เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษาที่ถูกต้อง
อัปเดตเมื่อ 30 ส.ค.
เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) คือ การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม และกดเจ็บ โดยขอบของรอยแดงมักไม่ชัด พบบ่อยที่สุดที่ขาข้างเดียว เชื้อต้นเหตุส่วนใหญ่คือ Streptococcus และ Staphylococcus aureus การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่การกรีดระบายหนอง เพราะเนื้อเยื่ออักเสบไม่มีโพรงหนองให้ระบาย

"เมื่อวานยังเป็นแค่จุดแดง ๆ วันนี้ลามไปครึ่งหน้าแข้งแล้ว" ความเร็วของการลามนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบต่างจากผื่นแพ้ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่บทความนี้ให้ความสำคัญกับสองเรื่องมากเป็นพิเศษ คือ จะแยกจากโรคอื่นอย่างไร และ แค่ไหนที่ต้องไปโรงพยาบาลคืนนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้เช้า
เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) คืออะไร
เนื้อเยื่ออักเสบคือการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้ (dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม และกดเจ็บ โดยขอบเขตของรอยแดงมักไม่ชัด ค่อย ๆ จางกลืนไปกับผิวปกติ
จุดสำคัญที่ทำให้โรคนี้ไม่ใช่ "ผื่นธรรมดา" คือ
เชื้ออยู่ลึกกว่าผื่นแพ้หรือผื่นเชื้อรา จึงตอบสนองต่อยาทาไม่ได้ ต้องใช้ยาต้านจุลชีพแบบกิน หรือแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
การติดเชื้อสามารถลามไปตามชั้นเนื้อเยื่อ เข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดได้
โรคนี้เกือบทั้งหมดเกิดที่ "ข้างเดียว" ของร่างกาย ถ้าขาแดงบวมพร้อมกันทั้งสองข้าง สาเหตุมักไม่ใช่เนื้อเยื่ออักเสบ
Cellulitis อ่านว่าอะไร และเรียกในภาษาไทยว่าอะไร
คำว่า Cellulitis อ่านออกเสียงว่า "เซล-ลู-ไล-ทิส" ภาษาไทยทางการแพทย์ใช้คำว่า เนื้อเยื่ออักเสบ หรือ เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ บางครั้งเขียนว่า "ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย" รหัส ICD-10 ของโรคนี้อยู่ในกลุ่ม L03
ที่ต้องระวังคือคำว่า cellulitis ในทางการแพทย์ ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย กับคำว่า cellulite ที่หมายถึงผิวเปลือกส้มบริเวณต้นขาและสะโพก สองคำนี้สะกดใกล้กันแต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
เนื้อเยื่ออักเสบเกิดจากอะไร — เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย
เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่คือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเราตามปกติ แต่หลุดเข้าไปในชั้นที่ลึกกว่าที่มันควรอยู่
Streptococcus กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) — เป็นสาเหตุหลักของรอยแดงที่ลามเร็วและกระจายเป็นบริเวณกว้าง มักมาพร้อมไข้
Staphylococcus aureus — พบบ่อยเมื่อมีบาดแผลชัดเจน มีหนอง หรือมีฝีร่วมด้วย
MRSA (เชื้อ Staphylococcus ที่ดื้อยากลุ่มเมทิซิลลิน) — ต้องนึกถึงในคนที่เพิ่งนอนโรงพยาบาล เคยติดเชื้อดื้อยา หรือรักษาด้วยยามาตรฐานแล้วไม่ดีขึ้น
เชื้อกลุ่มอื่นในบริบทเฉพาะ — เช่น แผลถูกน้ำทะเลหรือน้ำกร่อย แผลถูกสัตว์กัด หรือคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง กรณีเหล่านี้เชื้อก่อโรคต่างออกไป และการเลือกยาก็ต่างออกไปด้วย
