top of page

สิวอักเสบ เกิดจากอะไร ทายาตัวไหน ไม่ให้เป็นแผลเป็น

24 มิ.ย.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 11 ก.ย.

สิวอักเสบ (inflammatory acne) คือรอยโรคของสิวที่รูขุมขนซึ่งอุดตันอยู่เดิมเกิดการอักเสบขึ้น จนกลายเป็นตุ่มแดงนูน เจ็บเมื่อกด และในรายที่รุนแรงจะกลายเป็นตุ่มหนอง ก้อนแข็งใต้ผิว หรือถุงซีสต์ ต่างจากสิวอุดตันซึ่งเป็นตุ่มสีขาวหรือหัวดำที่ไม่แดงและไม่เจ็บ

จุดที่ทำให้สิวอักเสบสำคัญกว่าสิวชนิดอื่นคือ ความอักเสบที่ลงลึกถึงชั้นหนังแท้สามารถทำลายโครงสร้างคอลลาเจนถาวรได้ นั่นคือที่มาของหลุมสิว การรักษาสิวอักเสบจึงไม่ได้มีเป้าหมายแค่ให้เม็ดที่เห็นยุบเร็ว แต่คือหยุดการอักเสบให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เหลือแผลเป็น

บทความนี้แยกสิวอักเสบออกเป็นชนิดย่อยตามที่แพทย์ใช้ตัดสินใจจริง ระบุชื่อยาสามัญ ความเข้มข้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ และตัวชี้ว่ายาได้ผลหรือไม่ได้ผล

สิวอักเสบ คืออะไร และต่างจากสิวอุดตันอย่างไร

สิวทุกชนิดเริ่มจากจุดเดียวกันคือรูขุมขนอุดตัน สิ่งที่แยกสิวอุดตันออกจากสิวอักเสบคือ มีการอักเสบเกิดขึ้นแล้วหรือยัง

  • สิวอุดตัน (comedone) — ตุ่มสีขาวขุ่นหรือมีหัวดำ ขนาด 1–2 มิลลิเมตร ไม่แดง ไม่เจ็บ กดแล้วมีแกนไขมันออกมา

  • สิวอักเสบ (inflammatory acne) — ตุ่มนูนแดง กดเจ็บ ขนาดตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรถึงมากกว่า 1 เซนติเมตร อาจมีหัวหนองหรือไม่มีก็ได้

  • สิ่งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด — คิดว่า "สิวเป็นหนอง" คือสิวติดเชื้อจากภายนอก ความจริงคือหนองในสิวเกิดจากเม็ดเลือดขาวที่ร่างกายส่งมาจัดการเชื้อ Cutibacterium acnes ที่อยู่ในรูขุมขนอยู่แล้ว ไม่ใช่การติดเชื้อที่ต้องกินยาฆ่าเชื้อทุกราย

ในคนหนึ่งคนมักพบทั้งสองชนิดปนกัน และการรักษาที่ได้ผลจริงต้องจัดการทั้งสองส่วน ถ้าแก้เฉพาะเม็ดที่อักเสบโดยไม่แก้การอุดตันที่เป็นต้นทาง สิวจะกลับมาเป็นซ้ำในตำแหน่งเดิมภายในไม่กี่สัปดาห์ อ่านรายละเอียดของต้นทางได้ที่บทความ สิวอุดตัน เกิดจากอะไร

สิวอักเสบ เกิดจากอะไร — สี่กลไกที่เกิดพร้อมกัน

สิวอักเสบไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากสี่กลไกที่ทำงานต่อเนื่องกัน การรักษาแต่ละตัวจึงเล็งไปที่กลไกคนละข้อ

  1. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น จากการกระตุ้นของฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งสูงขึ้นในวัยรุ่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน 5–7 วัน และในภาวะ PCOS

  2. เซลล์ผิวที่ผนังรูขุมขนหลุดลอกผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่ปากรูขุมขน เป็นขั้นที่ยากลุ่มเรตินอยด์เข้าไปแก้

  3. เชื้อ Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวน ในรูขุมขนที่อุดตันและมีออกซิเจนต่ำ สร้างสารที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

  4. ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนอง ด้วยการส่งเม็ดเลือดขาวและสารอักเสบเข้ามา ทำให้เกิดอาการแดง บวม เจ็บ และถ้าผนังรูขุมขนแตก การอักเสบจะกระจายลงชั้นหนังแท้

ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยและแก้ไขได้ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียดและการอดนอน เครื่องสำอางและครีมกันแดดเนื้อหนัก การเสียดสีจากหน้ากากหรือหมวกกันน็อก และยาบางกลุ่มเช่นสเตียรอยด์ ฮอร์โมนบางชนิด และลิเทียม

สิวอักเสบมีกี่ชนิด และทำไมต้องแยกให้ออก

สิวอักเสบแบ่งตามความลึกและลักษณะของรอยโรคออกเป็น 4 ชนิดหลัก การแยกชนิดไม่ใช่เรื่องวิชาการ แต่เป็นตัวกำหนดโดยตรงว่า ต้องใช้ยาทาอย่างเดียว ยากินร่วมด้วย หรือต้องทำหัตถการ และเป็นตัวบอกว่าโอกาสเหลือแผลเป็นมากน้อยแค่ไหน

