top of page

เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษาที่ถูกต้อง

18 มิ.ย.
ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 30 ส.ค.

เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) คือ การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม และกดเจ็บ โดยขอบของรอยแดงมักไม่ชัด พบบ่อยที่สุดที่ขาข้างเดียว เชื้อต้นเหตุส่วนใหญ่คือ Streptococcus และ Staphylococcus aureus การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่การกรีดระบายหนอง เพราะเนื้อเยื่ออักเสบไม่มีโพรงหนองให้ระบาย



"เมื่อวานยังเป็นแค่จุดแดง ๆ วันนี้ลามไปครึ่งหน้าแข้งแล้ว" ความเร็วของการลามนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบต่างจากผื่นแพ้ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่บทความนี้ให้ความสำคัญกับสองเรื่องมากเป็นพิเศษ คือ จะแยกจากโรคอื่นอย่างไร และ แค่ไหนที่ต้องไปโรงพยาบาลคืนนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้เช้า

เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) คืออะไร

เนื้อเยื่ออักเสบคือการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้ (dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม และกดเจ็บ โดยขอบเขตของรอยแดงมักไม่ชัด ค่อย ๆ จางกลืนไปกับผิวปกติ

จุดสำคัญที่ทำให้โรคนี้ไม่ใช่ "ผื่นธรรมดา" คือ

  • เชื้ออยู่ลึกกว่าผื่นแพ้หรือผื่นเชื้อรา จึงตอบสนองต่อยาทาไม่ได้ ต้องใช้ยาต้านจุลชีพแบบกิน หรือแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

  • การติดเชื้อสามารถลามไปตามชั้นเนื้อเยื่อ เข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดได้

  • โรคนี้เกือบทั้งหมดเกิดที่ "ข้างเดียว" ของร่างกาย ถ้าขาแดงบวมพร้อมกันทั้งสองข้าง สาเหตุมักไม่ใช่เนื้อเยื่ออักเสบ

Cellulitis อ่านว่าอะไร และเรียกในภาษาไทยว่าอะไร

คำว่า Cellulitis อ่านออกเสียงว่า "เซล-ลู-ไล-ทิส" ภาษาไทยทางการแพทย์ใช้คำว่า เนื้อเยื่ออักเสบ หรือ เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ บางครั้งเขียนว่า "ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย" รหัส ICD-10 ของโรคนี้อยู่ในกลุ่ม L03

ที่ต้องระวังคือคำว่า cellulitis ในทางการแพทย์ ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย กับคำว่า cellulite ที่หมายถึงผิวเปลือกส้มบริเวณต้นขาและสะโพก สองคำนี้สะกดใกล้กันแต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

เนื้อเยื่ออักเสบเกิดจากอะไร — เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย

เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่คือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเราตามปกติ แต่หลุดเข้าไปในชั้นที่ลึกกว่าที่มันควรอยู่

  • Streptococcus กลุ่มเอ (Group A Streptococcus) — เป็นสาเหตุหลักของรอยแดงที่ลามเร็วและกระจายเป็นบริเวณกว้าง มักมาพร้อมไข้

  • Staphylococcus aureus — พบบ่อยเมื่อมีบาดแผลชัดเจน มีหนอง หรือมีฝีร่วมด้วย

  • MRSA (เชื้อ Staphylococcus ที่ดื้อยากลุ่มเมทิซิลลิน) — ต้องนึกถึงในคนที่เพิ่งนอนโรงพยาบาล เคยติดเชื้อดื้อยา หรือรักษาด้วยยามาตรฐานแล้วไม่ดีขึ้น

  • เชื้อกลุ่มอื่นในบริบทเฉพาะ — เช่น แผลถูกน้ำทะเลหรือน้ำกร่อย แผลถูกสัตว์กัด หรือคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง กรณีเหล่านี้เชื้อก่อโรคต่างออกไป และการเลือกยาก็ต่างออกไปด้วย

ข้อมูลที่แพทย์อยากได้จากคุณมากที่สุด จึงไม่ใช่แค่ "แดงมากี่วัน" แต่เป็น "ก่อนหน้านั้นมีแผลอะไร โดนอะไร ไปที่ไหนมา"

