ยาทาแผลในปาก ใช้ตัวไหน ทาวันละกี่ครั้ง กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกแผลร้อนในจากเริม มือเท้าปาก และแผลที่ต้องรีบตรวจ
แผลในปากที่คนไทยเรียกว่า "แผลร้อนใน" ส่วนใหญ่คือ แผลแอฟทัส (Aphthous ulcer หรือ Recurrent aphthous stomatitis) ซึ่งเป็นแผลตื้นรูปกลมหรือรี พื้นแผลสีขาวอมเหลือง ขอบแดง เจ็บมากเวลากินหรือพูด และหายเองได้ใน 7–14 วัน ยาทาแผลในปากที่ใช้กันมากที่สุดคือ ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ 0.1% ชนิดขี้ผึ้งป้ายปาก (triamcinolone acetonide 0.1% oral paste) ซึ่งช่วยลดการอักเสบและความเจ็บ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น 1–3 วัน แต่ไม่ได้ทำให้แผลหายทันที
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกยี่ห้อคือการรู้ว่าแผลในปากของเราเป็นแผลร้อนในจริงหรือไม่ เพราะแผลจากเชื้อไวรัสเริม โรคมือเท้าปาก เชื้อรา หรือแผลที่อาจเป็นมะเร็งช่องปาก หน้าตาคล้ายกันได้ และยาสเตียรอยด์ป้ายปากอาจทำให้บางโรคแย่ลง บทความนี้อธิบายยาทาแผลในปากแต่ละกลุ่ม ความแรง วิธีใช้ ระยะเวลาที่ควรเห็นผล วิธีแยกแผลแต่ละชนิด และสัญญาณที่ต้องพบแพทย์
แผลในปาก แผลร้อนใน คืออะไร
แผลร้อนในหรือแผลแอฟทัส เป็นแผลที่เยื่อบุช่องปากซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ไม่ติดต่อ และไม่ได้เกิดจาก "ความร้อนในร่างกาย" อย่างที่เชื่อกัน กลไกที่เชื่อกันในปัจจุบันคือระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ทำปฏิกิริยามากเกินไปต่อเยื่อบุช่องปาก ทำให้เยื่อบุตายเป็นจุดและกลายเป็นแผล
พบได้บ่อยมาก ราว 20% ของคนทั่วไปเคยเป็น มักเริ่มเป็นครั้งแรกในวัยเด็กหรือวัยรุ่น และเป็น ๆ หาย ๆ ได้หลายปี ลักษณะเด่นคือ
ตำแหน่ง: เยื่อบุที่ไม่มีเคราติน คือ ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ขอบลิ้น และพื้นช่องปาก ไม่ค่อยขึ้นที่เหงือกติดฟันหรือเพดานแข็ง
หน้าตา: แผลกลมหรือรี พื้นแผลสีขาวหรือเหลืองเทา มีขอบแดงล้อมรอบ
อาการนำ: หลายคนรู้สึกแสบ ร้อน หรือเสียวที่จุดนั้น 1–2 วันก่อนเห็นแผล
ระยะหาย: แผลเล็กหายใน 7–14 วันโดยไม่มีแผลเป็น
ยาทาแผลในปาก มีกี่กลุ่ม เลือกใช้อย่างไร
ยาทาและยาเฉพาะที่สำหรับแผลในปากแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายต่างกัน
สเตียรอยด์ชนิดป้ายปาก เพื่อลดการอักเสบ ทำให้แผลเล็กลงและหายเร็วขึ้น เป็นกลุ่มหลักของการรักษาแผลร้อนใน
ยาชาเฉพาะที่ เพื่อลดความเจ็บชั่วคราว 15–60 นาที ช่วยให้กินอาหารได้ แต่ไม่ได้ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อ เพื่อลดเชื้อแบคทีเรียที่ซ้ำเติมแผล โดยเฉพาะเมื่อมีหลายแผลหรือแปรงฟันลำบาก
ยาลดการอักเสบชนิดบ้วนหรือพ่น เพื่อลดปวดบวมทั่วช่องปาก
เจลเคลือบแผล เพื่อสร้างชั้นป้องกันไม่ให้แผลโดนอาหารและฟัน
ถ้าเป็นแผลร้อนในทั่วไปเพียง 1–3 แผล สเตียรอยด์ป้ายปากเพียงอย่างเดียวมักเพียงพอ อาจใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนมื้ออาหารร่วมด้วยถ้าเจ็บมาก ส่วนกรณีแผลหลายจุดพร้อมกัน แผลใหญ่ หรือเป็นบ่อยมาก แพทย์จะพิจารณาน้ำยาบ้วนปากสเตียรอยด์หรือยากิน