หลักง่าย ๆ คือ ยิ่งรอยโรคลึกและใหญ่ ยิ่งต้องรักษาเร็วและแรงขึ้น เพราะความเสี่ยงต่อหลุมสิวเพิ่มตามความลึก

ชนิดที่ 1 · สิวตุ่มแดงไม่มีหัว (Papule)

ลักษณะ: ตุ่มนูนแดง ขนาด 2–5 มิลลิเมตร ไม่มีหัวหนองสีขาวหรือเหลือง กดแล้วเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลาง ผิวด้านบนยังเรียบ

สาเหตุ: รูขุมขนที่อุดตันเริ่มมีการอักเสบ แต่ยังไม่มีการรวมตัวของหนอง เป็นระยะแรกสุดของสิวอักเสบ

ความรุนแรงและความเร่งด่วน: ต่ำ ส่วนใหญ่ยุบเองใน 5–10 วัน และตอบสนองดีต่อยาทา ไม่ทิ้งหลุมถ้าไม่ถูกแกะ แต่ทิ้งรอยแดงได้ 4–12 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีมากกว่า 10–20 เม็ดพร้อมกัน หรือใช้ยาทาต่อเนื่อง 8 สัปดาห์แล้วจำนวนไม่ลดลง

ชนิดที่ 2 · สิวหัวหนอง (Pustule)

ลักษณะ: ตุ่มแดงที่มีหัวสีขาวหรือเหลืองอยู่ตรงกลาง ขนาด 2–5 มิลลิเมตร เจ็บชัดเจนกว่าตุ่มแดงธรรมดา

สาเหตุ: การอักเสบดำเนินไปจนมีเม็ดเลือดขาวมารวมกันเป็นหนองที่ผิวชั้นตื้น หนองนี้คือเซลล์ภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่สิ่งสกปรกจากภายนอก

ความรุนแรงและความเร่งด่วน: ปานกลาง ยุบเองใน 7–14 วัน แต่เป็นชนิดที่คนบีบมากที่สุด และการบีบผิดวิธีคือสาเหตุอันดับหนึ่งของรอยดำและหลุมตื้นบนใบหน้า

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อขึ้นเป็นกลุ่มหนาแน่นบริเวณเดียว หรือขึ้นเร็วมากภายใน 1–2 วันพร้อมอาการคัน ซึ่งอาจไม่ใช่สิวจริงแต่เป็นรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา

ชนิดที่ 3 · สิวก้อนแข็งใต้ผิว (Nodule)

ลักษณะ: ก้อนนูนแข็ง ขนาดมากกว่า 5 มิลลิเมตร คลำได้ลึกใต้ผิว ผิวด้านบนแดงหรือคล้ำ ไม่มีหัว กดเจ็บมาก บางครั้งปวดตุบ ๆ แม้ไม่ได้แตะ

สาเหตุ: ผนังรูขุมขนแตกในชั้นลึก ทำให้ไขมัน เคราติน และเชื้อรั่วเข้าสู่ชั้นหนังแท้ ร่างกายจึงสร้างการอักเสบล้อมรอบเป็นก้อน

ความรุนแรงและความเร่งด่วน: สูง อยู่ได้นาน 2–6 สัปดาห์ และเสี่ยงต่อหลุมสิวถาวรตั้งแต่เม็ดแรก เป็นกลุ่มที่ยาทาอย่างเดียวมักไม่พอ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่เกิดเม็ดแรก ไม่ควรรอดูอาการ เพราะการฉีดยาลดการอักเสบตั้งแต่วันแรก ๆ ลดทั้งความเจ็บและโอกาสเหลือแผลเป็นได้ชัดเจน รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในบทความ สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร บีบได้ไหม

ชนิดที่ 4 · สิวซีสต์ (Cyst)

ลักษณะ: ก้อนนูนขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรถึงมากกว่า 1 เซนติเมตร นิ่มกว่าก้อนแข็ง กดแล้วรู้สึกมีของเหลวข้างใน แดงคล้ำ เจ็บมาก บางครั้งแตกเองมีหนองปนเลือด

สาเหตุ: กลไกเดียวกับก้อนแข็ง แต่มีการสะสมของหนองและสารอักเสบในโพรงลึก มักพบร่วมกับสิวรุนแรงหลายเม็ดพร้อมกัน และสัมพันธ์กับพันธุกรรมมากกว่าพฤติกรรม

ความรุนแรงและความเร่งด่วน: สูงที่สุด อยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน เหลือแผลเป็นเกือบทุกราย และเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนของการใช้ยารับประทาน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันที การรักษาช้าในกลุ่มนี้แลกมาด้วยหลุมสิวที่แก้ยากและใช้เวลานานกว่าการรักษาสิวเองหลายเท่า

ห้าภาวะที่ดูเหมือนสิวอักเสบ แต่ไม่ใช่สิว

การรักษาสิวอักเสบที่ "ไม่หายสักที" จำนวนไม่น้อยเกิดจากการวินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น เพราะภาวะเหล่านี้หน้าตาคล้ายสิวมาก แต่ใช้ยาคนละกลุ่ม

  • รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Malassezia folliculitis) — ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดเท่ากันแทบทุกเม็ด 1–2 มิลลิเมตร ขึ้นหนาแน่นที่หน้าผาก ไรผม หน้าอกและหลัง คันชัดเจน และไม่มีหัวดำหัวขาวปน ต้องใช้ยาต้านเชื้อรา ยาปฏิชีวนะจะทำให้แย่ลง

  • โรคผิวหนังอักเสบรอบปาก (Perioral dermatitis) — ตุ่มแดงเล็กบนพื้นผิวแดงรอบปาก โดยมีขอบผิวปกติกว้าง 3–5 มิลลิเมตรติดริมฝีปากที่ไม่มีผื่นเลย แสบมากกว่าคัน มักเกิดหลังใช้ครีมสเตียรอยด์บนใบหน้า

  • โรคโรซาเซีย (Rosacea) — หน้าแดงเป็นพื้น มีเส้นเลือดฝอยให้เห็น ตุ่มแดงและตุ่มหนองกระจายกลางใบหน้า ไม่มีสิวอุดตันเลย และวูบร้อนเมื่อเจอแดด อาหารเผ็ด หรือของร้อน

  • รูขุมขนอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial folliculitis) — ตุ่มหนองที่มีเส้นขนอยู่ตรงกลาง มักขึ้นหลังโกนขน แว็กซ์ หรือใส่เสื้อผ้ารัดขณะเหงื่อออก

  • ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (Hidradenitis suppurativa) — ก้อนเจ็บซ้ำ ๆ ที่รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม เป็น ๆ หาย ๆ มีรูเปิดและมีน้ำเหลืองไหล ไม่ใช่สิวและต้องรักษาคนละแนวทาง

จุดตัดสินที่ใช้ในห้องตรวจคือ ถ้าไม่มีสิวอุดตันร่วมด้วยเลย ให้สงสัยว่าไม่ใช่สิวไว้ก่อน

ทำไมห้ามบีบสิวอักเสบ — กลไกการเกิดแผลเป็น

การบีบสิวอักเสบดันสิ่งที่อยู่ในรูขุมขนไปสองทิศทาง ส่วนหนึ่งออกทางปากรู แต่อีกส่วนถูกดันลงชั้นลึกและทำให้ผนังรูขุมขนแตกเพิ่ม ผลคือ

  • การอักเสบขยายกว้างขึ้น จากรอยโรคเดียวกลายเป็นบริเวณแดงบวมรอบข้าง

  • ความลึกของการทำลายคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะเหลือหลุมหรือไม่

  • รอยดำหลังการอักเสบเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น โดยเฉพาะในผิวคนเอเชียซึ่งสร้างเม็ดสีตอบสนองต่อการอักเสบได้ง่าย รอยดำจากสิวที่ถูกบีบมักใช้เวลา 3–12 เดือนจึงจาง เทียบกับ 4–12 สัปดาห์ในสิวที่ปล่อยให้ยุบเอง

ข้อยกเว้นเดียวคือการกดสิวอุดตันโดยแพทย์หรือผู้ได้รับการฝึกด้วยเครื่องมือปราศจากเชื้อ ในเม็ดที่มีหัวเปิดชัดเจน ไม่ใช่การบีบสิวอักเสบที่ยังแดงและไม่มีหัว

ประเมินความรุนแรงก่อนเลือกยา

แพทย์ผิวหนังใช้ทั้งจำนวนและชนิดของรอยโรคเป็นตัวแบ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะเริ่มที่ยาทาหรือต้องใช้ยากินตั้งแต่แรก

  • ระดับน้อย — สิวอุดตันเป็นหลัก มีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองรวมกันน้อยกว่า 10–20 เม็ด ไม่มีก้อนลึก เริ่มด้วยยาทาอย่างเดียว

  • ระดับปานกลาง — ตุ่มแดงและตุ่มหนองรวมกันประมาณ 20–100 เม็ด หรือกระจายทั้งใบหน้าและลำตัว มักต้องใช้ยาทาร่วมกับยารับประทาน

  • ระดับรุนแรง — มีก้อนแข็งหรือซีสต์มากกว่า 5 ก้อน สิวลามถึงหลังและหน้าอก หรือเริ่มเห็นแผลเป็นแล้ว เป็นข้อบ่งชี้ของยารับประทานกลุ่มเรตินอยด์

เกณฑ์ที่สำคัญไม่แพ้จำนวนคือ มีแผลเป็นเกิดขึ้นแล้วหรือยัง ถ้ามี ให้ถือว่ารุนแรงและรักษาเชิงรุกทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบจำนวน

ยาทาสิวอักเสบ ตัวที่ 1 · เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์

ชื่อสามัญ: เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide)

ความเข้มข้นและรูปแบบ: 2.5%, 5% และ 10% ชนิดเจล ครีม หรือโฟมล้างหน้า ความเข้มข้น 2.5% ให้ผลไม่ต่างจาก 10% อย่างมีนัยสำคัญ แต่ระคายเคืองน้อยกว่ามาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด

วิธีและระยะเวลา: ทาบาง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็น วันละ 1 ครั้งก่อนนอนใน 1–2 สัปดาห์แรก แล้วเพิ่มเป็นวันละ 2 ครั้งถ้าผิวทนได้ ประเมินผลที่ 6–8 สัปดาห์

อะไรบอกว่าได้ผล: จำนวนตุ่มแดงใหม่ต่อสัปดาห์ลดลง และเม็ดเดิมยุบเร็วขึ้น

สิ่งที่ต้องรู้: ทำให้ผิวแห้งและลอกใน 1–2 สัปดาห์แรกซึ่งเป็นเรื่องปกติ และฟอกสีผ้าให้ซีดถาวร จึงควรใช้ปลอกหมอนและผ้าเช็ดหน้าสีขาว ข้อดีที่ทำให้ยาตัวนี้ยังเป็นแกนหลักคือ เชื้อ C. acnes ไม่ดื้อต่อยานี้ จึงใช้คู่กับยาปฏิชีวนะเพื่อลดการดื้อยาได้

ยาทาสิวอักเสบ ตัวที่ 2 · เรตินอยด์ชนิดทา

ชื่อสามัญ: อะดาพาลีน (adapalene), เทรทิโนอิน (tretinoin), ทาซาโรทีน (tazarotene)

ความเข้มข้นและรูปแบบ: อะดาพาลีน 0.1% เจล เป็นตัวที่ระคายเคืองน้อยที่สุดและหาซื้อได้ในไทย · เทรทิโนอิน 0.025–0.05% ครีมหรือเจล แรงกว่าแต่ระคายเคืองมากกว่าและสลายตัวเมื่อโดนแสง

วิธีและระยะเวลา: ทาทั่วบริเวณที่เป็นสิว ไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด คืนละ 1 ครั้งบนผิวแห้งสนิท เริ่มที่สัปดาห์ละ 2–3 คืนใน 2 สัปดาห์แรกแล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืน ประเมินผลที่ 12 สัปดาห์ ไม่ใช่ 4 สัปดาห์

อะไรบอกว่าได้ผล: สิวอุดตันที่คลำได้ตามหน้าผากและแก้มเรียบขึ้น และสิวอักเสบเม็ดใหม่เกิดน้อยลง

สิ่งที่ต้องรู้: ช่วง 2–6 สัปดาห์แรกอาจเห็นสิวเห่อขึ้นชั่วคราวจากการที่สิวอุดตันใต้ผิวถูกดันขึ้นมา ซึ่งเป็นการตอบสนองปกติไม่ใช่การแพ้ ต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน และห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์

ยาทาสิวอักเสบ ตัวที่ 3 · ยาปฏิชีวนะชนิดทา

ชื่อสามัญ: คลินดามัยซิน (clindamycin) และอีริโทรมัยซิน (erythromycin)

ความเข้มข้นและรูปแบบ: คลินดามัยซิน 1% ชนิดเจล โลชัน หรือสารละลาย · อีริโทรมัยซิน 2% เจล

วิธีและระยะเวลา: ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 6–12 สัปดาห์ ห้ามใช้เดี่ยว ๆ ต้องใช้คู่กับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์หรือเรตินอยด์เสมอ

อะไรบอกว่าได้ผล: ตุ่มหนองลดลงชัดเจนใน 4–6 สัปดาห์

สิ่งที่ต้องรู้: เหตุผลที่ห้ามใช้เดี่ยวคือการดื้อยาของเชื้อ C. acnes ซึ่งเกิดได้ภายในไม่กี่เดือนและทำให้ยากลุ่มนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกทั้งชนิดทาและชนิดกิน การใช้คู่กับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ลดปัญหานี้ได้ชัดเจน

ยาทาสิวอักเสบ ตัวที่ 4 · กรดอะซีลาอิกและทางเลือกสำหรับผิวแพ้ง่าย

ชื่อสามัญ: กรดอะซีลาอิก (azelaic acid), กรดซาลิไซลิก (salicylic acid), ไดเบนโซอิลเมทิลอูเรีย

ความเข้มข้นและรูปแบบ: กรดอะซีลาอิก 15–20% ครีมหรือเจล · กรดซาลิไซลิก 0.5–2% ในผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและโทนเนอร์

วิธีและระยะเวลา: กรดอะซีลาอิกทาวันละ 2 ครั้ง ประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์

อะไรบอกว่าได้ผล: ทั้งตุ่มแดงและรอยดำหลังสิวจางลงพร้อมกัน

สิ่งที่ต้องรู้: กรดอะซีลาอิกมีทั้งฤทธิ์ลดการอุดตัน ต้านเชื้อ และลดเม็ดสี จึงมีประโยชน์เป็นพิเศษในคนที่มีรอยดำหลังสิวเด่น และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์เมื่อแพทย์ประเมินแล้ว ส่วนกรดซาลิไซลิกมีฤทธิ์อ่อนกว่า เหมาะเป็นตัวเสริมไม่ใช่ตัวหลัก

ยารับประทาน กลุ่มที่ 1 · ยาปฏิชีวนะชนิดกิน

ชื่อสามัญ: ด็อกซีไซคลิน (doxycycline), ไมโนไซคลิน (minocycline), ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปีและหญิงตั้งครรภ์ใช้อีริโทรมัยซิน (erythromycin) แทน