"ประตูเข้า" ของเชื้อที่คนมองข้ามมากที่สุด

เชื้อไม่ได้ทะลุผิวหนังปกติเข้าไปเอง มันต้องมีรอยแยกให้เข้า และรอยแยกนั้นมักเล็กจนคนไข้ไม่ทันสังเกต

  • น้ำกัดเท้าและเชื้อราซอกนิ้วเท้า — นี่คือประตูเข้าที่พบบ่อยที่สุดของเนื้อเยื่ออักเสบที่ขา ผิวซอกนิ้วที่เปื่อยและแตกเป็นทางเข้าชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย และเป็นเหตุผลที่การรักษาเชื้อราที่เท้าคือส่วนหนึ่งของการป้องกันเนื้อเยื่ออักเสบ

  • ส้นเท้าแตกและผิวแห้งลอก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและคนเป็นเบาหวาน

  • แผลถลอกเล็ก ๆ รอยมีดบาด รอยแมลงกัดที่เกาจนเป็นแผล

  • แผลผ่าตัด แผลเจาะ รอยสัก

  • ผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือสะเก็ดเงินที่ผิวแตกเป็นร่อง

  • ภาวะบวมน้ำเหลืองเรื้อรัง (lymphedema) ซึ่งทั้งทำให้ผิวแตกง่ายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ทำงานได้แย่ลง

ใครเสี่ยงเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมากกว่าคนทั่วไป

  • ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี

  • ผู้ที่มีภาวะบวมที่ขาเรื้อรัง เส้นเลือดดำขอด หรือเคยผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง

  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยากดภูมิ ยาสเตียรอยด์ระยะยาว หรืออยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง

  • ผู้สูงอายุที่ผิวบางและแห้ง

  • ผู้ที่เคยเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมาก่อน — ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการติดเชื้อครั้งก่อนทำลายท่อน้ำเหลืองบริเวณนั้น ทำให้เสี่ยงเป็นซ้ำที่เดิม

อาการของเนื้อเยื่ออักเสบ — 5 สิ่งที่ต้องดู

  1. แดง เป็นปื้นขอบไม่ชัด ค่อย ๆ จางเข้าหาผิวปกติ

  2. ร้อน เมื่อใช้หลังมือแตะเทียบกับผิวข้างเคียงจะรู้สึกอุ่นกว่าชัดเจน

  3. บวม ผิวตึงเป็นมัน บางรายผิวบวมจนรูขุมขนบุ๋มลงเห็นเป็นผิวเปลือกส้ม

  4. เจ็บ กดเจ็บ และมักเจ็บตลอดเวลาแม้ไม่ได้กด

  5. ขยายขนาด เป็นข้อที่แยกโรคนี้ออกจากผื่นทั่วไปได้ดีที่สุด รอยแดงเมื่อวานกับวันนี้ไม่เท่ากัน

อาการร่วมที่พบได้คือไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบหรือรักแร้ข้างเดียวกันโต บางรายเห็นเป็นเส้นแดงพาดขึ้นไปตามแนวท่อน้ำเหลือง ซึ่งบ่งว่าเชื้อกำลังลามไปตามระบบน้ำเหลืองแล้ว

เคล็ดลับที่ใช้ได้จริงที่บ้าน: ใช้ปากกาลูกลื่นวาดเส้นตามขอบรอยแดงพร้อมจดเวลาไว้ วิธีนี้ทำให้ทั้งคุณและแพทย์เห็นชัดว่าใน 12 ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา รอยลามออกไปเท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากในการตัดสินใจรักษา

ตำแหน่งที่พบบ่อย: ขา เท้า ใบหน้า และรอบดวงตา

ขาและเท้าคือตำแหน่งที่พบมากที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่มีทั้งแรงโน้มถ่วง ภาวะบวม และเชื้อราซอกนิ้วมารวมกัน

ตำแหน่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ

  • รอบดวงตา — ต้องแยกระหว่างการอักเสบหน้าต่อผนังกั้นเบ้าตา กับการอักเสบในเบ้าตา (orbital cellulitis) ซึ่งอย่างหลังเป็นภาวะฉุกเฉินทางตา ถ้ามีตาโปน กลอกตาแล้วเจ็บ เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นแย่ลง ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • ใบหน้าและใบหู — ลามเร็วและอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญ

