ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์ ถึงจะหายจริง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาแต่ละกลุ่มและตำแหน่งไหนใช้ตัวไหน
อัปเดตเมื่อ 16 ก.ย.
ยาทาเชื้อรา (topical antifungal) คือยาใช้ภายนอกที่ออกฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของเชื้อรา ใช้รักษาการติดเชื้อราที่ผิวหนังชั้นตื้น เช่น กลาก (tinea corporis) สังคัง (tinea cruris) น้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (tinea pedis) และเกลื้อน (pityriasis versicolor) หัวใจของการเลือกยาไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อ แต่อยู่ที่ ตัวยาสำคัญ ตำแหน่งที่เป็น และระยะเวลาที่ทาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสามข้อที่คนส่วนใหญ่ทำผิดพร้อมกันทั้งสามข้อ
บทความนี้เรียงตามคำถามที่คนไข้ถามจริงในห้องตรวจ คือ ตัวยาแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร ตำแหน่งไหนควรใช้ตัวไหน ทานานแค่ไหนถึงจะพอ ทำไมทาแล้วดีขึ้นแล้วกลับเป็นซ้ำ และเมื่อไรที่ยาทาไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
ยาทาเชื้อรา มีกี่กลุ่ม และต่างกันตรงไหน
ยาทาที่ใช้จริงในเมืองไทยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ความต่างที่มีผลต่อการรักษาคือ กลุ่มไหนฆ่าเชื้อ (fungicidal) กลุ่มไหนแค่ยับยั้ง (fungistatic) และแต่ละกลุ่มครอบคลุมเชื้อคนละชนิดกัน
กลุ่มเอโซล (Azole) — โคลไทรมาโซล (clotrimazole), ไมโคนาโซล (miconazole), คีโตโคนาโซล (ketoconazole), อีโคนาโซล (econazole), ไบโฟนาโซล (bifonazole) ครอบคลุมทั้งเชื้อราสายใย (dermatophyte) และยีสต์แคนดิดา (Candida) เป็นกลุ่มที่ใช้ได้กว้างที่สุด
กลุ่มอัลลิลามีน (Allylamine) — เทอร์บินาฟีน (terbinafine), แนฟทิฟีน (naftifine) ฆ่าเชื้อราสายใยได้แรงกว่าเอโซล จึงใช้ระยะเวลาสั้นกว่า แต่ฤทธิ์ต่อแคนดิดาด้อยกว่า
กลุ่มไฮดรอกซีไพริโดน (Hydroxypyridone) — ไซโคลพิรอกซ์ (ciclopirox) มีทั้งรูปครีมและน้ำยาทาเล็บ ครอบคลุมกว้างและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเล็กน้อย
กลุ่มโพลีอีน (Polyene) — ไนสแตติน (nystatin) ได้ผลเฉพาะยีสต์แคนดิดา ไม่มีผลกับเชื้อรากลาก ซึ่งเป็นสาเหตุของความล้มเหลวที่พบบ่อยเวลาหยิบยาผิดกลุ่ม
ยาอีกสองตัวที่ไม่ได้อยู่ในสี่กลุ่มนี้แต่ใช้บ่อยในเมืองไทยคือ โซเดียมไทโอซัลเฟต (sodium thiosulfate) 20% และ ซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) 2.5% ทั้งคู่ใช้กับเกลื้อนเป็นหลัก ไม่ใช่กับกลาก
ทำไมต้องเลือกที่ "ตัวยา" ไม่ใช่ "ยี่ห้อ"
คำถามที่คนค้นมากที่สุดคือยี่ห้อไหนดี แต่ในทางปฏิบัติยาทาเชื้อราหลายสิบชื่อการค้าที่วางขายในร้านขายยาไทย มีตัวยาสำคัญวนอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น สองหลอดที่ราคาต่างกันหลายเท่าอาจมีตัวยาเดียวกันที่ความเข้มข้นเดียวกัน
สิ่งที่ควรอ่านบนกล่องคือบรรทัดที่เขียนว่าตัวยาสำคัญและความเข้มข้น เช่น clotrimazole 1% w/w หรือ terbinafine hydrochloride 1% w/w แล้วเทียบกับตำแหน่งที่เป็นตามตารางในหัวข้อถัดไป ส่วนคำถามว่าตัวไหน "ดีที่สุด" ไม่มีคำตอบเดียว เพราะยาที่เหมาะกับง่ามนิ้วเท้ากับยาที่เหมาะกับขาหนีบในคนที่ผิวบางและอับชื้นนั้นคนละตัวกัน
