top of page

คันตามตัว เกิดจากอะไร และผื่นคันแบบไหนต้องพบแพทย์

24 มิ.ย.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 22 ต.ค.

อาการคันยุบยิบตามตัวโดยไม่มีผื่น (Pruritus without rash หรือ Pruritus sine materia) คืออาการคันตามผิวหนังที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นตุ่ม ผื่นแดง หรือขุย ในทางการแพทย์ถือเป็น "อาการ" ไม่ใช่โรค สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือผิวแห้ง แต่ถ้าคันนานเกิน 6 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณของโรคภายใน เช่น โรคไต โรคตับ ไทรอยด์ ภาวะขาดธาตุเหล็ก หรือผลข้างเคียงจากยา

บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะแยกสาเหตุออกเป็นกลุ่ม บอกลักษณะเฉพาะของแต่ละสาเหตุ การตรวจเลือดที่แพทย์มักสั่ง ยาที่ใช้จริงในแต่ละกรณี และสัญญาณที่บอกว่าควรพบแพทย์เร็ว ส่วนนี้จะเน้นกรณีที่ผิวดูปกติ ถ้าอาการคันของคุณมีผื่นแดงขึ้นทั่วตัวร่วมด้วย ให้อ่าน ผื่นแดงคันทั่วตัว เกิดจากอะไร

สรุปสั้น: คันยุบยิบไม่มีผื่น เริ่มคิดจากตรงไหน

  • คันไม่ถึง 6 สัปดาห์ ผิวแห้ง อากาศหนาว อาบน้ำร้อน สบู่แรง หรือยาที่เพิ่งเริ่ม เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

  • คันนานเกิน 6 สัปดาห์ เรียกว่าคันเรื้อรัง (chronic pruritus) ควรตรวจเลือดหาโรคภายใน การศึกษาพบว่าผู้ที่คันทั้งตัวโดยไม่มีผื่นราว 14–24% มีโรคทางกายเป็นต้นเหตุ

  • คนในบ้านคันพร้อมกัน ให้นึกถึงหิดก่อน แม้ยังไม่เห็นตุ่มชัด

  • คันหลังอาบน้ำทุกครั้งภายใน 15–30 นาที อาจเป็นสัญญาณของโรคเลือดชนิดเม็ดเลือดแดงเกิน

  • คันร่วมกับตัวเหลือง น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ต้องพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน

คันยุบยิบตามตัว ไม่มีผื่น แบ่งสาเหตุได้ 4 กลุ่ม

แพทย์ผิวหนังมักจัดสาเหตุของอาการคันที่ไม่มีผื่นตามแนวทางของสมาคมวิจัยอาการคันนานาชาติ (IFSI) เป็น 4 กลุ่ม เพื่อไม่ให้มองข้ามโรคสำคัญ

  1. กลุ่มผิวหนัง ผื่นซ่อนอยู่หรือยังไม่ขึ้น เช่น ผิวแห้ง ลมพิษชนิดขีดเป็นนูน หิดระยะแรก

  2. กลุ่มโรคทางกาย โรคไตเรื้อรัง โรคตับและท่อน้ำดี ไทรอยด์ เบาหวาน ขาดธาตุเหล็ก โรคเลือด และอาการคันจากยา

  3. กลุ่มเส้นประสาท เส้นประสาทถูกกดทับหรือเสียหาย ทำให้คันเป็นจุดเดิมโดยผิวปกติ

  4. กลุ่มจิตใจ ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ซึ่งแพทย์จะสรุปได้ก็ต่อเมื่อตรวจกลุ่มอื่นแล้วไม่พบ

ผู้ป่วยหนึ่งคนอาจมีมากกว่าหนึ่งกลุ่มพร้อมกัน เช่น ผู้สูงอายุที่ผิวแห้งและเป็นโรคไตด้วย

ผิวแห้ง (Xerosis) สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

  • ลักษณะ: คันยุบยิบที่หน้าแข้ง แขน หลัง และสีข้าง ผิวดูหมองหรือเป็นขุยละเอียดเมื่อส่องใกล้ ๆ คันมากหลังอาบน้ำและช่วงอากาศเย็น ต.ค.–ก.พ.

