สตีเวนส์จอห์นสัน (SJS) โรคแพ้ยารุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต แพทย์ผิวหนังอธิบายสัญญาณเตือน วิธีแยกจากผื่นแพ้ยาธรรมดา และยาที่ต้องระวัง
- 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
ผื่นแพ้ยาส่วนใหญ่ไม่อันตราย หายได้เมื่อหยุดยา แต่มีผื่นแพ้ยาชนิดหนึ่งที่ เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ และอาจถึงแก่ชีวิต นั่นคือกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome หรือ SJS) และภาวะที่รุนแรงกว่าคือ TEN บทความนี้แพทย์ผิวหนังอธิบายว่า SJS คืออะไร สังเกตสัญญาณเตือนที่แยกจากผื่นแพ้ยาธรรมดาอย่างไร ยาชนิดใดที่เสี่ยง การตรวจยีนที่ช่วยป้องกันได้ในคนไทย และต้องทำอย่างไรทันทีเมื่อสงสัย
สรุปสั้น — ต้องรีบที่สุด: ถ้ากินยาแล้วมี ผื่นขึ้นพร้อมไข้ ปาก/ตา/อวัยวะเพศเป็นแผล ผิวแสบเจ็บ หรือหลุดลอกเป็นแผ่น ให้ หยุดยาที่สงสัยทันที และไปโรงพยาบาล/ห้องฉุกเฉินโดยด่วน อย่ารอดูอาการ เพราะอาจเป็น SJS/TEN ซึ่งยิ่งรักษาช้ายิ่งอันตราย
สตีเวนส์จอห์นสัน (SJS) คืออะไร
กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome, SJS) คือ ปฏิกิริยาแพ้ยาชนิดรุนแรง ที่ทำให้ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ (ปาก ตา อวัยวะเพศ) อักเสบ เกิดตุ่มพอง และ หลุดลอกออกเป็นแผ่นคล้ายแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติต่อยาบางชนิด (บางรายเกิดจากการติดเชื้อ)
SJS อยู่ในกลุ่มโรคเดียวกับ TEN (Toxic Epidermal Necrolysis) ซึ่งเป็นภาวะเดียวกันแต่รุนแรงกว่า แบ่งตามพื้นที่ผิวหนังที่หลุดลอก:
SJS — ผิวหนังหลุดลอก น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ร่างกาย
SJS/TEN overlap — หลุดลอก 10–30%
TEN — หลุดลอก มากกว่า 30% เป็นภาวะที่อันตรายที่สุด
แม้จะเป็นโรค พบได้น้อย แต่มี อัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะ TEN จึงถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลเสมอ
รหัสโรคสากลของ SJS คือ ICD-10 L51.1 (Stevens-Johnson syndrome)
สัญญาณเตือน — วิธีแยก SJS จากผื่นแพ้ยาธรรมดา
นี่คือหัวใจของบทความ เพราะผื่นแพ้ยาส่วนใหญ่ ไม่ใช่ SJS และหายเองได้เมื่อหยุดยา แต่การแยกให้ออกว่าเมื่อไหร่ "อันตราย" คือสิ่งที่ช่วยชีวิตได้
ผื่นแพ้ยาธรรมดา (ไม่รุนแรง) มักเป็นแบบนี้
ผื่นแดง ราบหรือนูนเล็กน้อย กระจายตามตัว มักคัน
ไม่มีตุ่มพองใหญ่ ไม่มีผิวหลุดลอก
ริมฝีปาก ในปาก และตาปกติ ไม่เป็นแผล
ไม่มีไข้สูง อาการทั่วไปยังดี
มักดีขึ้นเมื่อหยุดยาต้นเหตุ
สัญญาณอันตรายที่บ่งว่าอาจเป็น SJS/TEN — เจอข้อใดข้อหนึ่งให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
มีไข้ ปวดเมื่อยตัว เจ็บคอ นำมาก่อนหรือมาพร้อมผื่น (อาการนำคล้ายไข้หวัด)
แผลที่เยื่อบุ โดยเฉพาะ ปากเป็นแผล ริมฝีปากแตกเป็นสะเก็ดเลือด ตาแดงเจ็บ หรืออวัยวะเพศเป็นแผล
ผิวหนังแสบเจ็บผิดปกติ แม้แตะเบา ๆ ก็เจ็บ (ต่างจากผื่นทั่วไปที่มักคัน)
ตุ่มพองน้ำ ผิวหลุดลอกเป็นแผ่น หรือถูแล้วหนังกำพร้าหลุด (Nikolsky sign)
ผื่นเป็นรูปเป้า (target lesion) หรือผื่นสีคล้ำ ลาม เร็ว โดยเฉพาะที่ใบหน้าและลำตัวส่วนบน
เพิ่งเริ่มยาใหม่ในช่วง 1–4 สัปดาห์ ที่ผ่านมา
กฎง่าย ๆ ที่ควรจำ: ผื่นแพ้ยา + ไข้ + แผลในปากหรือตา = ต้องคิดถึง SJS จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ อย่าวินิจฉัยเองว่าเป็นแค่ผื่นธรรมดา
ยาที่เป็นสาเหตุของ SJS บ่อยที่สุด