ไตรแอมซิโนโลน 0.1% ป้ายปาก ใช้อย่างไรให้ได้ผล
ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ 0.1% ชนิดขี้ผึ้งป้ายปาก (triamcinolone acetonide 0.1% in oral paste) เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุด เนื้อยาออกแบบมาให้เกาะติดเยื่อบุที่เปียกได้นานกว่าครีมทั่วไป
วิธีใช้ที่ถูกต้อง
ล้างมือ แล้วใช้สำลีพันก้านหรือกระดาษทิชชูซับแผลให้แห้งก่อน เพราะยาเกาะแผลที่แห้งได้ดีกว่า
บีบยาเล็กน้อย ประมาณเม็ดถั่วเขียวหรือยาวราว 0.5 เซนติเมตร แตะลงบนแผลให้เป็นฟิล์มบาง ๆ
แตะเบา ๆ ห้ามถู ถ้าถูยาจะเป็นเม็ดร่วนและหลุดออกจากแผล
ป้าย วันละ 2–4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ครั้งก่อนนอนสำคัญที่สุดเพราะยาอยู่บนแผลได้นานที่สุด
หลังป้ายยา งดดื่มน้ำและกินอาหาร 30 นาที
ใช้นานแค่ไหน: ใช้จนแผลหายและไม่เจ็บ โดยทั่วไป 5–7 วัน หาก ใช้ครบ 7 วันแล้วแผลไม่ดีขึ้นเลย ควรพบแพทย์ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ได้รับการตรวจ
ได้ผลแค่ไหน: ยานี้ช่วยลดความเจ็บและทำให้แผลหายเร็วขึ้นประมาณ 1–3 วัน ได้ผลที่สุดเมื่อเริ่มป้ายตั้งแต่ระยะแสบร้อนหรือวันแรกที่เห็นแผล ถ้าเริ่มใช้ตอนแผลกำลังจะหายเองแล้ว ประโยชน์จะน้อย
ข้อห้ามและข้อควรระวัง
ห้ามใช้กับแผลจาก เชื้อไวรัสเริม หรือ เชื้อรา เพราะสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทำให้เชื้อลามมากขึ้น
ใช้ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์อาจทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากซ้อน เห็นเป็นฝ้าขาวที่เช็ดออกได้
ในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
สเตียรอยด์ที่แรงกว่า เช่น ฟลูโอซิโนไนด์ 0.05% เจล (fluocinonide) หรือ โคลเบทาซอล 0.05% (clobetasol propionate) ใช้ในแผลใหญ่หรือแผลที่ไม่ตอบสนอง ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น
ยาชาทาแผลในปาก ช่วยอะไรได้ และใครห้ามใช้
ยาชาเฉพาะที่ช่วยให้กินข้าวและแปรงฟันได้ในช่วงที่เจ็บมาก แต่ไม่ได้รักษาแผล
ลิโดเคน 2% ชนิดเจลหรือชนิดหนืด (lidocaine 2% gel / viscous lidocaine): ทาหรืออมที่แผลก่อนอาหาร 5–10 นาที ออกฤทธิ์ราว 30–60 นาที ไม่ควรกลืนปริมาณมาก
เบนโซเคน (benzocaine) 10–20% เจล: ออกฤทธิ์เร็ว แต่ ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะเสี่ยงภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูง (methemoglobinemia) ซึ่งทำให้ปากและเล็บเขียว หายใจเหนื่อย เป็นอันตรายได้
ข้อควรระวังของยาชาทุกชนิดคือ เมื่อลิ้นและปากชา อาจกัดโดนแผลหรือสำลักอาหารได้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ
น้ำยาบ้วนปากและสเปรย์สำหรับแผลในปาก
คลอร์เฮกซิดีน กลูโคเนต 0.12% (chlorhexidine gluconate): อมกลั้วครั้งละ 15 มล. นาน 30 วินาที วันละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ช่วยลดการติดเชื้อซ้ำและทำให้แผลหายเร็วขึ้นเล็กน้อย ผลข้างเคียงคือฟันและลิ้นเป็นคราบสีน้ำตาลซึ่งขัดออกได้ และการรับรสเปลี่ยนชั่วคราว ควรเว้นหลังแปรงฟัน 30 นาที เพราะสารฟองในยาสีฟันทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์
