top of page

จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดจากอะไร อันตรายไหม แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากจุดแดงธรรมดา และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

  • 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

คนไข้ที่เดินเข้ามาด้วยเรื่องนี้มักพูดประโยคเดียวกันเกือบทุกราย คือ "อยู่ ๆ ก็มีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นเต็มไปหมด ไม่คัน ไม่เจ็บ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร" ความไม่คันนี่แหละที่ทำให้หลายคนปล่อยทิ้งไว้ ทั้งที่จริงแล้วจุดแดงที่ไม่คันบางชนิดเป็นเรื่องเล็กมากจนไม่ต้องทำอะไรเลย ขณะที่บางชนิดคือสัญญาณแรกของภาวะที่ต้องรีบตรวจเลือดในวันเดียวกัน

บทความนี้จะเจาะเฉพาะ จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แยกออกมาจากจุดแดงทั่วไปได้ด้วยการทดสอบง่าย ๆ ที่ทำเองได้ที่บ้านภายในสิบวินาที ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจุดแดงของคุณอยู่ในกลุ่มไหน แนะนำให้อ่าน ผิวหนังเป็นจุดแดง ไม่คัน เกิดจากอะไร อันตรายไหม ควบคู่กันไป

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังคืออะไร

จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechiae และ purpura) คือรอยแดงหรือม่วงที่เกิดจากเม็ดเลือดแดง รั่วออกนอกหลอดเลือดฝอยมาค้างอยู่ในชั้นผิวหนัง ไม่ใช่จากหลอดเลือดขยายตัว

ความต่างตรงนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันอธิบายพฤติกรรมทุกอย่างของรอยโรค

  • เลือดที่รั่วออกมาแล้ว กดไม่จาง เพราะไม่มีทางไหนให้มันไหลหนีไปได้

  • มัน ไม่คัน เพราะไม่ได้เกิดจากการอักเสบที่กระตุ้นปลายประสาทรับความคัน

  • มัน เปลี่ยนสีตามเวลา เหมือนรอยช้ำ เพราะร่างกายต้องค่อย ๆ ย่อยสลายฮีโมโกลบินที่ค้างอยู่

  • มัน ไม่นูน ในกรณีทั่วไป ถ้าคลำแล้วนูน นั่นคือสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งจะอธิบายต่อไป

วิธีทดสอบง่าย ๆ ที่บอกได้ว่าใช่จุดเลือดออกจริงหรือไม่

แพทย์เรียกการทดสอบนี้ว่า diascopy ทำเองได้ที่บ้าน ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที

  1. หาแก้วน้ำใสหรือสไลด์แก้ว ถ้าไม่มีให้ใช้นิ้วกดก็พอใช้ได้

  2. กดลงบนรอยแดงตรง ๆ ให้ผิวใต้กระจกซีดลง

  3. สังเกตรอยแดงขณะที่ยังกดอยู่ ไม่ใช่หลังปล่อยมือ

แปลผลแบบนี้

  • กดแล้วจางหายไป แล้วกลับมาแดงเมื่อปล่อย = หลอดเลือดขยายตัว ไม่ใช่จุดเลือดออก มักเป็นผื่นแพ้ ผื่นอักเสบ หรือเส้นเลือดฝอยขยาย

  • กดแล้วยังแดงหรือม่วงเท่าเดิม = มีเลือดออกใต้ผิวหนังจริง อ่านบทความนี้ต่อ

  • กดแล้วจางเพียงบางส่วน = อาจเป็นระยะแรกที่มีทั้งการอักเสบและเลือดรั่ว พบได้ในหลอดเลือดอักเสบระยะต้น ควรให้แพทย์ดู

ข้อควรระวังคือถ้าผิวคล้ำมาก การอ่านผลด้วยตาอาจยาก ให้ดูใต้แสงธรรมชาติและเทียบกับผิวข้างเคียงเสมอ