ข้อมูลที่แพทย์อยากได้จากคุณมากที่สุด จึงไม่ใช่แค่ "แดงมากี่วัน" แต่เป็น "ก่อนหน้านั้นมีแผลอะไร โดนอะไร ไปที่ไหนมา"
"ประตูเข้า" ของเชื้อที่คนมองข้ามมากที่สุด
เชื้อไม่ได้ทะลุผิวหนังปกติเข้าไปเอง มันต้องมีรอยแยกให้เข้า และรอยแยกนั้นมักเล็กจนคนไข้ไม่ทันสังเกต
น้ำกัดเท้าและเชื้อราซอกนิ้วเท้า — นี่คือประตูเข้าที่พบบ่อยที่สุดของเนื้อเยื่ออักเสบที่ขา ผิวซอกนิ้วที่เปื่อยและแตกเป็นทางเข้าชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย และเป็นเหตุผลที่การรักษาเชื้อราที่เท้าคือส่วนหนึ่งของการป้องกันเนื้อเยื่ออักเสบ
ส้นเท้าแตกและผิวแห้งลอก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและคนเป็นเบาหวาน
แผลถลอกเล็ก ๆ รอยมีดบาด รอยแมลงกัดที่เกาจนเป็นแผล
แผลผ่าตัด แผลเจาะ รอยสัก
ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือสะเก็ดเงินที่ผิวแตกเป็นร่อง
ภาวะบวมน้ำเหลืองเรื้อรัง (lymphedema) ซึ่งทั้งทำให้ผิวแตกง่ายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ทำงานได้แย่ลง
ใครเสี่ยงเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมากกว่าคนทั่วไป
ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี
ผู้ที่มีภาวะบวมที่ขาเรื้อรัง เส้นเลือดดำขอด หรือเคยผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ยาสเตียรอยด์ระยะยาว หรืออยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง
ผู้สูงอายุที่ผิวบางและแห้ง
ผู้ที่เคยเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมาก่อน — ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการติดเชื้อครั้งก่อนทำลายท่อน้ำเหลืองบริเวณนั้น ทำให้เสี่ยงเป็นซ้ำที่เดิม
อาการของเนื้อเยื่ออักเสบ — 5 สิ่งที่ต้องดู
แดง เป็นปื้นขอบไม่ชัด ค่อย ๆ จางเข้าหาผิวปกติ
ร้อน เมื่อใช้หลังมือแตะเทียบกับผิวข้างเคียงจะรู้สึกอุ่นกว่าชัดเจน
บวม ผิวตึงเป็นมัน บางรายผิวบวมจนรูขุมขนบุ๋มลงเห็นเป็นผิวเปลือกส้ม
เจ็บ กดเจ็บ และมักเจ็บตลอดเวลาแม้ไม่ได้กด
ขยายขนาด เป็นข้อที่แยกโรคนี้ออกจากผื่นทั่วไปได้ดีที่สุด รอยแดงเมื่อวานกับวันนี้ไม่เท่ากัน
อาการร่วมที่พบได้คือไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบหรือรักแร้ข้างเดียวกันโต บางรายเห็นเป็นเส้นแดงพาดขึ้นไปตามแนวท่อน้ำเหลือง ซึ่งบ่งว่าเชื้อกำลังลามไปตามระบบน้ำเหลืองแล้ว
เคล็ดลับที่ใช้ได้จริงที่บ้าน: ใช้ปากกาลูกลื่นวาดเส้นตามขอบรอยแดงพร้อมจดเวลาไว้ วิธีนี้ทำให้ทั้งคุณและแพทย์เห็นชัดว่าใน 12 ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา รอยลามออกไปเท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากในการตัดสินใจรักษา
ตำแหน่งที่พบบ่อย: ขา เท้า ใบหน้า และรอบดวงตา
ขาและเท้าคือตำแหน่งที่พบมากที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่มีทั้งแรงโน้มถ่วง ภาวะบวม และเชื้อราซอกนิ้วมารวมกัน
ตำแหน่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ
รอบดวงตา — ต้องแยกระหว่างการอักเสบหน้าต่อผนังกั้นเบ้าตา กับการอักเสบในเบ้าตา (orbital cellulitis) ซึ่งอย่างหลังเป็นภาวะฉุกเฉินทางตา ถ้ามีตาโปน กลอกตาแล้วเจ็บ เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นแย่ลง ต้องไปโรงพยาบาลทันที
ใบหน้าและใบหู — ลามเร็วและอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญ
มือ — ใกล้ปลอกหุ้มเอ็น การติดเชื้อลามตามปลอกเอ็นได้เร็วและอาจต้องผ่าตัด
แยกเนื้อเยื่ออักเสบจากโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน
งานวิจัยพบว่าภาวะที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อเยื่ออักเสบจำนวนไม่น้อยแท้จริงแล้วเป็นโรคอื่น การแยกจึงสำคัญมาก เพราะถ้าวินิจฉัยผิด คนไข้จะได้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น และโรคที่แท้จริงก็ไม่ได้รับการรักษา
ไฟลามทุ่ง (Erysipelas) — เป็นการติดเชื้อที่ตื้นกว่า ลักษณะเด่นคือ ขอบชัดเจนนูนขึ้นจนคลำได้ ต่างจากเนื้อเยื่ออักเสบที่ขอบฟุ้ง มักมีไข้สูงมาก่อนผื่น อ่านรายละเอียดการแยกสองภาวะนี้ได้ที่ Cellulitis vs Erysipelas แยกอย่างไร รักษาอย่างไร
ผิวหนังอักเสบจากเส้นเลือดดำ (stasis dermatitis) — นี่คือตัวปลอมที่พบบ่อยที่สุด มักเป็น สองข้าง คัน มีผิวลอกเป็นขุย มีรอยคล้ำสะสมมานาน และไม่มีไข้
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำส่วนลึก (DVT) — บวมข้างเดียว ปวดตึงน่อง แต่มักไม่แดงจัดและไม่ร้อนเท่า เป็นภาวะที่ต้องแยกให้ได้เพราะอันตรายคนละแบบ
โรคเกาต์และข้ออักเสบ — แดงร้อนบวมเช่นกัน แต่ ศูนย์กลางความเจ็บอยู่ที่ข้อ และเจ็บมากเวลาขยับข้อ
ผื่นแพ้สัมผัส — อาการเด่นคือ คัน ไม่ใช่เจ็บ มักมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ และขอบเขตตรงกับสิ่งที่มาสัมผัส
ปฏิกิริยาจากแมลงกัดต่อย — มีจุดกึ่งกลางชัด คัน และไม่ลามต่อเนื่องหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง
หลักง่าย ๆ ที่ใช้ได้เสมอคือ "เจ็บมากกว่าคัน + ข้างเดียว + ลามขึ้นทุกวัน + มีไข้" เอนไปทางติดเชื้อ ส่วน "คันมากกว่าเจ็บ + สองข้าง + เป็นมานานเป็นเดือน" เอนไปทางไม่ใช่ติดเชื้อ
สัญญาณอันตรายที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
ภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือการติดเชื้อชั้นพังผืดชนิดรุนแรง (necrotizing fasciitis) หรือที่สื่อเรียกว่า "แบคทีเรียกินเนื้อ" ซึ่งช่วงแรกหน้าตาเหมือนเนื้อเยื่ออักเสบธรรมดา แต่ดำเนินโรคเร็วกว่ามากและต้องผ่าตัดโดยด่วน สัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลคืนนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ได้แก่
เจ็บรุนแรงเกินกว่าที่ผิวภายนอกดูจะเป็น — เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด
รอยแดงลามเร็วมากจนสังเกตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ม่วง เทา หรือมีตุ่มน้ำใหญ่ ตุ่มเลือด
ผิวบริเวณนั้นเริ่มชาหรือหมดความรู้สึก
กดแล้วรู้สึกเหมือนมีกรอบแกรบของฟองอากาศใต้ผิว
ไข้สูง หนาวสั่น สับสน ความดันตก ปัสสาวะออกน้อย
อาการที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
ทานยาปฏิชีวนะครบ 48 ถึง 72 ชั่วโมงแล้วยังแย่ลง
แพทย์วินิจฉัยเนื้อเยื่ออักเสบอย่างไร
การวินิจฉัยหลักอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย ไม่มีการตรวจใดที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวเอง สิ่งที่แพทย์ทำคือ
ซักประวัติเรื่องบาดแผล การเดินทาง สัตว์กัด โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
ตรวจหาประตูเข้าของเชื้อ โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าซึ่งคนไข้มักไม่ได้บอกเอง
ทำเครื่องหมายขอบรอยแดงเพื่อติดตามการลุกลาม
ตรวจเลือดในรายที่มีไข้หรืออาการทั้งระบบ
