เชื้อราที่เล็บ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกต แยกจากสะเก็ดเงินที่เล็บและมะเร็งใต้เล็บ และทำไมทาอย่างเดียวไม่หาย
อัปเดตเมื่อ 30 ก.ย.
เล็บเป็นเชื้อรา หรือเชื้อราที่เล็บ (onychomycosis) คือการติดเชื้อราที่พื้นเล็บและใต้แผ่นเล็บ ทำให้เล็บค่อย ๆ หนาขึ้น ขุ่นขาว เหลือง หรือน้ำตาล มีขุยผงใต้เล็บ และเล็บร่อนแยกจากเนื้อ พบในประชากรราว 5–10% และพบบ่อยขึ้นมากหลังอายุ 60 ปี มักเป็นที่เล็บเท้าโดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า และแทบไม่หายเองถ้าไม่รักษา
แต่ข้อที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ เล็บที่หนาและเปลี่ยนสีราว ครึ่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อรา อาจเป็นสะเก็ดเงินที่เล็บ เล็บช้ำ เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เล็บเขียว หรือเล็บร่อนจากการทำเล็บเจล การซื้อยามาทาเองโดยไม่รู้ว่าใช่เชื้อราหรือไม่ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ "ทามาเป็นปีก็ไม่หาย" บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะพาดูทีละแบบว่าเล็บแบบไหนน่าจะเป็นเชื้อรา ต้องตรวจยืนยันอย่างไร ยาที่ใช้จริงชื่ออะไร ใช้นานเท่าไร และทำไมทำเล็บแล้วถึงเป็น
เล็บเป็นเชื้อรา เกิดจากอะไร
ตัวการมีสามกลุ่ม และกลุ่มของเชื้อเป็นตัวกำหนดว่ายาตัวไหนจะได้ผล
เชื้อราเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophytes) เป็นสาเหตุราว 60–90% ของเล็บเท้าที่เป็นเชื้อรา ตัวหลักคือ Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เป็นเชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟุต) และกลากตามตัว เชื้อจึงมักลามจากง่ามนิ้วเท้าเข้าสู่เล็บ
ยีสต์กลุ่มแคนดิดา (Candida) พบที่เล็บมือมากกว่าเล็บเท้า โดยเฉพาะคนที่มือเปียกน้ำทั้งวัน เช่น แม่บ้าน แม่ครัว คนทำงานล้างจาน และคนที่หนังรอบเล็บถูกดันหรือตัดออกบ่อย
ราสายที่ไม่ใช่เดอร์มาโทไฟต์ (non-dermatophyte molds) เช่น Fusarium, Scopulariopsis, Neoscytalidium พบได้บ่อยขึ้นในประเทศเขตร้อนอย่างไทย และตอบสนองต่อยามาตรฐานได้น้อยกว่า จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรเพาะเชื้อก่อนรักษาเคสที่ดื้อ
ปัจจัยที่เปิดทางให้เชื้อเข้าเล็บ ได้แก่
ความอับชื้นเรื้อรัง ใส่รองเท้าหุ้มส้นทั้งวัน เหงื่อเท้าออกมาก หรือมือแช่น้ำบ่อย
มีเชื้อราที่เท้าอยู่แล้ว เท้าเป็นแหล่งกักเชื้อ ถ้าไม่รักษาเท้าไปพร้อมกัน เล็บจะกลับมาเป็นซ้ำ
เล็บเคยบาดเจ็บหรือร่อน ช่องว่างใต้เล็บที่ร่อนเป็นทางเข้าที่ง่ายที่สุดของเชื้อ ทั้งจากการกระแทก รองเท้าคับ และการทำเล็บ
อายุมากขึ้น เล็บงอกช้าลง ไล่เชื้อออกไม่ทัน
โรคประจำตัว เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย และการสูบบุหรี่
กรรมพันธุ์ บางครอบครัวเป็นเชื้อราที่เท้าและเล็บเท้าแทบทุกคน
ดูยังไงว่าเล็บเป็นเชื้อรา: สัญญาณร่วมที่พบบ่อย
เชื้อราที่เล็บค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือนถึงเป็นปี ระยะแรกไม่ค่อยเจ็บ สัญญาณที่พบร่วมกันบ่อยคือ
สีเปลี่ยน เป็นแต้มหรือแถบขาวขุ่น เหลือง หรือน้ำตาล
เล็บหนาขึ้น และมีขุยผงสีขาวเหลืองอัดอยู่ใต้เล็บ (subungual hyperkeratosis) ทำให้เล็บยกลอยจากพื้น
เล็บร่อน ปลายเล็บแยกจากเนื้อ (onycholysis) ใต้เล็บมีช่องว่างสีขาว
เปราะ ผุ แตกเป็นชั้น ขอบเล็บขรุขระ ตัดยาก
เป็นไม่เท่ากันทุกเล็บ มักเป็นหนึ่งถึงสามเล็บก่อน โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า และมักมีผิวลอกหรือคันที่ฝ่าเท้าหรือง่ามนิ้วร่วมด้วย