เบนซิดามีน 0.15% (benzydamine hydrochloride): น้ำยาบ้วนปากหรือสเปรย์ลดการอักเสบและปวด ใช้ตามฉลากไม่เกิน 7 วัน อาจแสบตอนใช้ครั้งแรก
เดกซาเมทาโซน 0.5 มก./5 มล. ชนิดอมกลั้ว (dexamethasone elixir): ใช้เมื่อมีแผลหลายแผลจนป้ายยาไม่ทั่ว อมกลั้ว 5 มล. นาน 2 นาทีแล้วบ้วนทิ้ง วันละ 2–4 ครั้ง ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง
น้ำเกลือ: อมกลั้วน้ำเกลืออุ่น (เกลือครึ่งช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว) ช่วยให้ช่องปากสะอาด ใช้ได้ทุกวัย แต่ไม่ได้ทำให้แผลหายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เจลเคลือบแผล เช่น เจลไฮยาลูโรนิก แอซิด 0.2% (hyaluronic acid) หรือเจลเคลือบผิวแผลชนิดอื่น ทำหน้าที่เป็นแผ่นปิดแผลในปาก ลดการเสียดสี ใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ได้ เหมาะกับคนที่ใส่เครื่องมือจัดฟันหรือแผลอยู่ตรงที่ฟันเสียดสีบ่อย
แผลร้อนในชนิดเล็ก (Minor aphthous ulcer) พบบ่อยที่สุด
ลักษณะ: แผลกลมหรือรี ขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ 3–5 มม. ครั้งละ 1–5 แผล อยู่ที่ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ขอบลิ้น หรือใต้ลิ้น พบได้ราว 80% ของผู้ที่เป็นแผลร้อนในทั้งหมด
สาเหตุ: ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ไวเกิน มักมีตัวกระตุ้น เช่น กัดโดนกระพุ้งแก้ม แปรงฟันแรง ความเครียด นอนน้อย ช่วงมีประจำเดือน อาหารเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย เจ็บมากที่สุดใน 3–4 วันแรก แล้วหายเองใน 7–14 วัน ไม่ทิ้งแผลเป็น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลไม่หายใน 2 สัปดาห์ เป็นบ่อยกว่า 3–4 ครั้งต่อปี หรือเจ็บจนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้
แผลร้อนในชนิดใหญ่ (Major aphthous ulcer) แผลลึก หายช้า
ลักษณะ: แผลลึก ขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร ขอบนูน เจ็บมาก อาจอยู่ที่เพดานอ่อน ด้านหลังของช่องปาก หรือใกล้ต่อมทอนซิล ทำให้กลืนเจ็บ พบราว 10–15%
สาเหตุ: กลไกเดียวกับชนิดเล็กแต่รุนแรงกว่า พบบ่อยขึ้นในผู้ที่ขาดธาตุเหล็กหรือวิตามิน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี และโรคเบห์เชท
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ใช้เวลาหาย 2–6 สัปดาห์ และอาจทิ้งแผลเป็นในช่องปาก ยาป้ายปากทั่วไปมักไม่พอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น เพื่อตรวจยืนยันว่าไม่ใช่โรคอื่น แพทย์อาจใช้สเตียรอยด์ชนิดแรง ฉีดสเตียรอยด์ที่ฐานแผล หรือยากินระยะสั้น
แผลร้อนในแบบเม็ดเล็กเป็นกลุ่ม (Herpetiform ulcer)
ลักษณะ: แผลเล็กมาก 1–3 มม. จำนวน 10–100 แผลพร้อมกัน อาจรวมกันเป็นแผลใหญ่ขอบไม่เรียบ เจ็บทั่วช่องปาก พบราว 5–10% มักเป็นในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่