ข้อควรระวังที่สำคัญกว่ายี่ห้อ: ยาทาบางหลอดเป็นสูตรผสมที่มีสเตียรอยด์อยู่ด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับยาฆ่าเชื้อราเดี่ยว ๆ และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เชื้อราลุกลามเงียบ ๆ รายละเอียดอยู่ในหัวข้อ "ยาทาผสมสเตียรอยด์" ด้านล่าง
กลุ่มเอโซล — โคลไทรมาโซล ไมโคนาโซล คีโตโคนาโซล
ลักษณะการใช้: เป็นกลุ่มที่หาซื้อง่ายที่สุดและใช้ได้กว้างที่สุด เหมาะเมื่อยังไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราสายใยหรือแคนดิดา และเหมาะกับบริเวณอับชื้นในร่มผ้าซึ่งมักมีแคนดิดาร่วมด้วย
ขนาดและวิธีใช้ที่ใช้จริง:
โคลไทรมาโซล (clotrimazole) 1% ครีม — ทาวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
ไมโคนาโซล (miconazole) 2% ครีม — ทาวันละ 2 ครั้ง มีรูปผงโรยสำหรับง่ามเท้าและรองเท้าด้วย
คีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% ครีม — ทาวันละ 1–2 ครั้ง และมีรูปแชมพูสำหรับเกลื้อนและหนังศีรษะ
ไบโฟนาโซล (bifonazole) 1% ครีม — ทาวันละ 1 ครั้งก่อนนอน สะดวกสำหรับคนที่ทาวันละสองครั้งไม่ไหว
ระยะเวลา: กลากที่ลำตัวและสังคัง 2–4 สัปดาห์ · น้ำกัดเท้าที่ง่ามนิ้ว 4 สัปดาห์ · เชื้อราในร่มผ้าจากแคนดิดา 2–3 สัปดาห์ และทุกกรณีต้องทาต่อ อีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหายสนิท
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาครบ 4 สัปดาห์แล้วผื่นไม่ดีขึ้นเลย ผื่นลามกว้างขึ้นระหว่างทายา มีตุ่มหนอง หรือผื่นขึ้นในคนที่เป็นเบาหวานหรือกินยากดภูมิอยู่
กลุ่มอัลลิลามีน — เทอร์บินาฟีนชนิดทา
ลักษณะการใช้: เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% ครีมฆ่าเชื้อรากลากได้โดยตรง ไม่ใช่แค่ยับยั้ง จึงใช้เวลาสั้นกว่ากลุ่มเอโซลอย่างชัดเจน และตัวยาคงอยู่ในชั้นขี้ไคลได้นานหลายสัปดาห์หลังหยุดทา
ขนาดและวิธีใช้: ทาวันละ 1–2 ครั้ง
กลากที่ลำตัวและสังคัง — 1–2 สัปดาห์
น้ำกัดเท้าชนิดง่ามนิ้วเปียกลอก — 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นชนิดฝ่าเท้าลอกทั้งฝ่า (moccasin type) ต้องทานานถึง 2–4 สัปดาห์
ข้อจำกัดที่ต้องรู้: ฤทธิ์ต่อยีสต์แคนดิดาด้อยกว่าเอโซลชัดเจน ดังนั้นผื่นแดงเยิ้มในร่มผ้า ใต้ราวนม หรือซอกขาหนีบของคนน้ำหนักเกิน ซึ่งมักมีแคนดิดาร่วม การเลือกเทอร์บินาฟีนอาจได้ผลไม่เต็มที่ กลุ่มเอโซลเหมาะกว่า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ครบ 2 สัปดาห์แล้วขอบผื่นยังนูนแดงชัด หรือผื่นเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองรอบรูขุมขน ซึ่งอาจเป็นเชื้อราที่ลงลึกถึงรากขน (Majocchi granuloma) ที่ยาทาเข้าไปไม่ถึง
ไนสแตติน ใช้ได้กับเชื้อราแบบไหน
ไนสแตติน (nystatin) เป็นยาที่หลายบ้านมีติดไว้ เพราะเคยได้รับมาตอนลูกเป็นผื่นผ้าอ้อมหรือเชื้อราในปาก แต่จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ ไนสแตตินได้ผลเฉพาะยีสต์แคนดิดา และไม่ได้ผลเลยกับเชื้อรากลาก เกลื้อน สังคัง หรือน้ำกัดเท้า