รูปแบบที่ "ไม่ค่อยใช่เชื้อรา" คือ เป็นพร้อมกันทั้งสิบเล็บในเวลาสั้น ๆ มีหลุมจิกเล็ก ๆ บนผิวเล็บ เป็นเส้นสีดำเส้นเดียว หรือสีเขียวสด กลุ่มนี้มีคำอธิบายแยกในหัวข้อด้านล่าง
เชื้อราเริ่มที่ปลายเล็บหรือขอบข้าง (แบบที่พบบ่อยที่สุด)
ลักษณะ: ปลายเล็บหรือขอบข้างเริ่มขุ่นเหลือง แล้วค่อย ๆ ลามเข้าหาโคนเป็นแถบหรือเป็นลิ่ม เล็บหนาขึ้น มีขุยใต้เล็บ ชื่อทางการแพทย์คือ distal lateral subungual onychomycosis (DLSO) คิดเป็นราว 3 ใน 4 ของเชื้อราที่เล็บทั้งหมด
สาเหตุ: เกือบทั้งหมดเป็นเชื้อ T. rubrum ที่ลามมาจากฮ่องกงฟุต
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่ยิ่งลามเข้าใกล้โคนเล็บ (matrix) มากเท่าไร ยาทาจะได้ผลน้อยลงเท่านั้น ถ้าเป็นเกินครึ่งเล็บ โอกาสหายจากยาทาอย่างเดียวต่ำมาก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเป็นเกินหนึ่งในสามของเล็บ เป็นหลายเล็บ หรือทายาเองมาแล้ว 3 เดือนแต่ส่วนโคนเล็บที่งอกใหม่ยังไม่ใส
เชื้อราเป็นคราบขาวขุ่นบนผิวหน้าเล็บ
ลักษณะ: เป็นแต้มหรือปื้นสีขาวขุ่นเหมือนชอล์กบนผิวหน้าของแผ่นเล็บ ขูดแล้วเป็นผง เล็บยังไม่หนามาก เรียกว่า white superficial onychomycosis (WSO)
สาเหตุ: เชื้อ T. interdigitale หรือราสายบางชนิดที่กินเฉพาะชั้นผิวบนของเล็บ พบบ่อยในคนที่ทาสีเล็บทิ้งไว้นาน ๆ หรือเล็บเท้าที่อับชื้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ตอบสนองต่อยาทาได้ดีกว่าแบบอื่น เพราะเชื้ออยู่ตื้น การกรอผิวเล็บที่เป็นผงออกร่วมกับยาทาเล็บมักพอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้าเป็นในเด็กหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นหลายเล็บพร้อมกัน เพราะรูปแบบขาวที่ผิวบนอาจเป็นอาการของโรคอื่นได้ด้วย
เชื้อราเริ่มที่โคนเล็บ
ลักษณะ: แถบหรือแต้มขาวขุ่นเริ่มจากโคนเล็บใต้หนังคลุมเล็บ แล้วลามออกไปทางปลาย ซึ่งกลับทิศกับแบบที่พบบ่อย เรียกว่า proximal subungual onychomycosis (PSO)
สาเหตุ: เชื้อเดอร์มาโทไฟต์หรือยีสต์ที่เข้าทางโคนเล็บ รูปแบบนี้พบไม่บ่อยในคนสุขภาพดี และพบมากขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวานที่คุมไม่ได้ ผู้ใช้ยากดภูมิ หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ตัวเล็บเองไม่อันตราย แต่รูปแบบนี้เป็นสัญญาณให้ตรวจหาโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ และมักต้องใช้ยากิน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มเห็น ไม่ควรลองยาทาเองก่อน
เชื้อราที่เล็บมือ มีหนังรอบเล็บบวม (เชื้อยีสต์)
ลักษณะ: หนังรอบเล็บบวมแดง กดเจ็บ หนังคลุมโคนเล็บ (cuticle) หายไป เล็บที่งอกออกมาเป็นคลื่นขวาง สีเหลืองน้ำตาลหรือเขียวคล้ำตามขอบ มักเป็นที่เล็บมือหลายนิ้ว
สาเหตุ: เชื้อ Candida ที่เข้าทางรอยแยกระหว่างหนังรอบเล็บกับแผ่นเล็บ พบในคนที่มือเปียกบ่อยและคนที่ดันหรือตัดหนังโคนเล็บเป็นประจำ ภาวะนี้คือเปื่อยรอบเล็บเรื้อรัง (chronic paronychia) ที่ลามเข้าเล็บ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เรื้อรังและรบกวนชีวิตประจำวัน ถ้ามีหนองหรือปวดตุบเฉียบพลันมักมีแบคทีเรียซ้อน ต้องรักษาเร็วกว่า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อบวมเกิน 6 สัปดาห์ หรือมีหนองและปวดมาก อ่านเรื่องการรักษาหนังรอบเล็บเพิ่มที่บทความ เปื่อยรอบเล็บอักเสบ acute vs chronic
เล็บผุหนาทั้งเล็บ (ระยะท้าย)
ลักษณะ: เล็บหนาทั้งแผ่น ผุ บิดงอ สีเหลืองน้ำตาล บางรายหนาจนกดรองเท้าแล้วเจ็บ หรือเล็บหลุดเหลือแต่ขุย เรียกว่า total dystrophic onychomycosis