เพเทเคีย เพอร์พูรา และรอยช้ำ ต่างกันอย่างไร

ทั้งสามอย่างคือเลือดออกใต้ผิวหนังเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด และขนาดบอกใบ้ถึงสาเหตุได้พอสมควร

  • เพเทเคีย (petechiae) ขนาดเล็กกว่า 2 มิลลิเมตร เท่าปลายเข็มหมุด มักขึ้นเป็นกลุ่มหลายจุดพร้อมกัน กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับเกล็ดเลือดและความดันในหลอดเลือดมากที่สุด

  • เพอร์พูรา (purpura) ขนาด 2 มิลลิเมตรถึง 1 เซนติเมตร ถ้าคลำแล้วนูนขึ้นมา เรียกว่า palpable purpura ซึ่งชี้ไปทางหลอดเลือดอักเสบค่อนข้างชัด

  • เอกคีโมซิส (ecchymosis) หรือรอยช้ำ ขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร มักมาจากการกระแทก ความเปราะของผนังหลอดเลือด หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

ถ้าคุณมีทั้งเพเทเคียหลายจุดและรอยช้ำใหญ่โดยไม่ได้กระแทก นั่นเป็นการรวมกันที่ควรตรวจเลือด ไม่ใช่รอดู

ทำไมจุดเลือดออกใต้ผิวหนังจึงมักไม่คัน

คำถามนี้ถูกถามบ่อยมาก และคำตอบก็ช่วยแยกโรคได้จริง

อาการคันเกิดจากสารสื่อการอักเสบอย่างฮิสตามีนไปกระตุ้นปลายประสาทชนิด C fiber ในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ตอนบน แต่จุดเลือดออกเกิดจากเม็ดเลือดแดงรั่วออกมาอยู่ในเนื้อเยื่อเฉย ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการทางกายภาพ ไม่ได้ปลดปล่อยสารเหล่านั้นออกมามากพอ ผู้ป่วยจึงไม่รู้สึกอะไรเลย

ข้อยกเว้นที่ต้องรู้ คือกลุ่มที่มีการอักเสบร่วมด้วยจริง ๆ ได้แก่หลอดเลือดอักเสบและกลุ่มที่เรียกว่า capillaritis หรือ Schamberg's disease ซึ่งอาจคันเล็กน้อยถึงปานกลาง ดังนั้น "จุดเลือดออกแล้วคันด้วย" ไม่ได้แปลว่าวินิจฉัยผิด แต่แปลว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มที่มีการอักเสบ ซึ่งต้องการการประเมินมากกว่ากลุ่มที่ไม่คัน

สาเหตุกลุ่มที่ 1 ความดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นชั่วคราว

กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดและอันตรายน้อยที่สุด เกิดเมื่อความดันในหลอดเลือดดำพุ่งขึ้นเฉียบพลันจนหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ แตก

  • อาเจียนรุนแรงหรือไอหนักติดต่อกัน จะเห็นจุดเลือดออกที่ ใบหน้า รอบตา และลำคอ เป็นหลัก

  • เบ่งคลอด ยกของหนัก หรือออกแรงเบ่งขณะขับถ่าย

  • สายรัดแขนตอนเจาะเลือด เข็มขัด สายกระเป๋า หรือถุงเท้าที่รัดแน่น ทำให้เกิดจุดเลือดออกเป็นแนวตามขอบที่รัด

  • การนวดกดจุดแรง ๆ การครอบแก้ว หรือการขูดผิว

จุดสังเกตของกลุ่มนี้ คือมีประวัติชัดเจน ตำแหน่งจำกัดเฉพาะบริเวณที่รับแรง จำนวนไม่เพิ่มขึ้นหลังจากนั้น และไม่มีอาการทางระบบร่วม เช่น ไข้ อ่อนเพลีย หรือเลือดออกที่อื่น

สาเหตุกลุ่มที่ 2 ผนังหลอดเลือดเปราะบาง

ในกลุ่มนี้เกล็ดเลือดปกติดี แต่ตัวผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ที่ทำหน้าที่พยุงมันอ่อนแอลง