เพาะเชื้อจากหนองหรือแผล ถ้ามีหนองให้เก็บได้
ส่งอัลตราซาวด์เมื่อสงสัยว่ามีฝีอยู่ข้างใต้ หรือเมื่อต้องแยกภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ
ส่งภาพถ่ายรังสีขั้นสูงเมื่อสงสัยการติดเชื้อชั้นลึกหรือการติดเชื้อที่กระดูก
เนื้อเยื่ออักเสบรักษาอย่างไร และให้ยาอะไร
หัวใจของการรักษาคือ ยาต้านจุลชีพที่ครอบคลุมเชื้อ Streptococcus และ Staphylococcus ร่วมกับการดูแลปัจจัยเสริมอื่น ๆ
กรณีไม่มีหนอง มักเลือกยาที่ครอบคลุมเชื้อ Streptococcus เป็นหลัก
กรณีมีหนอง มีฝี หรือมีแผลชัดเจน ต้องครอบคลุมเชื้อ Staphylococcus ด้วย และถ้ามีฝี การเจาะระบายหนองสำคัญไม่แพ้ยา ฝีที่ไม่ได้ระบายมักไม่ตอบสนองต่อยาเพียงอย่างเดียว
กรณีมีปัจจัยเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา แพทย์จะเลือกยากลุ่มที่ครอบคลุม MRSA
ระยะเวลาโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน ในรายที่ไม่ซับซ้อนและตอบสนองดี และอาจนานกว่านั้นในรายที่อาการรุนแรง มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือดีขึ้นช้า
สิ่งที่ช่วยเสริมผลการรักษาอย่างมากแต่มักถูกละเลยคือ การยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ เพราะช่วยลดบวมและลดความตึงของผิวโดยตรง
สำคัญ: บทความนี้ไม่ระบุชื่อยาและขนาดยา เพราะการเลือกยาปฏิชีวนะขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง ประวัติแพ้ยา การทำงานของไต และรูปแบบเชื้อดื้อยาในพื้นที่ ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนหรือที่ซื้อเองมักไม่ตรงกับเชื้อ และการใช้ไม่ครบขนาดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เชื้อดื้อยา
เมื่อไรต้องนอนโรงพยาบาลและให้ยาทางหลอดเลือดดำ
มีอาการทั้งระบบชัดเจน เช่น ไข้สูง ชีพจรเร็ว ความดันต่ำ
รอยโรคกว้างมาก หรือลามเร็วแม้เริ่มยาแล้ว
สงสัยการติดเชื้อชั้นลึกที่ต้องผ่าตัด
ตำแหน่งเสี่ยงสูง เช่น ในเบ้าตา ใบหน้า หรือมือ
ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวที่ควบคุมได้ไม่ดี
รับประทานยาไม่ได้ อาเจียน หรือไม่มีผู้ดูแลติดตามอาการที่บ้าน
กินยาแล้วกี่วันถึงยุบ และทำไมวันแรกอาจดูแย่ลง
นี่คือคำถามที่ทำให้คนไข้กังวลมากที่สุด และคำตอบมักไม่ตรงกับที่คาด
ใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มยา รอยแดงอาจดูขยายขึ้นเล็กน้อยหรือแดงจัดขึ้น ทั้งที่ยาได้ผล เพราะเชื้อที่ตายลงปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบออกมา สิ่งที่ควรใช้ตัดสินว่ายาได้ผลจริงจึงไม่ใช่ขนาดของรอยแดง แต่คือ
ไข้เริ่มลดลง
ความเจ็บลดลง
ความรู้สึกเพลียโดยรวมดีขึ้น
โดยทั่วไปอาการทั้งระบบจะเริ่มดีขึ้นภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนรอยแดงและอาการบวมค่อย ๆ จางลงในช่วงหลายวันถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์ และรอยคล้ำหลังการอักเสบอาจอยู่นานหลายสัปดาห์หลังหายสนิทแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่ายังติดเชื้ออยู่
แต่ถ้าครบ 48 ถึง 72 ชั่วโมงแล้วยังมีไข้ เจ็บมากขึ้น หรือรอยยังลามต่อเนื่อง ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและการเลือกยา ไม่ใช่รอต่อไปเอง
การดูแลตัวเองที่บ้านระหว่างรักษา
ทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
ยกส่วนที่เป็นให้สูง ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ในแต่ละวัน