สาเหตุ: เป็นปลายทางของเชื้อราทุกแบบที่ปล่อยไว้หลายปี
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: รักษายากที่สุด ต้องลดความหนาเล็บร่วมกับยากิน ในผู้ป่วยเบาหวานเล็บที่หนาและผุกดทับจนเกิดแผลใต้เล็บและเป็นทางเข้าของแบคทีเรียจนเกิดเซลลูไลติสได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์เสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน
เล็บเป็นเชื้อรา สีเขียว: ส่วนใหญ่ไม่ใช่เชื้อรา
ลักษณะ: เล็บมีสีเขียวสด เขียวอมฟ้า หรือเขียวดำ มักเริ่มจากขอบที่เล็บร่อน บางครั้งมีกลิ่นอับ อาการนี้เรียกว่า green nail syndrome หรือ chloronychia
สาเหตุ: เกือบทั้งหมดเกิดจากแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa ซึ่งสร้างสีเขียว (pyocyanin) ไม่ใช่เชื้อรา เชื้อชอบที่เปียกและเข้าไปอยู่ในช่องใต้เล็บที่ร่อน พบบ่อยหลังถอดเล็บเจลหรือเล็บต่อ หรือในคนที่มือเปียกทั้งวัน บางรายมีเชื้อราร่วมด้วย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายในคนทั่วไป แต่ยาฆ่าเชื้อราทาเล็บไม่ช่วยให้สีเขียวหาย การรักษาที่ตรงคือ ตัดส่วนเล็บที่ร่อนออก ให้เล็บแห้ง แช่น้ำส้มสายชูเจือจาง (สัดส่วนราว 1 ต่อ 4 ส่วนน้ำ) วันละ 1–2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที หรือใช้ยาปฏิชีวนะชนิดหยดตามที่แพทย์สั่ง ส่วนมากสีเขียวจางใน 1–4 สัปดาห์ แต่ต้องรอเล็บใหม่งอกแทนส่วนที่ร่อน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อบวมแดงปวดรอบเล็บ มีหนอง เป็นในผู้ป่วยเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำ หรือหยุดทำเล็บแล้วสีเขียวยังกลับมาเรื่อย ๆ
โรคที่หน้าตาเหมือนเล็บเป็นเชื้อรา แต่รักษาคนละทาง
เพราะรูปร่างเล็บที่ผิดปกติมีได้ไม่กี่แบบ โรคหลายโรคจึงดูคล้ายกันมาก นี่คือกลุ่มที่แพทย์ผิวหนังต้องแยกทุกครั้ง
สะเก็ดเงินที่เล็บ (nail psoriasis) มีหลุมจิกเล็ก ๆ บนผิวเล็บ (pitting) และปื้นสีส้มน้ำตาลใต้เล็บคล้ายหยดน้ำมัน (oil-drop sign) มักเป็นหลายเล็บ และมีผื่นที่หนังศีรษะ ข้อศอก หรือเข่า ผู้ป่วยสะเก็ดเงินราว 50% มีอาการที่เล็บ รักษาด้วยยากลุ่มสะเก็ดเงิน ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อรา ดูเพิ่มที่ สะเก็ดเงินที่เล็บ อาการและวิธีรักษา
เล็บหนาจากการกระแทกซ้ำ ๆ พบในนักวิ่ง คนใส่รองเท้าคับหรือส้นสูง เล็บหัวแม่เท้าหนาและเหลือง แต่ผลตรวจเชื้อเป็นลบ
เลือดคั่งใต้เล็บ สีแดงคล้ำถึงดำ มีประวัติกระแทก และรอยสีเลื่อนออกตามเล็บที่งอกยาวขึ้น
มะเร็งเม็ดสีใต้เล็บ (subungual melanoma) เป็นแถบสีน้ำตาลดำเส้นเดียวในเล็บนิ้วเดียว ที่กว้างขึ้น เข้มขึ้น ขอบไม่คม หรือสีลามออกมาที่หนังรอบเล็บ (Hutchinson's sign) ต้องพบแพทย์โดยเร็ว อ่านวิธีแยกที่ เล็บดำ เกิดจากอะไร อันตรายไหม
เล็บเหลืองจากสาเหตุอื่น เช่น สีทาเล็บ บุหรี่ หรือกลุ่มอาการเล็บเหลือง ดูตาราง 7 สาเหตุที่ เล็บเหลือง เกิดจากอะไร
เล็บร่อนหรือหลุดโดยไม่มีเชื้อ จากการทำเล็บ ยาบางชนิด หรือไทรอยด์ ดู เล็บหลุด เกิดจากอะไร
ทำไมทำเล็บแล้วเป็นเชื้อรา: เล็บเจล เล็บต่อ และร้านทำเล็บ
การทำเล็บไม่ได้ "เอาเชื้อราใส่" เข้าไปโดยตรงในคนส่วนใหญ่ แต่สร้างสองเงื่อนไขที่เชื้อต้องการ คือ ช่องว่างใต้เล็บ และความชื้นที่ถูกขังไว้
การถอดเจลหรืออะคริลิกแบบขูดหรืองัด ทำให้ผิวเล็บบางลงและปลายเล็บร่อน ช่องที่ร่อนกักน้ำไว้หลังล้างมือ กลายเป็นที่อยู่ของยีสต์และ Pseudomonas
