ผิวแห้งแตก (Xerosis) — สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลผิวสุขภาพให้ชุ่มชื้น
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา

ผิวแห้งแตก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า Xerosis Cutis เป็นภาวะที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง จนผิวหยาบ ลอกเป็นขุย และแตกเป็นรอย พบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุและในช่วงอากาศแห้ง ในฐานะอาจารย์แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เราพบว่าแม้ผิวแห้งแตกจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่อาการคันเรื้อรัง ผิวอักเสบ และการติดเชื้อได้ บทความนี้อธิบายสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์
ผิวแห้งแตก (Xerosis) คืออะไร
ผิวหนังของเรามีเซลล์ที่สร้างสารความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factors) และไขมันธรรมชาติ (Sebum) ที่ช่วยเคลือบและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิว เมื่อไขมันและสารเหล่านี้ลดน้อยลงจากอายุที่มากขึ้น สภาพอากาศ หรือโรคบางชนิด เกราะป้องกันผิว (skin barrier) จะเสียหาย ผิวหนังจึงเริ่มแห้งและแตก โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก:
ผิวแห้งธรรมดา (Primary Xerosis): ผิวแห้งจากปัจจัยภายนอกและวัย ไม่ได้เกิดจากโรคเฉพาะ พบได้บ่อยที่สุด
ผิวแห้งจากโรค (Secondary Xerosis): ผิวแห้งที่เกิดร่วมกับหรือเป็นผลจากโรคประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน หรือโรคไต
ผิวแห้งแตกเกิดจากอะไร
ปัจจัยที่ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอและสูญเสียความชุ่มชื้น ได้แก่:
อายุที่เพิ่มขึ้น: ต่อมไขมันผลิต Sebum ลดลงตามวัย ผิวจึงแห้งง่ายขึ้น
สภาพอากาศ: อากาศหนาวหรือแห้งจัด รวมถึงการอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ดึงความชื้นออกจากผิว
การทำความสะอาดผิวมากเกินไป: การอาบน้ำบ่อยหรือใช้สบู่ที่มีฤทธิ์แรง จะชะล้างไขมันธรรมชาติบนผิวออกไป
โรคประจำตัวบางชนิด: เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน โรคไต และโรคสะเก็ดเงิน
การใช้ยาบางชนิด: ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยากลุ่ม Statins อาจทำให้ผิวแห้งขึ้น
อาการและลักษณะของผิวแห้งแตก
อาการที่พบได้บ่อยของ Xerosis ได้แก่:
ลักษณะผิว: ผิวมีสะเก็ดร่อนคล้ายเกล็ดเกลือ (Ichthyosis-like pattern) และผิวหยาบสาก
รอยแตก: ผิวแตกเป็นรอยเส้นเล็ก ๆ และในรายที่รุนแรงอาจมีเลือดออกตามรอยแตก
อาการคัน: อาการคันเป็นอาการที่พบบ่อยและอาจรบกวนการใช้ชีวิต หากเกาแรงจะยิ่งทำให้ผิวอักเสบ
ตำแหน่งที่พบบ่อย: มักพบที่แขนขา ต้นแขน และหลังมือ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันน้อย
วิธีดูแลและบำรุงผิวแห้งแตก
หัวใจของการดูแลผิวแห้งแตกคือการเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ:
ทามอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer): ควรเลือกครีมประเภท Emollient หรือ Occlusive และทาทันทีหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที เพื่อกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว ส่วนผสมที่แนะนำ ได้แก่ Ceramide, Hyaluronic Acid และ Glycerin
ส่วนผสมที่ช่วยฟื้นผิว: Ceramide ช่วยซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว, Urea 5-10% ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว และ Lactic Acid 5-12% ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
หลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายผิว: ลดการใช้น้ำร้อนและสบู่ที่มีฤทธิ์แรง หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีสารผงสังเคราะห์ และหันมาใช้สบู่อ่อนโยนแทน
วิธีป้องกันผิวแห้งแตก
ควบคุมการอาบน้ำ: หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดนานเกินไป
ดื่มน้ำให้พอ: ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
ป้องกันแสงแดด: ทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสี UV ที่ทำลายไขมันและเกราะป้องกันผิว
เลี่ยงสารเคมี: หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้านที่อาจทำให้ผิวแห้ง
คำถามที่พบบ่อย
ผิวแห้งแตกต่างจากผิวแห้งธรรมดาอย่างไร? ผิวแห้งแตก (Xerosis) เป็นภาวะที่ผิวขาดความชุ่มชื้นรุนแรงจนลอกเป็นขุยและแตกเป็นรอย ต่างจากผิวแห้งเล็กน้อยทั่วไป และแบ่งได้เป็นผิวแห้งธรรมดา (Primary Xerosis) กับผิวแห้งจากโรค (Secondary Xerosis) เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน หรือโรคไต
ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ตอนไหนจึงจะได้ผลดีที่สุด? ควรทาทันทีหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที ขณะที่ผิวยังหมาด เพื่อกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว โดยเลือกครีมประเภท Emollient หรือ Occlusive ที่มีส่วนผสม Ceramide, Hyaluronic Acid หรือ Glycerin
ส่วนผสมใดช่วยผิวแห้งแตกได้ดี? Ceramide ช่วยซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว, Urea 5-10% ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว และ Lactic Acid 5-12% ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
ผิวแห้งแตกควรพบแพทย์เมื่อใด? หากผิวแห้งแตกรุนแรง มีเลือดออก คันมากจนรบกวนการนอน หรือดูแลด้วยมอยส์เจอไรเซอร์แล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพราะอาจสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน หรือโรคไต
หากคุณมีปัญหาผิวแห้งแตกเรื้อรัง คันมาก หรือดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลผิวที่เหมาะกับคุณ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น