ขนาดที่ใช้บ่อย: ด็อกซีไซคลิน 100 มิลลิกรัม วันละ 1–2 ครั้ง หรือขนาดต่ำ 40–50 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อหวังผลต้านการอักเสบ

ระยะเวลา: 3–4 เดือน แล้วหยุด ไม่ควรกินต่อเนื่องนานกว่านี้เพราะเพิ่มการดื้อยาโดยไม่เพิ่มผลการรักษา ต้องใช้ร่วมกับยาทาเสมอ และเมื่อหยุดยากินต้องมียาทาคุมต่อ

อะไรบอกว่าได้ผล: ตุ่มอักเสบใหม่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายใน 6–8 สัปดาห์ ถ้าไม่ลดเลยที่ 8 สัปดาห์ให้ทบทวนว่าเป็นสิวจริงหรือไม่ แทนการเพิ่มขนาดยา

สิ่งที่ต้องรู้: ด็อกซีไซคลินทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นชัดเจน และควรกินพร้อมน้ำเต็มแก้วในท่านั่งหรือยืน ไม่นอนทันทีภายใน 30 นาที เพื่อลดการระคายเคืองหลอดอาหาร ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก

ยารับประทาน กลุ่มที่ 2 · ไอโซเทรทิโนอิน

ชื่อสามัญ: ไอโซเทรทิโนอิน (isotretinoin) เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอชนิดรับประทาน

ข้อบ่งชี้: สิวอักเสบรุนแรงชนิดก้อนและซีสต์ · สิวปานกลางที่ไม่ตอบสนองต่อยาทาร่วมกับยาปฏิชีวนะกินครบคอร์ส · สิวที่ทิ้งแผลเป็นแล้ว · สิวที่กลับเป็นซ้ำเร็วทุกครั้งที่หยุดยา

ขนาดและระยะเวลา: เริ่มที่ประมาณ 0.25–0.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แล้วปรับตามการตอบสนองและผลข้างเคียง โดยทั่วไปให้ต่อเนื่อง 4–8 เดือน และมักตั้งเป้าขนาดสะสมรวมประมาณ 120–150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ

อะไรบอกว่าได้ผล: สิวใหม่หยุดขึ้นและผิวมันลดลงชัดเจนใน 4–8 สัปดาห์ โดยอาจมีช่วงเห่อชั่วคราวในเดือนแรก

สิ่งที่ต้องรู้: เป็นยาที่ทำให้ทารกในครรภ์พิการรุนแรง จึงต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัดและตรวจการตั้งครรภ์ตามกำหนดตลอดการรักษาและต่อเนื่องอีก 1 เดือนหลังหยุดยา ผลข้างเคียงที่พบเสมอคือปากแห้งแตกและผิวแห้ง ต้องตรวจการทำงานของตับและระดับไขมันในเลือดก่อนเริ่มและระหว่างการรักษา และห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่มเตตราไซคลิน ยานี้สั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์เท่านั้น

ยารับประทาน กลุ่มที่ 3 · การรักษาทางฮอร์โมนในผู้หญิง

ใครเหมาะ: ผู้หญิงที่สิวขึ้นเด่นบริเวณกราม คาง และรอบปาก เห่อขึ้นสัมพันธ์กับรอบเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีขนดกหรือผมบางแบบฮอร์โมน หรือสิวเริ่มเป็นครั้งแรกตอนอายุเกิน 25 ปี

ชื่อสามัญที่ใช้: ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีโปรเจสตินฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน และสไปโรโนแลกโตน (spironolactone) ซึ่งมักใช้ในขนาดประมาณ 50–100 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับข้อบ่งชี้นี้

ระยะเวลา: ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนจึงประเมินผลได้ และผลเต็มที่มักเห็นที่ 6 เดือน

สิ่งที่ต้องรู้: สไปโรโนแลกโตนห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้ประจำเดือนผิดปกติและระดับโพแทสเซียมสูงในบางราย จึงต้องประเมินโรคประจำตัวและยาที่ใช้ร่วมก่อนเสมอ ส่วนยาคุมกำเนิดมีข้อห้ามในผู้ที่สูบบุหรี่จัด มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือไมเกรนแบบมีออรา รายละเอียดการแยกสิวกลุ่มนี้อยู่ในบทความ สิวฮอร์โมน ขึ้นกราม คางแบบไหนถึงใช่

หัตถการที่ช่วยเสริม ไม่ใช่ใช้แทนยา

หัตถการมีที่ทางชัดเจนในสิวอักเสบ แต่ไม่มีตัวใดใช้แทนยาหลักได้

  • การฉีดยาลดการอักเสบเข้ารอยโรค ด้วยสเตียรอยด์เจือจางในก้อนแข็งหรือซีสต์ ทำให้ยุบและหายเจ็บภายใน 24–72 ชั่วโมง เป็นวิธีที่ลดโอกาสเหลือหลุมได้ดีที่สุดในสิวก้อนเดี่ยว ต้องทำโดยแพทย์เพราะความเข้มข้นที่สูงเกินไปทำให้ผิวบุ๋มได้