สาเหตุ: แม้ชื่อจะคล้ายเริม แต่ ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัสเริม เป็นแผลแอฟทัสชนิดหนึ่ง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: หายใน 7–14 วันแต่มักกลับเป็นซ้ำถี่ ป้ายยาไม่ทั่วเพราะแผลกระจาย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีแผลจำนวนมากพร้อมกัน เพื่อแยกจากการติดเชื้อเริมให้ชัด แพทย์มักใช้น้ำยาอมกลั้วสเตียรอยด์ และบางรายใช้ยาด็อกซีไซคลีน (doxycycline) ชนิดละลายน้ำอมกลั้ว
แผลจากการกัด แปรงฟัน หรือเครื่องมือจัดฟัน (Traumatic ulcer)
ลักษณะ: แผลเดี่ยว รูปร่างไม่แน่นอน อยู่ตรงตำแหน่งที่โดนเสียดสี เช่น ขอบลิ้นชิดฟันคม กระพุ้งแก้มแนวฟันกราม หรือตรงลวดและเหล็กจัดฟัน
สาเหตุ: การบาดเจ็บซ้ำที่จุดเดิม เช่น ฟันบิ่น ฟันปลอมหลวม ลวดจัดฟัน กัดกระพุ้งแก้มขณะเคี้ยว หรืออาหารแข็งบาด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เมื่อเอาสาเหตุออก แผลควรหายใน 7–10 วัน เจลเคลือบแผลหรือขี้ผึ้งปิดลวดจัดฟันช่วยได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้าแก้สาเหตุแล้วแผลไม่หายใน 2 สัปดาห์ ต้องพบทันตแพทย์หรือแพทย์เพื่อตรวจ เพราะแผลเรื้อรังจากการเสียดสีเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของมะเร็งช่องปาก
แผลจากเริมในปาก ต่างจากแผลร้อนในอย่างไร
ลักษณะ: เริ่มเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กเป็นกลุ่ม แล้วแตกเป็นแผลตื้นหลายแผล ขึ้นที่ ริมฝีปากด้านนอก เหงือก และเพดานแข็ง ซึ่งแผลร้อนในไม่ค่อยขึ้น ในเด็กที่ติดเชื้อครั้งแรกอาจมีเหงือกบวมแดงทั้งปาก ไข้ 38–39 องศา น้ำลายไหล ไม่ยอมกินอาหาร
สาเหตุ: เชื้อไวรัสเริม (Herpes simplex virus ชนิดที่ 1) ติดต่อได้ทางน้ำลายและการสัมผัส อ่านรายละเอียดเพิ่มที่เริมที่ปาก เกิดจากอะไร กี่วันหาย ยาตัวไหนได้ผล
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ในผู้ใหญ่ที่เคยเป็นแล้วมักหายใน 7–10 วัน แต่ในเด็กเล็กเสี่ยงขาดน้ำ ห้ามใช้สเตียรอยด์ป้ายปากกับแผลเริม การรักษาคือยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) หรือวาลาไซโคลเวียร์ (valacyclovir) ซึ่งได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48–72 ชั่วโมงแรก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เด็กมีไข้ร่วมกับแผลทั้งปากและกินดื่มไม่ได้ แผลใกล้ตา หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
แผลในปากจากโรคมือเท้าปากและเฮอร์แปงไจนา
ลักษณะ: แผลเล็กหลายแผลที่ ด้านหลังของช่องปาก เพดานอ่อน และลิ้นไก่ ร่วมกับตุ่มหรือผื่นแดงที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น และมีไข้ ในเฮอร์แปงไจนา (herpangina) จะมีแผลในคอโดยไม่มีผื่นที่มือเท้า
สาเหตุ: เชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส เช่น คอกซากี (coxsackievirus) พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบาดในโรงเรียนและเนอสเซอรี่ช่วงหน้าฝน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่หายเองใน 7–10 วัน รักษาตามอาการด้วยยาลดไข้และดื่มน้ำให้พอ ดูวิธีแยกเพิ่มเติมที่โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากอะไร วิธีแยกจากเริมและอีสุกอีใส
