื้อยา

คำถามที่พบบ่อยเรื่องกลาก

กลากกับเกลื้อนต่างกันอย่างไร?

กลากเกิดจากเชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ ติดต่อจากคน สัตว์เลี้ยง หรือดิน ผื่นเป็นวงแหวนแดงขอบนูนชัด มีขุยที่ขอบ ตรงกลางจาง และคันชัด ส่วนเกลื้อนเกิดจากยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวทุกคนอยู่แล้ว ผื่นเป็นดวงเล็กขนาด 3–5 มิลลิเมตร สีขาว ชมพู หรือน้ำตาลอ่อน ขุยละเอียดคล้ายแป้ง มักขึ้นที่หลัง อก และไหล่ คันน้อย และแทบไม่ติดต่อ ยาทากลุ่ม azole ใช้ได้กับทั้งสองโรค แต่ terbinafine ชนิดกินได้ผลกับกลากเท่านั้น ไม่ได้ผลกับเกลื้อน ถ้าไม่แน่ใจ แพทย์ผิวหนังขูดขุยตรวจด้วยน้ำยา KOH แยกได้ภายในไม่กี่นาที

กลากใช้เวลากี่วันหาย

กลากที่ลำตัว แขน ขา และขาหนีบ เมื่อใช้ยาทาถูกตัวและถูกวิธี อาการคันมักดีขึ้นภายใน 3–7 วัน ผื่นจางลงใน 2–4 สัปดาห์ จากนั้นต้องทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย รวมแล้วประมาณ 3–6 สัปดาห์ ยา terbinafine ชนิดทามักใช้เวลาสั้นกว่ายากลุ่ม azole ส่วนกลากหนังศีรษะต้องกินยาประมาณ 6–8 สัปดาห์ และเชื้อราที่เล็บใช้เวลาหลายเดือนกว่าเล็บใหม่จะงอกแทน ถ้าทายาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้นเลย ควรพบแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่กลาก หรืออาจเป็นเชื้อดื้อยา

โรคกลาก หายเองได้ไหม

กลากส่วนใหญ่ไม่หายเอง หรือถ้าดูเหมือนยุบลงเองก็มักกลับมาเป็นใหม่ เพราะเชื้อยังอาศัยอยู่ในชั้นขี้ไคลและขยายวงออกไปเรื่อย ๆ อาจเป็นต่อเนื่องได้หลายเดือนถึงหลายปี และระหว่างนั้นยังแพร่เชื้อให้คนในบ้าน สัตว์เลี้ยง และตำแหน่งอื่นของร่างกายตัวเองได้ โดยเฉพาะจากเท้าไปขาหนีบและมือ การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราตั้งแต่ผื่นยังเล็กใช้เวลาสั้นกว่าและได้ผลดีกว่า ส่วนกลากหนังศีรษะในเด็กไม่ควรรอดูอาการเลย เพราะถ้าเป็นก้อนอักเสบเป็นหนองอาจทิ้งแผลเป็นที่ทำให้ผมไม่ขึ้นถาวร

กลากทำไงให้หาย

ให้ทำครบ 4 อย่างไปพร้อมกัน หนึ่ง ใช้ยาฆ่าเชื้อราที่ถูกกลุ่ม เช่น clotrimazole หรือ ketoconazole ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ หรือ terbinafine 1% นาน 1–2 สัปดาห์ สอง ทาให้เลยขอบผื่นออกไปประมาณ 2 เซนติเมตร และทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย สาม รักษาแหล่งเชื้อ เช่น เท้า เล็บ คนในบ้าน และสัตว์เลี้ยง สี่ ทำให้ผิวแห้ง ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน และหยุดครีมที่มีสเตียรอยด์ ถ้าเป็นที่หนังศีรษะ เล็บ หรือผื่นกว้างหลายตำแหน่ง ต้องให้แพทย์สั่งยากินร่วมด้วย

ยาอะไรรักษากลากให้หายเร็วที่สุด?

ในกลากที่ผิวหนังจุดเดียว ยาทาเทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% เป็นตัวที่ใช้เวลาสั้นที่สุด คือประมาณ 1–2 สัปดาห์ เพราะฆ่าเชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ได้โดยตรง ในขณะที่ยากลุ่ม azole เช่น clotrimazole 1% หรือ ketoconazole 2% มักต้องใช้ 2–4 สัปดาห์ แต่ครอบคลุมเชื้อได้กว้างกว่า จึงเหมาะเมื่อยังไม่แน่ใจว่าเป็นกลาก เกลื้อน หรือแคนดิดา ความเร็วที่แท้จริงขึ้นกับการทาถูกวิธีมากกว่าตัวยา และ "ยาที่เร็วที่สุด" สำหรับกลากหนังศีรษะ เล็บ หรือผื่นกว้าง คือยากินที่แพทย์สั่ง ไม่ใช่ยาทาที่แรงขึ้น

กลาก รักษาเองได้ไหม

กลากที่ผิวหนังจุดเดียวหรือไม่กี่จุด ในผู้ใหญ่สุขภาพดี มักเริ่มด้วยยาทาฆ่าเชื้อราชนิดเดี่ยวได้ โดยต้องเป็นยาที่ไม่มีสเตียรอยด์ผสม ทาเลยขอบผื่น และทาต่อหลังผื่นหาย แต่ควรพบแพทย์ผิวหนังแทนการรักษาเองเมื่อเป็นที่หนังศีรษะ หน้า เล็บ หรือฝ่ามือ ผื่นกว้างหลายตำแหน่ง เคยทาครีมสเตียรอยด์มาก่อน เป็นเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำ ตั้งครรภ์ หรือเป็นเด็กเล็ก และเมื่อทายาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น เพราะผื่นวงกลมหลายโรคหน้าตาคล้ายกลาก และเชื้อดื้อยาต้องใช้การเพาะเชื้อและยากินระยะยาว

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 5 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาการรักษา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