  • สาเหตุ: ชั้นไขมันปกป้องผิวลดลงจากอายุ แอร์ อาบน้ำร้อน อาบน้ำวันละหลายครั้ง และสบู่ที่เป็นด่าง

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้าเกามาก ผิวจะแตกเป็นลายคล้ายพื้นดินแห้ง (asteatotic eczema) และติดเชื้อได้

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาครีมให้ความชุ่มชื้นวันละ 2 ครั้งต่อเนื่อง 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือคันจนนอนไม่หลับ

อ่านวิธีดูแลผิวแห้งแบบละเอียดได้ที่ ผิวแห้งแตก สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ลมพิษชนิดขีดเป็นนูน (Dermographism) ไม่มีผื่นจนกว่าจะเกา

  • ลักษณะ: ผิวดูปกติ แต่เมื่อเกาหรือเสื้อรัด จะเกิดรอยนูนแดงเป็นทางตามแนวเกาภายใน 2–5 นาที แล้วยุบเองใน 15–30 นาที ทำให้หลายคนคิดว่า "คันไม่มีผื่น"

  • สาเหตุ: เซลล์มาสต์ในผิวไวต่อแรงกดหรือแรงเสียดสี มักไม่พบต้นเหตุชัด บางรายเกิดหลังติดเชื้อหรือหลังกินยา

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่รบกวนชีวิตประจำวันได้มาก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้ามีปากบวม ตาบวม หรือหายใจไม่สะดวกร่วมด้วย ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

ทดสอบเองได้โดยใช้ปลายปากกาที่ปิดฝาขีดเบา ๆ ที่แขน ถ้าภายใน 5 นาทีขึ้นเป็นรอยนูนตามเส้น มีโอกาสเป็นภาวะนี้ กลุ่มนี้ตอบสนองดีต่อยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง

หิดระยะแรกและไรฝุ่น คันทั้งที่ยังไม่เห็นตุ่ม

  • ลักษณะ: คันมากตอนกลางคืน โดยเฉพาะง่ามนิ้ว ข้อมือ รอบสะดือ เอว และอวัยวะเพศ ในช่วง 2–6 สัปดาห์แรกของการติดเชื้ออาจเห็นตุ่มน้อยมาก

  • สาเหตุ: ตัวหิด (Sarcoptes scabiei) ขุดโพรงใต้ผิวหนัง ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ที่นอนร่วมกัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อชีวิต แต่ติดต่อทั้งบ้าน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คนในบ้านหรือคู่นอนคันพร้อมกัน หรือคันตอนกลางคืนจนตื่น

คันจากโรคไต (Uremic pruritus)

  • ลักษณะ: คันทั่วตัวหรือเป็นบริเวณกว้างที่หลัง แขน และหน้า มักคันมากตอนกลางคืนและช่วงอากาศร้อน ผิวแห้งร่วมด้วยเกือบทุกราย

  • สาเหตุ: ของเสียที่ไตขับไม่ออก ฟอสฟอรัสและพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง และการทำงานผิดปกติของระบบโอปิออยด์ในร่างกาย พบได้ราว 40% ของผู้ป่วยฟอกเลือด

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: มักเกิดในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะ 4–5 (eGFR ต่ำกว่า 30) ที่รู้ตัวอยู่แล้ว น้อยรายที่คันเป็นอาการแรกของโรคไต

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีเบาหวานหรือความดันสูงมานาน ปัสสาวะเป็นฟอง ขาบวม หรือคันจนนอนไม่ได้

คันจากตับและท่อน้ำดี (Cholestatic pruritus)