ใช้ได้ดี: ผื่นผ้าอ้อมที่มีแคนดิดาซ้อน ผื่นแดงเยิ้มใต้ราวนมหรือซอกพับในคนน้ำหนักเกิน เชื้อราในช่องปาก
ใช้ไม่ได้: ผื่นวงแดงขอบนูนที่ลำตัว ผื่นขาหนีบที่ลามเป็นวง ผื่นง่ามนิ้วเท้า
ถ้าหยิบไนสแตตินมาทากลากแล้วผื่นไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ ปัญหาไม่ใช่ว่าเชื้อดื้อยา แต่คือเลือกยาผิดกลุ่มตั้งแต่แรก
ยาทาสำหรับเล็บ — อะมอโรลฟีนและไซโคลพิรอกซ์
ลักษณะ: เล็บเป็นเนื้อเยื่อแข็งที่ยาครีมธรรมดาซึมผ่านไม่ได้ ยาที่ใช้กับเล็บจึงเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรเฉพาะ (nail lacquer) ที่เกาะติดแผ่นเล็บและปล่อยตัวยาลงไปช้า ๆ
อะมอโรลฟีน (amorolfine) 5% nail lacquer — ทาสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ต่อเนื่อง 6 เดือนสำหรับเล็บมือ และ 9–12 เดือนสำหรับเล็บเท้า
ไซโคลพิรอกซ์ (ciclopirox) 8% nail lacquer — ทาทุกวัน เช็ดออกด้วยแอลกอฮอล์สัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่องได้ถึง 48 สัปดาห์
ความเร่งด่วนและความคาดหวังที่ตรงจริง: ยาทาเล็บอย่างเดียวมีโอกาสหายขาดต่ำ และเหมาะเฉพาะกรณีที่เชื้อกินไม่เกินครึ่งแผ่นเล็บ ไม่ถึงโคนเล็บ และเป็นไม่เกิน 2–3 เล็บ ถ้าเกินกว่านั้นแนวทางมาตรฐานคือยากิน เช่น เทอร์บินาฟีนชนิดกิน 250 มิลลิกรัมวันละครั้ง นาน 6 สัปดาห์สำหรับเล็บมือ และ 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า ซึ่ง ต้องสั่งและติดตามโดยแพทย์ เพราะต้องประเมินการทำงานของตับและยาอื่นที่ใช้ร่วม
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก่อนเริ่มยาทุกครั้งที่สงสัยเชื้อราที่เล็บ เพราะเล็บหนาเหลืองมีสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง อ่านวิธีแยกได้ที่บทความ เชื้อราที่เล็บ เกิดจากอะไร
ยาสำหรับเกลื้อน — แชมพูคีโตโคนาโซล ซีลีเนียมซัลไฟด์ และโซเดียมไทโอซัลเฟต
ลักษณะ: เกลื้อนเป็นดวงสีจางหรือสีน้ำตาลที่ลอกเป็นขุยละเอียดเมื่อขูด มักขึ้นที่หลัง หน้าอก คอ และต้นแขน เกิดจากยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวทุกคนอยู่แล้ว จึงรักษาด้วยแนวทางที่ต่างจากกลาก
ตัวยาที่ตรงกับโรคนี้:
แชมพูคีโตโคนาโซล 2% — ทาบนผิวที่เปียกบริเวณกว้าง ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก วันละครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน (การล้างออกทันทีคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการรักษาไม่ได้ผล)
ซีลีเนียมซัลไฟด์ 2.5% — ใช้แบบเดียวกัน ทิ้งไว้ 5–10 นาที วันละครั้ง 7 วัน
โซเดียมไทโอซัลเฟต 20% (ยาน้ำทาเกลื้อน) — ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ เหมาะกับผื่นเป็นหย่อมไม่กว้าง
ความคาดหวังที่ตรงจริง: เมื่อเชื้อตายแล้ว รอยด่างสีจางยังอยู่ต่ออีก 2–6 เดือน เพราะเม็ดสีต้องสร้างใหม่ตามธรรมชาติ ดวงขาวที่ยังเห็นอยู่หลังครบคอร์สจึงไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล วิธีดูว่าเชื้อยังอยู่ไหมคือขูดเบา ๆ แล้วดูว่ายังมีขุยละเอียดร่วงหรือไม่ รายละเอียดของโรคอยู่ที่บทความ เกลื้อน เกิดจากอะไร
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นซ้ำทุกหน้าร้อนติดต่อกันหลายปี ผื่นกระจายทั้งหลังและหน้าอก หรือแยกไม่ออกจากด่างขาวและเกลื้อนน้ำนม
