top of page

ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร? รักษาให้หายและบอกโรคอะไรได้บ้าง โดยแพทย์ผิวหนัง

27 มิ.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 22 ส.ค.

ส้นเท้าแตก คือภาวะที่ผิวหนังชั้นนอกบริเวณส้นเท้าแห้ง หนาตัว และแยกออกเป็นร่อง จากผิวขาดความชุ่มชื้นร่วมกับแรงกดทับขณะยืนหรือเดิน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผิวแห้งและดูแลได้ด้วยครีม แต่จุดที่หลายคนไม่รู้คือ ส้นเท้าแตกบางแบบไม่ได้เกิดจากผิวแห้งอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า หรือสะเก็ดเงิน การรักษาให้หายจริงจึงต้องเริ่มจากเข้าใจสาเหตุก่อน

บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร แบบไหนที่บอกโรค เลือกครีมและรักษาอย่างไรให้ถูก และเมื่อไรที่ควรพบแพทย์

สรุปสั้น ส้นเท้าแตก (Quick Facts)

  • คืออะไร: ผิวส้นเท้าแห้ง หนา และแยกเป็นร่อง (heel fissures) มักเริ่มจากผิวแห้งและแรงกด

  • สาเหตุพบบ่อย: ผิวขาดความชุ่มชื้น ยืน/เดินนาน น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าเปิดส้น และอายุที่มากขึ้น

  • เมื่อไรที่บอกโรค: ถ้าแตกมาก แห้งลอกทั้งฝ่าเท้า คันเรื้อรัง หรือแตกในผู้ป่วยเบาหวาน อาจสัมพันธ์กับโรคภายใน

  • อันตรายเมื่อ: แตกลึกจนเลือดออก เจ็บ ติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่แผลที่เท้าลุกลามง่าย

  • รักษาอย่างไร: เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยครีมที่มี urea หรือ salicylic acid ลดหนังหนา และรักษาโรคต้นเหตุถ้ามี

ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร

ส้นเท้าแตกเกิดจากผิวหนังบริเวณส้นเท้า แห้งและหนาตัวจนขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีแรงกดทับขณะยืนหรือเดิน ผิวที่แข็งจึงแยกออกเป็นร่อง ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ผิวขาดความชุ่มชื้น จากอากาศแห้ง อาบน้ำร้อนจัด หรือดูแลผิวเท้าน้อย

  • แรงกดทับที่ส้นเท้า จากการยืนหรือเดินนาน น้ำหนักตัวมาก

  • การเสียดสีและอากาศ เช่น เดินเท้าเปล่า ใส่รองเท้าเปิดส้นบ่อย ๆ

  • อายุที่มากขึ้น ผิวผลิตไขมันและความชุ่มชื้นน้อยลง หนังส้นเท้าหนาและแตกง่าย

  • หนังส้นเท้าหนาผิดปกติ (callus) ที่ไม่ได้ดูแล ทำให้ผิวแข็งและแตกลึก

ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง

ถ้าส้นเท้าแตกเป็นเรื้อรัง แตกมากผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม อาจเป็นสัญญาณของโรคภายในที่ควรตรวจเพิ่ม:

  • เบาหวาน: ทำให้ผิวแห้งและเส้นประสาทที่เท้าเสื่อม รู้สึกน้อยลง ส้นเท้าแตกง่ายและแผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อลุกลาม

  • ไทรอยด์ทำงานต่ำ (hypothyroid): ผิวแห้งหยาบทั้งตัวรวมถึงส้นเท้า ร่วมกับเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น

  • เชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟุต): ผิวลอกเป็นขุย คัน แดง โดยเฉพาะฝ่าเท้าและง่ามนิ้ว อาจทำให้ส้นเท้าแห้งแตกร่วมด้วย

  • สะเก็ดเงินที่ฝ่าเท้า (psoriasis): ผิวหนาเป็นปื้นแดงมีขุยหนา แตกเป็นร่องลึกและเจ็บ

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง/ผิวหนังอักเสบ (eczema): ผิวแห้ง คัน ลอก และแตกเรื้อรัง

  • การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสีหรือวิตามินบางตัว ทำให้ผิวแห้งและซ่อมแซมตัวเองช้า

หลักสังเกต: ส้นเท้าแตกที่ดูแลด้วยครีมแล้วดีขึ้นมักเป็นจากผิวแห้ง แต่ถ้าแตกเรื้อรัง คันลอกทั้งฝ่าเท้า เจ็บ หรือมีในผู้ป่วยเบาหวาน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

วิธีรักษาส้นเท้าแตกให้หาย

การรักษาที่ได้ผลคือ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดหนังที่หนา และแก้ที่ต้นเหตุ:

  1. ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ ควรเลือกครีมที่มีตัวช่วยเฉพาะสำหรับส้นเท้า

  2. ใช้ครีมที่มีสารลดหนังหนา เช่น ยูเรีย (urea) 10–25% กรดซาลิไซลิก หรือกรดแลกติก เพื่อให้ผิวนุ่มและร่องแตกตื้นขึ้น

  3. ขัดหนังส้นเท้าที่หนาอย่างนุ่มนวล ด้วยตะไบเท้าหรือหินขัดหลังแช่น้ำ ไม่ควรเฉือนหรือตัดเอง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน

  4. เลือกรองเท้าที่รองรับส้นเท้า หลีกเลี่ยงรองเท้าเปิดส้นแข็ง ๆ และใช้แผ่นรองส้นถ้าจำเป็น

  5. รักษาโรคต้นเหตุ ถ้าส้นเท้าแตกมาจากเชื้อรา สะเก็ดเงิน ไทรอยด์ หรือเบาหวาน การรักษาโรคเหล่านั้นคือกุญแจให้หายจริง

  6. กรณีแตกลึกหรือเจ็บ แพทย์อาจใช้เทปปิดร่องแผล ยาทาเฉพาะ หรือดูแลแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

เลือกครีมทาส้นเท้าแตกอย่างไร

  • ยูเรีย (Urea) 10–25%: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดหนังหนา เป็นตัวช่วยหลักสำหรับส้นเท้าแตก

  • กรดซาลิไซลิกหรือกรดแลกติก: ผลัดเซลล์ผิวที่หนา ทำให้ร่องแตกตื้นลง

  • เซราไมด์และสารกักเก็บน้ำ: เสริมเกราะผิวและลดการสูญเสียน้ำ

  • ทาหนา ๆ ตอนกลางคืนแล้วสวมถุงเท้า ช่วยให้ครีมซึมและผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น

สัญญาณอันตราย ควรรีบพบแพทย์

  • ส้นเท้าแตกลึกจนเลือดออก เจ็บมาก หรือมีหนอง (เสี่ยงติดเชื้อ)

  • เป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือมีอาการชาที่เท้า ซึ่งแผลที่เท้าอันตรายและลุกลามเร็ว

  • ส้นเท้าแตกร่วมกับผิวลอก คัน แดง เป็นปื้นหนา ที่อาจเป็นเชื้อราหรือสะเก็ดเงิน

  • ดูแลด้วยครีมเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ หรือเป็นซ้ำเรื้อรัง

  • มีอาการทั่วตัวร่วม เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ผิวแห้งทั้งตัว ที่อาจบอกโรคไทรอยด์

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับส้นเท้าแตก

  • "ส้นเท้าแตกเป็นแค่เรื่องความสวยงาม ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ" — ไม่เสมอไป บางกรณีเป็นสัญญาณของโรคภายใน

  • "ยิ่งขัดส้นเท้าแรง ๆ ยิ่งหายเร็ว" — การขัดแรงเกินไปทำให้ผิวบางลงและแตกง่ายกว่าเดิม

  • "ทาวาสลีนอย่างเดียวก็พอ" — ช่วยกักความชื้นได้แต่ไม่ลดหนังหนา ส้นเท้าที่หนามากมักต้องใช้ urea ร่วมด้วย

  • "ส้นเท้าแตกในคนเป็นเบาหวานก็ดูแลเองเหมือนคนทั่วไป" — ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะแผลเล็ก ๆ อาจลุกลามเป็นแผลเรื้อรังได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับส้นเท้าแตก

ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร

เกิดจากผิวส้นเท้าแห้งและหนาตัวจนขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีแรงกดทับขณะยืนหรือเดินจึงแยกออกเป็นร่อง ปัจจัยเสริมได้แก่ อากาศแห้ง น้ำหนักตัวมาก ยืนนาน ใส่รองเท้าเปิดส้น และอายุที่มากขึ้น

ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง

ส้นเท้าแตกเรื้อรังหรือแตกมากผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของเบาหวาน ไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า สะเก็ดเงิน หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อมีผิวลอก คัน หรืออาการทั่วตัวร่วมด้วย

ส้นเท้าแตกรักษายังไงให้หาย

เน้นเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยครีมที่มี urea หรือกรดผลัดผิว ขัดหนังที่หนาอย่างนุ่มนวล เลือกรองเท้าที่รองรับส้นเท้า และรักษาโรคต้นเหตุถ้ามี รายที่แตกลึกหรือเจ็บควรพบแพทย์

ครีมทาส้นเท้าแตกเลือกแบบไหนดี

ควรเลือกครีมที่มียูเรีย 10–25% หรือกรดซาลิไซลิก/กรดแลกติกเพื่อลดหนังหนา ร่วมกับเซราไมด์เสริมเกราะผิว ทาหนา ๆ ตอนกลางคืนแล้วสวมถุงเท้าจะช่วยให้ผิวฟื้นตัวดีขึ้น

ส้นเท้าแตกในคนเป็นเบาหวานอันตรายไหม

อันตรายกว่าคนทั่วไป เพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีผิวแห้งและเส้นประสาทที่เท้าเสื่อม ทำให้แผลที่ส้นเท้าลุกลามและติดเชื้อง่าย ควรดูแลเท้าอย่างใกล้ชิดและพบแพทย์เมื่อมีแผล

ส้นเท้าแตกควรพบแพทย์เมื่อไร

ควรพบแพทย์เมื่อแตกลึกจนเลือดออก เจ็บ มีหนอง เป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือมีอาการชาที่เท้า มีผิวลอกคันเป็นปื้นหนา หรือดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์

หากส้นเท้าแตกของคุณเรื้อรัง เจ็บ หรือสงสัยว่าอาจเป็นสัญญาณของโรค ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ตรงจุด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 22 สิงหาคม 2026

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