SJS/TEN ส่วนใหญ่เกิดจากยา โดยอาการมักเริ่ม ภายใน 1–4 สัปดาห์หลังเริ่มยาตัวใหม่ (บางรายนานถึง 8 สัปดาห์) กลุ่มยาที่พบเป็นสาเหตุบ่อย ได้แก่
ยากันชัก เช่น carbamazepine, phenytoin, lamotrigine, phenobarbital
ยาลดกรดยูริก/รักษาโรคเกาต์ โดยเฉพาะ allopurinol
ยากลุ่มซัลฟา (sulfonamides) รวมถึงยาปฏิชีวนะบางชนิด
ยาปฏิชีวนะ กลุ่มเบต้าแลคแตม (เช่น เพนิซิลลิน) และบางกลุ่มอื่น
ยาแก้ปวด/ลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs โดยเฉพาะกลุ่ม oxicam
ยาต้านไวรัสบางชนิด เช่น nevirapine
ข้อควรระวังที่คนไทยมักมองข้าม: ยาชุด ยาสมุนไพรบางชนิด หรือยาที่ซื้อกินเองโดยไม่รู้ส่วนประกอบ ก็อาจมีตัวยาที่ก่อ SJS ได้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
การตรวจยีนก่อนใช้ยา — จุดที่คนไทยป้องกันได้จริง
นี่คือประเด็นสำคัญเฉพาะสำหรับคนไทยและคนเอเชีย เพราะความเสี่ยงต่อ SJS จากยาบางตัว สัมพันธ์กับยีน (HLA) ที่พบบ่อยในคนไทย และสามารถ ตรวจก่อนเริ่มยาเพื่อลดความเสี่ยงได้
ยีน HLA-B*15:02 — สัมพันธ์กับการแพ้ยากันชัก carbamazepine แบบ SJS/TEN พบยีนนี้ได้บ่อยในคนไทย จึงแนะนำให้ ตรวจยีนก่อนเริ่ม carbamazepine ถ้าพบยีนนี้ แพทย์จะเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่น
ยีน HLA-B*58:01 — สัมพันธ์กับการแพ้ยา allopurinol (ยารักษาเกาต์) แบบรุนแรง การตรวจก่อนเริ่มยาช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน
การตรวจยีนเหล่านี้มีให้บริการในโรงพยาบาลหลายแห่งในไทย หากคุณกำลังจะเริ่มยากลุ่มนี้ สามารถปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจยีนก่อนได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวแพ้ยารุนแรง
ต้องทำอย่างไรทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็น SJS
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีสัญญาณอันตรายข้างต้นหลังใช้ยา ให้ทำตามนี้ทันที ไม่ต้องรอให้อาการมากขึ้น
หยุดยาที่สงสัยทันที โดยเฉพาะยาที่เพิ่งเริ่มใหม่ในช่วง 1–4 สัปดาห์
ไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินโดยด่วน SJS/TEN ต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน บางรายต้องอยู่ห้อง ICU หรือหน่วยดูแลแผลไฟไหม้
นำยาทั้งหมดที่กินอยู่ไปด้วย (หรือถ่ายรูปฉลากยา) เพื่อให้แพทย์ระบุตัวยาต้นเหตุได้เร็ว
อย่าซื้อยาทาหรือยากินมารักษาผื่นเอง เพราะอาจได้ยาที่ทำให้แพ้ซ้ำหรือบดบังอาการ
หากมี อาการที่ตา (เจ็บตา ตาแดง) ให้แจ้งแพทย์ทันที เพราะ SJS ที่ตาอาจทำให้เสียการมองเห็นถาวรหากไม่รีบรักษา
การรักษาในโรงพยาบาลหลัก ๆ คือ หยุดยาต้นเหตุ ดูแลแผลและสมดุลน้ำเกลือแร่เหมือนผู้ป่วยแผลไฟไหม้ ป้องกันการติดเชื้อ ดูแลตา ปาก และเยื่อบุ ส่วนยาเฉพาะ (เช่น สเตียรอยด์ IVIG หรือ cyclosporine) ยังเป็นเรื่องที่แพทย์พิจารณาเป็นราย ๆ และต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น
ภาวะแทรกซ้อนและการดูแลระยะยาว
SJS/TEN แม้รักษาหายจากระยะเฉียบพลันแล้ว ก็อาจทิ้งผลระยะยาวได้ จึงต้องติดตามต่อเนื่อง
ดวงตา เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบบ่อยและสำคัญที่สุด อาจเกิดตาแห้งเรื้อรัง เยื่อบุตาเป็นพังผืด จนถึงสูญเสียการมองเห็น จึงควรพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกและติดตามต่อเนื่อง
ผิวหนัง อาจมีรอยดำ รอยด่าง หรือแผลเป็นหลังผิวหาย
เยื่อบุอื่น ๆ เช่น ในปาก อวัยวะเพศ อาจเกิดพังผืดตามมา
