หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกต แยกโรค และรักษาให้หายทั้งบ้าน
อัปเดตเมื่อ 1 วันที่ผ่านมา
หิด (scabies) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากตัวไรชนิดหนึ่งชื่อ Sarcoptes scabiei var. hominis ขนาดราว 0.3–0.4 มิลลิเมตร ซึ่งไชเข้าไปขุดโพรงและวางไข่อยู่ในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าของคน อาการเด่นคือคันรุนแรงจนนอนไม่หลับโดยเฉพาะช่วงกลางคืน ร่วมกับตุ่มแดงเล็ก ๆ ตามซอกนิ้ว ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ ขอบกางเกงใน และอวัยวะเพศ และมักมีคนในบ้านคันพร้อมกันหลายคน
จุดที่ทำให้หิดรักษาไม่หายเสียทีไม่ใช่เรื่องยาแรงไม่พอ แต่เป็นสามเรื่องนี้: ทายาไม่ทั่ว (ลืมใต้เล็บ ง่ามก้น หลังใบหู) ไม่ได้ซ้ำยาตามรอบ และ รักษาคนเดียวทั้งที่ทั้งบ้านติดแล้ว บทความนี้เขียนโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง อธิบายตั้งแต่วิธีสังเกตว่าใช่หิดไหม ชื่อยาที่ใช้จริงพร้อมความแรงและจำนวนวัน วิธีทาทีละขั้น ไปจนถึงเหตุผลที่คันต่ออีกหลายสัปดาห์หลังตัวไรตายหมดแล้ว — ซึ่งไม่ใช่สัญญาณว่ารักษาล้มเหลว
หิด (Scabies) คืออะไร และตัวไรทำอะไรอยู่ใต้ผิวหนัง
ตัวไรหิดตัวเมียที่ผสมพันธุ์แล้วจะเจาะผิวหนังชั้นบนสุดแล้วเดินขุดเป็นอุโมงค์ไปเรื่อย ๆ ประมาณวันละ 0.5–5 มิลลิเมตร พร้อมวางไข่วันละ 2–3 ฟองไว้ตามทาง ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนใน 3–4 วัน แล้วโตเป็นตัวเต็มวัยภายในราว 10–14 วัน วงจรนี้เกิดซ้ำไปเรื่อยจนกว่าจะมีอะไรมาหยุด
สิ่งที่ทำให้คันไม่ใช่การที่ตัวไรเดิน แต่เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกายต่อตัวไร ไข่ และมูลของมัน นี่คือเหตุผลที่คนเป็นหิดครั้งแรกจะยังไม่คันในช่วง 2–6 สัปดาห์แรก เพราะร่างกายยังไม่รู้จักโปรตีนของตัวไร แต่ถ้าเคยเป็นแล้วติดซ้ำ อาการคันจะมาเร็วมากภายใน 1–4 วัน
อีกตัวเลขที่ควรรู้คือ หิดธรรมดาในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติมีตัวไรอยู่บนตัวเพียงประมาณ 10–15 ตัวเท่านั้น ซึ่งอธิบายว่าทำไมการขูดตรวจหาตัวไรถึงพลาดได้บ่อย และทำไมความรุนแรงของอาการคันจึงไม่ได้แปรตามจำนวนตัวไรเลย
หิดเกิดจากอะไร — ทางติดต่อที่พบจริง
การสัมผัสผิวต่อผิวนาน ๆ เป็นทางหลัก ต้องใช้เวลาต่อเนื่องประมาณ 10–20 นาทีขึ้นไป เช่น นอนเตียงเดียวกัน อุ้มเด็ก กอด จับมือเดินนาน ๆ การจับมือทักทายหรือนั่งคุยกันไม่ทำให้ติด
การมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการสัมผัสผิวต่อผิวที่นานพอ หิดจึงจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งได้ในผู้ใหญ่
เครื่องนอนและเสื้อผ้าที่เพิ่งใช้ ตัวไรที่หลุดออกจากผิวมีชีวิตอยู่นอกตัวคนได้ประมาณ 24–36 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง จึงติดผ่านผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าที่ใช้ร่วมกันได้ แต่เป็นทางรอง
สถานที่ที่อยู่กันแออัด หอพัก ค่าย เรือนจำ สถานสงเคราะห์ และสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นจุดที่พบการระบาดเป็นกลุ่มมากที่สุด
ไม่ได้เกิดจากความสกปรก คนที่อาบน้ำวันละสองครั้งก็เป็นหิดได้ และการอาบน้ำถี่ขึ้นไม่ช่วยกำจัดตัวไรที่อยู่ใต้ผิวหนัง
หิดของสัตว์ เช่น ขี้เรื้อนในสุนัข ติดมาที่คนได้ แต่ตัวไรคนละสายพันธุ์จะไม่ขุดโพรงและไม่ขยายพันธุ์บนผิวคน จึงทำให้เกิดผื่นคันชั่วคราวราว 1–2 สัปดาห์แล้วหายไปเอง ไม่ต้องรักษาแบบหิดคน แต่ต้องรักษาสัตว์เลี้ยง
