top of page

DRESS Syndrome: ผื่นแพ้ยารุนแรง—Eosinophilia + Systemic Symptoms

17 มิ.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 30 ส.ค.

DRESS syndrome (Drug Reaction with Eosinophilia and Systemic Symptoms) คือ ปฏิกิริยาแพ้ยาชนิดรุนแรงที่มีอาการทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ผื่นที่ผิวหนัง จุดที่ทำให้ต่างจากการแพ้ยาทั่วไปคือเริ่มช้ากว่ามาก ประมาณ 2-8 สัปดาห์หลังเริ่มยา ร่วมกับไข้ ผื่นกระจายทั้งตัว หน้าบวม ต่อมน้ำเหลืองโต เม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil สูง และการอักเสบของตับหรืออวัยวะภายใน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องหยุดยาต้นเหตุและรักษาในโรงพยาบาล

DRESS Syndrome (Drug Reaction with Eosinophilia and Systemic Symptoms) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า DiHS เป็นผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงกลุ่มหนึ่ง (severe cutaneous adverse reaction) ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 5-10% ลักษณะเด่นคือมีระยะฟักตัวยาว 2-8 สัปดาห์หลังเริ่มยา ซึ่งช้ากว่าผื่นแพ้ยาชนิด SJS/TEN ร่วมกับผื่นแบบ morbilliform หรือผื่นแดงทั่วตัว มีการอักเสบของอวัยวะภายในหลายระบบ และสัมพันธ์กับการกลับมาทำงานของเชื้อไวรัส HHV-6 ยาที่เป็นสาเหตุสำคัญ ได้แก่ allopurinol, carbamazepine, phenytoin, lamotrigine, sulfasalazine, vancomycin, minocycline และกลุ่ม sulfonamides ภาวะนี้ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิทันที

เกณฑ์วินิจฉัย RegiSCAR และลักษณะทางคลินิก

การวินิจฉัย DRESS อาศัยเกณฑ์คะแนน RegiSCAR ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

  • เงื่อนไขพื้นฐาน: ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และสงสัยว่าเกิดจากยา

  • ไข้และต่อมน้ำเหลือง: มีไข้สูงกว่า 38°C และต่อมน้ำเหลืองโตตั้งแต่ 2 ตำแหน่งขึ้นไป

  • ความผิดปกติของเลือด: พบ atypical lymphocytes และ eosinophilia (มากกว่า 0.7 ×10⁹/L ถือว่าเล็กน้อย มากกว่า 1.5 ถือว่ามาก)

  • อวัยวะภายใน: มีการอักเสบของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด และอาการมักคงอยู่นานกว่า 3 สัปดาห์

  • การแปลผล: คะแนนตั้งแต่ 2 = น่าจะเป็น (probable) และตั้งแต่ 4 = วินิจฉัยแน่นอน (definite)

ผื่นผิวหนังคลาสสิกเริ่มจาก morbilliform แล้วมีอาการบวมที่ใบหน้า (พบ 50-75% ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ) อาจมีจุดเลือดออกและลามเป็นผื่นแดงทั่วตัวได้ ส่วนเยื่อบุมักมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรงเท่า SJS/TEN

การอักเสบของอวัยวะภายในและผลระยะยาว

DRESS ต่างจากผื่นแพ้ยาทั่วไปตรงที่กระทบอวัยวะภายในหลายระบบ ซึ่งต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

  • ตับ: ตับอักเสบ (พบ 60-80%) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง ต้องตรวจการทำงานของตับทุกวัน

  • ไต: ไตอักเสบ (พบ 10-30%) ติดตามค่า creatinine และปัสสาวะ

  • หัวใจ: กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (พบ 4-27%) อาจมาช้าหลังระยะเฉียบพลันได้ตั้งแต่ 4 เดือนถึง 4 ปี ติดตาม troponin, ECG, echo

  • HHV-6: ตรวจ viral load ของ HHV-6 ที่ 2-3 สัปดาห์หลังเริ่มอาการ ผลบวกบ่งชี้โรครุนแรงขึ้น

  • ผลระยะยาว: อาจเกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์ (2-5%) เบาหวานชนิดที่ 1 หรือ lupus ตามมาภายหลัง จึงต้องติดตาม TSH นานถึง 2 ปี