  • จุดเลือดออกในผู้สูงอายุ (senile purpura) พบมากที่หลังมือและท้องแขน เกิดจากคอลลาเจนที่พยุงหลอดเลือดลดลงตามวัยและจากแสงแดดสะสม รอยมักเป็นสีม่วงเข้ม ขอบชัด และหายช้ากว่ารอยช้ำทั่วไป ไม่อันตราย แต่บอกว่าผิวถูกแดดทำร้ายมานาน

  • การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทั้งชนิดทาที่ใช้ต่อเนื่องเกินความจำเป็นและชนิดรับประทาน ทำให้ผิวบางลงและหลอดเลือดเปราะ

  • การขาดวิตามินซี พบไม่บ่อยในปัจจุบัน แต่ยังเจอในผู้ที่กินอาหารไม่หลากหลายมาก ๆ ลักษณะเฉพาะคือจุดเลือดออกรอบรูขุมขนร่วมกับขนงอเป็นเกลียวและเหงือกบวมเลือดออก

  • โรคทางพันธุกรรมของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่นกลุ่ม Ehlers-Danlos ซึ่งมักมีข้อหลวมและผิวยืดผิดปกติร่วมด้วย

สาเหตุกลุ่มที่ 3 เกล็ดเลือดต่ำหรือทำงานผิดปกติ

นี่คือกลุ่มที่แพทย์ให้ความสำคัญที่สุดเวลาเห็นเพเทเคียกระจายทั่วตัว เพราะเกล็ดเลือดคือด่านแรกที่อุดรอยรั่วของหลอดเลือดฝอย

สาเหตุที่พบได้

  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (ITP) ร่างกายสร้างภูมิมาทำลายเกล็ดเลือดตัวเอง มักเริ่มด้วยเพเทเคียที่ขาทั้งสองข้างแล้วลามขึ้น

  • ไข้เลือดออก ในบ้านเราต้องนึกถึงเสมอเมื่อมีไข้ร่วมกับจุดเลือดออก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน จุดเลือดออกมักปรากฏในวันที่ 3 ถึง 5 ของไข้

  • ยาที่กดไขกระดูกหรือทำลายเกล็ดเลือด รวมถึงยาเคมีบำบัดและยาบางชนิดที่กระตุ้นภูมิ

  • โรคของไขกระดูกเอง เช่นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและภาวะไขกระดูกฝ่อ ซึ่งมักมาพร้อมอาการซีด อ่อนเพลียผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือติดเชื้อบ่อย

  • โรคตับเรื้อรังและม้ามโต ทำให้เกล็ดเลือดถูกกักและถูกทำลายมากขึ้น

เบาะแสสำคัญของกลุ่มนี้ คือมีเลือดออกที่เยื่อบุร่วมด้วย ได้แก่ เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหลบ่อยขึ้น ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมีจุดเลือดออกในปาก ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งร่วมกับเพเทเคีย ควรตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดโดยไม่ต้องรอ

สาเหตุกลุ่มที่ 4 หลอดเลือดอักเสบ

หลอดเลือดอักเสบ (vasculitis) คือภาวะที่ผนังหลอดเลือดเล็กถูกภูมิคุ้มกันโจมตีจนรั่ว ลักษณะเด่นที่แยกจากกลุ่มอื่นได้คือ รอยโรคคลำแล้วนูน เรียกว่า palpable purpura

  • มักขึ้นหนาแน่นที่ ขาทั้งสองข้างและข้อเท้า เพราะแรงดันเลือดในส่วนล่างของร่างกายสูงกว่า

  • อาจมีอาการปวดข้อ ปวดท้อง หรือปัสสาวะเป็นเลือดร่วม

  • ในเด็กมีรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า Henoch-Schonlein purpura ซึ่งมักมีปวดท้องและปวดข้อร่วมและต้องติดตามการทำงานของไต

  • ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยคือการติดเชื้อนำมาก่อนหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ยาบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่การตัดชิ้นเนื้อผิวหนังมีประโยชน์มากที่สุด เพราะช่วยยืนยันการวินิจฉัยและบอกชนิดของหลอดเลือดที่อักเสบได้