ต่อเล็บทับเล็บที่เริ่มร่อน น้ำเข้าไปขังใต้เล็บปลอมนานหลายสัปดาห์ จึงเห็นเล็บเขียวหรือขาวขุ่นตอนถอด
ดันหรือตัดหนังโคนเล็บ (cuticle) ออก หนังนี้เป็นซีลกันน้ำและเชื้อ พอหายไปจึงเกิดเปื่อยรอบเล็บและเชื้อยีสต์ตามมา
อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน ตะไบ บัฟเฟอร์ และที่ตัดหนังที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ ส่งต่อเชื้อจากลูกค้าคนหนึ่งไปอีกคนได้ อ่างแช่เท้าที่ทำความสะอาดไม่ทั่วก็เช่นกัน
เช็กลิสต์ก่อนนั่งร้านทำเล็บ
เครื่องมือโลหะ (กรรไกร ที่ตัดหนัง) ผ่านการอบฆ่าเชื้อด้วยความร้อนและเปิดซองต่อหน้า
ตะไบกระดาษและบัฟเฟอร์เป็นแบบใช้ครั้งเดียว หรือให้พกของตัวเองไป
ขอไม่ตัดหนังโคนเล็บ ให้แค่ดันเบา ๆ หลังแช่น้ำ
เว้นช่วงพักเล็บจากเจลหรือเล็บต่อ 1–2 สัปดาห์ทุก 2–3 รอบ และถอดเจลด้วยการแช่น้ำยาแทนการงัด
ถ้าปลายเล็บร่อนหรือมีสีเขียวแล้ว หยุดทำเล็บจนกว่าเล็บส่วนที่ร่อนจะงอกพ้นและตรวจแล้วไม่มีเชื้อ เพราะการทาสีหรือต่อเล็บทับจะปิดความชื้นไว้ และบังสีเล็บจนติดตามผลการรักษาไม่ได้
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราที่เล็บจริง (ตรวจก่อนรักษา)
การรักษาที่ได้ผลกับเชื้อราที่เล็บมักต้องกินยาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังทั้งในยุโรป อังกฤษ และสหรัฐฯ จึงแนะนำให้ยืนยันเชื้อก่อนเริ่มยากินทุกครั้ง แพทย์จะเก็บตัวอย่างจากขุยใต้เล็บส่วนที่ติดกับเนื้อดี (ไม่ใช่ปลายเล็บที่หลุดแล้ว) แล้วส่งตรวจด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี
ส่องกล้องหาเส้นใยเชื้อราด้วยน้ำยา KOH ทำได้ในคลินิก รู้ผลภายในวันเดียว แต่ผลลบไม่ได้ตัดเชื้อราออกเสมอ ถ้าเก็บตัวอย่างไม่ถูกจุดอาจพลาดได้ราวหนึ่งในสามราย
เพาะเชื้อ (fungal culture) รู้ผลใน 2–4 สัปดาห์ บอกได้ว่าเป็นเดอร์มาโทไฟต์ ยีสต์ หรือราสาย ซึ่งเปลี่ยนการเลือกยา
ตัดเล็บส่งย้อมพิเศษทางพยาธิ (nail clipping with PAS stain) มีความไวสูงราว 80–90% ใช้เมื่อผล KOH เป็นลบแต่ยังสงสัย
การตรวจสารพันธุกรรมเชื้อ (PCR) ใช้ในบางสถานพยาบาล รู้ผลเร็วและแยกชนิดเชื้อได้
ผลตรวจมีประโยชน์สองทาง ถ้าเป็นเชื้อราจริงจะเลือกยาได้ตรงชนิด ถ้าไม่ใช่ก็เลี่ยงการกินยาหลายเดือนเพื่อรักษาโรคที่ไม่มีอยู่ และได้หาสาเหตุที่แท้จริง
ทำไมทายาฆ่าเชื้อราที่เล็บแล้วไม่หาย
แผ่นเล็บหนาราว 0.5–1 มม. และแข็งเหมือนเขาสัตว์ ส่วนเชื้ออยู่ข้างใต้ ยาทาจึงไปไม่ถึง เหตุผลหลักที่ทาแล้วไม่หายมีห้าข้อ
ใช้ครีมทาผิวทาเล็บ ครีมหรือน้ำยาฆ่าเชื้อราสำหรับผิวหนังที่ซื้อตามร้านยา เช่น clotrimazole หรือ miconazole ซึมผ่านแผ่นเล็บได้น้อยมาก ใช้ได้กับผิวรอบเล็บและเท้า แต่ไม่พอสำหรับตัวเล็บ
เป็นลึกเกินกว่ายาทาจะไหว ยาทาเล็บชนิดเฉพาะได้ผลเมื่อเป็นไม่เกินราวครึ่งเล็บ ยังไม่ถึงโคนเล็บ และเป็นไม่เกิน 3–4 เล็บ
มีก้อนเชื้ออัดแน่นใต้เล็บ (dermatophytoma) เห็นเป็นแถบหรือก้อนสีเหลืองขาวตามยาวใต้เล็บ ยาทั้งทาและกินเข้าถึงยาก ต้องตัดหรือกรอส่วนนั้นออกร่วมด้วย
ไม่ได้รักษาเท้าไปด้วย เชื้อที่ง่ามนิ้วเท้ากลับเข้าเล็บใหม่ตลอด
ไม่ใช่เชื้อราตั้งแต่แรก ตามหัวข้อโรคที่หน้าตาคล้ายด้านบน
ยาทาเชื้อราที่เล็บ: ใช้เมื่อไร ทาอย่างไร กี่เดือน
ยาทาเล็บเหมาะกับเคสเป็นน้อย เป็นแบบขาวขุ่นที่ผิวหน้าเล็บ เป็นในเด็ก หรือผู้ที่กินยาไม่ได้ และใช้เสริมยากินเพื่อเพิ่มโอกาสหาย ตัวยาที่ใช้จริงมีดังนี้
อะโมโรลฟีน 5% ชนิดน้ำยาทาเล็บ (amorolfine 5% nail lacquer) ทาสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ก่อนทาทุกครั้งให้ตะไบผิวเล็บส่วนที่เป็นออกเบา ๆ และเช็ดด้วยแผ่นแอลกอฮอล์ ใช้ต่อเนื่องราว 6 เดือนสำหรับเล็บมือ และ 9–12 เดือนสำหรับเล็บเท้า