  • การกดสิวอุดตันด้วยเครื่องมือปราศจากเชื้อ ใช้กับสิวหัวเปิดและหัวปิด ไม่ใช้กับเม็ดที่กำลังอักเสบ

  • การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี เช่น กรดซาลิไซลิกหรือกรดผลไม้ ช่วยเรื่องสิวอุดตันและรอยดำ ต้องเว้นระยะกับเรตินอยด์

  • เลเซอร์และแสงบำบัด มีบทบาทเสริมในบางราย และมีประโยชน์มากกว่าในขั้นตอนแก้ไขแผลเป็นภายหลัง เช่น เลเซอร์แฟรกชันและเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์สำหรับหลุมสิว หรือเลเซอร์หลอดเลือดสำหรับรอยแดงค้าง การเลือกชนิดต้องประเมินโดยแพทย์เป็นรายบุคคล

กี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล และอะไรบอกว่ายาไม่ได้ผล

ความคาดหวังที่ผิดคือสาเหตุที่คนหยุดยาเร็วเกินไปแล้วสิวกลับมาเป็นซ้ำ

  • สัปดาห์ที่ 1–2 — ยังไม่ควรคาดหวังผล ผิวมักแห้งและลอกจากยาทา

  • สัปดาห์ที่ 2–6 — อาจมีช่วงเห่อชั่วคราวจากเรตินอยด์ ไม่ใช่สัญญาณว่ายาไม่ได้ผล

  • สัปดาห์ที่ 6–8 — ควรเห็นตุ่มอักเสบใหม่ลดลงชัดเจน นี่คือจุดประเมินจริงจุดแรก

  • สัปดาห์ที่ 12 — เป็นจุดประเมินผลเต็มของยาทากลุ่มเรตินอยด์

  • เดือนที่ 3–6 — เป็นช่วงที่ประเมินผลของการรักษาทางฮอร์โมนและยารับประทาน

สัญญาณว่าต้องทบทวนแผนการรักษา ไม่ใช่แค่รอต่อ: ใช้ยาทาถูกวิธีครบ 8–12 สัปดาห์แล้วจำนวนสิวไม่ลดลงเลย · เริ่มมีก้อนลึกหรือซีสต์ระหว่างการรักษา · เริ่มเห็นหลุมหรือรอยแผลเป็น · หรือตุ่มคันมากซึ่งชวนให้คิดถึงรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรามากกว่าสิว

รักษาอย่างไรไม่ให้เป็นแผลเป็น

หลุมสิวเกิดจากการที่คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ถูกทำลาย เมื่อเกิดแล้วไม่กลับมาเองด้วยยาทา หลักการป้องกันจึงมีเพียงไม่กี่ข้อและทุกข้อทำได้จริง

  1. รักษาเร็ว ความเสี่ยงต่อแผลเป็นสัมพันธ์กับระยะเวลาที่การอักเสบดำเนินอยู่ ไม่ใช่แค่ความรุนแรง

  2. ไม่บีบ ไม่แกะ ไม่แคะ โดยเฉพาะเม็ดที่แดงและยังไม่มีหัว

  3. จัดการก้อนลึกตั้งแต่เม็ดแรก ด้วยการพบแพทย์เพื่อฉีดยาลดการอักเสบ แทนการรอให้ยุบเอง

  4. ใช้ยาต่อเนื่องจนครบระยะ ไม่หยุดทันทีที่ดูดีขึ้น เพราะสิวใหม่ที่เกิดซ้ำในตำแหน่งเดิมคือสิ่งที่ทำให้หลุมลึกขึ้น

  5. กันแดดทุกวัน ไม่ได้ป้องกันหลุม แต่ป้องกันรอยดำหลังสิวไม่ให้เข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น

  6. รักษาแผลเป็นหลังคุมสิวได้แล้ว การแก้หลุมขณะที่ยังมีสิวอักเสบใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ให้ผลไม่ยั่งยืน

รอยแดง รอยดำ และหลุมสิว ต่างกันอย่างไร

หลังสิวยุบ สิ่งที่เหลือไว้มีสามแบบและพยากรณ์โรคต่างกันมาก

  • รอยแดง (post-inflammatory erythema) — รอยแบนสีชมพูถึงแดง กดแล้วซีดลง เกิดจากหลอดเลือดฝอยที่ขยายค้าง มักจางเองใน 4–12 สัปดาห์ถึง 6 เดือน

  • รอยดำ (post-inflammatory hyperpigmentation) — รอยแบนสีน้ำตาลถึงเทา กดแล้วไม่ซีด เกิดจากเม็ดสีที่สร้างมากขึ้นตอนอักเสบ พบบ่อยในผิวเอเชีย จางช้ากว่ารอยแดงและใช้เวลาได้ถึง 3–12 เดือน

  • หลุมสิว (atrophic scar) — รอยบุ๋มที่คลำได้ว่าผิวไม่เรียบ เกิดจากคอลลาเจนหาย ไม่จางเองตามเวลา ต้องแก้ด้วยหัตถการ