กลากที่ลำตัว แขน ขา — ทาตัวไหน นานแค่ไหน
ลักษณะ: ผื่นเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบนูนแดงชัดและมีขุย ตรงกลางมักดูจางกว่าขอบ คันมากขึ้นเวลาเหงื่อออก ค่อย ๆ ขยายวงออกด้านนอกเป็นสัปดาห์
ตัวยาที่ควรใช้: เทอร์บินาฟีน 1% วันละ 1–2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์ หรือกลุ่มเอโซล เช่น โคลไทรมาโซล 1% วันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ทาให้เลยขอบผื่นออกไปอย่างน้อย 2 เซนติเมตรทุกด้าน เพราะเชื้อกระจายอยู่นอกขอบที่ตาเห็นเสมอ
ความเร่งด่วน: ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ติดต่อได้ทางผ้าเช็ดตัวและที่นอน ควรแยกผ้าและซักด้วยน้ำร้อนระหว่างรักษา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นมากกว่า 3 ตำแหน่ง ผื่นกว้างกว่าฝ่ามือ ผื่นบนใบหน้า หรือเคยทาสเตียรอยด์มาก่อนจนขอบผื่นดูไม่ชัด อ่านต่อที่ กลาก (ringworm) เกิดจากอะไร
สังคังและเชื้อราในร่มผ้า — ทำไมเอโซลมักเหมาะกว่า
ลักษณะ: ผื่นแดงคันที่ขาหนีบและต้นขาด้านใน ขอบชัด มักลามลงต้นขาไม่สมมาตรสองข้าง ในผู้ชายมักเว้นถุงอัณฑะ ส่วนผื่นจากแคนดิดามักแดงเยิ้มกว่า ขอบไม่ชัด และมีตุ่มเล็ก ๆ กระจายรอบ ๆ
ตัวยาที่ควรใช้: กลุ่มเอโซลเป็นตัวเลือกแรกเมื่อยังแยกไม่ออกว่าเป็นเชื้อรากลากหรือแคนดิดา เพราะครอบคลุมทั้งสองอย่าง ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ถ้าแน่ใจว่าเป็นสังคังจากเชื้อรากลาก เทอร์บินาฟีน 1% นาน 1–2 สัปดาห์ก็เพียงพอ
ระยะเวลาและเงื่อนไขที่ทำให้หายจริง: ต้องรักษาน้ำกัดเท้าไปพร้อมกันเสมอ เพราะเชื้อที่ง่ามเท้าเดินทางขึ้นมาทางกางเกงชั้นในทุกวัน และต้องเปลี่ยนเป็นกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศ เช็ดตัวให้แห้งสนิทก่อนสวมเสื้อผ้า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นซ้ำภายในหนึ่งเดือนหลังหยุดยา ผื่นลามถึงก้นหรือรอบทวารหนัก หรือมีตุ่มหนอง อ่านต่อที่ สังคัง เกิดจากอะไร
น้ำกัดเท้าและเชื้อราง่ามนิ้วเท้า
ลักษณะ: แบ่งได้สามแบบที่ใช้ยาต่างกัน คือ แบบง่ามนิ้วเปียกลอกขาว (พบบ่อยที่สุด) แบบฝ่าเท้าลอกแห้งทั้งฝ่าคล้ายใส่รองเท้าโมคาซิน และ แบบตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มที่ฝ่าเท้า
ตัวยาที่ควรใช้:
แบบง่ามนิ้ว — เทอร์บินาฟีน 1% วันละครั้ง นาน 1 สัปดาห์ หรือเอโซลวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์
แบบฝ่าเท้าลอกทั้งฝ่า — ต้องทานาน 4 สัปดาห์ขึ้นไป และมักต้องใช้ยาที่ช่วยลอกขุย เช่น ยูเรียหรือกรดซาลิไซลิกร่วมด้วยเพื่อให้ยาซึมผ่านชั้นขี้ไคลที่หนา
แบบตุ่มน้ำ — ประคบให้แห้งก่อนแล้วจึงทายา
สิ่งที่คนมองข้ามและทำให้เป็นซ้ำ: ต้องโรยผงยาฆ่าเชื้อราในรองเท้าและสลับรองเท้าไม่ใส่คู่เดิมสองวันติด เพราะสปอร์อยู่ในรองเท้าได้นานเป็นเดือน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เท้าบวมแดงร้อนและปวด (อาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน) เป็นเบาหวาน หรือผื่นไม่ดีขึ้นใน 4 สัปดาห์ และควรแยกให้ชัดจากผิวหนังอักเสบจากการแช่น้ำที่ไม่ใช่เชื้อรา ซึ่งอธิบายไว้ที่ น้ำกัดเท้า เกิดจากอะไร
