เปื่อยรอบเล็บอักเสบ (Paronychia) — Acute vs Chronic รักษาต่างกัน
อัปเดตเมื่อ 31 ก.ค.
เล็บขบหรือเนื้อเยื่อรอบเล็บอักเสบ (Paronychia) คือภาวะอักเสบของผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ เล็บ ทำให้บริเวณโคนเล็บหรือขอบเล็บบวมแดง เจ็บ และบางครั้งมีหนอง ภาวะนี้พบได้บ่อยทั้งที่นิ้วมือและนิ้วเท้า แพทย์ผิวหนังจะแบ่ง Paronychia ออกเป็น 2 ชนิดหลักตามระยะเวลาที่เป็น ซึ่งมีสาเหตุและวิธีรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การแยกชนิดให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาที่ได้ผล
Paronychia คืออะไร และแบ่งเป็นกี่ชนิด
Paronychia แบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการออกเป็น 2 ชนิด ซึ่งต่างกันทั้งสาเหตุและแนวทางรักษา ดังนี้
ชนิดเฉียบพลัน (Acute): มีอาการน้อยกว่า 6 สัปดาห์ มักเกิดขึ้นเร็วหลังมีการบาดเจ็บที่ขอบเล็บ สาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรีย
ชนิดเรื้อรัง (Chronic): มีอาการนานกว่า 6 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเชื้อราและการระคายเคืองจากสารสัมผัส
จุดสังเกตร่วมของทั้งสองชนิดคือ จมูกเล็บ (cuticle) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันธรรมชาติของขอบเล็บมักถูกทำลายไป ทำให้เชื้อโรคและสารระคายเคืองเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น หากเป็นเรื้อรังอาจทำให้เล็บผิดรูป (nail dystrophy) ตามมาได้
Paronychia ชนิดเฉียบพลัน (Acute) — สาเหตุและการรักษา
Acute paronychia มักตามหลังการบาดเจ็บเล็ก ๆ ที่ขอบเล็บ เช่น การแคะเล็บ กัดเล็บ หรือการทำเล็บ (manicure) จุดสำคัญคือ
เชื้อก่อโรค: เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Staphylococcus aureus บางครั้งเป็นเชื้อ Streptococcus หรือ Pseudomonas (ซึ่งอาจทำให้เล็บมีสีเขียว)
ปัจจัยกระตุ้น: มักเกิดหลังการแคะเล็บ กัดหนังรอบเล็บ หรือการทำเล็บที่ตัด/ดันจมูกเล็บออก
อาการ: ขอบเล็บบวมแดง เจ็บ กดเจ็บ และอาจมีฝีหนอง (abscess) สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง
แนวทางการรักษา Acute paronychia มีดังนี้
เจาะระบายหนอง: ถ้ามีฝีหนอง แพทย์จะเจาะระบายหนอง (Incision & Drainage) และอาจส่งเพาะเชื้อ (swab culture) โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงต่อเชื้อ MRSA
ยาปฏิชีวนะ: Cephalexin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน หรือ Dicloxacillin เป็นทางเลือกแรก
กรณีสงสัย MRSA: หากสงสัยเชื้อ MRSA แพทย์อาจเลือก Bactrim (TMP-SMX), Clindamycin หรือ Doxycycline แทน
การดูแลเสริม: แช่นิ้วในน้ำอุ่นบ่อย ๆ ทายา Mupirocin ointment และยกนิ้วให้สูงเพื่อช่วยลดบวม
Paronychia ชนิดเรื้อรัง (Chronic) — สาเหตุและการรักษา
Chronic paronychia เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน (multifactorial) และแพทย์มักมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของผื่นระคายเคืองที่มือ (hand dermatitis) มากกว่าการติดเชื้อล้วน ๆ จุดสำคัญคือ
สาเหตุร่วม: มักพบเชื้อ Candida albicans ร่วมกับการระคายเคืองจากสารสัมผัส เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และการทำงานเปียกน้ำบ่อย (wet work)
อาการ: ขอบเล็บบวมแดงเรื้อรัง จมูกเล็บ (cuticle) หลุดหายไป และเล็บค่อย ๆ ผิดรูป (nail dystrophy)