ไซโคลพิรอกซ์ 8% ชนิดน้ำยาทาเล็บ (ciclopirox 8% nail lacquer) ทาวันละครั้งทับชั้นเดิม ล้างออกสัปดาห์ละครั้งด้วยแอลกอฮอล์แล้วเริ่มใหม่ ใช้นานได้ถึง 48 สัปดาห์
อีฟินาโคนาโซล 10% (efinaconazole 10% solution) ทาวันละครั้งนาน 48 สัปดาห์ ซึมผ่านเล็บได้ดีกว่ารุ่นเก่า แต่มีจำหน่ายในบางประเทศเท่านั้น
ความคาดหวังที่ตรงกับงานวิจัยคือ ยาทาเล็บอย่างเดียวทำให้เล็บหายสมบูรณ์ในราว 5–18% ของผู้ที่เป็นระดับปานกลาง ตัวเลขนี้สูงขึ้นมากเมื่อเลือกเฉพาะเคสที่เป็นน้อยจริง ๆ ดูรายละเอียดยาทาเชื้อรากลุ่มอื่นและตำแหน่งที่ใช้ได้ในบทความ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวไหน ทากี่สัปดาห์
เรื่องน้ำยาทาเชื้อราเล็บที่ขายตามร้านขายยาและออนไลน์: ก่อนซื้อให้ดูชื่อสามัญของตัวยาบนกล่อง ถ้าเป็นกลุ่ม clotrimazole, miconazole, tolnaftate หรือสารสกัดธรรมชาติ เป็นยาสำหรับผิวหนังที่ไม่ได้ออกแบบให้ซึมเล็บ ใช้กับเล็บที่เป็นมากแล้วมักไม่หาย ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เล็บนุ่มหรือขาวขึ้นอาจทำให้เล็บดูดีขึ้นชั่วคราวโดยที่เชื้อยังอยู่
ยากินเชื้อราที่เล็บ: ชื่อยา ขนาด และกินกี่เดือน
สำหรับเคสระดับปานกลางถึงมาก ยากินเป็นการรักษาหลัก เพราะยาเข้าสู่เล็บจากฐานเล็บและค้างอยู่ในเล็บต่อได้หลายเดือนหลังหยุดยา
เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 250 มก. วันละครั้ง เป็นยาทางเลือกแรกเมื่อเป็นเชื้อเดอร์มาโทไฟต์ กินต่อเนื่อง 6 สัปดาห์สำหรับเล็บมือ และ 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า ในงานวิจัยเชื้อหายราว 70% และเล็บกลับมาปกติสมบูรณ์ราว 35–50% ผลข้างเคียงที่พบได้คือ ท้องอืด ลิ้นรับรสเปลี่ยน ผื่น และพบน้อยคือตับอักเสบ
อิทราโคนาโซล (itraconazole) แบบต่อเนื่อง 200 มก. วันละครั้ง 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า หรือแบบเป็นชุด (pulse) 200 มก. วันละ 2 ครั้ง กิน 1 สัปดาห์ หยุด 3 สัปดาห์ นับเป็น 1 ชุด ใช้ 2 ชุดสำหรับเล็บมือ และ 3–4 ชุดสำหรับเล็บเท้า ครอบคลุมทั้งเดอร์มาโทไฟต์ ยีสต์ และราสายบางชนิด ต้องกินพร้อมอาหาร ยาตัวนี้ตีกับยาหลายกลุ่ม เช่น ยาลดไขมันบางตัว ยานอนหลับบางตัว และยาหัวใจ และไม่ใช้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
ฟลูโคนาโซล (fluconazole) 150–450 มก. สัปดาห์ละครั้ง นาน 6–12 เดือนหรือจนเล็บใหม่งอกแทนหมด ใช้เมื่อใช้สองตัวแรกไม่ได้ หรือเป็นเชื้อยีสต์
กริซีโอฟูลวิน (griseofulvin) เป็นยารุ่นเก่า ต้องกินนานเกินปีสำหรับเล็บเท้าและได้ผลต่ำกว่า ปัจจุบันจึงแทบไม่ใช้กับเล็บ
ก่อนเริ่มยากิน แพทย์จะซักยาประจำตัวทั้งหมด และมักตรวจค่าการทำงานของตับก่อนเริ่มยา ในผู้ที่มีโรคตับหรือกินยานานกว่า 6 สัปดาห์อาจตรวจซ้ำระหว่างรักษา ถ้ามีอาการตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้มาก หรือผื่นลอก ให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรมักเลื่อนการรักษาด้วยยากินออกไปก่อน การเลือกยาและขนาดยาเป็นการตัดสินของแพทย์ที่ตรวจคุณ ไม่ควรซื้อยากินเอง
ต้องถอดเล็บไหม: การลดความหนาเล็บที่ใช้จริง
ส่วนใหญ่ไม่ต้องถอดเล็บทั้งเล็บ การผ่าตัดถอดเล็บแบบเดิมเจ็บ พักฟื้นนาน และเล็บที่งอกใหม่อาจผิดรูป ปัจจุบันแพทย์ใช้วิธีที่เบากว่าเพื่อลดปริมาณเชื้อและช่วยให้ยาเข้าถึง
ตัดและกรอเล็บส่วนที่หนาออก (debridement) ทำซ้ำทุก 4–8 สัปดาห์ระหว่างรักษา ลดความเจ็บเวลาใส่รองเท้าได้ทันที