เชื้อราที่หนังศีรษะ — ยาทาไม่พอเสมอ
ลักษณะ: หย่อมผมร่วงที่มีขุยหนา ผมหักสั้นระดับหนังศีรษะจนดูเหมือนจุดดำ บางรายบวมนูนเป็นก้อนนิ่มมีหนอง (kerion) พบมากในเด็กวัยเรียน
สิ่งที่ต้องเข้าใจ: เชื้ออยู่ในรากผมซึ่งอยู่ลึกกว่าที่ยาทาจะเข้าถึง การรักษามาตรฐานคือยากินเสมอ เช่น griseofulvin หรือ terbinafine ชนิดกิน นาน 6–8 สัปดาห์ ตามน้ำหนักตัวและชนิดเชื้อ ส่วนแชมพูคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ใช้ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อลดการแพร่เชื้อเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อรักษา
ความเร่งด่วน: ควรพบแพทย์ตั้งแต่ต้น เพราะถ้าปล่อยจนเป็น kerion อาจเกิดแผลเป็นและผมไม่ขึ้นถาวร รายละเอียดอยู่ที่ กลากหนังศีรษะ (tinea capitis)
เชื้อราที่ใบหน้า — ทำไมต้องระวังเป็นพิเศษ
ลักษณะ: ผื่นแดงมีขุยที่แก้ม จมูก หรือรอบคิ้ว หน้าตาคล้ายผื่นแพ้ ผื่นเซ็บเดิร์ม และโรคผิวหนังอักเสบอื่นมาก จนวินิจฉัยผิดได้ง่ายทั้งจากผู้ป่วยและจากรูปถ่าย
ตัวยาที่ควรใช้: ถ้าแพทย์ยืนยันว่าเป็นเชื้อรา ใช้กลุ่มเอโซลอ่อน ๆ เช่น โคลไทรมาโซล 1% หรือไซโคลพิรอกซ์ครีม วันละ 2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ ผิวหน้าบางกว่าลำตัว จึงระคายเคืองง่ายกว่า
ความเร่งด่วน: ไม่ควรลองยาเองบนใบหน้า เพราะถ้าเป็นผื่นชนิดอื่นแล้วทายาฆ่าเชื้อราไปเรื่อย ๆ จะเสียเวลาไปหลายสัปดาห์ และถ้าเผลอใช้ครีมสูตรผสมสเตียรอยด์บนหน้าจะเกิดผิวบางและเส้นเลือดฝอยขยายซึ่งแก้ยาก อ่านเรื่องนี้ต่อที่ อันตรายจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ผิดวิธีบนใบหน้า
วิธีทายาให้ได้ผล — 6 ขั้นตอนที่คนทำผิดบ่อยที่สุด
ล้างและเช็ดให้แห้งสนิทก่อนทา ความชื้นที่ค้างอยู่ทำให้เชื้อโตต่อและทำให้ยาเจือจาง
ทาให้เลยขอบผื่นออกไป 2 เซนติเมตร เชื้ออยู่นอกขอบที่ตามองเห็นเสมอ การทาเฉพาะตรงที่แดงคือสาเหตุที่ผื่นขยายวงทั้งที่ทายาอยู่
ทาบาง ๆ แต่ทั่ว ไม่ต้องหนา เนื้อยาที่หนาเกินไม่ได้เพิ่มผล แต่ทำให้อับชื้น
ทาให้ครบจำนวนครั้งต่อวันตามที่ระบุ วันละ 2 ครั้งหมายถึงห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง ไม่ใช่ทาสองครั้งติดกันตอนเช้า
ทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหายสนิท ผื่นหายก่อนเชื้อตายเสมอ นี่คือข้อที่ถูกละเลยมากที่สุดและเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งของการกลับเป็นซ้ำ
ล้างมือหลังทายาทุกครั้ง เพื่อไม่ให้พาเชื้อไปตำแหน่งอื่น
ทานานแค่ไหน และรู้ได้อย่างไรว่ายาได้ผล
สัญญาณว่ายาได้ผล ที่ควรเห็นภายใน 7–14 วันแรกคือ อาการคันลดลง ขุยที่ขอบผื่นน้อยลง ขอบผื่นเริ่มแบนราบและสีจางลง และผื่นหยุดขยายวง
สัญญาณว่ายังไม่ได้ผลและต้องทบทวน คือ ผื่นขยายวงต่อทั้งที่ทาสม่ำเสมอมา 2 สัปดาห์ ผื่นแดงมากขึ้นและแสบ (อาจเป็นการระคายเคืองจากตัวยาเอง) มีตุ่มหนองรอบรูขุมขนเกิดใหม่ หรือดีขึ้นเร็วมากใน 2–3 วันแล้วกลับแย่ลง ซึ่งมักบ่งว่าครีมนั้นมีสเตียรอยด์ผสมอยู่
ตารางระยะเวลาโดยสรุป: กลากลำตัว 2–4 สัปดาห์ (เทอร์บินาฟีน 1–2 สัปดาห์) · สังคัง 2–4 สัปดาห์ · น้ำกัดเท้าง่ามนิ้ว 1–4 สัปดาห์ · ฝ่าเท้าลอกทั้งฝ่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป · เกลื้อน 5–7 วันสำหรับแชมพู หรือ 2–4 สัปดาห์สำหรับยาน้ำ · เล็บ 6–12 เดือน