ทำเครื่องหมายขอบรอยแดงพร้อมจดเวลา และถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบ
ประคบเย็นเบา ๆ เพื่อลดความเจ็บได้ แต่ไม่ควรประคบร้อนบนผิวที่กำลังอักเสบรุนแรง
ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ และปิดแผลให้เรียบร้อย
อย่าใช้ยาสเตียรอยด์ทาเองบนบริเวณที่สงสัยติดเชื้อ เพราะจะลดอาการแดงให้ดูดีขึ้นชั่วคราวโดยที่การติดเชื้อยังลามอยู่ข้างใต้
อย่าบีบหรือเจาะเอง ถ้ามีก้อนหนอง ควรให้แพทย์เป็นผู้ระบาย
เนื้อเยื่ออักเสบหายเองได้ไหม
รอยแดงเล็ก ๆ ที่เกิดรอบแผลถลอกใหม่ ๆ บางครั้งเป็นเพียงการอักเสบตอบสนองของร่างกายและหายไปเองได้ แต่เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อเยื่ออักเสบแล้ว ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะการติดเชื้อในชั้นลึกมีแนวโน้มลามมากกว่าที่จะสงบลง และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ได้แก่ ฝีหนอง การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อลามลงถึงกระดูก และการทำลายท่อน้ำเหลืองซึ่งทำให้ขาบวมเรื้อรังถาวร
ทำไมบางคนเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ผู้ป่วยส่วนหนึ่งกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม และมักเป็นเพราะสองสิ่งนี้ยังไม่ได้รับการแก้
ประตูเข้ายังอยู่ โดยเฉพาะเชื้อราซอกนิ้วเท้าและผิวแตกที่ยังไม่ได้รักษา
การระบายน้ำเหลืองบริเวณนั้นเสียไปจากการติดเชื้อครั้งก่อน ทำให้บวมง่ายขึ้น และยิ่งบวมก็ยิ่งติดเชื้อง่ายขึ้น กลายเป็นวงจร
การรักษาที่ดีจึงไม่จบที่ยาปฏิชีวนะหมดแผง แต่ต้องย้อนกลับไปปิดประตูเข้าและจัดการภาวะบวมด้วย
วิธีป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ
รักษาเชื้อราที่เท้าและซอกนิ้วให้หายจริง และเช็ดซอกนิ้วให้แห้งสนิททุกครั้งหลังอาบน้ำ
ทาครีมบำรุงผิวที่ขาและเท้าเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ผิวแตกเป็นร่อง
จัดการภาวะบวมของขา ด้วยการยกขา และใช้ถุงน่องรัดตามคำแนะนำของแพทย์ในรายที่เหมาะสม
ตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวัง และไม่ตัดจนชิดจมูกเล็บ
สวมรองเท้าที่ไม่กัด และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในที่เสี่ยง
ควบคุมเบาหวานและน้ำหนักตัว
ทำความสะอาดแผลใหม่ทุกครั้งทันที แม้จะเป็นแผลเล็ก
ในผู้ที่เป็นซ้ำบ่อยมากทั้งที่แก้ปัจจัยข้างต้นแล้ว มีแนวทางการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันระยะยาว ซึ่งต้องพิจารณาเป็นราย ๆ โดยแพทย์เท่านั้น
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
"แดงลามแปลว่ายาไม่ได้ผล" — ไม่เสมอไป ใน 48 ชั่วโมงแรกรอยแดงอาจขยายได้แม้ยาจะได้ผล ให้ดูที่ไข้และความเจ็บเป็นหลัก
"ขาแดงบวมสองข้างคือ cellulitis" — โดยทั่วไปไม่ใช่ สองข้างพร้อมกันมักเป็นผิวหนังอักเสบจากเส้นเลือดดำหรือภาวะบวมจากสาเหตุอื่น
"เป็นแล้วทายาปฏิชีวนะแบบทาก็พอ" — ยาทาไม่ซึมลงไปถึงชั้นที่เชื้ออยู่
"หายแล้วไม่ต้องทำอะไรต่อ" — ถ้าไม่ปิดประตูเข้าของเชื้อ โอกาสเป็นซ้ำสูง
"cellulitis คือเซลลูไลท์ที่ต้นขา" — คนละโรคกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง
ควรพบแพทย์เมื่อมีรอยแดงที่ร้อน เจ็บ และขยายขนาดขึ้นภายในหนึ่งถึงสองวัน โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ร่วมด้วย มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ มีอาการที่ใบหน้าหรือรอบดวงตา หรือเคยเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมาก่อน