  • ลักษณะ: มักเริ่มที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าก่อน แล้วลามทั่วตัว คันมากตอนกลางคืน บางรายคันนำมาก่อนตัวเหลืองหลายเดือน

  • สาเหตุ: น้ำดีไหลไม่สะดวก เช่น ท่อน้ำดีอุดตันจากนิ่วหรือก้อน ตับอักเสบจากไวรัสบีหรือซี โรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง (PBC) หรือตับอักเสบจากยา

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูงถ้ามีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีชาเข้ม หรืออุจจาระสีซีด

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีอาการเหลืองข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ให้พบแพทย์ภายใน 1–2 วัน

คันจากไทรอยด์

  • ลักษณะ: ไทรอยด์เป็นพิษ (hyperthyroidism) มักคันร่วมกับผิวอุ่นชื้น เหงื่อออกมาก ใจสั่น น้ำหนักลด ส่วนไทรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) มักคันจากผิวแห้งหยาบ ร่วมกับขี้หนาว ง่วง และน้ำหนักขึ้น

  • สาเหตุ: ฮอร์โมนไทรอยด์เปลี่ยนการไหลเวียนเลือดที่ผิว การสร้างเหงื่อ และการผลัดเซลล์ผิว

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง อาการคันมักดีขึ้นเมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาปกติภายใน 4–8 สัปดาห์

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีใจสั่น มือสั่น คอโต หรือน้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ได้ตั้งใจ

คันจากเบาหวาน

  • ลักษณะ: คันบริเวณหน้าแข้ง เท้า และรอบอวัยวะเพศ บางรายมีอาการแสบชาปลายเท้าร่วมด้วย

  • สาเหตุ: ผิวแห้งจากน้ำตาลสูง เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม และการติดเชื้อราแคนดิดาบริเวณขาหนีบหรืออวัยวะเพศ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่เป็นตัวบอกว่าควรตรวจระดับน้ำตาล

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด หรือแผลหายช้า

คันจากขาดธาตุเหล็กและโรคเลือด

  • ลักษณะ: ขาดธาตุเหล็กมักคันทั่วตัวร่วมกับอ่อนเพลีย ผมร่วง เล็บเปราะ ส่วนโรคเม็ดเลือดแดงเกิน (Polycythemia vera) มีลักษณะเฉพาะคือคันแสบเหมือนเข็มทิ่มภายใน 15–30 นาทีหลังโดนน้ำ (aquagenic pruritus) พบได้ราว 40% ของผู้ป่วย

  • สาเหตุ: ธาตุเหล็กต่ำแม้ยังไม่ซีด (ferritin ต่ำ) ประจำเดือนมามาก ริดสีดวงทวาร หรือเสียเลือดทางเดินอาหาร ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma) ทำให้คันได้ราว 10–30% และบางรายคันนำมาก่อนต่อมน้ำเหลืองโต

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ขาดธาตุเหล็กรักษาได้ง่าย แต่ต้องหาสาเหตุของการเสียเลือดเสมอ โดยเฉพาะผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันหลังโดนน้ำทุกครั้ง หน้าแดงคล้ำ มีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน หรือน้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน

คันจากยา (Drug-induced pruritus)

  • ลักษณะ: คันทั่วตัวโดยไม่มีผื่น เริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายสัปดาห์หลังเริ่มยาใหม่

  • สาเหตุ: ยาที่พบบ่อย ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (มอร์ฟีน ทรามาดอล) ยาต้านมาลาเรียคลอโรควินและไฮดรอกซีคลอโรควิน ยาความดันกลุ่ม ACE inhibitors ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่ทำให้น้ำดีคั่ง และสารเพิ่มปริมาตรเลือดไฮดรอกซีเอทิลสตาร์ช (HES) ซึ่งทำให้คันได้นานหลายเดือนหลังได้รับ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้ามีตัวเหลืองหรือไข้ร่วม อาจเป็นตับอักเสบจากยา