ยาทาผสมสเตียรอยด์ — ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของเรื่องนี้
ครีมสูตรผสมที่มีทั้งยาฆ่าเชื้อราและสเตียรอยด์อยู่ในหลอดเดียว ถูกหยิบใช้บ่อยเพราะทาแล้วคันลดลงทันทีภายในหนึ่งถึงสองวัน แต่สเตียรอยด์กดการอักเสบซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายใช้จำกัดขอบเขตของเชื้อ ผลคือ ผื่นดูดีขึ้นแต่เชื้อลามกว้างขึ้นเงียบ ๆ เรียกว่า tinea incognito
ลักษณะที่ควรสงสัยว่าเป็น tinea incognito: ขอบผื่นไม่ชัดเหมือนกลากทั่วไป ผื่นกว้างผิดรูป มีตุ่มหนองเล็ก ๆ รอบรูขุมขน ผิวบริเวณนั้นบางลงและเห็นเส้นเลือดฝอย และประวัติว่าเคยทาครีมแล้วดีขึ้นทุกครั้งแต่หยุดแล้วกลับเป็นหนักกว่าเดิม
สิ่งที่ควรทำ: สูตรผสมมีที่ใช้จริงในบางกรณีและควรเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่ยาที่หยิบใช้เองต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ถ้าไม่แน่ใจว่าหลอดที่ถืออยู่มีสเตียรอยด์หรือไม่ ให้อ่านชื่อตัวยาบนกล่อง คำที่ลงท้ายด้วย -sone, -solone หรือ -onide เช่น betamethasone, triamcinolone, clobetasol คือสเตียรอยด์
ทำไมทาแล้วดีขึ้น แต่กลับเป็นซ้ำ
เมื่อผื่นกลับมาที่เดิมภายในไม่กี่สัปดาห์ สาเหตุมักไม่ใช่เชื้อดื้อยา แต่เป็นข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้
หยุดยาเร็วเกินไป หยุดทันทีที่ผื่นดูหาย ทั้งที่เชื้อยังอยู่ในชั้นขี้ไคล
ทาไม่ครอบคลุมทุกตำแหน่ง รักษาสังคังแต่ไม่รักษาง่ามเท้าที่เป็นแหล่งเชื้อต้นทาง
สิ่งของรอบตัวยังมีเชื้อ รองเท้า ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ที่นอน กรรไกรตัดเล็บ
ความอับชื้นยังเหมือนเดิม เสื้อผ้ารัดและไม่ระบายอากาศ ใส่รองเท้าปิดทั้งวัน ไม่เช็ดตัวให้แห้งหลังอาบน้ำ
คนหรือสัตว์เลี้ยงในบ้านยังเป็นอยู่ โดยเฉพาะเชื้อราจากแมวและสุนัข ซึ่งติดกลับมาได้เรื่อย ๆ
วิธีตัดวงจร: รักษาทุกตำแหน่งพร้อมกัน ทาต่อ 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย ซักผ้าด้วยน้ำร้อนและตากแดด สลับรองเท้า และพาสัตว์เลี้ยงที่มีขนร่วงเป็นหย่อมไปพบสัตวแพทย์
ยาทาเชื้อรา ซื้อที่ไหนได้ ร้านสะดวกซื้อมีขายไหม
ยาฆ่าเชื้อราชนิดทาส่วนใหญ่จัดเป็นยาแผนปัจจุบันที่ต้องจ่ายในร้านขายยาที่มีเภสัชกร ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน จึงไม่ได้วางขายทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ การซื้อจากร้านขายยาจึงมีข้อดีที่ได้คุยกับเภสัชกรเรื่องตำแหน่งที่เป็นและระยะเวลาที่ต้องทา ซึ่งเป็นสองเรื่องที่ตัดสินผลการรักษามากกว่ายี่ห้อ
สิ่งที่ควรบอกเภสัชกรเพื่อให้ได้ยาที่ตรง: ตำแหน่งที่เป็น ลักษณะผื่น (เป็นวงขอบชัด หรือแดงเยิ้ม หรือเป็นดวงจางลอกขุย) เป็นมานานเท่าไร เคยทาอะไรมาแล้วบ้าง และมีโรคประจำตัวหรือตั้งครรภ์อยู่หรือไม่
สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ยาทากลุ่มเอโซลบริเวณจำกัดถือว่าใช้ได้ในทางปฏิบัติ แต่ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ยืนยันก่อนใช้ทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการทาบริเวณเต้านมในช่วงให้นม