อาการหิดเป็นอย่างไร — คันแบบไหนถึงเรียกว่าคันแบบหิด
คันมากตอนกลางคืน จนสะดุ้งตื่น นี่คืออาการที่จำเพาะที่สุด เกิดจากอุณหภูมิผิวที่สูงขึ้นใต้ผ้าห่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของตัวไร
ตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจาย ขนาด 1–3 มิลลิเมตร ปนกับรอยเกา รอยถลอก และสะเก็ดเลือด
มีคนในบ้านคันพร้อมกัน ข้อนี้มีน้ำหนักในการวินิจฉัยพอ ๆ กับผื่น ถ้าคันทั้งบ้านให้นึกถึงหิดไว้ก่อน
ผื่นไม่ขึ้นที่ใบหน้าและหนังศีรษะในผู้ใหญ่ เป็นจุดแยกที่สำคัญจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผื่นแพ้สัมผัส
ทายาแก้แพ้หรือสเตียรอยด์แล้วดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาคันอีก เพราะสเตียรอยด์กดการอักเสบแต่ไม่ฆ่าตัวไร บางครั้งทำให้ผื่นหน้าตาเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยากขึ้น เรียกว่า scabies incognito
โพรงหิด (Burrow) — ร่องรอยเดียวที่ยืนยันโรคได้ด้วยตาเปล่า
โพรงหิดคือรอยเส้นตรงหรือคดเคี้ยวเล็ก ๆ สีเทาหรือสีผิว ยาวประมาณ 2–10 มิลลิเมตร มักมีจุดสีคล้ำเล็ก ๆ อยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง ซึ่งคือตัวไรตัวเมีย พบได้ชัดที่สุดที่ ง่ามนิ้วมือ ด้านข้างของนิ้ว ข้อมือด้านใน และข้อศอกด้านนอก
เคล็ดลับการหาคือมองในที่แสงสว่างจัด ส่องเฉียง ๆ และดูบริเวณที่ผิวบางที่สุด หากพบโพรงจริง ๆ ถือว่าเป็นหลักฐานที่หนักแน่น แต่การหาไม่พบไม่ได้แปลว่าไม่ใช่หิด เพราะรอยเกามักทำลายโพรงไปก่อนจะมาถึงมือแพทย์
ตำแหน่งผื่นหิดบอกอะไร — แผนที่ผื่นตามช่วงอายุ
ผู้ใหญ่: ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน ข้อศอก รักแร้ รอบราวนม รอบสะดือ ขอบกางเกงใน สะโพก ก้น อวัยวะเพศชาย และง่ามนิ้วเท้า
ทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ขึ้นที่ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หนังศีรษะ และใบหน้า ได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นสำคัญที่ทำให้การทายาในเด็กเล็กต้องทาศีรษะด้วย
ผู้สูงอายุ: ผื่นอาจไม่ชัดและมาด้วยอาการคันทั้งตัวอย่างเดียว จึงถูกวินิจฉัยเป็นผิวแห้งตามวัยอยู่บ่อยครั้ง
หิดธรรมดาในผู้ใหญ่ (Classic scabies)
ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กกระจาย ร่วมกับโพรงหิดที่ง่ามนิ้วและข้อมือ มีรอยเกาเด่นกว่าตัวผื่นเอง
สาเหตุ: ตัวไร Sarcoptes scabiei var. hominis จำนวนราว 10–15 ตัว ติดจากการสัมผัสผิวต่อผิวนาน ๆ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ควรเริ่มรักษาภายในไม่กี่วันเพราะแพร่ต่อได้เรื่อย ๆ ระหว่างรอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อคันกลางคืนต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ หรือมีคนในบ้านคันตามมา
หิดในทารกและเด็กเล็ก (Infantile scabies)
ลักษณะ: ตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองที่ฝ่ามือฝ่าเท้าเด่นกว่าในผู้ใหญ่ มีผื่นที่หนังศีรษะและใบหน้าได้ เด็กมักงอแง นอนไม่หลับ และมีรอยเกาจนเป็นแผลติดเชื้อซ้ำ
สาเหตุ: ติดจากผู้ดูแลที่อุ้มและนอนด้วย แทบทุกรายจึงมีผู้ใหญ่ในบ้านเป็นด้วย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องรักษาเร็ว เพราะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำสูงและเลือกยาได้จำกัดกว่าผู้ใหญ่
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรให้แพทย์ประเมินทุกราย ไม่ควรซื้อยาทาหิดมาทาเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือนเอง
หิดชนิดสะเก็ดหนา (Crusted scabies / Norwegian scabies)
ลักษณะ: ผิวหนาเป็นสะเก็ดสีเทาเหลืองคล้ายเปลือกไม้ มักที่มือ เท้า ศอก เข่า และหนังศีรษะ เล็บหนาผิดรูป และอาจคันน้อยหรือไม่คันเลย ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้วินิจฉัยช้า
สาเหตุ: ตัวไรเพิ่มจำนวนได้ถึงหลักแสนถึงล้านตัว พบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ได้รับยากดภูมิหรือสเตียรอยด์ระยะยาว ผู้สูงอายุติดเตียง และผู้ที่มีความบกพร่องทางระบบประสาทจนไม่รู้สึกคัน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เร่งด่วน ติดต่อง่ายมากแม้สัมผัสสั้น ๆ เป็นต้นเหตุของการระบาดทั้งหอผู้ป่วยหรือทั้งสถานดูแล และเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดตามมา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันที และต้องรักษาด้วยยากินร่วมกับยาทาหลายรอบภายใต้การดูแลของแพทย์
หิดที่อวัยวะเพศและหิดที่ติดจากเพศสัมพันธ์
ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งสีแดงคล้ำที่อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ หรือขาหนีบ คันมาก บางตุ่มอยู่นานเป็นเดือนแม้รักษาแล้ว
สาเหตุ: ตัวไรตัวเดียวกัน ติดผ่านการสัมผัสผิวต่อผิวระหว่างมีเพศสัมพันธ์
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย และต้องรักษาคู่นอนในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมาพร้อมกัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีตุ่มคันที่อวัยวะเพศนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือแผลไม่หาย ควรให้แพทย์แยกจากซิฟิลิส เริม และหูดข้าวสุก
หิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
ลักษณะ: มักมาด้วยอาการคันทั้งตัวโดยเห็นผื่นไม่ชัด หรือมาด้วยสะเก็ดหนาที่หลังและก้นในรายที่นอนติดเตียง
สาเหตุ: ผิวแห้งบางตามวัยทำให้ผื่นดูไม่เหมือนตำรา และการอยู่รวมกันในสถานดูแลทำให้แพร่ได้ง่าย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ควรรีบยืนยันการวินิจฉัย เพราะหนึ่งรายที่ถูกมองข้ามมักลามเป็นการระบาดทั้งวอร์ด
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อผู้สูงอายุคันทั้งตัวโดยไม่มีสาเหตุชัด และทามอยส์เจอไรเซอร์แล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์
ตุ่มหิดที่ยังไม่ยุบหลังรักษา (Post-scabetic nodules)
ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งสีแดงคล้ำถึงน้ำตาล ขนาด 5–20 มิลลิเมตร ที่รักแร้ ขาหนีบ อวัยวะเพศ และรอบสะดือ คันเป็นพัก ๆ
สาเหตุ: เป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อซากตัวไรที่ยังค้างอยู่ ไม่ใช่ตัวไรที่ยังมีชีวิต จึงไม่ติดต่อและไม่ต้องทายาฆ่าหิดซ้ำ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่คงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์ความแรงสูงระยะสั้นหรือฉีดสเตียรอยด์เข้าตุ่ม ซึ่งช่วยได้ดี
โรคอะไรบ้างที่หน้าตาคล้ายหิด
[ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)](https://www.siamdermatology.com/post/ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง-atopic-dermatitis-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากลมพิษและผื่นแพ้สัมผัส) — เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ตั้งแต่เด็ก ขึ้นที่ข้อพับ ไม่มีโพรงหิด และคนในบ้านไม่คันตาม