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ห้ามหยุดยาโรคประจำตัวเอง ให้นำยาทุกตัวที่ใช้ใน 3 เดือนที่ผ่านมาไปให้แพทย์ดู รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริม

คันจากเส้นประสาท (Neuropathic itch) คันจุดเดิมแต่ผิวปกติ

  • ลักษณะ: คันซ้ำที่จุดเดิม ขนาดประมาณฝ่ามือ มักมีแสบ ร้อน ชา หรือเหมือนมดไต่ร่วมด้วย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือคันใต้สะบักข้างเดียว (Notalgia paresthetica) และคันแขนท่อนนอกหลังโดนแดด (Brachioradial pruritus)

  • สาเหตุ: เส้นประสาทถูกกดทับจากกระดูกสันหลังส่วนคอหรือส่วนอกเสื่อม หรือเส้นประสาทเสียหายหลังงูสวัด

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ยาแก้แพ้มักไม่ได้ผล และเกานาน ๆ จะเกิดรอยคล้ำหนา

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีปวดคอ ปวดหลัง แขนอ่อนแรง หรือชาลามลงแขน

ถ้าเกาจนผิวหนาเป็นปื้น อาการจะเข้าสู่วงจรคันเรื้อรัง อ่านต่อที่ โรคผิวหนังคันเรื้อรัง (Lichen simplex chronicus)

คันระหว่างตั้งครรภ์ ไม่มีผื่น ต้องระวังภาวะน้ำดีคั่ง

  • ลักษณะ: คันมากที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะช่วงไตรมาสที่ 3 (หลังสัปดาห์ที่ 28) คันมากตอนกลางคืน

  • สาเหตุ: ภาวะน้ำดีคั่งในตับระหว่างตั้งครรภ์ (Intrahepatic cholestasis of pregnancy) ตรวจพบกรดน้ำดีในเลือดสูง

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูง เพราะสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนดและภาวะแทรกซ้อนต่อทารก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: แจ้งแพทย์ฝากครรภ์ภายใน 1–2 วัน ไม่ควรรอถึงนัดครั้งหน้า

คันในผู้สูงอายุ

  • ลักษณะ: ผู้สูงอายุเกิน 65 ปีมากกว่าครึ่งมีอาการคันโดยไม่มีผื่น มักคันหลัง หน้าแข้ง และหนังศีรษะ

  • สาเหตุ: ผิวแห้งจากชั้นไขมันลดลง ยาหลายตัวที่ใช้พร้อมกัน ไตเสื่อมตามวัย และเส้นประสาทเสื่อม

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องระวังยาแก้แพ้ชนิดง่วง เพราะทำให้มึนงง สับสน และหกล้มได้

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันหลังเริ่มยาใหม่ หรือดูแลผิวแห้งเต็มที่แล้ว 2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น

คันจากความเครียดหรือจิตใจ (Psychogenic itch)

  • ลักษณะ: คันมากขึ้นเมื่อเครียด ว่าง หรือก่อนนอน บางรายรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ใต้ผิว

  • สาเหตุ: ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งเปลี่ยนการรับรู้ของสมองต่อสัญญาณคัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นการวินิจฉัยสุดท้ายหลังตัดสาเหตุทางกายออกแล้ว ไม่ใช่ข้อสรุปแรก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันจนนอนไม่หลับนานกว่า 2 สัปดาห์ เกาจนเป็นแผล หรือมีอารมณ์เศร้าร่วมด้วย