การรักษา Chronic paronychia เน้นทั้งการป้องกันและการใช้ยา ดังนี้
การป้องกัน: หลีกเลี่ยงการทำงานเปียกน้ำ ขณะล้างจานหรือซักผ้าให้สวมถุงมือผ้าฝ้าย (cotton) ชั้นในและสวมถุงมือยาง (nitrile/rubber) ทับด้านนอก เพื่อลดการสัมผัสน้ำและสารระคายเคือง
ยาสเตียรอยด์ทา: Topical clobetasol 0.05% ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2-3 สัปดาห์ เพื่อลดการอักเสบ
ยาต้านเชื้อรา: เพิ่มยาต้านเชื้อราชนิดทา เช่น clotrimazole หรือ ketoconazole เมื่อผลตรวจ KOH พบเชื้อ Candida
ทางเลือกระยะยาว: อาจใช้ Tacrolimus 0.1% สำหรับการใช้ระยะยาว เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงผิวบางจากสเตียรอยด์ (steroid atrophy)
เมื่อโคนเล็บอักเสบเรื้อรัง เล็บที่งอกใหม่มักผิดรูปตามไปด้วย จึงพบร่องแนวนอนและผิวเล็บที่ไม่เรียบ ร่วมกับเล็บเปราะ ได้บ่อย ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อการอักเสบสงบและเล็บงอกใหม่จนหมด ในผู้ป่วยเรื้อรังควรตรวจแยกเชื้อราที่เล็บ ร่วมด้วย และหากขอบเล็บทิ่มเนื้อควรดูแลเรื่องเล็บฝังเนื้อ ไปพร้อมกัน ดูภาพรวมโรคเล็บได้ที่คู่มือโรคเล็บ
กรณีรักษาไม่หาย — เมื่อไหร่ต้องตัดชิ้นเนื้อ
หาก Chronic paronychia รักษาต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จำเป็นต้องนึกถึงโรคอื่นที่อาจแฝงอยู่และพิจารณาตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อวินิจฉัย โรคที่ต้องระวัง ได้แก่
โรคที่ต้องแยก: มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาที่ไม่มีสี (amelanotic melanoma)
มะเร็งชนิดอื่น: มะเร็งผิวหนังชนิด Squamous cell carcinoma (SCC), Bowen's disease หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมา (metastasis)
เนื้องอกอื่น: เนื้องอก Glomus tumor
แพทย์จะพิจารณาทำ punch biopsy โดยเฉพาะเมื่อรอยโรคติดกับนิ้วหัวแม่มือ (digit 1) หรือมีแผล (ulcer) หรือมีสีคล้ำผิดปกติ (pigmentation) ร่วมด้วย เพราะเป็นสัญญาณที่ต้องแยกโรคร้ายแรงออกไปให้ชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย
Acute paronychia หายเองได้ไหม? ถ้ายังไม่มีฝีหนอง การแช่น้ำอุ่นบ่อย ๆ อาจช่วยให้ดีขึ้นได้เอง แต่ถ้ามีหนองสะสมแล้ว จำเป็นต้องเจาะระบายหนอง (I&D) ร่วมกับยาต้านเชื้อ
แคะเล็บหรือดึงหนังรอบเล็บ ทำไมเป็นปัจจัยเสี่ยง? จมูกเล็บ (cuticle) เป็นเกราะป้องกันธรรมชาติของขอบเล็บ เมื่อถูกตัดหรือดึงออก เชื้อโรคจะเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบเล็บได้ง่ายขึ้น จึงเกิดการอักเสบตามมา
แช่น้ำมะนาวหรือสมุนไพรช่วยได้ไหม? ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนว่าน้ำมะนาวหรือสมุนไพรช่วยรักษาได้ ควรแช่น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ (normal saline) จะเหมาะสมกว่า
ยาเคมีบำบัดหรือยารักษาสิว (retinoid, EGFR inhibitor) ทำให้เกิด paronychia ได้ไหม? ได้ ยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิด paronychia ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาด้วยยาทาร่วมกับการจี้ความเย็น (cryotherapy) สำหรับก้อนเนื้อ granulation ที่ขอบเล็บ
หากคุณมีอาการขอบเล็บบวมแดง เจ็บ มีหนอง หรือเล็บเริ่มผิดรูปเรื้อรัง แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น