ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร? รักษาให้หายและบอกโรคอะไรได้บ้าง โดยแพทย์ผิวหนัง
- 27 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
ส้นเท้าแตก คือภาวะที่ผิวหนังชั้นนอกบริเวณส้นเท้าแห้ง หนาตัว และแยกออกเป็นร่อง เกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้นร่วมกับแรงกดทับขณะเดินหรือยืน
คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นแค่เรื่องความสวยงามของเท้า และซื้อครีมมาทาเอง ซึ่งหลายครั้งก็ได้ผลดี แต่ในฐานะแพทย์ผิวหนัง เราอยากให้คุณรู้อีกด้านที่บล็อกความงามทั่วไปมักไม่บอก นั่นคือ ส้นเท้าแตกบางแบบไม่ได้เกิดจากผิวแห้งอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณของโรคที่อยู่ข้างใน เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า หรือสะเก็ดเงิน การรักษาที่ถูกต้องจึงต้องเริ่มจากเข้าใจสาเหตุก่อนเสมอ
ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร
ส้นเท้าเป็นบริเวณที่ไม่มีต่อมไขมัน ผิวจึงแห้งง่ายอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อมีปัจจัยอื่นมาเสริม ผิวที่แห้งและหนาจะสูญเสียความยืดหยุ่นและปริแตกเป็นร่อง แบ่งสาเหตุได้เป็นสองกลุ่ม
ปัจจัยภายนอกและพฤติกรรม
เดินเท้าเปล่า หรือใส่รองเท้าแบบเปิดส้นบ่อย ๆ
ยืนนานบนพื้นแข็ง หรือมีน้ำหนักตัวมาก
อาบน้ำอุ่นจัดหรือแช่น้ำนาน และอากาศแห้งเย็น
ขัดส้นเท้าแรงเกินไป จนผิวระคายเคืองและสร้างหนังด้านหนาขึ้นมาชดเชย
ปัจจัยภายในร่างกาย
อายุที่มากขึ้น ทำให้ผิวผลิตน้ำมันและกักเก็บน้ำได้น้อยลง
พันธุกรรมที่ทำให้ผิวฝ่าเท้าหนาผิดปกติ
โรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลต่อผิวหนังโดยตรง (อธิบายในหัวข้อถัดไป)
ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง
นี่คือคำถามที่ผู้ป่วยถามเราบ่อยที่สุด และเป็นเหตุผลที่ส้นเท้าแตกเรื้อรังไม่ควรถูกมองข้าม โรคที่พบว่าเกี่ยวข้องได้บ่อย ได้แก่
เบาหวาน — ข้อที่ต้องระวังที่สุด น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำให้ผิวแห้งและความรู้สึกที่เท้าลดลง จึงอาจแตกลึกโดยไม่เจ็บ และร่องแตกกลายเป็นทางเข้าของเชื้อจนติดเชื้อลุกลามเป็นแผลเบาหวานได้
ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ — ผิวแห้งหยาบทั่วตัว มักมาพร้อมอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น ขี้หนาว
เชื้อราที่เท้า (Tinea pedis) — ทำให้ฝ่าเท้าแห้งลอกเป็นขุยคล้ายผิวแห้งธรรมดา มักลามมาที่ขอบเท้าและซอกนิ้ว ทาครีมเฉย ๆ จะไม่หายเพราะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา
สะเก็ดเงินที่ฝ่าเท้า — ผิวหนาเป็นปื้นแดง ลอกเป็นสะเก็ด แตกเป็นร่องเจ็บ มักเป็นทั้งสองข้างและอาจมีอาการที่เล็บหรือข้อร่วมด้วย