คันหน้ายุบยิบ ไม่มีผื่น เกิดจากอะไร

ใบหน้าเป็นบริเวณที่คันโดยไม่มีผื่นได้บ่อยจากเหตุเฉพาะที่ ได้แก่ ผิวระคายจากเครื่องสำอางหรือกรดผลัดเซลล์ที่เพิ่งเริ่มใช้ (มักแสบร่วมด้วยภายใน 1–3 วัน) ผิวแห้งจากแอร์หรือล้างหน้าบ่อยเกินวันละ 2 ครั้ง ผิวแพ้ง่ายแบบโรซาเชียระยะแรก และอาการคันจากเส้นประสาทหลังงูสวัดบริเวณหน้า ถ้าคันหน้าร่วมกับคันทั่วตัว ให้นึกถึงสาเหตุทางกายเหมือนหัวข้อข้างต้น วิธีเริ่มต้นคือหยุดผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกตัว 2 สัปดาห์ ใช้เพียงคลีนเซอร์อ่อนโยนและมอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม

คันตอนกลางคืน ไม่มีผื่น ต่างจากคันกลางวันอย่างไร

อาการคันแทบทุกชนิดแย่ลงตอนกลางคืน เพราะอุณหภูมิผิวสูงขึ้น ฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง และไม่มีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ถ้าคันกลางคืนจนตื่นหลายครั้งต่อสัปดาห์ ให้นึกถึงหิด โรคตับ โรคไต และโรคเลือดมากขึ้น อ่านวิธีแยกแบบละเอียดได้ที่ คันตามตัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร

แพทย์ตรวจอะไรบ้าง เมื่อคันไม่มีผื่นนานเกิน 6 สัปดาห์

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติยาทุกตัว ตรวจผิวทั้งตัวรวมถึงง่ามนิ้วและอวัยวะเพศ คลำต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม แล้วตรวจเลือดชุดพื้นฐานดังนี้

  • CBC (ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด): หาโลหิตจาง เม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ และเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง

  • Ferritin: วัดธาตุเหล็กสะสม ค่าต่ำกว่า 30 ng/mL ถือว่าขาดธาตุเหล็กแม้ยังไม่ซีด

  • การทำงานของตับ (LFT): ดู bilirubin, ALP และ GGT ซึ่งสูงเมื่อมีน้ำดีคั่ง

  • การทำงานของไต: BUN, creatinine และ eGFR

  • TSH: คัดกรองไทรอยด์สูงหรือต่ำ

  • น้ำตาลในเลือด (FBS) หรือ HbA1c: คัดกรองเบาหวาน

  • ตรวจเพิ่มตามความเสี่ยง: ไวรัสตับอักเสบบีและซี HIV เอกซเรย์ปอด หรือขูดผิวหาตัวหิด

ถ้าผลเลือดปกติทั้งหมดและผิวยังดูปกติ แพทย์อาจนัดติดตามทุก 3–6 เดือน เพราะบางโรคแสดงความผิดปกติในเลือดช้ากว่าอาการคัน

วิธีแก้คันยุบยิบตามตัว ไม่มีผื่น ที่ทำได้เองที่บ้าน

  1. อาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ไม่เกิน 10 นาที วันละ 1–2 ครั้ง ใช้สบู่อ่อนโยนชนิด pH ใกล้ผิว (5.5) ฟอกเฉพาะรักแร้ ขาหนีบ และเท้า

  2. ทามอยส์เจอไรเซอร์ภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ขณะผิวยังหมาด เลือกสูตรที่มียูเรีย 5–10% เซราไมด์ หรือกลีเซอรีน ทาวันละ 2 ครั้ง

  3. โลชั่นเมนทอล 0.5–1% หรือพราม็อกซีน (pramoxine) 1% ช่วยลดคันเฉพาะที่ได้ราว 2–4 ชั่วโมง ทาซ้ำได้วันละ 3–4 ครั้ง

  4. ตัดเล็บสั้น และใช้การกดหรือประคบเย็น 5–10 นาทีแทนการเกา

  5. ตั้งแอร์ไม่ต่ำเกินไป (ประมาณ 25–26 องศา) และใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม ๆ