ใช้ยูเรียความเข้มข้นสูง 40% ปิดเล็บ ทำให้เล็บส่วนที่ผุนุ่มจนลอกออกได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องผ่าตัด
ถอดเล็บบางส่วน เฉพาะเล็บที่หนามาก เจ็บ หรือมีก้อนเชื้ออัดแน่น ร่วมกับยากินหรือยาทา
เรื่องเลเซอร์: มีการใช้เลเซอร์รักษาเชื้อราที่เล็บในบางที่ แต่หลักฐานปัจจุบันบอกว่าทำให้ส่วนใสของเล็บเพิ่มขึ้นได้บ้าง ยังไม่แสดงว่าฆ่าเชื้อได้เทียบเท่ายากิน แนวทางเวชปฏิบัติจึงยังไม่จัดเป็นการรักษาหลัก เหมาะเป็นทางเลือกเสริมในผู้ที่กินยาไม่ได้เท่านั้น
รักษากี่เดือนหาย: ไทม์ไลน์ที่ควรรู้
ข้อที่ทำให้คนเลิกรักษากลางทางมากที่สุดคือเข้าใจผิดว่าเล็บต้องใสทันทีเมื่อหยุดยา ความจริงคือยาฆ่าเชื้อในเล็บที่กำลังงอกใหม่ ส่วนเล็บเก่าที่ขุ่นอยู่แล้วต้องรอให้งอกพ้นแล้วตัดทิ้ง
เล็บมืองอกราว 3 มม. ต่อเดือน ใช้เวลา 4–6 เดือนจึงงอกใหม่ทั้งเล็บ
เล็บเท้างอกราว 1–1.5 มม. ต่อเดือน เล็บหัวแม่เท้าใช้ 12–18 เดือนจึงใสทั้งเล็บ
เดือนที่ 2–3 หลังเริ่มยากิน ควรเห็นแถบเล็บใสงอกออกมาจากโคนเป็นเส้นแบ่งชัด นี่คือสัญญาณว่ายาได้ผล แม้ปลายเล็บยังขุ่นอยู่
ประเมินผลจริงที่ 12–18 เดือน นับจากวันเริ่มรักษา สำหรับเล็บเท้า
สัญญาณว่ารักษาไม่ได้ผล ได้แก่ ผ่านไป 3–6 เดือนแล้วโคนเล็บยังไม่มีส่วนใสงอกออกมา แถบขุ่นลามเข้าหาโคนเพิ่ม หรือมีก้อนเชื้อเป็นแถบใต้เล็บ กรณีนี้แพทย์จะตรวจเชื้อซ้ำ เปลี่ยนยาตามชนิดเชื้อ หรือกรอเล็บเพิ่ม
ปัจจัยที่ทำให้หายยาก ได้แก่ เป็นเกินครึ่งเล็บ ลามถึงโคนเล็บ เล็บหนาเกิน 2 มม. มีก้อนเชื้ออัดแน่น เป็นเบาหวานหรือหลอดเลือดส่วนปลายตีบ และเป็นเชื้อราสายที่ไม่ใช่เดอร์มาโทไฟต์
เป็นซ้ำหลังหาย: ทำไมต้องตรวจเชื้อใหม่ก่อนรักษารอบสอง
เชื้อราที่เล็บกลับมาเป็นซ้ำได้ราว 20–25% ภายใน 2–3 ปีหลังหาย ส่วนมากเพราะเชื้อที่เท้ายังอยู่ หรือกลับไปอยู่ในสภาพอับชื้นแบบเดิม แต่เล็บที่ดูเหมือนเป็นซ้ำไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อราเสมอไป เล็บที่เคยป่วยนาน ๆ มักหนาและขุ่นค้างบางส่วนแม้เชื้อหมดแล้ว
กฎของแพทย์ผิวหนังจึงเป็นแบบนี้ ถ้าเล็บกลับมาผิดปกติหลังรักษาครบ ให้ตรวจยืนยันเชื้อใหม่ก่อนเริ่มยากินรอบสองทุกครั้ง ถ้าผลยืนยันเป็นเชื้อราจริง แพทย์จะดูชนิดเชื้อจากการเพาะเชื้อเพื่อเลือกยาที่ตรง ไม่ใช่กินยาตัวเดิมซ้ำ ในบางรายหลังหาย แพทย์อาจให้ทายาทาเล็บสัปดาห์ละครั้งหรือยาทาเชื้อราที่เท้าต่อเป็นระยะเพื่อป้องกัน
ป้องกันเชื้อราที่เล็บ: เช็กลิสต์รองเท้าและถุงเท้า
การป้องกันสำคัญพอ ๆ กับการรักษา เพราะเล็บที่หายแล้วยังอยู่ในรองเท้าคู่เดิม
หมุนรองเท้าอย่างน้อย 2 คู่ ใส่คู่เดิมซ้ำเมื่อพักให้แห้งแล้ว 24–48 ชั่วโมง รองเท้าที่ใส่ทุกวันไม่มีวันแห้งสนิท
โรยแป้งหรือพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อราในรองเท้า สัปดาห์ละครั้งถึงสองครั้ง โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบและรองเท้าทำงาน
เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และทันทีที่เปียก เลือกเนื้อผ้าที่ระบายเหงื่อ ถ้ามีเชื้อราที่เท้าให้ซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาหรือตากแดดจัด
เช็ดง่ามนิ้วเท้าให้แห้ง หลังอาบน้ำทุกครั้ง และรักษาฮ่องกงฟุตให้หายไปพร้อมกัน ดูวิธีแยกเชื้อราที่เท้าจากโรคอื่นได้ที่ เท้าลอก เกิดจากอะไร และ น้ำกัดเท้า เกิดจากอะไร
ใส่รองเท้าแตะในห้องอาบน้ำรวม สระว่ายน้ำ และห้องล็อกเกอร์
แยกที่ตัดเล็บ ของเล็บที่เป็นเชื้อราออกจากของคนอื่นในบ้าน และตัดเล็บที่เป็นทีหลังสุด