เมื่อไรต้องพบแพทย์ทันที: เด็กซึม ไข้สูงเกิน 2 วัน อาเจียนบ่อย มือสั่น กระตุก หรือหายใจเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ
แผลในปากที่เป็นซ้ำร่วมกับแผลที่อวัยวะเพศหรือตาอักเสบ (โรคเบห์เชท)
ลักษณะ: แผลในปากคล้ายแผลร้อนในทุกอย่าง แต่เป็นซ้ำ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี ร่วมกับแผลที่อวัยวะเพศ ตาแดงตามัว ตุ่มหนองหรือก้อนแดงเจ็บที่ผิวหนัง หรือข้ออักเสบ
สาเหตุ: โรคเบห์เชท (Behçet's disease) เป็นโรคหลอดเลือดอักเสบจากภูมิคุ้มกัน พบในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้ามีตาอักเสบอาจทำให้ตาบอดได้ ต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ ยาที่ใช้บ่อยคือโคลชิซีน (colchicine) และยาปรับภูมิคุ้มกันอื่น อ่านเพิ่มที่โรคเบห์เชท แผลในปากเรื้อรัง วิธีรักษา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่มีแผลในปากซ้ำร่วมกับแผลที่อวัยวะเพศหรืออาการทางตา
แผลในปากที่อาจเป็นมะเร็งช่องปาก
ลักษณะ: แผลเดี่ยวที่ ไม่เจ็บหรือเจ็บน้อย ขอบแข็งนูน คลำแล้วฐานแผลแข็ง อาจมีฝ้าขาวหรือแดงรอบแผล เลือดออกง่าย พบบ่อยที่ขอบลิ้นด้านข้างและพื้นช่องปากใต้ลิ้น
สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง: สูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ฟันคมหรือฟันปลอมเสียดสีเรื้อรัง การติดเชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์ และอายุ 40 ปีขึ้นไป
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นภาวะที่ต้องวินิจฉัยเร็ว เพราะยิ่งพบเร็วยิ่งรักษาได้ผลดี ห้ามป้ายสเตียรอยด์ไปเรื่อย ๆ เพราะทำให้แผลดูดีขึ้นชั่วคราวและวินิจฉัยช้า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลที่ไม่หายภายใน 2–3 สัปดาห์ ทุกแผล ควรพบทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ช่องปาก หรือแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจและตัดชิ้นเนื้อ
แผลหรือฝ้าในปากจากโรคผิวหนังอื่น
โรคผิวหนังหลายโรคเกิดในเยื่อบุช่องปากได้ และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแผลร้อนในเรื้อรัง
ไลเคนพลานัสในช่องปาก (Oral lichen planus): ลายเส้นขาวคล้ายร่างแหที่กระพุ้งแก้มทั้งสองข้าง บางชนิดเป็นแผลแดงเจ็บ แสบเวลากินเผ็ด ต้องติดตามระยะยาว ดูที่ไลเคนพลานัสในช่องปาก ฝ้าขาวในปากแบบไหนเสี่ยงมะเร็ง
เพมฟิกัส (Pemphigus vulgaris): แผลถลอกในปากที่ไม่หายนานเป็นเดือน มักเป็นก่อนมีตุ่มน้ำที่ผิวหนัง ต้องตรวจชิ้นเนื้อ ดูที่เพมฟิกัส โรคตุ่มน้ำพองจากภูมิคุ้มกัน
เชื้อราในช่องปาก (Oral candidiasis): ฝ้าขาวคล้ายคราบนมที่เช็ดออกได้ ใต้คราบแดง พบบ่อยในผู้ที่ใช้สเตียรอยด์พ่นหรือป้ายนาน ๆ ผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอม และเบาหวาน รักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา ไม่ใช่สเตียรอยด์
ผื่นแพ้ยารุนแรง (SJS/TEN): แผลในปากหลายแผลพร้อมริมฝีปากตกสะเก็ดเลือด ตาแดง ผื่นตามตัว หลังเริ่มยาใหม่ 1–4 สัปดาห์ เป็นภาวะฉุกเฉิน
แผลที่มุมปาก ไม่ใช่แผลร้อนใน แต่คือปากนกกระจอก ดูที่ปากนกกระจอก เกิดจากอะไร วิธีรักษาให้ตรงสาเหตุ
