ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร? รักษาให้หายและบอกโรคอะไรได้บ้าง โดยแพทย์ผิวหนัง
อัปเดตเมื่อ 22 ส.ค.
ส้นเท้าแตก คือภาวะที่ผิวหนังชั้นนอกบริเวณส้นเท้าแห้ง หนาตัว และแยกออกเป็นร่อง จากผิวขาดความชุ่มชื้นร่วมกับแรงกดทับขณะยืนหรือเดิน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผิวแห้งและดูแลได้ด้วยครีม แต่จุดที่หลายคนไม่รู้คือ ส้นเท้าแตกบางแบบไม่ได้เกิดจากผิวแห้งอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า หรือสะเก็ดเงิน การรักษาให้หายจริงจึงต้องเริ่มจากเข้าใจสาเหตุก่อน
บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร แบบไหนที่บอกโรค เลือกครีมและรักษาอย่างไรให้ถูก และเมื่อไรที่ควรพบแพทย์
สรุปสั้น ส้นเท้าแตก (Quick Facts)
คืออะไร: ผิวส้นเท้าแห้ง หนา และแยกเป็นร่อง (heel fissures) มักเริ่มจากผิวแห้งและแรงกด
สาเหตุพบบ่อย: ผิวขาดความชุ่มชื้น ยืน/เดินนาน น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าเปิดส้น และอายุที่มากขึ้น
เมื่อไรที่บอกโรค: ถ้าแตกมาก แห้งลอกทั้งฝ่าเท้า คันเรื้อรัง หรือแตกในผู้ป่วยเบาหวาน อาจสัมพันธ์กับโรคภายใน
อันตรายเมื่อ: แตกลึกจนเลือดออก เจ็บ ติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่แผลที่เท้าลุกลามง่าย
รักษาอย่างไร: เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยครีมที่มี urea หรือ salicylic acid ลดหนังหนา และรักษาโรคต้นเหตุถ้ามี
ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร
ส้นเท้าแตกเกิดจากผิวหนังบริเวณส้นเท้า แห้งและหนาตัวจนขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีแรงกดทับขณะยืนหรือเดิน ผิวที่แข็งจึงแยกออกเป็นร่อง ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่:
ผิวขาดความชุ่มชื้น จากอากาศแห้ง อาบน้ำร้อนจัด หรือดูแลผิวเท้าน้อย
แรงกดทับที่ส้นเท้า จากการยืนหรือเดินนาน น้ำหนักตัวมาก
การเสียดสีและอากาศ เช่น เดินเท้าเปล่า ใส่รองเท้าเปิดส้นบ่อย ๆ
อายุที่มากขึ้น ผิวผลิตไขมันและความชุ่มชื้นน้อยลง หนังส้นเท้าหนาและแตกง่าย
หนังส้นเท้าหนาผิดปกติ (callus) ที่ไม่ได้ดูแล ทำให้ผิวแข็งและแตกลึก
ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง
ถ้าส้นเท้าแตกเป็นเรื้อรัง แตกมากผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม อาจเป็นสัญญาณของโรคภายในที่ควรตรวจเพิ่ม:
เบาหวาน: ทำให้ผิวแห้งและเส้นประสาทที่เท้าเสื่อม รู้สึกน้อยลง ส้นเท้าแตกง่ายและแผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อลุกลาม
ไทรอยด์ทำงานต่ำ (hypothyroid): ผิวแห้งหยาบทั้งตัวรวมถึงส้นเท้า ร่วมกับเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น
เชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟุต): ผิวลอกเป็นขุย คัน แดง โดยเฉพาะฝ่าเท้าและง่ามนิ้ว อาจทำให้ส้นเท้าแห้งแตกร่วมด้วย
สะเก็ดเงินที่ฝ่าเท้า (psoriasis): ผิวหนาเป็นปื้นแดงมีขุยหนา แตกเป็นร่องลึกและเจ็บ
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง/ผิวหนังอักเสบ (eczema): ผิวแห้ง คัน ลอก และแตกเรื้อรัง
การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสีหรือวิตามินบางตัว ทำให้ผิวแห้งและซ่อมแซมตัวเองช้า
หลักสังเกต: ส้นเท้าแตกที่ดูแลด้วยครีมแล้วดีขึ้นมักเป็นจากผิวแห้ง แต่ถ้าแตกเรื้อรัง คันลอกทั้งฝ่าเท้า เจ็บ หรือมีในผู้ป่วยเบาหวาน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
วิธีรักษาส้นเท้าแตกให้หาย
การรักษาที่ได้ผลคือ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดหนังที่หนา และแก้ที่ต้นเหตุ:
ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ ควรเลือกครีมที่มีตัวช่วยเฉพาะสำหรับส้นเท้า
ใช้ครีมที่มีสารลดหนังหนา เช่น ยูเรีย (urea) 10–25% กรดซาลิไซลิก หรือกรดแลกติก เพื่อให้ผิวนุ่มและร่องแตกตื้นขึ้น
ขัดหนังส้นเท้าที่หนาอย่างนุ่มนวล ด้วยตะไบเท้าหรือหินขัดหลังแช่น้ำ ไม่ควรเฉือนหรือตัดเอง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