  • มือ — ใกล้ปลอกหุ้มเอ็น การติดเชื้อลามตามปลอกเอ็นได้เร็วและอาจต้องผ่าตัด

แยกเนื้อเยื่ออักเสบจากโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน

งานวิจัยพบว่าภาวะที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อเยื่ออักเสบจำนวนไม่น้อยแท้จริงแล้วเป็นโรคอื่น การแยกจึงสำคัญมาก เพราะถ้าวินิจฉัยผิด คนไข้จะได้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น และโรคที่แท้จริงก็ไม่ได้รับการรักษา

  • ไฟลามทุ่ง (Erysipelas) — เป็นการติดเชื้อที่ตื้นกว่า ลักษณะเด่นคือ ขอบชัดเจนนูนขึ้นจนคลำได้ ต่างจากเนื้อเยื่ออักเสบที่ขอบฟุ้ง มักมีไข้สูงมาก่อนผื่น อ่านรายละเอียดการแยกสองภาวะนี้ได้ที่ Cellulitis vs Erysipelas แยกอย่างไร รักษาอย่างไร

  • ผิวหนังอักเสบจากเส้นเลือดดำ (stasis dermatitis) — นี่คือตัวปลอมที่พบบ่อยที่สุด มักเป็น สองข้าง คัน มีผิวลอกเป็นขุย มีรอยคล้ำสะสมมานาน และไม่มีไข้

  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำส่วนลึก (DVT) — บวมข้างเดียว ปวดตึงน่อง แต่มักไม่แดงจัดและไม่ร้อนเท่า เป็นภาวะที่ต้องแยกให้ได้เพราะอันตรายคนละแบบ

  • โรคเกาต์และข้ออักเสบ — แดงร้อนบวมเช่นกัน แต่ ศูนย์กลางความเจ็บอยู่ที่ข้อ และเจ็บมากเวลาขยับข้อ

  • ผื่นแพ้สัมผัส — อาการเด่นคือ คัน ไม่ใช่เจ็บ มักมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ และขอบเขตตรงกับสิ่งที่มาสัมผัส

  • ปฏิกิริยาจากแมลงกัดต่อย — มีจุดกึ่งกลางชัด คัน และไม่ลามต่อเนื่องหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง

หลักง่าย ๆ ที่ใช้ได้เสมอคือ "เจ็บมากกว่าคัน + ข้างเดียว + ลามขึ้นทุกวัน + มีไข้" เอนไปทางติดเชื้อ ส่วน "คันมากกว่าเจ็บ + สองข้าง + เป็นมานานเป็นเดือน" เอนไปทางไม่ใช่ติดเชื้อ

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

ภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือการติดเชื้อชั้นพังผืดชนิดรุนแรง (necrotizing fasciitis) หรือที่สื่อเรียกว่า "แบคทีเรียกินเนื้อ" ซึ่งช่วงแรกหน้าตาเหมือนเนื้อเยื่ออักเสบธรรมดา แต่ดำเนินโรคเร็วกว่ามากและต้องผ่าตัดโดยด่วน สัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลคืนนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ได้แก่

  • เจ็บรุนแรงเกินกว่าที่ผิวภายนอกดูจะเป็น — เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด

  • รอยแดงลามเร็วมากจนสังเกตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

  • ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ม่วง เทา หรือมีตุ่มน้ำใหญ่ ตุ่มเลือด

  • ผิวบริเวณนั้นเริ่มชาหรือหมดความรู้สึก

  • กดแล้วรู้สึกเหมือนมีกรอบแกรบของฟองอากาศใต้ผิว

  • ไข้สูง หนาวสั่น สับสน ความดันตก ปัสสาวะออกน้อย

  • อาการที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

  • ทานยาปฏิชีวนะครบ 48 ถึง 72 ชั่วโมงแล้วยังแย่ลง

แพทย์วินิจฉัยเนื้อเยื่ออักเสบอย่างไร

การวินิจฉัยหลักอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย ไม่มีการตรวจใดที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวเอง สิ่งที่แพทย์ทำคือ

  • ซักประวัติเรื่องบาดแผล การเดินทาง สัตว์กัด โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่

  • ตรวจหาประตูเข้าของเชื้อ โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าซึ่งคนไข้มักไม่ได้บอกเอง

  • ทำเครื่องหมายขอบรอยแดงเพื่อติดตามการลุกลาม

  • ตรวจเลือดในรายที่มีไข้หรืออาการทั้งระบบ

  • เพาะเชื้อจากหนองหรือแผล ถ้ามีหนองให้เก็บได้

  • ส่งอัลตราซาวด์เมื่อสงสัยว่ามีฝีอยู่ข้างใต้ หรือเมื่อต้องแยกภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ

  • ส่งภาพถ่ายรังสีขั้นสูงเมื่อสงสัยการติดเชื้อชั้นลึกหรือการติดเชื้อที่กระดูก

เนื้อเยื่ออักเสบรักษาอย่างไร และให้ยาอะไร

หัวใจของการรักษาคือ ยาต้านจุลชีพที่ครอบคลุมเชื้อ Streptococcus และ Staphylococcus ร่วมกับการดูแลปัจจัยเสริมอื่น ๆ

  • กรณีไม่มีหนอง มักเลือกยาที่ครอบคลุมเชื้อ Streptococcus เป็นหลัก

  • กรณีมีหนอง มีฝี หรือมีแผลชัดเจน ต้องครอบคลุมเชื้อ Staphylococcus ด้วย และถ้ามีฝี การเจาะระบายหนองสำคัญไม่แพ้ยา ฝีที่ไม่ได้ระบายมักไม่ตอบสนองต่อยาเพียงอย่างเดียว

  • กรณีมีปัจจัยเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา แพทย์จะเลือกยากลุ่มที่ครอบคลุม MRSA

  • ระยะเวลาโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน ในรายที่ไม่ซับซ้อนและตอบสนองดี และอาจนานกว่านั้นในรายที่อาการรุนแรง มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือดีขึ้นช้า

สิ่งที่ช่วยเสริมผลการรักษาอย่างมากแต่มักถูกละเลยคือ การยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ เพราะช่วยลดบวมและลดความตึงของผิวโดยตรง

สำคัญ: บทความนี้ไม่ระบุชื่อยาและขนาดยา เพราะการเลือกยาปฏิชีวนะขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง ประวัติแพ้ยา การทำงานของไต และรูปแบบเชื้อดื้อยาในพื้นที่ ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนหรือที่ซื้อเองมักไม่ตรงกับเชื้อ และการใช้ไม่ครบขนาดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เชื้อดื้อยา

เมื่อไรต้องนอนโรงพยาบาลและให้ยาทางหลอดเลือดดำ

  • มีอาการทั้งระบบชัดเจน เช่น ไข้สูง ชีพจรเร็ว ความดันต่ำ

  • รอยโรคกว้างมาก หรือลามเร็วแม้เริ่มยาแล้ว

  • สงสัยการติดเชื้อชั้นลึกที่ต้องผ่าตัด

  • ตำแหน่งเสี่ยงสูง เช่น ในเบ้าตา ใบหน้า หรือมือ

  • ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวที่ควบคุมได้ไม่ดี

  • รับประทานยาไม่ได้ อาเจียน หรือไม่มีผู้ดูแลติดตามอาการที่บ้าน

กินยาแล้วกี่วันถึงยุบ และทำไมวันแรกอาจดูแย่ลง

นี่คือคำถามที่ทำให้คนไข้กังวลมากที่สุด และคำตอบมักไม่ตรงกับที่คาด

ใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มยา รอยแดงอาจดูขยายขึ้นเล็กน้อยหรือแดงจัดขึ้น ทั้งที่ยาได้ผล เพราะเชื้อที่ตายลงปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบออกมา สิ่งที่ควรใช้ตัดสินว่ายาได้ผลจริงจึงไม่ใช่ขนาดของรอยแดง แต่คือ

  • ไข้เริ่มลดลง

  • ความเจ็บลดลง

  • ความรู้สึกเพลียโดยรวมดีขึ้น

โดยทั่วไปอาการทั้งระบบจะเริ่มดีขึ้นภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนรอยแดงและอาการบวมค่อย ๆ จางลงในช่วงหลายวันถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์ และรอยคล้ำหลังการอักเสบอาจอยู่นานหลายสัปดาห์หลังหายสนิทแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่ายังติดเชื้ออยู่

แต่ถ้าครบ 48 ถึง 72 ชั่วโมงแล้วยังมีไข้ เจ็บมากขึ้น หรือรอยยังลามต่อเนื่อง ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและการเลือกยา ไม่ใช่รอต่อไปเอง

การดูแลตัวเองที่บ้านระหว่างรักษา

  • ทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

  • ยกส่วนที่เป็นให้สูง ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ในแต่ละวัน