ตัดเล็บตรง สั้นพอดี ไม่สั้นจนเล็บร่อน และเลือกรองเท้าที่หัวไม่บีบนิ้ว
เหงื่อเท้าออกมาก ให้จัดการที่ต้นเหตุด้วย ดูเพิ่มที่ เท้าเหม็นและเหงื่อเท้ามาก
เชื้อราที่เล็บ ติดต่อไหม
ติดต่อได้ แต่ไม่ง่ายเหมือนหวัด เชื้อติดผ่านพื้นเปียกที่เดินเท้าเปล่าร่วมกัน ที่ตัดเล็บ ตะไบ รองเท้า และผ้าเช็ดเท้าที่ใช้ร่วมกัน คนในบ้านเดียวกันจึงเป็นเชื้อราที่เท้าและเล็บพร้อมกันได้ การแยกของใช้ส่วนตัวและรักษาทุกคนที่เป็นในบ้านช่วยตัดวงจรได้ นอกจากนี้เชื้อจากเล็บยังลามไปที่อื่นของตัวเองได้ เช่น ขาหนีบ (สังคัง) หรือฝ่ามือ จากการเกาหรือใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกัน
น้ำส้มสายชู กระเทียม และสูตรบ้าน ๆ ช่วยได้จริงไหม
สูตรที่คนค้นหามากที่สุด ได้แก่ แช่น้ำส้มสายชู ทากระเทียม น้ำมันทีทรี (tea tree oil) และขี้ผึ้งเมนทอลการบูร ข้อมูลที่มีตอนนี้คือ
น้ำส้มสายชูเจือจาง มีประโยชน์จริงกับเล็บเขียวจากแบคทีเรีย และช่วยให้เท้าแห้งสะอาด แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ดีพอว่ารักษาเชื้อราใต้แผ่นเล็บได้ น้ำส้มสายชูเข้มข้นแช่นาน ๆ ทำให้ผิวรอบเล็บเปื่อยและลอก
กระเทียมสด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในหลอดทดลอง แต่ถ้าพอกบนผิวทำให้ผิวไหม้พองได้
น้ำมันทีทรีและขี้ผึ้งเมนทอลการบูร มีการศึกษาขนาดเล็กที่เห็นเล็บดีขึ้นบ้างในบางคน แต่อัตราหายต่ำและยังไม่เทียบเท่ายาทาเล็บ
สรุปคือใช้เป็นตัวเสริมได้ถ้าไม่ระคายเคือง แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาจริง เพราะทุกเดือนที่ปล่อยไว้ เชื้อลามเข้าหาโคนเล็บมากขึ้น และรักษายากขึ้น
เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ (สัญญาณอันตราย)
ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจโดยไม่รอ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง
มีแถบสีน้ำตาลดำเส้นเดียว ในเล็บนิ้วเดียว ที่กว้างขึ้นหรือเข้มขึ้น หรือสีลามออกมาที่ผิวรอบเล็บ
บวม แดง ร้อน ปวดตุบ มีหนอง หรือรอยแดงลามขึ้นนิ้วและหลังเท้า
เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคหลอดเลือดส่วนปลาย เพราะเล็บผุและแผลที่เท้าลุกลามเป็นการติดเชื้อรุนแรงได้เร็ว
เล็บผิดปกติพร้อมกันหลายนิ้วในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือมีผื่นที่ผิวหนังส่วนอื่นร่วมด้วย
เป็นในเด็ก ซึ่งพบไม่บ่อย และควรตรวจยืนยันก่อนใช้ยาทุกชนิด
ทายาเองครบ 3 เดือนแล้ว แต่โคนเล็บยังไม่มีส่วนใสงอกออกมา
สรุปสั้น ๆ
เล็บหนา ขุ่น เหลือง มีขุยใต้เล็บ และเริ่มที่ปลายหรือขอบข้างของเล็บเท้า เป็นรูปแบบที่เข้ากับเชื้อราที่เล็บมากที่สุด
เล็บผิดปกติราวครึ่งหนึ่งไม่ใช่เชื้อรา ทั้งสะเก็ดเงินที่เล็บ เล็บหนาจากการกระแทก เล็บเขียวจากแบคทีเรีย และมะเร็งใต้เล็บ จึงควรตรวจเชื้อก่อนกินยา
เป็นน้อยใช้ยาทาเล็บ amorolfine หรือ ciclopirox 6–12 เดือน เป็นปานกลางถึงมากใช้ยากิน terbinafine 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า หรือ itraconazole แบบชุด 3–4 ชุด
เล็บเท้าใสทั้งเล็บต้องใช้ 12–18 เดือน สัญญาณว่ายาได้ผลคือเห็นแถบใสงอกจากโคนภายใน 3 เดือน
ทำเล็บเจลหรือเล็บต่อทำให้เล็บร่อนและกักความชื้น เปิดทางให้ยีสต์และแบคทีเรีย หยุดทำเล็บระหว่างรักษา
เป็นซ้ำหลังหาย ให้ตรวจเชื้อยืนยันใหม่ก่อนรักษารอบสอง และรักษาเชื้อราที่เท้าไปพร้อมกันเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเล็บเป็นเชื้อรา
ดูยังไงว่าเล็บเป็นเชื้อรา