  6. ลดแอลกอฮอล์และอาหารเผ็ดร้อนช่วงที่คัน เพราะทำให้หลอดเลือดที่ผิวขยายและคันมากขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำ: ทายาสเตียรอยด์บนผิวที่ไม่มีผื่น เพราะไม่ช่วยอาการคันจากโรคภายในและทำให้ผิวบางถ้าใช้นาน ทาแป้งหรือแอลกอฮอล์ซึ่งทำให้ผิวแห้งลง และซื้อยาแก้แพ้กินต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่หาสาเหตุ

ยาที่แพทย์ใช้รักษา แยกตามสาเหตุ

ยาแก้คันไม่มีตัวเดียวที่ได้ผลกับทุกสาเหตุ แพทย์จะเลือกตามกลไกของอาการคัน ข้อมูลต่อไปนี้เพื่อให้เข้าใจแนวทาง การเลือกยาและขนาดยาต้องเป็นของแพทย์

  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง: เซทิริซีน (cetirizine) 10 มก. ลอราทาดีน (loratadine) 10 มก. หรือเฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) 180 มก. วันละครั้ง ได้ผลดีกับลมพิษชนิดขีดเป็นนูน มักเห็นผลใน 3–7 วัน แต่ช่วยอาการคันจากไต ตับ หรือเส้นประสาทได้น้อย ถ้ากิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น แปลว่าน่าจะไม่ใช่สาเหตุจากฮิสตามีน อ่านเพิ่มที่ ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี

  • ยาแก้แพ้ชนิดง่วงก่อนนอน: คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) 4 มก. หรือไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) 10–25 มก. ช่วยให้นอนหลับมากกว่าลดคันโดยตรง ควรเลี่ยงในผู้สูงอายุ ต้อหินมุมปิด และต่อมลูกหมากโต

  • คันจากเส้นประสาทหรือคันจากไต: กาบาเพนติน (gabapentin) เริ่ม 100–300 มก. ก่อนนอน ปรับขึ้นได้ถึง 900–1,800 มก./วัน หรือพรีกาบาลิน (pregabalin) 75–150 มก./วัน ผู้ป่วยไตเสื่อมต้องลดขนาด (ผู้ป่วยฟอกเลือดมักใช้กาบาเพนติน 100 มก. หลังฟอก) ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์จึงเห็นผล ผลข้างเคียงคือง่วงและเวียนศีรษะ

  • ครีมแคปไซซิน (capsaicin) 0.025–0.075%: สำหรับคันเฉพาะจุดจากเส้นประสาท ทาวันละ 3–4 ครั้ง แสบร้อนในสัปดาห์แรกแล้วค่อย ๆ ลดลง ต้องใช้ต่อเนื่อง 2–6 สัปดาห์

  • คันจากน้ำดีคั่ง: โคเลสไทรามีน (cholestyramine) 4 กรัม วันละ 1–4 ครั้ง กินห่างยาอื่นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ผล แพทย์โรคตับอาจพิจารณาไรแฟมพิซิน (rifampicin) 150–300 มก./วัน นาลเทรกโซน (naltrexone) หรือเซอร์ทราลีน (sertraline) 50–100 มก./วัน ร่วมกับรักษาต้นเหตุของการอุดตัน

  • คันจากโรคไตในผู้ป่วยฟอกเลือด: นอกจากกาบาเพนตินแล้ว ยังมียาฉีดดิเฟลิคีฟาลิน (difelikefalin) หลังฟอกเลือด และการปรับฟอสฟอรัสกับประสิทธิภาพการฟอกเลือดตามแพทย์โรคไต

  • ขาดธาตุเหล็ก: ธาตุเหล็กชนิดกิน เช่น เฟอรัสซัลเฟต (ferrous sulfate) ที่ให้ธาตุเหล็ก 60–65 มก. วันละครั้งหรือวันเว้นวัน กินต่อ 3 เดือนหลังค่าเลือดกลับปกติ อาการคันมักดีขึ้นภายใน 2–6 สัปดาห์

  • การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบ (NB-UVB): สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง นาน 6–12 สัปดาห์ ใช้ได้ทั้งคันจากไต คันเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ และโรคเลือดบางชนิด