[ผื่นตุ่มคันเรื้อรัง prurigo](https://www.siamdermatology.com/post/prurigo-ผื่นตุ่มคันเรื้อรัง-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยก-prurigo-nodularis-prurigo-simplex) — ตุ่มแข็งแยกกันชัดเจนบนผิวที่มือเอื้อมถึง มักตามหลังอาการคันเรื้อรังจากสาเหตุอื่น
ลมพิษ — ผื่นนูนแดงย้ายที่และยุบภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ผื่นหิดอยู่ที่เดิม
[ผื่นคันจากผิวแห้ง](https://www.siamdermatology.com/post/ผื่นคัน-pruritus-สาเหตุ-ชนิด-และวิธีรับมือกับอาการคันผิวหนัง) — คันทั้งตัวโดยเฉพาะหน้าแข้ง ดีขึ้นชัดเจนเมื่อทามอยส์เจอไรเซอร์
[แผลพุพอง (impetigo)](https://www.siamdermatology.com/post/แผลพุพอง-impetigo-ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย-สาเหตุ-อาการ-และการรักษา) — สะเก็ดสีน้ำผึ้ง พบร่วมกับหิดได้บ่อยจากการเกาจนติดเชื้อซ้ำ ซึ่งต้องรักษาทั้งสองอย่าง
[เหา](https://www.siamdermatology.com/post/เหา-เกิดจากอะไร-แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกตไข่เหา-แยกจากรังแค-และวิธีกำจัดให้หมดจริงทั้งบ้าน) — คันหนังศีรษะเป็นหลักและเห็นไข่เกาะเส้นผม ต่างจากหิดที่ผู้ใหญ่ไม่ขึ้นหนังศีรษะ
ผื่นแพ้ยา — ขึ้นพร้อมกันทั้งตัวภายในไม่กี่วันหลังเริ่มยาใหม่
หิดวินิจฉัยอย่างไร
แพทย์วินิจฉัยหิดจาก เรื่องเล่าอาการ + ตำแหน่งผื่น + การมีคนใกล้ชิดคันพร้อมกัน เป็นหลัก การตรวจเพิ่มเติมใช้ยืนยัน ไม่ใช่ใช้ตัดออก
การขูดผิวหนังตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (skin scraping) ขูดบริเวณโพรงหิดแล้วหยดน้ำมันตรวจหาตัวไร ไข่ หรือมูล ถ้าเจอคือยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่เจอก็ยังเป็นหิดได้ เพราะมีตัวไรเพียงสิบกว่าตัวบนตัวคน
การส่องกล้องตรวจผิวหนัง (dermoscopy) มองหาภาพคล้ายเครื่องร่อนสามเหลี่ยมที่ปลายโพรง ทำได้เร็วและไม่เจ็บ
การทดสอบด้วยหมึก (burrow ink test) ป้ายหมึกลงผิวแล้วเช็ดออก หมึกจะค้างในโพรงให้เห็นเป็นเส้น
การทดลองรักษา ในรายที่ภาพทางคลินิกชัดมาก แพทย์อาจให้การรักษาเลยแล้วประเมินซ้ำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ยอมรับได้
ยารักษาหิดมีอะไรบ้าง — ชื่อยา ความแรง และจำนวนวันที่ใช้จริง
ยาฆ่าตัวไรที่ใช้ในประเทศไทยมีไม่กี่ตัว และแต่ละตัวมีข้อบ่งใช้ต่างกันชัดเจน
1. ยาทาเพอร์เมทรินครีม 5% (permethrin 5% cream) เป็นยาหลักตัวแรกในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมา ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง แล้วอาบน้ำล้างออก ทาซ้ำอีกครั้งใน วันที่ 7 ประสิทธิภาพสูงและระคายเคืองน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ สิ่งที่ชี้ว่าได้ผลคือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้นหลังทาครบสองรอบ
2. ยาทาเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% (benzyl benzoate 25% lotion) เป็นตัวเลือกที่ใช้มากในไทยเพราะราคาถูกและหาง่าย ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมา ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วล้างออก โดยทั่วไปทาซ้ำติดกัน 2–3 วัน หรือทาซ้ำอีกรอบในวันที่ 7 ตามที่แพทย์กำหนด ข้อควรรู้คือยาตัวนี้แสบผิวและระคายเคืองได้มาก โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศและผิวที่ถลอกจากการเกา ในเด็กต้องเจือจางลงเหลือ 12.5% หรือ 6.25% ตามอายุ และไม่ควรใช้ในทารกเล็กโดยไม่ปรึกษาแพทย์
