โรคเล็บเปราะ: สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลเล็บให้แข็งแรง
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
เล็บเปราะหรือเล็บแตกหักง่ายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสกับน้ำหรือสารเคมีบ่อยครั้ง แม้ว่าโรคเล็บเปราะมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่บางครั้งอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ได้ ในฐานะอาจารย์แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง บทความนี้จะอธิบายว่าเล็บเปราะคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด มีอาการอย่างไร และจะดูแลรักษาเล็บให้แข็งแรงได้อย่างไรตามหลักการแพทย์
เล็บเปราะคืออะไร
เล็บเปราะ (Brittle Nails หรือ Onychoschizia) หมายถึงภาวะที่เล็บมีลักษณะบาง อ่อนแอ แตกหักหรือลอกง่าย โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่:
เล็บเปราะแบบแห้ง (Dry Brittle Nails): เล็บจะแตกหักตามขวาง มักสัมพันธ์กับการสูญเสียความชุ่มชื้น
เล็บเปราะแบบชื้น (Soft Brittle Nails): เล็บจะอ่อนนิ่มและลอกออกเป็นชั้น
โรคเล็บเปราะเกิดจากอะไร
สาเหตุของเล็บเปราะมีหลายประการ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่:
ปัจจัยภายนอก: การสัมผัสน้ำซ้ำ ๆ ทำให้เล็บสูญเสียความชุ่มชื้นและเปราะหัก การใช้น้ำยาล้างจาน สบู่ หรือสารเคมีทำความสะอาดบ่อย ๆ รวมถึงอะซิโตนในน้ำยาทำเล็บ ทำลายโครงสร้างของเล็บและทำให้เล็บแห้งเปราะ
ปัจจัยโภชนาการ: การขาดสารอาหารสำคัญ เช่น ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามิน B7 ธาตุเหล็ก สังกะสี โปรตีน และกรดไขมันจำเป็น การรับประทานอาหารไม่ครบหมู่หรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วอาจทำให้ขาดสารอาหารเหล่านี้
โรคทางระบบ: ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ (ทั้งเป็นพิษและทำงานน้อย) โลหิตจาง โรคไตเรื้อรัง และโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สะเก็ดเงินที่ลุกลามสู่เล็บ ล้วนทำให้เล็บเปราะได้
อายุและฮอร์โมน: เมื่ออายุมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนและความชุ่มชื้นของเล็บจะลดลงตามธรรมชาติ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักพบปัญหาเล็บเปราะมากขึ้นจากระดับเอสโตรเจนที่ลดลง
อาการและลักษณะของเล็บเปราะ
เล็บเปราะมีลักษณะเด่นหลายประการที่สังเกตได้ ดังนี้:
เล็บแตกหัก: เล็บแตกหักตามขอบได้ง่าย
Onychoschisis: เล็บลอกออกเป็นชั้นบาง ๆ
Onychorrhexis: เล็บมีรอยแตกตามยาว
ลักษณะเล็บเปลี่ยน: เล็บบางผิดปกติ ผิวเล็บหยาบไม่เรียบ และขอบเล็บไม่คมชัด
อาการเจ็บ: ในบางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วร่วมด้วย
การวินิจฉัยโรคเล็บเปราะ
แพทย์ผิวหนังจะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับนิสัยการดูแลเล็บ อาชีพ การรับประทานอาหาร และโรคประจำตัว จากนั้นตรวจเล็บด้วยสายตาและอาจใช้อุปกรณ์ขยายพิเศษ ในกรณีที่สงสัยโรคทางระบบ อาจส่งตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ธาตุเหล็ก ไบโอติน และสารอาหารอื่น ๆ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
วิธีดูแลและรักษาเล็บเปราะ
การดูแลเล็บเปราะทำได้หลายวิธี โดยแบ่งเป็นการดูแลเบื้องต้น การปรับโภชนาการ และการรักษาทางการแพทย์:
การดูแลเบื้องต้น: ใส่ถุงมือยางเมื่อต้องสัมผัสน้ำหรือสารเคมี ทาครีมบำรุงเล็บและผิวบริเวณโคนเล็บสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอะซิโตนและน้ำยาทำเล็บที่มีสารเคมีรุนแรง ตัดเล็บให้สั้นพอดีและใช้ตะไบเล็บแทนกรรไกรเพื่อหลีกเลี่ยงการบิ่น
โภชนาการ: รับประทานอาหารที่มีไบโอติน เช่น ไข่ ถั่ว เมล็ดพืช และตับ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดง ผักใบเขียว และธัญพืช รวมถึงโปรตีนเพียงพอเพื่อสร้างเคราตินซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเล็บ แพทย์อาจพิจารณาให้อาหารเสริมไบโอตินหากตรวจพบว่าขาด
การรักษาทางการแพทย์: หากมีสาเหตุจากโรคทางระบบ แพทย์จะรักษาโรคต้นเหตุควบคู่กันไป กรณีมีการติดเชื้อราร่วมด้วยจะจ่ายยาต้านเชื้อรา และมีผลิตภัณฑ์ทาเล็บทางการแพทย์ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เล็บ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซิลิเซียและกรดไฮยาลูโรนิก
วิธีป้องกันเล็บเปราะ
การป้องกันเล็บเปราะเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพโดยรวมและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายเล็บ:
ดูแลสุขภาพโดยรวม: รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรักษาความชุ่มชื้นของผิวและเล็บ
เลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายเล็บ: หลีกเลี่ยงนิสัยที่ทำลายเล็บ เช่น กัดเล็บ แกะเล็บ หรือใช้เล็บเป็นเครื่องมือ
พักเล็บเป็นระยะ: ถ้าต้องทำเล็บบ่อย ควรพักให้เล็บได้ฟื้นตัวเป็นระยะ
ตรวจสุขภาพประจำปี: ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรคทางระบบที่อาจส่งผลต่อเล็บ
คำถามที่พบบ่อย
เล็บเปราะคืออะไร? เล็บเปราะ (Brittle Nails หรือ Onychoschizia) หมายถึงภาวะที่เล็บมีลักษณะบาง อ่อนแอ แตกหักหรือลอกง่าย แบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ เล็บเปราะแบบแห้ง (Dry Brittle Nails) ซึ่งเล็บจะแตกหักตามขวาง และเล็บเปราะแบบชื้น (Soft Brittle Nails) ซึ่งเล็บจะอ่อนนิ่มและลอกเป็นชั้น
เล็บเปราะเกิดจากอะไร? เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การสัมผัสน้ำและสารเคมีบ่อย อะซิโตน ปัจจัยโภชนาการ เช่น การขาดไบโอติน ธาตุเหล็ก สังกะสี โปรตีน โรคทางระบบ เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ โลหิตจาง โรคไตเรื้อรัง สะเก็ดเงิน รวมถึงอายุที่มากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
เล็บเปราะดูแลอย่างไรให้แข็งแรง? ใส่ถุงมือยางเมื่อสัมผัสน้ำหรือสารเคมี ทาครีมบำรุงเล็บสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอะซิโตน ตัดเล็บให้สั้นพอดีและใช้ตะไบแทนกรรไกร รับประทานอาหารที่มีไบโอติน ธาตุเหล็ก และโปรตีนเพียงพอ หากมีสาเหตุจากโรคทางระบบหรือการติดเชื้อรา แพทย์จะรักษาที่ต้นเหตุ
เล็บเปราะแบบไหนควรพบแพทย์? ควรพบแพทย์ผิวหนังเมื่อเล็บเปราะรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผมร่วง ผิวแห้ง หรืออ่อนเพลียง่าย สงสัยการติดเชื้อรา (เล็บเปลี่ยนสี ข้น หรือมีกลิ่น) หรือเล็บเปราะไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลเองแล้ว 2-3 เดือน
เล็บเปราะส่วนใหญ่ดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและโภชนาการ แต่หากเป็นเรื้อรัง มีอาการอื่นร่วม หรือสงสัยโรคทางระบบ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm เพื่อค้นหาสาเหตุและดูแลเล็บให้กลับมาแข็งแรง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น