ผลกระทบทางจิตใจ จากเหตุการณ์ที่รุนแรง ควรได้รับการดูแลด้วยเช่นกัน
ป้องกันการแพ้ยาซ้ำ — สิ่งที่ต้องทำตลอดชีวิต
เมื่อเคยเป็น SJS จากยาตัวใด ร่างกายจะ "จำ" และหากได้รับยานั้นอีกจะแพ้ซ้ำได้รุนแรงกว่าเดิม การป้องกันจึงสำคัญไม่แพ้การรักษา
จดจำชื่อยาที่แพ้ให้แม่นยำ และพก บัตรแพ้ยา (drug allergy card) ติดตัวเสมอ
แจ้งแพทย์ เภสัชกร และทันตแพทย์ทุกครั้ง ก่อนรับยาใหม่ ว่าเคยแพ้ยาอะไรแบบรุนแรง
ระวัง ยาที่อาจมีปฏิกิริยาข้ามกัน กับยาที่แพ้ ให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา
หากมีญาติสายตรงเคยแพ้ยารุนแรง ควรแจ้งแพทย์เมื่อจะเริ่มยากลุ่มเสี่ยง เพราะอาจพิจารณาตรวจยีนก่อน
ข้อควรรู้: SJS ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่แพร่จากคนสู่คน แต่เป็นปฏิกิริยาเฉพาะตัวของผู้ป่วยต่อยา จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการติดต่อ แต่ต้องกังวลเรื่องการได้รับยาต้นเหตุซ้ำ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SJS (FAQ)
1. สตีเวนส์จอห์นสัน (SJS) คืออะไร
เป็นปฏิกิริยา แพ้ยาชนิดรุนแรง ที่ทำให้ผิวหนังและเยื่อบุ (ปาก ตา อวัยวะเพศ) อักเสบ เกิดตุ่มพอง และหลุดลอกคล้ายแผลไฟไหม้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล เมื่อผิวหลุดลอกเกิน 30% จะเรียกว่า TEN ซึ่งรุนแรงที่สุด
2. SJS ต่างจากผื่นแพ้ยาธรรมดาอย่างไร
ผื่นแพ้ยาธรรมดามักเป็นผื่นคัน ไม่มีไข้ ปากและตาปกติ และหายเมื่อหยุดยา ส่วน SJS มักมี ไข้ แผลในปาก/ตา ผิวแสบเจ็บ และหลุดลอกเป็นแผ่น หากมีสัญญาณเหล่านี้ต้องไปโรงพยาบาลทันที
3. SJS เกิดจากยาอะไรบ้าง
พบบ่อยจาก ยากันชัก (carbamazepine, phenytoin, lamotrigine), ยารักษาเกาต์ allopurinol, ยากลุ่มซัลฟา, ยาปฏิชีวนะบางชนิด และ NSAIDs บางกลุ่ม อาการมักเริ่มภายใน 1–4 สัปดาห์หลังเริ่มยา
4. SJS รักษาหายไหม อันตรายแค่ไหน
รักษาหายได้หากมาโรงพยาบาลเร็ว แต่เป็นภาวะที่ มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะ TEN และอาจทิ้งภาวะแทรกซ้อนระยะยาวโดยเฉพาะที่ดวงตา การหยุดยาต้นเหตุเร็วและรักษาในโรงพยาบาลคือสิ่งที่ช่วยชีวิตได้มากที่สุด
5. ตรวจยีนก่อนกินยาช่วยป้องกัน SJS ได้จริงไหม
ได้ในบางกรณี การตรวจยีน HLA-B*15:02 ก่อนใช้ carbamazepine และ HLA-B*58:01 ก่อนใช้ allopurinol ช่วยระบุผู้ที่เสี่ยงสูงและเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่น ยีนเหล่านี้พบบ่อยในคนไทย จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มยากลุ่มนี้
6. SJS ติดต่อกันได้ไหม
ไม่ติดต่อ SJS ไม่ใช่โรคติดเชื้อที่แพร่จากคนสู่คน แต่เป็นปฏิกิริยาเฉพาะตัวต่อยา สิ่งที่ต้องระวังคือการได้รับยาต้นเหตุซ้ำ ซึ่งจะทำให้แพ้รุนแรงขึ้น
7. เคยเป็น SJS แล้วต้องทำอย่างไรต่อ
ต้อง จดจำชื่อยาที่แพ้ พกบัตรแพ้ยาติดตัว และแจ้งแพทย์/เภสัชกรทุกครั้ง ก่อนรับยาใหม่ตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการได้รับยาต้นเหตุหรือยาที่มีปฏิกิริยาข้ามกันซ้ำ
กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสันเป็นภาวะฉุกเฉินที่ "หยุดยาเร็ว + ถึงมือแพทย์เร็ว = ปลอดภัยกว่าเสมอ" ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ หากสงสัยว่าแพ้ยารุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ร่วมกับแผลในปากหรือตา ควรไปโรงพยาบาลทันที
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 25 กรกฎาคม 2026




ความคิดเห็น