แผลร้อนในตามตำแหน่ง ที่ลิ้น ใต้ลิ้น กระพุ้งแก้ม ในคอ
ที่ลิ้นและขอบลิ้น: เจ็บมากเพราะลิ้นขยับตลอด มักเกิดจากกัดลิ้นหรือฟันคม ป้ายยาให้ติดยาก ควรป้ายก่อนนอน ถ้าเป็นแผลแข็งที่ขอบลิ้นไม่หายใน 2 สัปดาห์ ต้องตรวจ
ใต้ลิ้นและพื้นช่องปาก: เป็นตำแหน่งที่พบแผลร้อนในบ่อย แต่ก็เป็นตำแหน่งเสี่ยงของมะเร็งช่องปากเช่นกัน จึงไม่ควรปล่อยแผลเรื้อรัง
กระพุ้งแก้มและด้านในริมฝีปาก: ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด ป้ายยาได้ง่าย
ในคอ เพดานอ่อน ทอนซิล: ถ้าเป็นแผลเดียวขนาดใหญ่อาจเป็นแผลร้อนในชนิดใหญ่ ถ้ามีหลายแผลร่วมกับไข้ในเด็ก ให้นึกถึงเฮอร์แปงไจนาหรือโรคมือเท้าปาก ใช้สเปรย์หรือน้ำยาอมกลั้วแทนการป้าย
เหงือกและเพดานแข็ง: แผลร้อนในขึ้นตรงนี้ได้น้อย ถ้ามีแผลหลายจุดที่เหงือก ให้นึกถึงเริมก่อน
แผลร้อนในเกิดจากอะไร ร้อนในขาดวิตามินอะไร
ปัจจัยกระตุ้นแผลร้อนในที่มีหลักฐาน ได้แก่
การบาดเจ็บเล็กน้อย: กัดโดน แปรงฟันแรง อาหารแข็ง เครื่องมือจัดฟัน
ความเครียดและพักผ่อนไม่พอ
ฮอร์โมน: บางคนเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน
การขาดสารอาหาร: ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และสังกะสี พบได้ราว 5–20% ของผู้ที่เป็นแผลร้อนในซ้ำ ๆ
อาหารบางชนิด: ช็อกโกแลต กาแฟ ถั่ว ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารเผ็ดจัด ในบางคน
ยาสีฟันที่มีสารฟองโซเดียมลอริลซัลเฟต (sodium lauryl sulfate): การศึกษาบางชิ้นพบว่าการเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันที่ไม่มีสารนี้ช่วยลดจำนวนแผลในบางคน
โรคทางกาย: โรคแพ้กลูเตน (celiac disease) ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเบห์เชท การติดเชื้อเอชไอวี
ยาบางชนิด: ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เมโธเทรกเซต (methotrexate) นิโคแรนดิล (nicorandil)
การเลิกบุหรี่: บางคนเป็นแผลร้อนในบ่อยขึ้นในช่วงแรกหลังเลิกบุหรี่ ซึ่งไม่ใช่เหตุผลให้กลับไปสูบ
ส่วน "กินของทอด ของมัน ลำไย ทุเรียน แล้วร้อนใน" เป็นความเชื่อพื้นบ้าน ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับชัดเจน
แผลร้อนในเป็นบ่อย ควรตรวจอะไร และมียากินไหม
ถ้าเป็นแผลร้อนในบ่อยกว่า 3–4 ครั้งต่อปี หรือแทบไม่มีช่วงที่ไม่มีแผล แพทย์มักตรวจหาสาเหตุที่แก้ได้ก่อน ได้แก่
ตรวจเลือด: ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ระดับธาตุเหล็กสะสม (ferritin) วิตามินบี 12 และโฟเลต
ตรวจเพิ่มเติมตามอาการ: แอนติบอดีโรคแพ้กลูเตนถ้ามีท้องเสียเรื้อรังหรือน้ำหนักลด ตรวจเอชไอวีถ้ามีความเสี่ยง และตรวจตาเมื่อสงสัยโรคเบห์เชท
การรักษาเพื่อลดความถี่
เสริมสิ่งที่ขาด: เสริมธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือโฟเลตตามผลเลือด ส่วนใหญ่ต้องใช้ 2–3 เดือนจึงเห็นว่าแผลห่างขึ้น การศึกษาหนึ่งพบว่าวิตามินบี 12 ชนิดอมใต้ลิ้น 1,000 ไมโครกรัมวันละครั้งช่วยลดแผลได้แม้ระดับในเลือดปกติ