3. ยาทากำมะถันในขี้ผึ้ง 5–10% (sulfur 5–10% in petrolatum) ทาทั่วตัวติดกัน 3 คืน แล้วล้างออก เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดใน ทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ข้อเสียคือกลิ่นแรง เหนียวเลอะเสื้อผ้า และทำให้ผิวแห้ง
4. ยาทาโครตามิตอน 10% (crotamiton 10%) ฆ่าตัวไรได้ไม่ดีเท่าสองตัวแรก จึงไม่ใช้เป็นยาหลัก แต่มีฤทธิ์ลดคัน แพทย์จึงมักใช้เสริมหลังกำจัดตัวไรแล้ว
5. ยากินไอเวอร์เมกติน (oral ivermectin) ขนาด 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานครั้งเดียว แล้วซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7–14 ใช้เมื่อทายาทั่วตัวไม่ไหว เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ รายที่ทายาแล้วไม่หาย หรือเวลาต้องรักษาคนจำนวนมากพร้อมกันในสถานดูแล ไม่ใช้ในเด็กที่น้ำหนักต่ำกว่า 15 กิโลกรัม และไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ควรกินพร้อมอาหารเพื่อให้ดูดซึมดีขึ้น
6. การรักษาหิดชนิดสะเก็ดหนา ต้องใช้ยากินไอเวอร์เมกตินหลายครั้ง (แนวทางที่ใช้บ่อยคือวันที่ 1, 2, 8, 9 และ 15) ร่วมกับยาทาเพอร์เมทรินทั้งตัวเกือบทุกวันในช่วงแรก และใช้ยาละลายสะเก็ด เช่น ครีมกรดซาลิไซลิก 5–10% หรือยูเรีย เพื่อให้ยาซึมผ่านสะเก็ดหนาลงไปถึงตัวไรได้
ยาทั้งหมดข้างต้นเป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกชนิด ความแรง และจำนวนรอบต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายของแพทย์ โดยดูอายุ น้ำหนัก การตั้งครรภ์ โรคประจำตัว และความรุนแรงของโรคประกอบกัน
วิธีทายาหิดให้ถูก — ขั้นตอนที่ตัดสินว่าหายหรือไม่หาย
อาบน้ำและเช็ดตัวให้แห้งสนิทก่อนทา ไม่ต้องขัดถูผิวแรงเพราะจะทำให้ยาแสบมากขึ้น
ทายา ทั่วตัวตั้งแต่ลำคอลงมาถึงปลายเท้า ทุกตารางนิ้ว ไม่ใช่ทาเฉพาะจุดที่มีผื่น เพราะตัวไรอยู่ในผิวที่ยังดูปกติด้วย
จุดที่คนลืมบ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุของการรักษาไม่หาย ได้แก่ ใต้เล็บมือเล็บเท้า (ตัดเล็บให้สั้นแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าทายาเข้าไป) ง่ามนิ้วทุกง่าม สะดือ ร่องก้น อวัยวะเพศ ใต้ราวนม หลังใบหู และฝ่าเท้า
ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องทาหนังศีรษะ ใบหน้า และใบหูด้วย โดยเลี่ยงรอบดวงตาและริมฝีปาก
ถ้าล้างมือระหว่างวัน ให้ทายาซ้ำที่มือทุกครั้ง
ทิ้งยาไว้ให้ครบเวลาตามชนิดของยา แล้วอาบน้ำล้างออก เปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนชุดใหม่ในวันเดียวกัน
ทายาพร้อมกันทั้งบ้านในคืนเดียวกัน
ทำไมต้องซ้ำยาในวันที่ 7 ถึง 14
ยาฆ่าหิดทุกตัว ฆ่าตัวไรที่ฟักออกมาแล้วได้ดี แต่ฆ่าไข่ได้ไม่หมด ไข่ที่รอดจะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 3–4 วันหลังทายารอบแรก และกลับมาเริ่มวงจรใหม่ได้ภายในสองสัปดาห์
การทาซ้ำในวันที่ 7 จึงเป็นการดักฆ่าตัวไรรุ่นใหม่ที่เพิ่งฟักออกมา ในขณะที่ยังไม่โตพอจะวางไข่รุ่นถัดไป ส่วนยากินไอเวอร์เมกตินซ้ำในวันที่ 7–14 ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน การทาหรือกินเพียงรอบเดียวคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่หิดกลับมาเป็นซ้ำในสัปดาห์ที่ 3–4 ทั้งที่ยาที่ใช้ถูกต้อง
รักษาทั้งบ้านพร้อมกัน และจัดการเสื้อผ้าเครื่องนอน
รักษาทุกคนที่อยู่บ้านเดียวกันและคู่นอนในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมกันในคืนเดียว แม้คนนั้นจะยังไม่คัน เพราะระยะฟักตัวยาว 2–6 สัปดาห์ คนที่ยังไม่มีอาการจึงอาจติดแล้วและจะแพร่กลับมาอีกรอบ
ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มที่ใช้ในช่วง 3 วันก่อนรักษา ด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรืออบในเครื่องอบผ้าความร้อนสูงนาน 10–20 นาที
ของที่ซักด้วยน้ำร้อนไม่ได้ เช่น หมอนข้าง ตุ๊กตา รองเท้า เสื้อคลุม ให้ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิททิ้งไว้ 72 ชั่วโมง ตัวไรจะตายเองเพราะอยู่นอกผิวคนได้ไม่เกิน 24–36 ชั่วโมง
ดูดฝุ่นที่นอน โซฟา และเบาะรถ หนึ่งครั้งก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องพ่นยาฆ่าแมลงในบ้าน และไม่ควรพ่นเพราะไม่มีประโยชน์และเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน
ไม่ต้องทิ้งเฟอร์นิเจอร์หรือที่นอน การระบาดของหิดไม่ได้อยู่ในบ้าน แต่อยู่บนตัวคนที่ยังไม่ได้รักษา
ทายาแล้วยังคัน — อาการคันหลังรักษาไม่ใช่การรักษาล้มเหลว
นี่คือเรื่องที่ทำให้คนไข้กังวลและซื้อยามาทาซ้ำเองมากที่สุด ความจริงคือ อาการคันจากหิดอยู่ต่อได้อีก 2–4 สัปดาห์ และในบางรายนานถึง 6 สัปดาห์ หลังตัวไรตายหมดแล้ว เรียกว่า post-scabetic itch เพราะอาการคันเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อซากตัวไรและมูลที่ยังค้างอยู่ในผิว ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลากำจัดออกไปเอง
สัญญาณที่บอกว่ากำลังหายจริง คือไม่มีตุ่มใหม่ขึ้น ไม่มีโพรงหิดใหม่ อาการคันค่อย ๆ ลดลงทีละสัปดาห์ และคนอื่นในบ้านไม่มีใครคันเพิ่ม
สัญญาณที่บอกว่ายังไม่หายจริงและต้องกลับไปพบแพทย์ คือมีตุ่มใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ หลังทายาครบสองรอบ พบโพรงหิดใหม่ หรือคันหนักขึ้นแทนที่จะเบาลงหลังผ่านไป 4 สัปดาห์
ระหว่างรอให้หายคัน แพทย์มักให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน ยาทาสเตียรอยด์ความแรงต่ำถึงปานกลางระยะสั้น และมอยส์เจอไรเซอร์ทาบ่อย ๆ ไม่ควรทายาฆ่าหิดซ้ำเองเกินกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะการทาเพอร์เมทรินหรือเบนซิลเบนโซเอตซ้ำ ๆ ทำให้ผิวอักเสบจากการระคายเคือง ซึ่งยิ่งคันหนักขึ้นและถูกเข้าใจผิดว่าหิดยังไม่หาย
หิดหายเองได้ไหม และห้ามกินอะไรจริงหรือไม่
หิดไม่หายเอง ตัวไรขยายพันธุ์ต่อบนผิวหนังคนได้เรื่อย ๆ ตราบที่ไม่มียาฆ่า การปล่อยไว้มีแต่จะคันหนักขึ้น เกาจนติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ และแพร่ให้คนรอบตัว ในเด็กมีรายงานภาวะแทรกซ้อนถึงไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสจากการเกา
ส่วนความเชื่อเรื่อง "หิดห้ามกินอะไร" เช่น ห้ามกินไข่ ของหมักดอง หรือของทะเล ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ อาหารไม่ได้ทำให้ตัวไรเพิ่มหรือลด สิ่งที่ควบคุมได้จริงคือตัดเล็บให้สั้นเพื่อลดการเกาจนเป็นแผล อาบน้ำอุ่นไม่ร้อนจัดเพราะน้ำร้อนกระตุ้นให้คันมากขึ้น ใส่เสื้อผ้าหลวมระบายอากาศ และทายาให้ครบตามรอบ
สัญญาณอันตราย — เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์ผิวหนัง
มีไข้ หนาวสั่น ผื่นบวมแดงร้อน มีหนองหรือสะเก็ดสีน้ำผึ้ง ซึ่งบ่งถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจากการเกา
ผิวหนาเป็นสะเก็ดหนาคล้ายเปลือกไม้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเข้าได้กับหิดชนิดสะเก็ดหนาที่ติดต่อง่ายมาก
ทายาครบสองรอบตามที่แพทย์สั่งแล้ว ยังมีตุ่มใหม่ขึ้นต่อเนื่อง
เป็นหิดในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร ซึ่งต้องเลือกยาเฉพาะ
คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืนจนกระทบการทำงานและการเรียน
มีคนในบ้านหรือในหอพักคันพร้อมกันหลายคน ซึ่งควรวางแผนรักษาพร้อมกันทั้งกลุ่ม
สรุปสั้น ๆ
หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei ไชอยู่ในผิวหนัง ไม่ได้เกิดจากความสกปรก และไม่หายเองถ้าไม่ได้รับยาฆ่าตัวไร
อาการที่จำเพาะที่สุดคือคันมากตอนกลางคืน ร่วมกับผื่นที่ง่ามนิ้ว ข้อมือ รักแร้ สะดือ และอวัยวะเพศ และมักมีคนในบ้านคันพร้อมกัน
ยาหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ทาทั้งตัวทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง ทางเลือกอื่นคือเบนซิลเบนโซเอต 25% ขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% และยากินไอเวอร์เมกตินในรายที่มีข้อบ่งชี้
ต้องทาซ้ำในวันที่ 7 และต้องรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกัน สองข้อนี้คือสาเหตุของการรักษาไม่หายมากกว่าชนิดของยา
คันต่ออีก 2–4 สัปดาห์หลังตัวไรตายเป็นเรื่องปกติ ให้ดูที่ตุ่มใหม่ ไม่ใช่ที่อาการคัน และอย่าทายาฆ่าหิดซ้ำเอง
สิ่งที่ต้องทำวันนี้: ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและรับยาให้ครบทั้งบ้าน แทนการซื้อยามาทาเฉพาะคนที่คัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหิด
จะรู้ได้ไงว่าเป็นหิด
ให้ดูสามอย่างประกอบกัน หนึ่งคือคันมากตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น ซึ่งต่างจากผื่นคันทั่วไปที่คันเท่า ๆ กันทั้งวัน สองคือตำแหน่งของผื่น หิดชอบขึ้นที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ ขอบกางเกงใน และอวัยวะเพศ และในผู้ใหญ่จะไม่ขึ้นที่ใบหน้ากับหนังศีรษะ สามคือมีคนในบ้านหรือคู่นอนคันพร้อมกัน ข้อนี้มีน้ำหนักมาก ถ้าครบทั้งสามข้อให้สงสัยหิดไว้ก่อน หลักฐานที่ยืนยันได้ชัดที่สุดคือโพรงหิด ซึ่งเป็นรอยเส้นเล็ก ๆ ยาว 2–10 มิลลิเมตรที่ง่ามนิ้ว แต่มักถูกรอยเกาลบไปก่อน การวินิจฉัยแน่นอนทำได้โดยให้แพทย์ขูดผิวหนังตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หรือส่องกล้องตรวจผิวหนัง
หิด หายเองได้ไหม
ไม่หายเอง ตัวไรหิดอาศัยและขยายพันธุ์อยู่ในผิวหนังคนได้ต่อเนื่องเป็นเดือนถึงเป็นปีตราบที่ไม่มียาฆ่า ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งคันหนักขึ้น เกาจนผิวถลอกและติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจนกลายเป็นแผลพุพอง และแพร่ให้คนในบ้านต่อไปเรื่อย ๆ ในเด็กมีรายงานภาวะแทรกซ้อนไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสจากการเกา สิ่งที่หายเองได้คืออีกเรื่องหนึ่ง คือหิดจากสัตว์เลี้ยง เช่น ขี้เรื้อนสุนัข ซึ่งตัวไรคนละสายพันธุ์ไม่ขยายพันธุ์บนผิวคน จึงทำให้คันอยู่ 1–2 สัปดาห์แล้วหายไปเอง แต่ต้องพาสัตว์เลี้ยงไปรักษา
หิดเกิดจากอะไร วิธีการรักษา
หิดเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabiei var. hominis ขนาด 0.3–0.4 มิลลิเมตร ที่ติดจากการสัมผัสผิวต่อผิวนานประมาณ 10–20 นาทีขึ้นไป เช่น นอนเตียงเดียวกัน อุ้มเด็ก หรือมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการรักษามีสามเสาหลักที่ต้องทำครบ หนึ่งคือยาฆ่าตัวไร ซึ่งตัวหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ทาทั่วตัวตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง ทางเลือกอื่นคือเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% ทาสามคืนติดสำหรับทารกและหญิงตั้งครรภ์ และยากินไอเวอร์เมกติน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมในรายที่ทายาทั่วตัวไม่ไหว สองคือทาซ้ำอีกรอบในวันที่ 7 เพื่อฆ่าตัวไรที่เพิ่งฟักจากไข่ สามคือรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกันคืนเดียวกัน พร้อมซักผ้าด้วยน้ำ 60 องศาเซลเซียส การเลือกยาและขนาดยาต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งจ่าย