สาเหตุกลุ่มที่ 5 การติดเชื้อรุนแรง

นี่คือกลุ่มที่ทำให้จุดเลือดออกกลายเป็นภาวะฉุกเฉิน

  • การติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อเมนิงโกคอคคัส เพเทเคียจะเกิดขึ้นเร็วมากและลามภายในไม่กี่ชั่วโมง ร่วมกับไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง และซึมลง ภาวะนี้เป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์

  • ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดทั่วไปที่รุนแรง จนเกิดการแข็งตัวของเลือดผิดปกติทั้งระบบ

  • ไข้เลือดออกและไวรัสอื่นที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งพบได้ตามฤดูกาลในประเทศไทย

  • เยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อ ซึ่งอาจมีจุดเลือดออกที่เล็บและฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมกับไข้เรื้อรัง

หลักง่าย ๆ ที่ควรจำ คือ ไข้ บวก จุดเลือดออกที่เพิ่มจำนวนเร็ว เท่ากับไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่นัดพบแพทย์สัปดาห์หน้า

ยาและอาหารเสริมที่ทำให้เกิดจุดเลือดออกได้บ่อย

หัวข้อนี้แทบไม่ถูกพูดถึงในบทความภาษาไทย ทั้งที่เป็นสาเหตุที่แก้ได้ง่ายที่สุด

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด เช่นแอสไพรินและวาร์ฟาริน

  • ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ที่ใช้ต่อเนื่อง ซึ่งรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด

  • สเตียรอยด์ ทั้งชนิดทาต่อเนื่องนานและชนิดรับประทาน

  • ยาบางกลุ่มที่กระตุ้นภูมิให้ทำลายเกล็ดเลือด เช่นยาปฏิชีวนะบางชนิด ยากันชัก และยาขับปัสสาวะบางตัว

  • อาหารเสริมและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด เช่น น้ำมันปลาขนาดสูง กระเทียมสกัดเข้มข้น แปะก๊วย และขมิ้นชันขนาดสูง โดยเฉพาะเมื่อกินร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดอยู่แล้ว

เวลามาพบแพทย์ ขอให้ ถ่ายรูปฉลากยาและอาหารเสริมทุกตัวที่กินอยู่มาด้วย รวมถึงของที่ซื้อเองและที่เพิ่งเริ่มกินภายในสามเดือน ข้อมูลนี้เปลี่ยนแนวทางการตรวจได้จริง

จุดเลือดออกที่ขา บอกอะไร

ขาเป็นตำแหน่งที่พบจุดเลือดออกมากที่สุด เพราะแรงโน้มถ่วงทำให้ความดันในหลอดเลือดฝอยส่วนล่างสูงกว่าที่อื่น จุดเลือดออกจึงมักเริ่มที่นี่ก่อนเสมอไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร

สิ่งที่ต้องแยกเมื่อเจอที่ขา

  • คลำแล้วนูน ให้นึกถึงหลอดเลือดอักเสบก่อน

  • แบนราบ กระจายทั้งสองข้าง เพิ่มจำนวนเร็ว ให้นึกถึงเกล็ดเลือดต่ำ

  • สีน้ำตาลแดงคล้ายพริกไทยป่น เป็น ๆ หาย ๆ บริเวณหน้าแข้ง มักเป็น capillaritis ซึ่งไม่อันตรายแต่หายช้าเป็นเดือน

  • มีขาบวม ผิวคล้ำรอบข้อเท้า เส้นเลือดขอด ให้นึกถึงภาวะเลือดดำคั่งเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ที่ยืนนาน

จุดเลือดออกที่แขน บอกอะไร

จุดเลือดออกที่แขนมีบริบทต่างจากที่ขาชัดเจน เพราะแรงดันเลือดบริเวณนี้ไม่สูง การเกิดขึ้นเองจึงมีความหมายมากกว่า