สังเกตเล็บที่ค่อย ๆ หนาขึ้นเป็นเดือน สีขาวขุ่น เหลือง หรือน้ำตาล มีขุยผงอัดใต้เล็บ ปลายเล็บร่อนแยกจากเนื้อ และมักเริ่มที่ปลายหรือขอบข้างของเล็บเท้าหนึ่งถึงสามเล็บ โดยเฉพาะคนที่มีเท้าลอกหรือคันร่วมด้วย แต่ลักษณะเหล่านี้ซ้ำกับสะเก็ดเงินที่เล็บและเล็บหนาจากการกระแทกได้ วิธีเดียวที่ยืนยันได้คือให้แพทย์ขูดขุยใต้เล็บส่องกล้องด้วยน้ำยา KOH เพาะเชื้อ หรือตัดเล็บส่งตรวจทางพยาธิ ซึ่งทำได้ในการตรวจครั้งเดียว
ทำยังไงให้เชื้อราที่เล็บหาย
ขั้นแรกคือยืนยันว่าเป็นเชื้อราจริง จากนั้นเลือกยาตามความรุนแรง ถ้าเป็นน้อยไม่เกินครึ่งเล็บและไม่ถึงโคน ใช้ยาทาเล็บ amorolfine สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง หรือ ciclopirox ทุกวัน นาน 6–12 เดือน ถ้าเป็นมากหรือหลายเล็บ แพทย์มักให้ยากิน terbinafine 250 มก. วันละครั้ง 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า ร่วมกับกรอเล็บส่วนที่หนาออก รักษาเชื้อราที่เท้าไปพร้อมกัน และหมุนรองเท้าให้แห้ง จากนั้นรอเล็บใหม่งอกแทนซึ่งใช้ 12–18 เดือนสำหรับเล็บเท้า
เชื้อราที่เล็บต้องถอดเล็บไหม
ส่วนใหญ่ไม่ต้องถอดทั้งเล็บ เพราะการถอดเล็บด้วยการผ่าตัดเจ็บ พักฟื้นนาน และเล็บที่งอกใหม่อาจผิดรูป ปัจจุบันแพทย์ใช้วิธีตัดและกรอส่วนที่หนาออกทุก 4–8 สัปดาห์ หรือใช้ยูเรีย 40% ปิดให้เล็บส่วนที่ผุนุ่มจนลอกออกเองใน 1–2 สัปดาห์ ร่วมกับยากินหรือยาทา การถอดเล็บบางส่วนสงวนไว้สำหรับเล็บที่หนามาก เจ็บจนใส่รองเท้าไม่ได้ หรือมีก้อนเชื้ออัดแน่นใต้เล็บที่ยาเข้าไม่ถึง
ทำไมทำเล็บแล้วเป็นเชื้อรา
การทำเล็บทำให้เกิดช่องว่างใต้เล็บและกักความชื้น การงัดหรือขูดเจลออกทำให้ผิวเล็บบางและปลายเล็บร่อน การต่อเล็บทับเล็บที่เริ่มร่อนทำให้น้ำขังอยู่ข้างใต้นานหลายสัปดาห์ และการตัดหนังโคนเล็บทำลายซีลกันน้ำตามธรรมชาติ ช่องเหล่านี้เป็นที่อยู่ของยีสต์และแบคทีเรียที่ทำให้เล็บเขียว ส่วนอุปกรณ์ที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อส่งต่อเชื้อราระหว่างลูกค้าได้ ถ้าเล็บร่อนหรือเปลี่ยนสีแล้ว ควรหยุดทำเล็บและตรวจก่อน เพราะการทาสีทับจะบังการติดตามผลการรักษา
เชื้อราที่เล็บ หายเองได้ไหม
โดยทั่วไปไม่หายเอง ต่างจากเชื้อราที่ผิวหนังบางชนิด เพราะเชื้ออยู่ใต้แผ่นเล็บซึ่งภูมิคุ้มกันและยาทาเข้าถึงยาก ถ้าปล่อยไว้มักค่อย ๆ ลามเข้าหาโคนเล็บและไปเล็บอื่น เล็บจะหนาขึ้นจนตัดยากและเจ็บเวลาใส่รองเท้า และยิ่งเป็นนานยิ่งรักษายาก ในผู้ป่วยเบาหวานเล็บที่ผุยังเป็นทางเข้าของแบคทีเรีย กรณีที่ดูเหมือนหายเองมักเป็นเล็บเขียวจากแบคทีเรียหรือเล็บร่อนจากการทำเล็บที่หายเมื่อเล็บงอกใหม่ ไม่ใช่เชื้อราจริง
เล็บเป็นเชื้อรา น้ำส้มสายชูช่วยได้ไหม
น้ำส้มสายชูเจือจางราว 1 ต่อ 4 ส่วนน้ำช่วยได้จริงกับเล็บสีเขียวที่เกิดจากแบคทีเรีย และช่วยให้เท้าสะอาดแห้ง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ดีพอว่าฆ่าเชื้อราใต้แผ่นเล็บให้หายได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมากหรือหลายเล็บ การแช่น้ำส้มสายชูเข้มข้นนาน ๆ ทำให้ผิวรอบเล็บเปื่อยและระคายเคือง ใช้เป็นตัวเสริมได้ถ้าผิวไม่แสบ แต่ไม่ควรใช้แทนยาทาเล็บหรือยากินที่มีหลักฐาน เพราะทุกเดือนที่เสียไปเชื้อจะลามลึกขึ้น
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 กันยายน 2569
ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ทดแทนการวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์ การเลือกยาและขนาดยาต้องให้แพทย์ที่ตรวจคุณเป็นผู้ตัดสิน หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง




ความคิดเห็น