เลือกรองเท้าที่รองรับส้นเท้า หลีกเลี่ยงรองเท้าเปิดส้นแข็ง ๆ และใช้แผ่นรองส้นถ้าจำเป็น
รักษาโรคต้นเหตุ ถ้าส้นเท้าแตกมาจากเชื้อรา สะเก็ดเงิน ไทรอยด์ หรือเบาหวาน การรักษาโรคเหล่านั้นคือกุญแจให้หายจริง
กรณีแตกลึกหรือเจ็บ แพทย์อาจใช้เทปปิดร่องแผล ยาทาเฉพาะ หรือดูแลแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
เลือกครีมทาส้นเท้าแตกอย่างไร
ยูเรีย (Urea) 10–25%: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดหนังหนา เป็นตัวช่วยหลักสำหรับส้นเท้าแตก
กรดซาลิไซลิกหรือกรดแลกติก: ผลัดเซลล์ผิวที่หนา ทำให้ร่องแตกตื้นลง
เซราไมด์และสารกักเก็บน้ำ: เสริมเกราะผิวและลดการสูญเสียน้ำ
ทาหนา ๆ ตอนกลางคืนแล้วสวมถุงเท้า ช่วยให้ครีมซึมและผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น
สัญญาณอันตราย ควรรีบพบแพทย์
ส้นเท้าแตกลึกจนเลือดออก เจ็บมาก หรือมีหนอง (เสี่ยงติดเชื้อ)
เป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือมีอาการชาที่เท้า ซึ่งแผลที่เท้าอันตรายและลุกลามเร็ว
ส้นเท้าแตกร่วมกับผิวลอก คัน แดง เป็นปื้นหนา ที่อาจเป็นเชื้อราหรือสะเก็ดเงิน
ดูแลด้วยครีมเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ หรือเป็นซ้ำเรื้อรัง
มีอาการทั่วตัวร่วม เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ผิวแห้งทั้งตัว ที่อาจบอกโรคไทรอยด์
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับส้นเท้าแตก
"ส้นเท้าแตกเป็นแค่เรื่องความสวยงาม ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ" — ไม่เสมอไป บางกรณีเป็นสัญญาณของโรคภายใน
"ยิ่งขัดส้นเท้าแรง ๆ ยิ่งหายเร็ว" — การขัดแรงเกินไปทำให้ผิวบางลงและแตกง่ายกว่าเดิม
"ทาวาสลีนอย่างเดียวก็พอ" — ช่วยกักความชื้นได้แต่ไม่ลดหนังหนา ส้นเท้าที่หนามากมักต้องใช้ urea ร่วมด้วย
"ส้นเท้าแตกในคนเป็นเบาหวานก็ดูแลเองเหมือนคนทั่วไป" — ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะแผลเล็ก ๆ อาจลุกลามเป็นแผลเรื้อรังได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับส้นเท้าแตก
ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร
เกิดจากผิวส้นเท้าแห้งและหนาตัวจนขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีแรงกดทับขณะยืนหรือเดินจึงแยกออกเป็นร่อง ปัจจัยเสริมได้แก่ อากาศแห้ง น้ำหนักตัวมาก ยืนนาน ใส่รองเท้าเปิดส้น และอายุที่มากขึ้น
ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง
ส้นเท้าแตกเรื้อรังหรือแตกมากผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของเบาหวาน ไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า สะเก็ดเงิน หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อมีผิวลอก คัน หรืออาการทั่วตัวร่วมด้วย
ส้นเท้าแตกรักษายังไงให้หาย
เน้นเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยครีมที่มี urea หรือกรดผลัดผิว ขัดหนังที่หนาอย่างนุ่มนวล เลือกรองเท้าที่รองรับส้นเท้า และรักษาโรคต้นเหตุถ้ามี รายที่แตกลึกหรือเจ็บควรพบแพทย์
ครีมทาส้นเท้าแตกเลือกแบบไหนดี
ควรเลือกครีมที่มียูเรีย 10–25% หรือกรดซาลิไซลิก/กรดแลกติกเพื่อลดหนังหนา ร่วมกับเซราไมด์เสริมเกราะผิว ทาหนา ๆ ตอนกลางคืนแล้วสวมถุงเท้าจะช่วยให้ผิวฟื้นตัวดีขึ้น
ส้นเท้าแตกในคนเป็นเบาหวานอันตรายไหม
อันตรายกว่าคนทั่วไป เพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีผิวแห้งและเส้นประสาทที่เท้าเสื่อม ทำให้แผลที่ส้นเท้าลุกลามและติดเชื้อง่าย ควรดูแลเท้าอย่างใกล้ชิดและพบแพทย์เมื่อมีแผล
ส้นเท้าแตกควรพบแพทย์เมื่อไร
ควรพบแพทย์เมื่อแตกลึกจนเลือดออก เจ็บ มีหนอง เป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือมีอาการชาที่เท้า มีผิวลอกคันเป็นปื้นหนา หรือดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์
หากส้นเท้าแตกของคุณเรื้อรัง เจ็บ หรือสงสัยว่าอาจเป็นสัญญาณของโรค ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ตรงจุด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 22 สิงหาคม 2026




ความคิดเห็น