ผิวแห้งแตก (Xerosis) — สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลผิวสุขภาพให้ชุ่มชื้น
- 6 เม.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 6 เม.ย.

ผิวแห้งแตก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า Xerosis Cutis เป็นภาวะที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง พบได้บ่อยและส่งผลให้ผิวเกิดการแตกเป็นรอยในลักษณะอาการรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและระหว่างฤดูหนาวหรืออากาศแห้ง ชาวไทยส่วนใหญ่มักมีปัญหาผิวเนื่องจากอากาศร้อนและการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานซึ่งทำลายไขมันผิวหนังตามธรรมชาติ
ผิวแห้งแตกคืออะไร?
ผิวหนังของเรามีเซลล์ที่สร้างสารความชุ่มชื้น (Natural Moisturizing Factors) และไขมันธรรมชาติ (Sebum) ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ เมื่อไขมันและสารเหล่านี้ลดน้อยลงเนื่องจากอายุที่มากขึ้น สภาพอากาศ หรือโรคบางชนิด ผิวหนังจะเริ่มแห้งและแตก Xerosis แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ ผิวแห้งธรรมดา (Primary Xerosis) และผิวแห้งอันเนื่องมาจากโรค (Secondary Xerosis)
อาการของผิวแห้งแตก
อาการสำคัญของผิวแห้งแตก ได้แก่ ผิวมีสะเก็ดร่อนคล้ายเกล็ดเกลือ (Ichthyosis-like pattern) ผิวแตกเป็นรอยเส้นเล็กๆ อาการคัน ผิวหยาบ และอาจมีเลือดออกหากมีอาการรุนแรง ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ แขนขา ต้นแขน และหลังมือ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของผิวแห้งแตก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแห้งแตก ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น (ต่อมมีการผลิต Sebum ลดลง) อากาศหนาวหรือแห้งจัด การอาบน้ำบ่อยหรือใช้สบู่แรงซึ่งช่วยล้างไขมันผิวหนัง โรคบางชนิดเช่น โรคไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน โรคไต และโรคสะเก็ดเงิน รวมถึงการใช้ยาบางชนิดเช่นยาขับปัสสาวะและ Statins
การบำรุงรักษาผิวแห้งแตก
การดูแลผิวแห้งแตกต้องเน้นที่การเติมความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ:
มอย์ชเชอร์ไซเซอร์ (Moisturizer): ครีมประเภท Emollient หรือ Occlusive ทาทันทีหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ ส่วนผสมที่แนะนำคือ Ceramide, Hyaluronic Acid และ Glycerin
หลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายผิว: ลดการใช้น้ำร้อนและสบู่แรง หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีสารผงสังเคราะห์ และหันมาใช้สบู่อ่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นผิวหนัง
ครีมบำรุงผิวที่แนะนำสำหรับผิวแห้งแตก
ครีมบำรุงผิวที่ดีควรมี Ceramide เป็นส่วนประกอบสำคัญเนื่องจากช่วยซ่อมแซมผิวหนัง ครีมที่มีส่วนผสมของ Urea 5-10% สามารถช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิวหนังได้ดี ส่วน Lactic Acid 5-12% ช่วยลอกเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก ทำให้ผิวนุ่มชื้นกว่าเดิม
การป้องกันการเกิดผิวแห้งแตก
เพื่อป้องกันผิวแห้งให้หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดนานเกินไป ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสี UV ที่ทำลายไขมันผิวหนัง และหลีกเลี่ยงสารเคมีในผลิตภัณฑ์ใช้ในบ้านที่อาจทำให้ผิวแห้ง
เอกสารอ้างอิง: Lodén M. (2003). "Role of topical emollients and moisturizers in the treatment of dry skin barrier disorders." Am J Clin Dermatol 4(11):771-788. | Proksch E, et al. (2008). "The skin: an indispensable barrier." Exp Dermatol 17(12):1063-1072.


ความคิดเห็น