ความต่างสำคัญคือ สองแบบแรกคือเรื่องของเวลาและการกันแดด ส่วนแบบที่สามคือเรื่องของโครงสร้างที่หายไป อ่านวิธีแยกและแนวทางรักษาได้ที่ รอยสิว เกิดจากอะไร และ หลุมสิว รักษาให้เต็มได้จริงไหม

การดูแลผิวประจำวันระหว่างรักษาสิวอักเสบ

การดูแลผิวไม่ได้รักษาสิว แต่ทำให้ยาใช้ได้ต่อเนื่องโดยผิวไม่พัง ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้หลายคนล้มเลิกกลางคัน

  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ไม่ขัดถู ไม่ใช้เม็ดสครับ การล้างบ่อยกว่านี้ทำให้ผิวระคายเคืองและยาทาต่อไม่ไหว

  • ทามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบาที่ไม่ก่อการอุดตัน ทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อใช้เรตินอยด์หรือเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์

  • ครีมกันแดดทุกเช้า SPF 30 ขึ้นไป เนื้อบางเบา เพราะทั้งเรตินอยด์และด็อกซีไซคลินทำให้ผิวไวแสง

  • เปลี่ยนปลอกหมอนบ่อย และล้างหน้าหลังออกกำลังกาย ภายใน 30 นาทีเมื่อทำได้

  • หยุดผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเริ่มใช้ภายใน 1 เดือน ถ้าสิวเห่อขึ้นพร้อมกันหลายเม็ดในบริเวณที่ทาพอดี

อาหาร นม และน้ำตาล เกี่ยวกับสิวอักเสบจริงไหม

หลักฐานปัจจุบันชี้ไปทางเดียวกันแต่ผลไม่ได้มากเท่าที่เข้าใจกัน

  • อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน และแป้งขัดสี มีหลักฐานว่าสัมพันธ์กับความรุนแรงของสิว การลดลงช่วยได้ในบางคน

  • นมวัว โดยเฉพาะนมพร่องมันเนย มีข้อมูลเชิงสังเกตว่าสัมพันธ์กับสิว ส่วนโยเกิร์ตและชีสยังไม่ชัดเจน

  • เวย์โปรตีน มีรายงานว่าทำให้สิวเห่อในบางราย โดยเฉพาะในคนที่เริ่มใช้แล้วสิวขึ้นภายใน 1–3 เดือน

  • ช็อกโกแลตและของทอด หลักฐานยังไม่หนักแน่นพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุโดยตรง

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ อาหารเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่ตัวหลัก การปรับอาหารอย่างเดียวโดยไม่ใช้ยาไม่พอสำหรับสิวอักเสบระดับปานกลางขึ้นไป

เมื่อไรต้องพบแพทย์ผิวหนัง

  • มีก้อนแข็งใต้ผิวหรือซีสต์แม้เพียงเม็ดเดียว

  • เริ่มเห็นรอยบุ๋มหรือแผลเป็นแล้ว

  • ใช้ยาทาถูกวิธีต่อเนื่อง 8–12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น

  • สิวลามลงหน้าอก หลัง และต้นแขน

  • สิวขึ้นครั้งแรกเมื่ออายุเกิน 25 ปี หรือมีประจำเดือนผิดปกติ ขนดก ผมบางร่วมด้วย

  • ตุ่มขึ้นเร็วภายใน 1–2 วันพร้อมไข้ ปวด บวมลาม หรือมีน้ำเหลืองซึม

  • สิวส่งผลต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

ข้อสุดท้ายไม่ใช่เหตุผลที่เบากว่าข้ออื่น ผลกระทบทางจิตใจของสิวเป็นข้อบ่งชี้ในการรักษาที่ยอมรับกันในเวชปฏิบัติ

สรุปสั้น ๆ

  • สิวอักเสบคือสิวที่รูขุมขนอุดตันแล้วเกิดการอักเสบ แยกเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง ก้อนแข็ง และซีสต์ ยิ่งลึกยิ่งเสี่ยงหลุมสิว

  • ถ้าไม่มีสิวอุดตันร่วมด้วยเลย ให้สงสัยว่าอาจไม่ใช่สิว เช่น รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา ผื่นรอบปาก หรือโรซาเซีย ซึ่งใช้ยาคนละกลุ่ม

  • ระดับน้อยเริ่มที่ยาทา เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ 2.5–5% ร่วมกับอะดาพาลีน 0.1% และประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์

  • ระดับปานกลางขึ้นไปมักต้องใช้ยากิน เช่น ด็อกซีไซคลิน 100 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 3–4 เดือนร่วมกับยาทา ส่วนสิวก้อนและซีสต์คือข้อบ่งชี้ของไอโซเทรทิโนอิน

  • ห้ามบีบเม็ดที่แดงและยังไม่มีหัว เพราะเป็นทางลัดที่สุดไปสู่รอยดำและหลุม

  • สิ่งที่ควรทำวันนี้ ถ้ามีก้อนลึก มีแผลเป็นแล้ว หรือใช้ยาทาครบ 8–12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินและวางแผนการใช้ยาที่ถูกกลุ่ม