  • ท้องแขนและหลังมือในผู้สูงอายุ มักเป็นจุดเลือดออกจากผิวบางตามวัย ไม่อันตราย

  • แนวจุดเลือดออกเป็นแถบตามที่เคยรัด เช่นหลังเจาะเลือดหรือวัดความดัน เป็นเรื่องปกติและหายเองใน 1 ถึง 2 สัปดาห์

  • กระจายทั่วแขนทั้งสองข้างโดยไม่มีประวัติรัดหรือกระแทก เป็นรูปแบบที่ควรตรวจเลือด โดยเฉพาะถ้าลามมาจากขา

  • จุดเลือดออกที่ต้นแขนร่วมกับรอยช้ำหลายจุดต่างระยะเวลา ควรประเมินทั้งด้านการแข็งตัวของเลือดและบริบทความปลอดภัยของผู้ป่วย

จุดเลือดออกที่ใบหน้า รอบตา และลำคอ บอกอะไร

ตำแหน่งนี้มีคำตอบที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและมักทำให้คนไข้สบายใจขึ้นทันที

จุดเลือดออกที่เกิดเหนือระดับหัวใจ โดยเฉพาะรอบเบ้าตาและเปลือกตา แทบทั้งหมดเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำพุ่งขึ้นเฉียบพลัน จากการอาเจียน ไอหนัก เบ่ง หรือร้องไห้รุนแรง ลักษณะเด่นคือ

  • ขึ้นทันทีหลังเหตุการณ์นั้น ไม่ค่อยเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนั้น

  • อยู่เฉพาะเหนือระดับไหปลาร้า ไม่มีที่ลำตัวหรือขา

  • ไม่มีไข้และไม่มีเลือดออกที่อื่น

  • หายเองใน 1 ถึง 2 สัปดาห์

แต่ถ้าจุดเลือดออกที่ใบหน้าเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุนำ หรือมีที่ลำตัวและขาร่วมด้วย ให้ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ต้องตรวจเลือด

ขึ้นเพียงจุดเดียว อันตรายไหม

โดยทั่วไป จุดเลือดออกจุดเดียวโดด ๆ ที่ไม่เพิ่มจำนวน มีความเสี่ยงต่ำมาก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการกระแทกเบา ๆ ที่จำไม่ได้ การเกาแรง หรือแมลงกัดที่ทิ้งรอยเลือดออกเล็ก ๆ ไว้

สิ่งที่ควรทำคือถ่ายรูปไว้พร้อมวางเหรียญหรือไม้บรรทัดข้าง ๆ เพื่อเทียบขนาด แล้วสังเกตต่ออีก 2 สัปดาห์ ถ้าเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ควรพบแพทย์

  • มีจุดใหม่เพิ่มขึ้นในวันถัดมา

  • จุดเดิมโตขึ้นแทนที่จะจางลง

  • จุดเดิมอยู่ที่เดิมนานเกิน 3 สัปดาห์โดยสีไม่เปลี่ยน

  • มีไข้ อ่อนเพลีย หรือเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย

โรคผิวหนังที่หน้าตาคล้ายแต่ไม่ใช่จุดเลือดออก

หลายคนกังวลเกินจำเป็นเพราะสับสนกับรอยโรคเหล่านี้ ซึ่งกดแล้วจางหรือมีลักษณะเฉพาะที่แยกได้

  • ไฝแดง (cherry angioma) จุดแดงสดกลมเกลี้ยง นูนเล็กน้อย พบมากที่ลำตัวในคนอายุ 30 ปีขึ้นไป มีมานานและค่อย ๆ เพิ่มทีละจุดในหลายปี ไม่ใช่เลือดออก

  • เส้นเลือดฝอยแตกลายแมงมุม (spider naevus) มีจุดแดงตรงกลางและแตกแขนงออกรอบ ๆ กดตรงกลางแล้วแขนงจะจางหมด

