โรคเล็บเปราะ: สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลเล็บให้แข็งแรง
- 6 เม.ย.
- ยาว 1 นาที

เล็บเปราะหรือเล็บแตกหักง่ายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสกับน้ำหรือสารเคมีบ่อยครั้ง แม้ว่าโรคเล็บเปราะมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่สามารถบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ได้ การเข้าใจสาเหตุและการดูแลอย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญ
เล็บเปราะคืออะไร?
เล็บเปราะ (Brittle Nails หรือ Onychoschizia) หมายถึงภาวะที่เล็บมีลักษณะบาง อ่อนแอ แตกหักหรือลอกง่าย อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ เล็บเปราะแบบแห้ง (Dry Brittle Nails) ซึ่งเล็บจะแตกหักตามขวาง และเล็บเปราะแบบชื้น (Soft Brittle Nails) ซึ่งเล็บจะอ่อนนิ่มและลอกเป็นชั้น
สาเหตุของโรคเล็บเปราะ
สาเหตุของเล็บเปราะมีหลายประการ ได้แก่:
1. ปัจจัยภายนอก: การสัมผัสน้ำซ้ำๆ ทำให้เล็บสูญเสียความชุ่มชื้นและเปราะหัก การใช้น้ำยาล้างจาน สบู่ หรือสารเคมีทำความสะอาดบ่อยๆ ทำลายโครงสร้างของเล็บ นอกจากนี้การสัมผัสกับสารเคมีในน้ำยาทำเล็บ เช่น อะซิโตน ยังทำให้เล็บแห้งและเปราะได้
2. ปัจจัยโภชนาการ: การขาดสารอาหารสำคัญ เช่น ไบโอติน (Biotin) หรือวิตามิน B7 เหล็ก สังกะสี โปรตีน และกรดไขมันจำเป็น ล้วนส่งผลให้เล็บอ่อนแอ การรับประทานอาหารไม่ครบหมู่หรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วอาจทำให้ขาดสารอาหารเหล่านี้ได้
3. โรคทางระบบ: ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ (ทั้งไทรอยด์เป็นพิษและไทรอยด์ทำงานน้อย) โลหิตจาง โรคไตเรื้อรัง และโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สะเก็ดเงินที่ลุกลามสู่เล็บ สามารถทำให้เล็บเปราะได้
4. อายุและฮอร์โมน: เมื่ออายุมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนและความชุ่มชื้นของเล็บจะลดลงตามธรรมชาติ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักพบปัญหาเล็บเปราะมากกว่า เนื่องจากระดับเอสโตรเจนที่ลดลง
อาการและลักษณะของเล็บเปราะ
เล็บเปราะมีลักษณะเด่นหลายประการ ได้แก่ เล็บแตกหักตามขอบ เล็บลอกออกเป็นชั้นบาง (Onychoschisis) เล็บมีรอยแตกตามยาว (Onychorrhexis) เล็บบางผิดปกติ ผิวเล็บหยาบไม่เรียบ และขอบเล็บไม่เรียบคมชัด ในบางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วร่วมด้วย
การวินิจฉัยโรคเล็บเปราะ
แพทย์ผิวหนังจะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับนิสัยการดูแลเล็บ อาชีพ การรับประทานอาหาร และโรคประจำตัว จากนั้นตรวจเล็บด้วยสายตาและอาจใช้อุปกรณ์ขยายพิเศษ ในกรณีที่สงสัยโรคทางระบบ อาจส่งตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ธาตุเหล็ก ไบโอติน และสารอาหารอื่นๆ
วิธีดูแลและรักษาเล็บเปราะ
การดูแลเล็บเปราะทำได้หลายวิธี:
การดูแลเบื้องต้น: ใส่ถุงมือยางเมื่อต้องสัมผัสน้ำหรือสารเคมี ทาครีมบำรุงเล็บและผิวบริเวณโคนเล็บสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้อะซิโตนและน้ำยาทำเล็บที่มีสารเคมีรุนแรง ตัดเล็บให้สั้นพอดีและไม่ตัดจนสั้นเกินไป ใช้ตะไบเล็บแทนกรรไกรเพื่อหลีกเลี่ยงการบิ่น
โภชนาการ: รับประทานอาหารที่มีไบโอติน เช่น ไข่ ถั่ว เมล็ดพืช และตับ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดง ผักใบเขียว และธัญพืช รวมถึงโปรตีนเพียงพอเพื่อสร้างเคราตินซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเล็บ แพทย์อาจพิจารณาให้อาหารเสริมไบโอตินหากตรวจพบว่าขาด
การรักษาทางการแพทย์: หากมีสาเหตุจากโรคทางระบบ แพทย์จะรักษาโรคต้นเหตุควบคู่กันไป สำหรับการติดเชื้อราร่วมด้วย แพทย์จะจ่ายยาต้านเชื้อรา มีผลิตภัณฑ์ทาเล็บทางการแพทย์ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เล็บ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซิลิเซียและกรดไฮยาลูโรนิก
การป้องกันเล็บเปราะ
การป้องกันเล็บเปราะเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพโดยรวม รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรักษาความชุ่มชื้นของผิวและเล็บ หลีกเลี่ยงนิสัยที่ทำลายเล็บ เช่น กัดเล็บ แกะเล็บ หรือใช้เล็บเป็นเครื่องมือ ถ้าต้องทำเล็บบ่อยๆ ควรพักให้เล็บได้หายใจเป็นระยะ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจหาโรคทางระบบที่อาจส่งผลต่อเล็บ
เมื่อไรควรพบแพทย์?
ควรพบแพทย์ผิวหนังเมื่อเล็บเปราะรุนแรงจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน มีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ผมร่วง ผิวแห้ง หรืออ่อนเพลียง่าย สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อรา (เล็บเปลี่ยนสี ข้น หรือมีกลิ่น) หรือเล็บเปราะไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลเองแล้ว 2-3 เดือน
เอกสารอ้างอิง
1. Cashman MW, Sloan SB. Nutrition and nail disease. Clin Dermatol. 2010;28(4):420-425. 2. Iorizzo M, Pazzaglia M, Piraccini BM, Tullo S, Tosti A. Brittle nails. J Cosmet Dermatol. 2004;3(3):138-144. 3. Scheinfeld N, Dahdah MJ, Scher R. Vitamins and minerals: their role in nail health and disease. J Drugs Dermatol. 2007;6(8):782-787. 4. ราชวิทยาลัยแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติโรคเล็บ. 2562.


ความคิดเห็น