  • คันจากไทรอยด์ เบาหวาน และยา: การรักษาหลักคือคุมโรคหรือเปลี่ยนยาต้นเหตุตามแพทย์ประจำโรค อาการคันมักดีขึ้นใน 2–8 สัปดาห์

ตัวชี้ว่าการรักษาได้ผล คือคะแนนคัน (0–10) ลดลงอย่างน้อย 3–4 คะแนน และตื่นกลางดึกเพราะคันน้อยลง ถ้าครบระยะที่ควรเห็นผลแล้วไม่ดีขึ้น ควรกลับไปตรวจหาสาเหตุใหม่ ไม่ใช่เพิ่มยาแก้แพ้

สัญญาณอันตราย คันไม่มีผื่นแบบไหนต้องพบแพทย์เร็ว

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีชาเข้ม อุจจาระสีซีด

  • น้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือนโดยไม่ได้ตั้งใจ มีไข้ต่ำ ๆ หรือเหงื่อออกชุ่มตอนกลางคืน

  • คลำพบต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ นานเกิน 2–3 สัปดาห์

  • คันทุกครั้งหลังโดนน้ำ ร่วมกับหน้าแดงคล้ำหรือปวดศีรษะ

  • ตั้งครรภ์และคันฝ่ามือฝ่าเท้า

  • ขาบวม ปัสสาวะน้อยลง หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

  • อายุเกิน 50 ปีและเพิ่งเริ่มคันทั่วตัวครั้งแรกโดยไม่มีสาเหตุชัด

สรุปสั้น ๆ

  • คันยุบยิบไม่มีผื่นเป็นอาการ ไม่ใช่โรค สาเหตุอันดับแรกคือผิวแห้ง

  • คันนานเกิน 6 สัปดาห์ ควรตรวจเลือด CBC, ferritin, ตับ, ไต, TSH และน้ำตาล

  • คนในบ้านคันพร้อมกันให้นึกถึงหิด คันหลังโดนน้ำให้นึกถึงโรคเลือด คันฝ่ามือฝ่าเท้าให้นึกถึงน้ำดีคั่ง

  • ยาแก้แพ้ได้ผลกับคันจากฮิสตามีนเท่านั้น ถ้า 2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้นให้หาสาเหตุอื่น

  • อาการเหลือง น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน หรือคันขณะตั้งครรภ์ ต้องพบแพทย์เร็ว

คำถามที่พบบ่อยเรื่องคันยุบยิบตามตัว ไม่มีผื่น

คันแบบไหนเป็นไต

อาการคันจากโรคไตมักเกิดในผู้ที่ไตเสื่อมระยะ 4–5 หรือฟอกเลือดอยู่แล้ว ลักษณะคือคันทั่วตัวหรือเป็นบริเวณกว้างที่หลัง แขน และหน้า คันมากตอนกลางคืนและช่วงอากาศร้อน ผิวแห้งร่วมด้วยแทบทุกราย และยาแก้แพ้มักช่วยได้น้อย ถ้ามีเบาหวานหรือความดันสูงมานาน ปัสสาวะเป็นฟอง ขาบวม หรือเหนื่อยง่ายร่วมด้วย ควรตรวจเลือดดู creatinine และ eGFR การรักษาที่ใช้บ่อยคือมอยส์เจอไรเซอร์ กาบาเพนตินขนาดปรับตามไต และการฉายแสง NB-UVB ตามดุลยพินิจแพทย์

อาการคันแบบไหนเป็นมะเร็ง

อาการคันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากมะเร็ง แต่มีลักษณะที่ควรระวัง คือคันทั่วตัวโดยไม่มีผื่นนานเกิน 6 สัปดาห์ ร่วมกับน้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกชุ่มตอนกลางคืน หรือคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต มะเร็งที่สัมพันธ์กับอาการคันมากที่สุดคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน รองลงมาคือโรคเม็ดเลือดแดงเกินที่คันหลังโดนน้ำ และมะเร็งที่อุดตันท่อน้ำดีซึ่งทำให้ตัวเหลือง ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและตรวจร่างกายโดยเร็ว