  • Capillaritis หรือ Schamberg's disease สีน้ำตาลแดงคล้ายผงพริกไทยโรย มักที่หน้าแข้ง ไม่อันตราย แต่จางช้าหลายเดือน

  • ผื่นลมพิษระยะแรก ซึ่งกดแล้วจางและคันเด่น

  • รอยจากการทำหัตถการ เช่นการดูดหรือการใช้เลเซอร์บางชนิด ซึ่งมีประวัติชัดเจนและหายตามกำหนด

ถ้าแยกด้วยตาไม่ออก การส่องด้วยเดอร์โมสโคปในคลินิกผิวหนังใช้เวลาไม่กี่นาทีและตอบได้ค่อนข้างชัด

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังกี่วันหาย

นี่เป็นคำถามที่คนค้นหามากแต่แทบไม่มีบทความไหนตอบเป็นไทม์ไลน์จริง ๆ

จุดเลือดออกจะเปลี่ยนสีตามการสลายฮีโมโกลบิน ไม่ใช่จางลงเฉย ๆ

  • วันที่ 1 ถึง 3 สีแดงสดถึงแดงคล้ำ

  • วันที่ 3 ถึง 7 เปลี่ยนเป็นม่วงเข้มหรือน้ำเงินอมเทา

  • วันที่ 7 ถึง 12 เปลี่ยนเป็นน้ำตาลอมเขียวหรือเหลือง

  • สัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 จางลงจนหายไป บางรายอาจเหลือรอยคล้ำจาง ๆ อีกหลายสัปดาห์

จุดสำคัญคือตลอดทุกระยะ รอยจะยังกดไม่จาง และไม่มีระยะไหนที่มันควรจะโตขึ้น

ถ้ารอยยังคาอยู่ที่เดิมเกิน 3 สัปดาห์โดยไม่ผ่านลำดับสีนี้ หรือมีจุดใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ทดแทนจุดเก่าจนดูเหมือนไม่หายสักที นั่นไม่ใช่การหายช้า แต่คือกระบวนการที่ยังดำเนินอยู่ และควรได้รับการตรวจ

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ไม่ควรรอนัดหรือรอดูอาการ

  • ไข้ร่วมกับจุดเลือดออกที่เพิ่มจำนวนเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง

  • ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง สับสน หรือซึมลง

  • จุดเลือดออกลามเป็นปื้นใหญ่สีม่วงดำ

  • เลือดออกที่เยื่อบุ ได้แก่ เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาที่หยุดยาก อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด ประจำเดือนมามากผิดปกติ

  • จุดเลือดออกในเด็กที่มีไข้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่งอแงผิดปกติหรือซึม

  • จุดเลือดออกในผู้ที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ

  • จุดเลือดออกที่คลำแล้วนูน ร่วมกับปวดข้อ ปวดท้อง หรือปัสสาวะสีเข้ม

แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง

หลายคนลังเลที่จะไปพบแพทย์เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร การรู้ล่วงหน้าช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

การซักประวัติ จะเน้นระยะเวลา ลำดับตำแหน่งที่ขึ้น ไข้ ยาและอาหารเสริมทุกตัว การติดเชื้อนำมาก่อน ประวัติเลือดออกผิดปกติในครอบครัว และอาการทางระบบอื่น

การตรวจร่างกาย จะทดสอบการกดจาง คลำว่านูนหรือไม่ ตรวจในช่องปากและเยื่อบุ คลำต่อมน้ำเหลืองและม้าม และดูสัญญาณของโรคตับ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มักส่ง

  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อดูจำนวนเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว และภาวะซีด ถือเป็นการตรวจอันดับแรกเสมอ

  • การดูสเมียร์เลือด เพื่อยืนยันว่าเกล็ดเลือดต่ำจริงหรือเป็นการจับกลุ่มปลอม และดูรูปร่างเม็ดเลือดผิดปกติ

  • ค่าการแข็งตัวของเลือด PT และ aPTT เมื่อสงสัยความผิดปกติของปัจจัยการแข็งตัว

  • การตรวจไข้เลือดออก เมื่อมีไข้ร่วมในฤดูกาลที่เสี่ยง

  • การทำงานของตับและไต และการตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยหลอดเลือดอักเสบ

  • การตัดชิ้นเนื้อผิวหนัง ในรายที่รอยโรคคลำแล้วนูนหรือเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนใหญ่แล้วการตรวจชุดแรกใช้เวลาไม่นานและช่วยตัดกลุ่มที่อันตรายออกไปได้ในวันเดียว

ดูแลตัวเองอย่างไรระหว่างรอพบแพทย์

  • ถ่ายรูปทุกวันในแสงเดียวกัน พร้อมวางเหรียญเทียบขนาด ภาพชุดนี้มีค่ากับแพทย์มากกว่าที่คิด เพราะบอกอัตราการเพิ่มได้

  • จดยาและอาหารเสริมทุกตัว รวมถึงที่ซื้อเองและที่เพิ่งเริ่มภายในสามเดือน

  • หลีกเลี่ยงการนวดกดจุดแรง ครอบแก้ว และการขูดผิว ในบริเวณที่มีรอย

  • เลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดและแอสไพรินที่ซื้อเอง จนกว่าจะทราบสาเหตุ ถ้ามียาประจำที่แพทย์สั่ง ห้ามหยุดเอง ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

  • วัดไข้วันละสองครั้ง และไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีไข้ร่วมกับจุดที่เพิ่มขึ้น

  • ไม่ต้องซื้อยาทามาใช้ เพราะจุดเลือดออกไม่ตอบสนองต่อยาทา และการทาสเตียรอยด์เองอาจทำให้ผิวบางลงจนแย่กว่าเดิม

คำถามที่พบบ่อย

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังเกิดจากอะไร

เกิดจากเม็ดเลือดแดงรั่วออกจากหลอดเลือดฝอยมาค้างในชั้นผิวหนัง สาเหตุแบ่งเป็นห้ากลุ่มใหญ่ คือความดันในหลอดเลือดสูงขึ้นชั่วคราวจากการไอ อาเจียน หรือของรัด ผนังหลอดเลือดเปราะจากอายุ แสงแดด หรือสเตียรอยด์ เกล็ดเลือดต่ำหรือทำงานผิดปกติ หลอดเลือดอักเสบ และการติดเชื้อรุนแรง กลุ่มแรกพบบ่อยที่สุดและไม่อันตราย ส่วนสามกลุ่มหลังต้องการการตรวจเลือดเพื่อแยก

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังอันตรายไหม

ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและหายเองได้ แต่จะกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนเมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งร่วมด้วย ได้แก่ ไข้ร่วมกับจุดที่เพิ่มเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง ปวดศีรษะรุนแรงหรือคอแข็ง เลือดออกตามไรฟันหรือเลือดกำเดาที่หยุดยาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ ซีดหรืออ่อนเพลียมาก หรือรอยโรคคลำแล้วนูนร่วมกับปวดข้อและปวดท้อง ในกรณีเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่รอนัด

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังกี่วันหาย

โดยทั่วไปใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ และจะเปลี่ยนสีเป็นลำดับจากแดงสดในสามวันแรก เป็นม่วงหรือน้ำเงินในสัปดาห์แรก เป็นน้ำตาลอมเขียวหรือเหลืองในสัปดาห์ที่สอง แล้วจึงจางหาย ตลอดทุกระยะรอยจะยังกดไม่จาง ถ้าเกิน 3 สัปดาห์แล้วยังอยู่ที่เดิมโดยไม่ผ่านลำดับสีนี้ หรือมีจุดใหม่ขึ้นมาแทนที่เรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ยังดำเนินอยู่

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังกับจุดแดงธรรมดาต่างกันอย่างไร