โคลชิซีน (colchicine) 0.5 มก. วันละ 1–2 ครั้ง: ใช้ในผู้ที่เป็นบ่อยมากหรือแผลใหญ่ ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 1–3 เดือนจึงประเมินผลได้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือท้องเสีย
สเตียรอยด์ชนิดกินระยะสั้น 5–7 วัน (prednisolone): ใช้เฉพาะช่วงที่มีแผลใหญ่หลายแผล แพทย์กำหนดขนาดตามน้ำหนักตัว ไม่ใช้เป็นประจำ
ยาอื่นในกรณีรุนแรง: เช่น ยาปรับภูมิคุ้มกันกลุ่มอื่น ซึ่งต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
ตัวชี้ว่าการรักษาได้ผลคือ จำนวนครั้งที่เป็นต่อเดือนลดลง แผลเล็กลง และหายเร็วขึ้น การเลือกยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังตรวจ
ทำยังไงให้แผลในปากหายไว ดูแลตัวเองที่บ้าน
เริ่มป้ายยาตั้งแต่รู้สึกแสบหรือวันแรกที่เห็นแผล
ซับแผลให้แห้งก่อนป้ายยาทุกครั้ง และป้ายก่อนนอนเสมอ
งดอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ของแข็งกรอบ และเครื่องดื่มร้อนจัดระหว่างที่มีแผล
เลือกแปรงสีฟันขนนุ่ม แปรงเบา ๆ และลองใช้ยาสีฟันที่ไม่มีสารฟอง
ดื่มน้ำให้พอ กินอาหารอ่อนเย็น เช่น โจ๊กอุ่น โยเกิร์ต
ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล (paracetamol) ได้ตามขนาดบนฉลากถ้าปวดมาก
ถ้าใส่เครื่องมือจัดฟัน ใช้ขี้ผึ้งปิดลวดตรงจุดที่บาด
ไม่ควร แต้มแผลด้วยแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับผิวหนัง เกลือป่น หรือสารกัดกร่อน เพราะทำให้เนื้อเยื่อตายเพิ่มและแผลใหญ่ขึ้น
แผลในปากในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ใช้ยาอะไรได้
เด็ก
แผลในปากหลายแผลพร้อมไข้ในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัส เช่น เริมครั้งแรก มือเท้าปาก ไม่ใช่แผลร้อนใน ควรให้แพทย์ตรวจก่อนใช้ยาป้าย
ห้ามใช้เบนโซเคนในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
ไตรแอมซิโนโลนป้ายปากใช้ในเด็กโตได้ในปริมาณน้อยตามคำแนะนำแพทย์
เฝ้าระวังภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ซึม
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
แผลร้อนในอาจเป็นบ่อยขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป
น้ำเกลือ เจลเคลือบแผล และลิโดเคนเฉพาะที่ปริมาณน้อย มักใช้ได้
สเตียรอยด์ป้ายปากปริมาณน้อยระยะสั้นมักถือว่าปลอดภัย แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แผลในปากแบบไหนอันตราย ต้องพบแพทย์
แผลไม่หายภายใน 2–3 สัปดาห์
แผลใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร หรือขอบแข็ง คลำแล้วเป็นไต
แผลไม่เจ็บ ทั้งที่ดูใหญ่ หรือมีฝ้าขาว ฝ้าแดงที่เช็ดไม่ออก
เป็นแผลบ่อยกว่า 3–4 ครั้งต่อปี หรือแผลใหม่ขึ้นก่อนแผลเก่าหาย
มีไข้ น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและแข็ง
มีแผลที่อวัยวะเพศ ตาแดง ตามัว หรือผื่นตามตัวร่วมด้วย
เกิดแผลหลังเริ่มยาใหม่
กลืนไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ
การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์: ถ่ายภาพแผลวันแรกและวันที่ 7 จดว่าเป็นมากี่ครั้งในปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งหายกี่วัน ยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด และอาการอื่นที่เกิดร่วมกัน