โรคหิดมีระยะแพร่เชื้อนานแค่ไหน
คนที่เป็นหิดแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันที่ติดเชื้อ แม้จะยังไม่มีอาการคันเลยก็ตาม ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะการติดเชื้อครั้งแรกมีระยะฟักตัวนาน 2–6 สัปดาห์กว่าจะเริ่มคัน แปลว่าในช่วงเดือนกว่า ๆ นั้นผู้ป่วยแพร่เชื้อให้คนในบ้านไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่เคยเป็นแล้วติดซ้ำจะคันเร็วภายใน 1–4 วัน หลังเริ่มการรักษา โดยทั่วไปถือว่าหยุดแพร่เชื้อได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังทายาฆ่าตัวไรครบรอบแรกอย่างถูกวิธี จึงกลับไปเรียนหรือทำงานได้ในวันถัดมา ยกเว้นหิดชนิดสะเก็ดหนาซึ่งมีตัวไรมหาศาลและแพร่ง่ายมาก กรณีนั้นต้องแยกผู้ป่วยและรักษาหลายรอบตามที่แพทย์กำหนด
โรคหิด อันตรายไหม
ในคนสุขภาพดี หิดไม่ใช่โรคอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ปัญหาหลักคือคันรุนแรงจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายสัปดาห์ ซึ่งกระทบการทำงานและการเรียนชัดเจน อันตรายที่แท้จริงมาจากภาวะแทรกซ้อนสามอย่าง หนึ่งคือการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำจากการเกา ซึ่งกลายเป็นแผลพุพองหรือเนื้อเยื่ออักเสบได้ สองคือในเด็กอาจตามมาด้วยไตอักเสบหลังติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส สามคือหิดชนิดสะเก็ดหนาในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งผิวแตกเป็นทางเข้าของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้ และเป็นต้นเหตุของการระบาดทั้งหอผู้ป่วย จึงควรรักษาให้จบตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยไว้
ยารักษาหิดมีอะไรบ้าง
ยาฆ่าตัวไรที่ใช้จริงมีไม่กี่ตัว ตัวหลักคือเพอร์เมทรินครีม 5% ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป ทาทั่วตัวทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วซ้ำวันที่ 7 ตัวที่สองคือเบนซิลเบนโซเอตโลชัน 25% ซึ่งราคาถูกและหาง่ายในไทย ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่แสบผิวมากโดยเฉพาะที่อวัยวะเพศและผิวที่ถลอก และต้องเจือจางเหลือ 12.5% หรือ 6.25% ในเด็ก ตัวที่สามคือขี้ผึ้งกำมะถัน 5–10% ทาสามคืนติด ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ตัวที่สี่คือโครตามิตอน 10% ซึ่งฆ่าตัวไรได้ไม่ดีนักแต่ช่วยลดคัน และตัวสุดท้ายคือยากินไอเวอร์เมกติน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมกินครั้งเดียวแล้วซ้ำวันที่ 7–14 ใช้ในผู้ป่วยติดเตียง รายที่ทายาแล้วไม่หาย หรือการระบาดเป็นกลุ่ม โดยไม่ใช้ในเด็กน้ำหนักต่ำกว่า 15 กิโลกรัมและหญิงตั้งครรภ์ ยาทั้งหมดนี้เป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกและสั่งจ่ายต้องทำโดยแพทย์
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง โดยแพทย์เฉพาะทาง
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย ชื่อยาที่กล่าวถึงเป็นชื่อสามัญทางยาเพื่อความเข้าใจ การเลือกชนิดและขนาดยาต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 23 กันยายน 2026

ความคิดเห็น