คำถามที่พบบ่อย

ทํายังไงให้สิวอักเสบหาย

ต้องแยกก่อนว่าเป็นระดับไหน ถ้าเป็นตุ่มแดงและตุ่มหนองไม่เกิน 10–20 เม็ด เริ่มด้วยยาทาคู่กัน คือ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ 2.5–5% กับอะดาพาลีน 0.1% เจล ทาต่อเนื่องและประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์ ถ้ามีก้อนแข็ง ซีสต์ หรือมีมากกว่านั้น มักต้องใช้ยารับประทานร่วมด้วย เช่น ด็อกซีไซคลิน 100 มิลลิกรัมต่อวันเป็นคอร์ส 3–4 เดือน สิ่งที่ทำให้ไม่หายสักทีคือการเปลี่ยนยาทุก 2 สัปดาห์และการใช้ยาปฏิชีวนะเดี่ยว ๆ ซึ่งทำให้เชื้อดื้อยา การเลือกยาและขนาดยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์

ทําอย่างไรให้สิวอักเสบยุบเร็ว

สิ่งที่เร็วที่สุดและปลอดภัยคือประคบเย็นครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้งเพื่อลดบวมและเจ็บ ร่วมกับแต้มเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์บาง ๆ และไม่แตะต้องเม็ดนั้นอีกเลย สำหรับก้อนแข็งหรือซีสต์ที่เจ็บมาก การฉีดยาลดการอักเสบโดยแพทย์ทำให้ยุบภายใน 24–72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่เร็วจริงและไม่ทิ้งความเสียหาย วิธีที่ควรเลี่ยงคือการบีบและการแต้มยาสีฟันหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้อักเสบกว้างขึ้นและเหลือรอยดำนานขึ้น

ยาทาสิวอะไรยุบเร็ว

ในเม็ดที่มีหัวหนอง เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ 2.5–5% เป็นตัวที่เห็นผลเร็วที่สุดภายในไม่กี่วันเพราะออกฤทธิ์ต้านเชื้อโดยตรง ส่วนคลินดามัยซิน 1% ช่วยลดตุ่มหนองแต่ต้องใช้คู่กับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์เพื่อลดการดื้อยา สำหรับตุ่มแดงไม่มีหัว กรดอะซีลาอิก 15–20% ช่วยได้ทั้งการอักเสบและรอยดำ ส่วนอะดาพาลีน 0.1% ไม่ใช่ยาที่ทำให้เม็ดเดิมยุบเร็ว แต่เป็นตัวที่ทำให้เม็ดใหม่เกิดน้อยลงและต้องประเมินที่ 12 สัปดาห์

ทำไมอยู่ๆสิวอักเสบขึ้น

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน 5–7 วัน หรือภาวะเครียดและอดนอนต่อเนื่อง รองลงมาคือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ภายใน 1 เดือน ทั้งสกินแคร์ ครีมกันแดด เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์แต่งผมที่ไหลลงหน้าผาก ถัดมาคือการเสียดสีจากหน้ากาก หมวกกันน็อก หรือการเท้าคาง และยาบางกลุ่มเช่นสเตียรอยด์และฮอร์โมนบางชนิด ถ้าตุ่มขึ้นพร้อมกันจำนวนมากและคันชัดเจน ให้นึกถึงรูขุมขนอักเสบจากเชื้อราไว้ด้วย เพราะรักษาคนละแบบ

สิวอักเสบปล่อยไว้ได้ไหม

ตุ่มแดงและตุ่มหนองเม็ดเล็กจำนวนไม่มากปล่อยให้ยุบเองได้ใน 7–14 วัน โดยไม่ทิ้งหลุมถ้าไม่ถูกบีบ แต่ก้อนแข็งและซีสต์ไม่ควรปล่อย เพราะอยู่ได้นานหลายสัปดาห์และทำลายคอลลาเจนไปเรื่อย ๆ จนเหลือหลุมถาวรเกือบทุกราย ตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินใจง่าย ๆ คือ ถ้าคลำได้ว่าเป็นก้อนลึก เจ็บตุบ ๆ หรือเป็นซ้ำตำแหน่งเดิมบ่อย ๆ อย่ารอ เพราะราคาของการรอคือแผลเป็นที่แก้ยากกว่าการรักษาสิวหลายเท่า

กิน zinc ลดสิวจริงไหม

มีการศึกษาที่พบว่าสังกะสีชนิดรับประทานช่วยลดจำนวนสิวอักเสบได้บ้าง แต่ผลโดยรวมน้อยกว่ายาปฏิชีวนะชนิดกินอย่างชัดเจน และข้อมูลยังไม่สม่ำเสมอพอที่จะแนะนำเป็นการรักษาหลัก ที่พอมีเหตุผลคือใช้เป็นตัวเสริมในคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ หรือกำลังพยายามหลีกเลี่ยงยากิน ข้อควรระวังคือขนาดสูงทำให้คลื่นไส้และปวดท้องได้บ่อย และการกินต่อเนื่องนานอาจรบกวนการดูดซึมทองแดง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เป็นประจำ แทนการซื้อกินเองในขนาดสูง

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล การเลือกชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ต้องอยู่ในการประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์

คำเตือน: การรักษาสิวและหัตถการทางผิวหนังมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง

ดูบทความโรคผิวหนังทั้งหมดได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 11 กันยายน 2569

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