แยกได้ด้วยการกดทดสอบ ใช้แก้วใสหรือนิ้วกดลงบนรอยแล้วดูขณะที่ยังกดอยู่ ถ้ารอยจางหายไปแล้วกลับมาแดงเมื่อปล่อย แสดงว่าเป็นหลอดเลือดขยายตัว เช่นผื่นแพ้หรือไฝแดง ถ้ารอยยังแดงหรือม่วงเท่าเดิมขณะกด แสดงว่ามีเลือดออกใต้ผิวหนังจริง นอกจากนี้จุดเลือดออกมักไม่คัน ไม่นูนในกรณีทั่วไป และเปลี่ยนสีตามเวลาเหมือนรอยช้ำ

มีจุดเลือดออกที่ขาแต่ไม่คัน ควรทำอย่างไร

ขาเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดเพราะแรงดันเลือดส่วนล่างสูงกว่า สิ่งที่ต้องประเมินคือ คลำแล้วนูนหรือไม่ ขึ้นสองข้างหรือข้างเดียว และเพิ่มจำนวนเร็วแค่ไหน ถ้าคลำแล้วนูนให้นึกถึงหลอดเลือดอักเสบ ถ้าแบนราบกระจายสองข้างและเพิ่มเร็วให้นึกถึงเกล็ดเลือดต่ำ ทั้งสองแบบควรพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน ส่วนรอยสีน้ำตาลแดงคล้ายพริกไทยป่นที่หน้าแข้งซึ่งเป็น ๆ หาย ๆ มักเป็นภาวะไม่อันตรายแต่หายช้า

จุดเลือดออกใต้ผิวหนังกินยาอะไรหาย

ไม่มียาตัวใดที่ใช้รักษาจุดเลือดออกเองได้ เพราะรอยที่เห็นเป็นเพียงอาการแสดง การรักษาจึงมุ่งไปที่สาเหตุ ถ้าเกิดจากยาหรืออาหารเสริม การปรับตัวยาโดยแพทย์คือคำตอบ ถ้าเกิดจากเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันจะใช้ยากดภูมิตามแนวทางเวชปฏิบัติ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดอักเสบต้องรักษาการอักเสบและมองหาตัวกระตุ้น และถ้าเกิดจากการติดเชื้อต้องรักษาการติดเชื้อนั้น การซื้อยาทาหรือวิตามินมาใช้เองจึงไม่ช่วย และอาจทำให้ช้าเกินไปในรายที่สาเหตุอันตราย

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 3 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 เป็นแบบไหน ทำไมไม่คัน ขึ้นฝ่ามือฝ่าเท้า และตรวจรักษาอย่างไร

มีผื่นอยู่ไม่กี่ชนิดในวิชาโรคผิวหนังที่แพทย์เห็นแล้ว "ต้องนึกถึงไว้ก่อนเสมอ" และผื่นซิฟิลิสระยะที่สองคือหนึ่งในนั้น เหตุผลไม่ใช่เพราะมันร้ายแรงเฉียบพลัน แต่เพราะมัน หายไปเองได้แม้ไม่รักษา คนไข้จำนวนมา

 
 
 
ตุ่มไขมันสีเหลือง เกิดจากอะไร สัญญาณไตรกลีเซอไรด์สูงที่เสี่ยงตับอ่อนอักเสบ และวิธีแยกจากตุ่มไขมันชนิดอื่น

ตุ่มไขมันที่ผิวหนังส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสวยงามล้วน ๆ ไม่ต้องรักษาก็ได้ แต่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตุ่มชนิดนั้นคือตุ่มสีเหลืองที่ ขึ้นเป็นกลุ่มอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่โ

 
 
 
ตุ่มแดงนูน ไม่คัน เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 สาเหตุ ตำแหน่งที่ขึ้นบอกอะไร และแบบไหนต้องตรวจเลือด

คนไข้กลุ่มนี้มักมาช้ากว่าที่ควร เพราะเหตุผลเดียวกันเสมอ คือ "มันไม่คัน ไม่เจ็บ ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร" ในทางผิวหนัง ความไม่คันไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญ มันแค่ตัดกลุ่มโรคภูมิแพ้ออกไป และที่เหลือคือกลุ่มที่กว้

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