เมื่อไรควรหยุดรักษาเองแล้วไปพบแพทย์
ทายาถูกกลุ่มอย่างสม่ำเสมอครบ 4 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงระหว่างทาง
ผื่นบนใบหน้า หนังศีรษะ หรือที่เล็บ ซึ่งยาทาทั่วไปมักไม่พอ
ผื่นกว้างกว่าฝ่ามือ หรือขึ้นมากกว่า 3 ตำแหน่ง
มีตุ่มหนอง ผิวบวมแดงร้อน มีไข้ หรือปวดมาก
เป็นเบาหวาน กินยากดภูมิ ได้รับเคมีบำบัด หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
ผื่นในเด็กเล็กและทารก โดยเฉพาะที่หนังศีรษะ
เคยทาครีมที่มีสเตียรอยด์บริเวณนั้นมาก่อนจนขอบผื่นไม่ชัด
การเลือกยาฆ่าเชื้อรา ความแรง และระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการตัดสินใจทางการแพทย์ที่ต้องดูผื่นจริงประกอบกับประวัติและโรคประจำตัว บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำสั่งใช้ยาแทนการตรวจ
สรุปสั้น ๆ
เลือกยาจาก ตัวยาสำคัญและตำแหน่งที่เป็น ไม่ใช่จากยี่ห้อหรือราคา
กลุ่มเอโซล ครอบคลุมกว้างทั้งเชื้อรากลากและแคนดิดา เหมาะกับผื่นในร่มผ้าและกรณีที่ยังไม่แน่ใจ
เทอร์บินาฟีน ได้ผลเร็วกว่ากับกลากและน้ำกัดเท้า แต่ด้อยกว่ากับแคนดิดา ส่วน ไนสแตติน ใช้ได้เฉพาะแคนดิดาเท่านั้น
เกลื้อน เล็บ และหนังศีรษะ ใช้แนวทางคนละอย่างกับกลาก โดยหนังศีรษะต้องใช้ยากินเสมอ
ทาเลยขอบผื่น 2 เซนติเมตร และ ทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหายสนิท
ระวังครีมสูตรผสมสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้อาการดีขึ้นเร็วแต่เชื้อลามเงียบ ๆ
สิ่งที่ควรทำอย่างเดียวถ้าจำง่ายได้แค่ข้อเดียว: อ่านชื่อตัวยาบนกล่องก่อนซื้อ และอย่าหยุดทาในวันที่ผื่นหาย
คำถามที่พบบ่อย
ยาทาแก้เชื้อรา ยี่ห้อไหนดี
ในทางการแพทย์ไม่ได้เลือกที่ยี่ห้อ แต่เลือกที่ตัวยาสำคัญและความเข้มข้น เพราะชื่อการค้าจำนวนมากในร้านขายยาไทยมีตัวยาวนอยู่เพียงไม่กี่ตัว หลักที่ใช้ได้จริงคือ ผื่นเป็นวงขอบชัดที่ลำตัวหรือขาหนีบ ใช้เทอร์บินาฟีน 1% หรือกลุ่มเอโซลอย่างโคลไทรมาโซล 1% · ผื่นแดงเยิ้มในร่มผ้าที่สงสัยแคนดิดา ใช้กลุ่มเอโซล · เกลื้อนใช้แชมพูคีโตโคนาโซล 2% หรือโซเดียมไทโอซัลเฟต 20% · เล็บและหนังศีรษะต้องให้แพทย์ประเมิน สิ่งที่ควรตรวจก่อนซื้อคืออ่านฉลากว่ามีสเตียรอยด์ผสมอยู่หรือไม่ เพราะสูตรผสมทำให้เชื้อลามได้ทั้งที่อาการดูดีขึ้น
ยาทาอะไรที่ใช้แก้คันและฆ่าเชื้อราได้บ้าง
ต้องแยกสองเรื่องออกจากกันก่อน ยาที่ฆ่าเชื้อราคือกลุ่มเอโซล อัลลิลามีน และไซโคลพิรอกซ์ ส่วนอาการคันจะค่อย ๆ ลดลงเองภายใน 1–2 สัปดาห์เมื่อเชื้อถูกกำจัด ยาฆ่าเชื้อราบางตัวโดยเฉพาะไซโคลพิรอกซ์มีฤทธิ์ลดการอักเสบเล็กน้อยจึงช่วยเรื่องคันได้บ้าง ถ้าคันมากจนรบกวนการนอน แพทย์อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดกินร่วมด้วย สิ่งที่ไม่ควรทำคือหยิบครีมสเตียรอยด์มาทาเองเพื่อให้หายคันเร็ว เพราะจะกดการอักเสบจนผื่นลามกว้างขึ้นโดยที่อาการดูเหมือนดีขึ้น
ยาอะไรใช้ฆ่าเชื้อราในผู้หญิง