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง/ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง — ทำให้ฝ่าเท้าแห้ง คัน แตก โดยเฉพาะคนที่แพ้สารในรองเท้าหรือถุงเท้า
ผิวฝ่าเท้าหนาผิดปกติทางพันธุกรรม — ผิวฝ่ามือฝ่าเท้าหนาตัวมากตั้งแต่เด็ก
จะเห็นว่าหลายโรคหน้าตาคล้ายส้นเท้าแตกธรรมดามาก นี่คือเหตุผลที่การวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าการรีบหาครีมมาทา
ส้นเท้าแตกแบบไหนที่ควรพบแพทย์
ส้นเท้าแตกส่วนใหญ่ดูแลเองที่บ้านได้ แต่ควรไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะต่อไปนี้
ร่องแตกลึกจนเจ็บ มีเลือดออก หรือมีน้ำเหลือง
บวมแดง ร้อน หรือมีหนอง ซึ่งเป็นสัญญาณการติดเชื้อ
ดูแลเองเต็มที่หลายสัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น
มีผื่นแดงลอกเป็นขุยลามไปบริเวณอื่นของเท้า (อาจเป็นเชื้อราหรือสะเก็ดเงิน)
เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเลือดไหลเวียนที่ขาไม่ดี — กลุ่มนี้ไม่ควรรอ เพราะแผลเล็ก ๆ อาจลุกลามได้เร็ว
วิธีรักษาส้นเท้าแตกที่ถูกต้อง
หลักการที่มีหลักฐานรองรับคือ ทำให้ผิวที่หนาอ่อนตัวลง ลดหนังด้านอย่างนุ่มนวล แล้วเติมและล็อกความชุ่มชื้นกลับเข้าไป ทำตามขั้นตอนนี้
แช่เท้า ในน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) ประมาณ 10–20 นาที เพื่อให้หนังด้านอ่อนนุ่ม
ขัดเบา ๆ ด้วยตะไบหรือหินขัดเท้าขณะผิวยังหมาด เพื่อลดหนังด้านส่วนเกิน อย่าขัดแรงหรือใช้ใบมีดเฉือนหนังเอง เพราะผิวจะบาดเจ็บและสร้างหนังด้านหนาขึ้นอีก
ทาตัวยาผลัดและอุ้มน้ำ ที่มีงานวิจัยรองรับ เช่น ยูเรีย (Urea) 10–25% (หนังด้านหนามากอาจสูงกว่านี้), กรดซาลิไซลิก, กรดแลกติก/แอมโมเนียมแลกเตต ช่วยให้ผิวหนาหลุดลอกและจับน้ำได้ดีขึ้น
ล็อกความชุ่มชื้น ด้วยครีมเนื้อเข้มข้น เช่น ปิโตรเลียมเจลลี แล้วสวมถุงเท้าเนื้อนุ่มก่อนนอน
ทำต่อเนื่องทุกวัน ส้นเท้าแตกจากผิวแห้งมักดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าต้นเหตุเป็นเชื้อรา สะเก็ดเงิน หรือโรคภายใน การทาครีมอย่างเดียวจะไม่พอ ต้องรักษาที่ต้นเหตุ การตรวจวินิจฉัยให้ชัดจึงคุ้มค่ากว่าการลองผิดลองถูก
สิ่งที่ไม่ควรทำกับส้นเท้าแตก
อย่าใช้ใบมีดโกน กรรไกร หรือคัตเตอร์เฉือนหนังด้านออกเอง เพราะเสี่ยงบาดแผลและติดเชื้อ
อย่าขัดส้นเท้าแรงหรือบ่อยเกินไปจนผิวระคายเคือง
อย่าเชื่อสูตรธรรมชาติที่กัดผิว เช่น การถูด้วยมะนาวเข้มข้น
ถ้าเป็นเบาหวานหรือรู้สึกชาที่เท้า อย่าจัดการหนังด้านหรือแผลเองเด็ดขาด ให้แพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลเท้าเป็นผู้ทำ
การป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตกซ้ำ
ทาครีมบำรุงส้นเท้าเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะหลังอาบน้ำขณะผิวยังหมาด
เลือกรองเท้าที่หุ้มส้นและรองรับน้ำหนักดี เลี่ยงรองเท้าแตะแข็ง ๆ หรือเปิดส้นเป็นประจำ