แพทย์ผิวหนังมีบทบาทสำคัญเพิ่มเติมในสองเรื่อง คือการ แยกโรคที่หน้าตาคล้ายกันแต่ไม่ใช่การติดเชื้อ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น และการ ตามหาและรักษาประตูเข้าของเชื้อ เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ปรึกษาทีมแพทย์ผิวหนัง Siam Dermatology ได้ทาง LINE @siamderm
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเนื้อเยื่ออักเสบ
Cellulitis คืออะไร และอ่านว่าอะไร
Cellulitis อ่านว่า "เซล-ลู-ไล-ทิส" ภาษาไทยเรียกว่าเนื้อเยื่ออักเสบ คือการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม กดเจ็บ ขอบไม่ชัด และมักเป็นข้างเดียว โรคนี้ไม่เกี่ยวกับคำว่า cellulite ที่หมายถึงผิวเปลือกส้ม
เนื้อเยื่ออักเสบเกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Streptococcus กลุ่มเอ และ Staphylococcus aureus ที่เข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกผ่านรอยแยกของผิว ประตูเข้าที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อราซอกนิ้วเท้าและน้ำกัดเท้า รองลงมาคือแผลถลอก ผิวแตกแห้ง แผลผ่าตัด และรอยแมลงกัดที่เกาจนเป็นแผล
เนื้อเยื่ออักเสบรักษาอย่างไร และต้องกินยากี่วัน
ต้องใช้ยาต้านจุลชีพชนิดกินหรือฉีดตามความรุนแรง โดยทั่วไปในรายที่ไม่ซับซ้อนใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 วัน และนานกว่านั้นในรายที่รุนแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้ามีฝีต้องเจาะระบายหนองร่วมด้วย การเลือกยาต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา เพราะขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง ประวัติแพ้ยา และรูปแบบเชื้อดื้อยาในพื้นที่
กินยาแล้วกี่วันรอยแดงถึงยุบ และทำไมวันแรกดูแย่ลง
ใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกรอยแดงอาจขยายหรือแดงขึ้นได้แม้ยาจะได้ผล เพราะเชื้อที่ตายปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบ ให้ดูที่ไข้และความเจ็บแทน ซึ่งมักเริ่มดีขึ้นภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนรอยแดงจะจางลงในช่วงหลายวันถึง 2 สัปดาห์ ถ้าครบ 72 ชั่วโมงแล้วยังแย่ลง ต้องกลับไปพบแพทย์
เนื้อเยื่ออักเสบหายเองได้ไหม อันตรายแค่ไหน
เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นแล้วไม่ควรรอให้หายเอง เพราะมีแนวโน้มลามมากกว่าสงบ ภาวะแทรกซ้อนได้แก่ ฝีหนอง การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อลามถึงกระดูก และการทำลายท่อน้ำเหลืองจนขาบวมเรื้อรัง สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีคือเจ็บรุนแรงเกินกว่าที่ผิวดูจะเป็น ผิวคล้ำหรือม่วง มีตุ่มน้ำใหญ่ ผิวชา หรือมีไข้สูงร่วมกับความดันตก
ทำไมบางคนเป็นเนื้อเยื่ออักเสบซ้ำ ๆ ที่เดิม
เพราะปัจจัยสองอย่างยังไม่ได้แก้ คือประตูเข้าของเชื้อที่ยังอยู่ เช่น เชื้อราซอกนิ้วเท้าและผิวแตก และการระบายน้ำเหลืองที่เสียไปจากการติดเชื้อครั้งก่อน ทำให้บวมง่ายและติดเชื้อซ้ำง่ายขึ้น การป้องกันจึงต้องรักษาเชื้อราที่เท้าให้หายจริง บำรุงผิวไม่ให้แตก และจัดการภาวะบวมของขา
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการสงสัยเนื้อเยื่ออักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 สิงหาคม 2569


ความคิดเห็น