ต้องแยกว่าเป็นผื่นที่ผิวหนังภายนอกหรือการติดเชื้อในช่องคลอด เพราะใช้รูปแบบยาคนละอย่าง ผื่นแดงคันที่ขาหนีบ ต้นขาด้านใน หรือรอยพับภายนอก รักษาด้วยยาทากลุ่มเอโซล เช่น โคลไทรมาโซล 1% วันละ 2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ ส่วนอาการตกขาวเป็นก้อนขาวข้นร่วมกับคันในช่องคลอด เป็นการติดเชื้อแคนดิดาในช่องคลอดที่ใช้ยาเหน็บหรือยากินตามที่แพทย์หรือเภสัชกรประเมิน ไม่ใช่ยาทาผิวหนังธรรมดา ถ้าเป็นซ้ำมากกว่า 4 ครั้งต่อปี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาปัจจัยเสี่ยงเช่นเบาหวาน
ยาทาเกลื้อนที่ 7-11 มีอะไรบ้าง
ร้านสะดวกซื้อทั่วไปไม่ได้ขายยาฆ่าเชื้อรา เพราะยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน ต้องซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกร ยาที่ใช้กับเกลื้อนและหาได้ในร้านขายยาคือแชมพูคีโตโคนาโซล 2% ซึ่งทาบนผิวเปียกทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้ง 5 วัน · ซีลีเนียมซัลไฟด์ 2.5% ใช้แบบเดียวกัน · และโซเดียมไทโอซัลเฟต 20% ชนิดน้ำ ทาวันละ 2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ ข้อควรทราบคือรอยด่างสีจางจะยังอยู่อีก 2–6 เดือนหลังเชื้อตายแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล
ยาทากลากเกลื้อน ยี่ห้อไหนดีที่สุด
คำถามนี้ตอบยากเพราะกลากกับเกลื้อนเป็นคนละโรคและใช้ยาคนละแบบ กลากเกิดจากเชื้อราสายใย รักษาด้วยครีมเทอร์บินาฟีน 1% นาน 1–2 สัปดาห์ หรือกลุ่มเอโซล 2–4 สัปดาห์ ส่วนเกลื้อนเกิดจากยีสต์บนผิวหนัง รักษาด้วยแชมพูคีโตโคนาโซล 2% หรือโซเดียมไทโอซัลเฟต 20% การใช้ยาของอีกโรคหนึ่งกับอีกโรคหนึ่งจึงได้ผลไม่เต็มที่ วิธีแยกเบื้องต้นคือ กลากเป็นวงขอบนูนแดงชัดและคันมาก ส่วนเกลื้อนเป็นดวงสีจางหรือน้ำตาลอ่อนที่ขอบไม่นูน คันน้อย และลอกเป็นขุยละเอียดเมื่อขูดเบา ๆ
คันแบบไหนเป็นเชื้อรา
อาการคันจากเชื้อรามักมาพร้อมสามอย่างคือ ขอบผื่นที่เห็นชัดกว่าตรงกลาง ขุยหรือสะเก็ดที่ขอบ และการขยายวงออกด้านนอกอย่างช้า ๆ เป็นสัปดาห์ มักคันมากขึ้นเวลาเหงื่อออกหรืออับชื้น และมักเริ่มที่ตำแหน่งเดียวก่อนกระจาย ต่างจากลมพิษที่เป็นปื้นนูนย้ายที่และหายภายในไม่กี่ชั่วโมง ต่างจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่มักขึ้นสองข้างสมมาตรตามข้อพับ และต่างจากหิดที่คันรุนแรงตอนกลางคืนและคนในบ้านคันพร้อมกัน ถ้าไม่แน่ใจ การขูดผิวส่งตรวจกล้องจุลทรรศน์ใช้เวลาไม่กี่นาทีและให้คำตอบที่แน่นอนกว่าการเดาจากรูป
เอกสารอ้างอิง
Gupta AK, Foley KA, Versteeg SG. Topical antifungal agents. Dermatologic Clinics.
Kaushik N, Pujalte GGA, Reese ST. Superficial Fungal Infections. Primary Care: Clinics in Office Practice.
Ely JW, Rosenfeld S, Seabury Stone M. Diagnosis and Management of Tinea Infections. American Family Physician.
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
Gupta AK, Venkataraman M. Antifungal resistance in superficial mycoses. Journal of Dermatological Treatment.
ดูภาพรวมโรคผิวหนังที่พบบ่อยทั้งหมดได้ที่ โรคผิวหนัง 30 ชนิดที่พบบ่อย และถ้ายังไม่แน่ใจว่าผื่นที่เป็นอยู่เป็นเชื้อราหรือผื่นชนิดอื่น อ่านวิธีเลือกยาทาสำหรับผื่นคันทั่วไปได้ที่ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 7 กันยายน 2569



ความคิดเห็น