คันแบบไหนเป็นเบาหวาน

อาการคันจากเบาหวานมักเป็นที่หน้าแข้ง เท้า ขาหนีบ และรอบอวัยวะเพศ ผิวแห้งและอาจมีอาการชาหรือแสบร้อนปลายเท้าร่วมด้วยจากเส้นประสาทเสื่อม ถ้าคันที่อวัยวะเพศหรือขาหนีบร่วมกับตกขาวหรือผื่นแดงชื้น มักมีเชื้อราแคนดิดาซ้ำเติม สัญญาณที่ควรตรวจน้ำตาลคือปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด และแผลหายช้า การตรวจ FBS หรือ HbA1c ทำได้ง่ายในครั้งเดียว และเมื่อคุมน้ำตาลได้ดี อาการคันมักดีขึ้นภายใน 2–8 สัปดาห์

คันแต่ไม่รู้ว่าคันตรงไหน

อาการคันที่ระบุตำแหน่งไม่ได้ ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ หรือรู้สึกยุบยิบทั่วตัว มักเกิดจากผิวแห้งทั่วตัว ลมพิษชนิดขีดเป็นนูนที่ยังไม่ได้เกา หรือสาเหตุทางกายที่กระทบทั้งร่างกาย เช่น ไต ตับ ไทรอยด์ และขาดธาตุเหล็ก ความเครียดก็ทำให้รู้สึกคันกระจายแบบนี้ได้ ให้เริ่มจากอาบน้ำอุ่น ทามอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้ง และจดว่าคันมากช่วงไหน หลังอาบน้ำ หลังกินยา หรือก่อนนอน ถ้าดูแลแล้ว 2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้นหรือคันนานเกิน 6 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ตรวจเลือด

อาการคันยุบยิบตามตัว ไม่มีผื่น วิธีแก้ทำอย่างไร

วิธีแก้เบื้องต้นคืออาบน้ำอุ่นไม่ร้อนไม่เกิน 10 นาที ใช้สบู่อ่อนโยน ทามอยส์เจอไรเซอร์ที่มียูเรีย 5–10% หรือเซราไมด์ภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ใช้โลชั่นเมนทอล 0.5–1% เมื่อคัน ตัดเล็บสั้น ใช้ประคบเย็นแทนการเกา และตั้งแอร์ไม่เย็นจัด ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงช่วยได้ถ้าเป็นลมพิษชนิดขีดเป็นนูน แต่ถ้ากิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือคันตอนกลางคืนจนตื่นบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรทายาสเตียรอยด์บนผิวที่ไม่มีผื่น

อาการคันหน้ายุบยิบโดยไม่มีผื่นขึ้น เกิดจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุที่พบบ่อยคือผิวหน้าระคายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กรดผลัดเซลล์ เรตินอยด์ หรือน้ำหอม ซึ่งมักแสบร่วมด้วยภายใน 1–3 วัน ผิวแห้งจากแอร์หรือล้างหน้าบ่อยเกินไป ผิวแพ้ง่ายแบบโรซาเชียระยะแรกที่หน้าแดงง่ายเมื่อร้อน และอาการคันจากเส้นประสาทหลังงูสวัดบริเวณหน้า วิธีเริ่มต้นคือหยุดผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกตัว 2 สัปดาห์ ใช้เพียงคลีนเซอร์อ่อนโยนกับมอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม ถ้าคันหน้าร่วมกับคันทั่วตัว หรือไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผิวหนัง

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง และถ้าเป็นผื่นคันที่มองเห็นได้ ดู ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 22 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาต้องได้รับการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์ ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และยาทุกชนิดอาจมีผลข้างเคียงได้

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page