การรักษา: หยุดยาและให้ Systemic Steroid

หลักการรักษา DRESS เน้นหยุดต้นเหตุและควบคุมการอักเสบ ดังนี้

  • หยุดยา: หยุดยาต้นเหตุทันที เพราะการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากตับวาย

  • รับไว้รักษา: รับไว้ในโรงพยาบาล อาจต้องอยู่ ICU หรือ burn unit ตามความรุนแรง

  • สเตียรอยด์: Prednisolone 1-2 มก./กก./วัน (หรือ methylprednisolone IV pulse) แล้วค่อย ๆ ลดยาช้า ๆ นาน 6-12 เดือน เพราะลดเร็วเกินไปจะกลับเป็นซ้ำ

  • ยาเสริม: IVIG 1-2 กรัม/กก. ในรายที่รุนแรงหรือดื้อการรักษา และ antiviral (valganciclovir) หากมี HHV-6 viral load สูง

  • การป้องกันซ้ำ: หลีกเลี่ยงยากลุ่มที่ข้ามปฏิกิริยากันได้ และควรตรวจ HLA-B*58:01 ก่อนเริ่ม allopurinol ในคนไทย ร่วมกับให้คำแนะนำญาติสายตรงเรื่องความเสี่ยง

ยาอะไรบ้างที่ทำให้เกิด DRESS syndrome

กลุ่มยาที่เป็นสาเหตุบ่อยที่สุดค่อนข้างจำกัดและจดจำได้

  • ยากันชักกลุ่มอะโรมาติก — carbamazepine, phenytoin, phenobarbital, lamotrigine เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด และมีการแพ้ข้ามกันเองระหว่างยาในกลุ่ม

  • allopurinol — ยาลดกรดยูริก มีความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ที่มียีน HLA-B*58:01 และในผู้ที่การทำงานของไตลดลง

  • ยากลุ่มซัลฟา — sulfamethoxazole, dapsone, sulfasalazine

  • ยาต้านวัณโรค และ vancomycin, minocycline

  • ยาอื่นที่รายงานได้ เช่น ยาต้านไวรัสบางชนิดและ NSAIDs บางตัว

การซักประวัติต้องย้อนไปไกลกว่าที่คุ้นเคย เพราะยาต้นเหตุมักถูกเริ่มเมื่อ 1–2 เดือนก่อน ไม่ใช่เมื่อวานนี้

ทำไม DRESS จึงเริ่มช้ากว่าการแพ้ยาแบบอื่น

การแพ้ยาแบบลมพิษเกิดภายในนาทีถึงชั่วโมง ผื่นแพ้ยาแบบผื่นแดงทั่วตัวเกิดใน 4–14 วัน แต่ DRESS เริ่มที่ 2–8 สัปดาห์ ความช้านี้มาจากกลไกที่ต่างกัน คือเป็นการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ต่อยาหรือสารเมแทบอไลต์ของยา ร่วมกับการกลับมาแบ่งตัวใหม่ของไวรัสกลุ่มเริมที่หลบอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะ HHV-6 ซึ่งอธิบายทั้งความล่าช้า อาการที่เป็นคลื่นขึ้นลง และการที่อาการอาจกำเริบซ้ำได้แม้หยุดยาไปแล้ว

ผลในทางปฏิบัติคือ ผู้ป่วยและแพทย์มักไม่เชื่อมโยงผื่นกับยาที่กินมานานเป็นเดือน จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้วินิจฉัยช้า

อาการเริ่มแรกที่มักถูกมองข้าม

  • ไข้ที่มาก่อนผื่นหลายวัน มักถูกวินิจฉัยเป็นการติดเชื้อไวรัส

  • หน้าบวม โดยเฉพาะรอบเปลือกตา เป็นสัญญาณที่จำเพาะและช่วยแยกจากผื่นแพ้ยาทั่วไปได้ดี

  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง

  • ผื่นที่เริ่มเป็นจุดแดงกระจาย แล้วค่อย ๆ นูนหนาขึ้นและลามจนเกินครึ่งของพื้นที่ผิว

  • อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของตับที่กำลังอักเสบ

วิธีแยก DRESS จากผื่นแพ้ยาชนิดอื่น

  • ผื่นแพ้ยาแบบผื่นแดงทั่วตัว — เริ่มเร็วกว่า ไม่มีไข้สูง ไม่มีหน้าบวม ผลเลือดปกติ หยุดยาแล้วดีขึ้นเร็ว