  • ทำเครื่องหมายขอบรอยแดงพร้อมจดเวลา และถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบ

  • ประคบเย็นเบา ๆ เพื่อลดความเจ็บได้ แต่ไม่ควรประคบร้อนบนผิวที่กำลังอักเสบรุนแรง

  • ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ และปิดแผลให้เรียบร้อย

  • อย่าใช้ยาสเตียรอยด์ทาเองบนบริเวณที่สงสัยติดเชื้อ เพราะจะลดอาการแดงให้ดูดีขึ้นชั่วคราวโดยที่การติดเชื้อยังลามอยู่ข้างใต้

  • อย่าบีบหรือเจาะเอง ถ้ามีก้อนหนอง ควรให้แพทย์เป็นผู้ระบาย

เนื้อเยื่ออักเสบหายเองได้ไหม

รอยแดงเล็ก ๆ ที่เกิดรอบแผลถลอกใหม่ ๆ บางครั้งเป็นเพียงการอักเสบตอบสนองของร่างกายและหายไปเองได้ แต่เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อเยื่ออักเสบแล้ว ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะการติดเชื้อในชั้นลึกมีแนวโน้มลามมากกว่าที่จะสงบลง และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ได้แก่ ฝีหนอง การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อลามลงถึงกระดูก และการทำลายท่อน้ำเหลืองซึ่งทำให้ขาบวมเรื้อรังถาวร

ทำไมบางคนเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผู้ป่วยส่วนหนึ่งกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม และมักเป็นเพราะสองสิ่งนี้ยังไม่ได้รับการแก้

  1. ประตูเข้ายังอยู่ โดยเฉพาะเชื้อราซอกนิ้วเท้าและผิวแตกที่ยังไม่ได้รักษา

  2. การระบายน้ำเหลืองบริเวณนั้นเสียไปจากการติดเชื้อครั้งก่อน ทำให้บวมง่ายขึ้น และยิ่งบวมก็ยิ่งติดเชื้อง่ายขึ้น กลายเป็นวงจร

การรักษาที่ดีจึงไม่จบที่ยาปฏิชีวนะหมดแผง แต่ต้องย้อนกลับไปปิดประตูเข้าและจัดการภาวะบวมด้วย

วิธีป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ

  • รักษาเชื้อราที่เท้าและซอกนิ้วให้หายจริง และเช็ดซอกนิ้วให้แห้งสนิททุกครั้งหลังอาบน้ำ

  • ทาครีมบำรุงผิวที่ขาและเท้าเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ผิวแตกเป็นร่อง

  • จัดการภาวะบวมของขา ด้วยการยกขา และใช้ถุงน่องรัดตามคำแนะนำของแพทย์ในรายที่เหมาะสม

  • ตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวัง และไม่ตัดจนชิดจมูกเล็บ

  • สวมรองเท้าที่ไม่กัด และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในที่เสี่ยง

  • ควบคุมเบาหวานและน้ำหนักตัว

  • ทำความสะอาดแผลใหม่ทุกครั้งทันที แม้จะเป็นแผลเล็ก

  • ในผู้ที่เป็นซ้ำบ่อยมากทั้งที่แก้ปัจจัยข้างต้นแล้ว มีแนวทางการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันระยะยาว ซึ่งต้องพิจารณาเป็นราย ๆ โดยแพทย์เท่านั้น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • "แดงลามแปลว่ายาไม่ได้ผล" — ไม่เสมอไป ใน 48 ชั่วโมงแรกรอยแดงอาจขยายได้แม้ยาจะได้ผล ให้ดูที่ไข้และความเจ็บเป็นหลัก

  • "ขาแดงบวมสองข้างคือ cellulitis" — โดยทั่วไปไม่ใช่ สองข้างพร้อมกันมักเป็นผิวหนังอักเสบจากเส้นเลือดดำหรือภาวะบวมจากสาเหตุอื่น

  • "เป็นแล้วทายาปฏิชีวนะแบบทาก็พอ" — ยาทาไม่ซึมลงไปถึงชั้นที่เชื้ออยู่

  • "หายแล้วไม่ต้องทำอะไรต่อ" — ถ้าไม่ปิดประตูเข้าของเชื้อ โอกาสเป็นซ้ำสูง

  • "cellulitis คือเซลลูไลท์ที่ต้นขา" — คนละโรคกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง

ควรพบแพทย์เมื่อมีรอยแดงที่ร้อน เจ็บ และขยายขนาดขึ้นภายในหนึ่งถึงสองวัน โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ร่วมด้วย มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ มีอาการที่ใบหน้าหรือรอบดวงตา หรือเคยเป็นเนื้อเยื่ออักเสบมาก่อน

แพทย์ผิวหนังมีบทบาทสำคัญเพิ่มเติมในสองเรื่อง คือการ แยกโรคที่หน้าตาคล้ายกันแต่ไม่ใช่การติดเชื้อ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น และการ ตามหาและรักษาประตูเข้าของเชื้อ เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

ปรึกษาทีมแพทย์ผิวหนัง Siam Dermatology ได้ทาง LINE @siamderm

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเนื้อเยื่ออักเสบ

Cellulitis คืออะไร และอ่านว่าอะไร

Cellulitis อ่านว่า "เซล-ลู-ไล-ทิส" ภาษาไทยเรียกว่าเนื้อเยื่ออักเสบ คือการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้บริเวณนั้นแดง ร้อน บวม กดเจ็บ ขอบไม่ชัด และมักเป็นข้างเดียว โรคนี้ไม่เกี่ยวกับคำว่า cellulite ที่หมายถึงผิวเปลือกส้ม

เนื้อเยื่ออักเสบเกิดจากอะไร

ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Streptococcus กลุ่มเอ และ Staphylococcus aureus ที่เข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกผ่านรอยแยกของผิว ประตูเข้าที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อราซอกนิ้วเท้าและน้ำกัดเท้า รองลงมาคือแผลถลอก ผิวแตกแห้ง แผลผ่าตัด และรอยแมลงกัดที่เกาจนเป็นแผล

เนื้อเยื่ออักเสบรักษาอย่างไร และต้องกินยากี่วัน

ต้องใช้ยาต้านจุลชีพชนิดกินหรือฉีดตามความรุนแรง โดยทั่วไปในรายที่ไม่ซับซ้อนใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 วัน และนานกว่านั้นในรายที่รุนแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้ามีฝีต้องเจาะระบายหนองร่วมด้วย การเลือกยาต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา เพราะขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง ประวัติแพ้ยา และรูปแบบเชื้อดื้อยาในพื้นที่

กินยาแล้วกี่วันรอยแดงถึงยุบ และทำไมวันแรกดูแย่ลง

ใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกรอยแดงอาจขยายหรือแดงขึ้นได้แม้ยาจะได้ผล เพราะเชื้อที่ตายปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบ ให้ดูที่ไข้และความเจ็บแทน ซึ่งมักเริ่มดีขึ้นภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนรอยแดงจะจางลงในช่วงหลายวันถึง 2 สัปดาห์ ถ้าครบ 72 ชั่วโมงแล้วยังแย่ลง ต้องกลับไปพบแพทย์

เนื้อเยื่ออักเสบหายเองได้ไหม อันตรายแค่ไหน

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นแล้วไม่ควรรอให้หายเอง เพราะมีแนวโน้มลามมากกว่าสงบ ภาวะแทรกซ้อนได้แก่ ฝีหนอง การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อลามถึงกระดูก และการทำลายท่อน้ำเหลืองจนขาบวมเรื้อรัง สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีคือเจ็บรุนแรงเกินกว่าที่ผิวดูจะเป็น ผิวคล้ำหรือม่วง มีตุ่มน้ำใหญ่ ผิวชา หรือมีไข้สูงร่วมกับความดันตก

ทำไมบางคนเป็นเนื้อเยื่ออักเสบซ้ำ ๆ ที่เดิม

เพราะปัจจัยสองอย่างยังไม่ได้แก้ คือประตูเข้าของเชื้อที่ยังอยู่ เช่น เชื้อราซอกนิ้วเท้าและผิวแตก และการระบายน้ำเหลืองที่เสียไปจากการติดเชื้อครั้งก่อน ทำให้บวมง่ายและติดเชื้อซ้ำง่ายขึ้น การป้องกันจึงต้องรักษาเชื้อราที่เท้าให้หายจริง บำรุงผิวไม่ให้แตก และจัดการภาวะบวมของขา

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการสงสัยเนื้อเยื่ออักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 สิงหาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