ไม่อาบน้ำร้อนจัดหรือแช่เท้านานเกินไป ดื่มน้ำให้พอ และควบคุมน้ำหนัก
ถ้ามีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือไทรอยด์ ควรคุมโรคให้ดี ผิวจะตอบสนองต่อการดูแลได้ดีขึ้น
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
ถ้าดูแลเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ส้นเท้าแตกเป็นซ้ำเรื้อรัง สงสัยว่ามีเชื้อราหรือสะเก็ดเงินแฝงอยู่ หรือคุณมีโรคประจำตัวที่ทำให้แผลที่เท้าเสี่ยง การพบแพทย์ผิวหนังจะช่วยให้ได้คำตอบที่ชัดเจน แพทย์ตรวจแยกโรคที่หน้าตาคล้ายกัน ใช้การตรวจเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสาเหตุจริงของคุณ แทนการลองครีมไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ต้นเหตุ
ที่ Siam Dermatology เราดูแลปัญหาผิวหนังด้วยแนวทางเดียวกันเสมอ คือตรวจให้ถูกก่อน แล้วจึงรักษา หากคุณมีส้นเท้าแตกที่รักษาเองแล้วไม่หาย เรายินดีให้คำปรึกษาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร?
ส่วนใหญ่เกิดจากผิวส้นเท้าแห้งและหนาตัวร่วมกับแรงกดทับขณะเดินยืน แต่บางส่วนมีปัจจัยภายใน เช่น อายุ พันธุกรรม หรือโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและไทรอยด์ต่ำเข้ามาเกี่ยวข้อง
ส้นเท้าแตกบอกโรคอะไรได้บ้าง?
ส้นเท้าแตกเรื้อรังอาจสัมพันธ์กับเบาหวาน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ เชื้อราที่เท้า สะเก็ดเงินที่ฝ่าเท้า หรือผื่นผิวหนังอักเสบ หากแตกลึก เป็นซ้ำ หรือมีผื่นลอกร่วมด้วย ควรให้แพทย์ตรวจแยกโรค
ส้นเท้าแตกทาวาสลีนได้ไหม?
ได้ วาสลีนช่วยล็อกความชุ่มชื้นได้ดี โดยเฉพาะเมื่อทาหลังแช่เท้าและสวมถุงเท้าทับตอนกลางคืน แต่หากหนังด้านหนามาก การใช้ร่วมกับตัวยาอย่างยูเรียหรือกรดซาลิไซลิกจะได้ผลดีกว่าการทาวาสลีนอย่างเดียว
ส้นเท้าแตกอันตรายไหม?
ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและดูแลเองได้ แต่จะอันตรายขึ้นเมื่อร่องแตกลึกจนมีเลือดออกหรือติดเชื้อ และในผู้ป่วยเบาหวานหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ แผลเล็ก ๆ ที่ส้นเท้าอาจลุกลามได้เร็ว จึงไม่ควรปล่อยไว้
ทำยังไงให้ส้นเท้าหายแตก?
แช่เท้าในน้ำอุ่น ขัดหนังด้านเบา ๆ ทาตัวยาผลัดผิวที่มีหลักฐาน เช่น ยูเรียหรือกรดซาลิไซลิก แล้วทาครีมเข้มข้นล็อกความชุ่มชื้นและสวมถุงเท้าทับตอนนอน ทำต่อเนื่องทุกวัน หากไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ควรพบแพทย์
ส้นเท้าแตกกับเชื้อราที่เท้าต่างกันอย่างไร?
ส้นเท้าแตกจากผิวแห้งมักไม่คันและไม่ลามเป็นขุยไปทั่วเท้า ส่วนเชื้อราที่เท้ามักมีขุยลอกที่ขอบเท้าและซอกนิ้ว อาจคันหรือมีกลิ่น และจะไม่หายด้วยการทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา หากแยกไม่ออกควรให้แพทย์ตรวจ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 27 มิถุนายน 2026


ความคิดเห็น