  • SJS และ TEN — เด่นที่การลอกของผิวหนังและแผลที่เยื่อบุ ทั้งปาก ตา และอวัยวะเพศ ระยะฟักตัวสั้นกว่า และไม่ได้มี eosinophil สูงเป็นลักษณะเด่น

  • AGEP — เกิดเร็วภายใน 1–3 วัน มีตุ่มหนองเล็ก ๆ จำนวนมากบนผิวแดง หายเร็วหลังหยุดยา

  • การติดเชื้อไวรัส — แยกยากที่สุดในระยะแรก ตัวช่วยคือระยะเวลาที่สัมพันธ์กับยา หน้าบวม และผลเลือดที่มี eosinophil สูงร่วมกับการทำงานของตับผิดปกติ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ต้องส่ง

  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อดูระดับ eosinophil และเม็ดเลือดขาวชนิดผิดปกติ

  • การทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะภายในที่ถูกกระทบบ่อยที่สุด

  • การทำงานของไตและการตรวจปัสสาวะ

  • เอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจและคลื่นไฟฟ้าหัวใจในรายที่มีอาการทางหัวใจ

  • การทำงานของต่อมไทรอยด์เป็นค่าตั้งต้นสำหรับติดตามระยะยาว

หลังหายแล้วยังต้องติดตามอะไรต่อ

DRESS ต่างจากการแพ้ยาทั่วไปตรงที่เรื่องไม่จบเมื่อผื่นหาย ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองตามมาในเวลาหลายเดือนถึงเป็นปี ที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ทั้งชนิดที่ทำให้ไทรอยด์เป็นพิษและชนิดที่ทำให้ไทรอยด์ต่ำ รองลงมาคือเบาหวานชนิดที่ 1 และภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน

ด้วยเหตุนี้จึงควรตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์เป็นระยะอย่างน้อย 1 ปีหลังหาย แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายดีแล้วก็ตาม

สิ่งที่ผู้ป่วยต้องจำไปตลอดชีวิต

  • ห้ามได้รับยาต้นเหตุอีกเด็ดขาด และต้องหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มเดียวกันที่แพ้ข้ามกันได้ โดยเฉพาะยากันชักกลุ่มอะโรมาติก

  • พกบัตรแพ้ยาติดตัวและแจ้งชื่อยาทุกครั้งที่พบแพทย์ ทันตแพทย์ หรือซื้อยา

  • แจ้งญาติสายตรง เพราะความเสี่ยงบางส่วนสัมพันธ์กับพันธุกรรม

  • ไปพบแพทย์ทันทีหากมีไข้ ผื่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติหลังเริ่มยาตัวใหม่

คำถามที่พบบ่อย

DRESS ต่างจาก SJS/TEN อย่างไร? DRESS มีระยะฟักตัว 2-8 สัปดาห์ เด่นที่ eosinophilia ต่อมน้ำเหลืองโต และตับอักเสบ เยื่อบุอาการน้อย ส่วน SJS/TEN ฟักตัว 1-3 สัปดาห์ มีผื่นเป้า ผิวหนังลอก และเยื่อบุรุนแรง

รักษาหายแล้วกลับมาใช้ยาได้ไหม? ต้องหยุดยาต้นเหตุตลอดชีวิต และหลีกเลี่ยงยากลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่ม aromatic anticonvulsants

ต้องตรวจ HLA ไหม? ยีน HLA-B*58:01 สัมพันธ์กับ allopurinol (พบในคนไทย 5-10%), HLA-A*31:01 สัมพันธ์กับ carbamazepine ที่ทำให้เกิด DRESS การตรวจก่อนเริ่มยาช่วยลดความเสี่ยงได้

ต้องติดตามต่อไปอย่างไร? ต้องตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TFT) ทุก 3 เดือนไปจนถึง 2 ปี และเฝ้าระวังอาการภูมิคุ้มกันผิดปกติที่อาจตามมา

DRESS Syndrome เป็นภาวะแพ้ยารุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต หากมีผื่นร่วมกับไข้และหน้าบวมหลังเริ่มยาใหม่ ควรพบแพทย์ทันที ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 สิงหาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