สรุปสั้น ๆ
แผลร้อนในส่วนใหญ่คือแผลแอฟทัส ไม่ติดต่อ แผลเล็กหายเองใน 7–14 วัน
ยาหลักคือไตรแอมซิโนโลน 0.1% ป้ายปาก ซับแผลให้แห้ง แตะไม่ถู วันละ 2–4 ครั้ง ไม่เกิน 7 วันถ้าไม่ดีขึ้น
ยาชาช่วยลดเจ็บชั่วคราวแต่ไม่ทำให้หายเร็ว ห้ามใช้เบนโซเคนในเด็กต่ำกว่า 2 ปี
แผลจากเริม เชื้อรา และมือเท้าปาก ห้ามใช้สเตียรอยด์ป้าย ต้องแยกให้ได้ก่อน
เป็นบ่อยกว่า 3–4 ครั้งต่อปี ควรตรวจเลือดหาการขาดธาตุเหล็ก บี 12 และโฟเลต
แผลที่ไม่หายใน 2–3 สัปดาห์ แผลขอบแข็ง หรือไม่เจ็บ ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจ
คำถามที่พบบ่อยเรื่องยาทาแผลในปากและแผลร้อนใน
เป็นแผลในช่องปากใช้ยาอะไร
ถ้าเป็นแผลร้อนในทั่วไป ยาที่ใช้บ่อยที่สุดคือไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ 0.1% ชนิดป้ายปาก ป้ายบาง ๆ บนแผลที่ซับแห้งแล้ว วันละ 2–4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ร่วมกับยาชาลิโดเคนก่อนอาหารถ้าเจ็บมาก และอมกลั้วน้ำยาคลอร์เฮกซิดีน 0.12% ถ้ามีหลายแผล แต่ถ้าแผลเป็นตุ่มน้ำกลุ่มที่ริมฝีปากหรือเหงือก อาจเป็นเริมซึ่งต้องใช้ยาต้านไวรัสแทน และห้ามใช้สเตียรอยด์ การเลือกยาที่เหมาะกับแต่ละคนควรให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมิน
ทำยังไงให้แผลในปากหายไวๆ
เริ่มป้ายยาสเตียรอยด์ชนิดป้ายปากตั้งแต่รู้สึกแสบหรือวันแรกที่เห็นแผล ซับแผลให้แห้งก่อนป้าย แตะยาเบา ๆ ไม่ถู และป้ายก่อนนอนทุกคืน งดอาหารเผ็ด เปรี้ยว ร้อน และของแข็งกรอบ ใช้แปรงขนนุ่มและยาสีฟันที่ไม่มีสารฟอง วิธีเหล่านี้ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นประมาณ 1–3 วันและเจ็บน้อยลง อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใดทำให้แผลหายภายในวันเดียว และการแต้มแอลกอฮอล์หรือเกลือที่แผลจะทำให้แผลใหญ่ขึ้น
แผลร้อนในจะหายภายในกี่วัน
แผลร้อนในชนิดเล็กซึ่งพบบ่อยที่สุดหายเองใน 7–14 วัน โดยเจ็บมากที่สุดใน 3–4 วันแรก แผลร้อนในแบบเม็ดเล็กเป็นกลุ่มหายใน 7–14 วันเช่นกัน ส่วนแผลร้อนในชนิดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรอาจใช้เวลา 2–6 สัปดาห์และทิ้งแผลเป็น ถ้าแผลใดไม่หายภายใน 2–3 สัปดาห์ ไม่ว่าขนาดเท่าไร ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจ เพราะอาจไม่ใช่แผลร้อนใน
แผลร้อนในมีกี่แบบ
แผลร้อนในแบ่งเป็น 3 แบบ แบบแรกคือชนิดเล็ก ขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร ครั้งละ 1–5 แผล พบราว 80% และหายใน 7–14 วัน แบบที่สองคือชนิดใหญ่ เกิน 1 เซนติเมตร ลึก เจ็บมาก หายใน 2–6 สัปดาห์และอาจเป็นแผลเป็น แบบที่สามคือแบบเม็ดเล็กเป็นกลุ่ม ขนาด 1–3 มิลลิเมตรจำนวนหลายสิบแผล ซึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อเริม นอกจากนี้ยังมีแผลในปากจากสาเหตุอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน เช่น แผลจากการกัด เริม และมือเท้าปาก
ร้อนในขาดวิตามินอะไร
ผู้ที่เป็นแผลร้อนในซ้ำบ่อยบางส่วนขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 กรดโฟลิก หรือสังกะสี พบได้ราว 5–20% ของผู้ที่เป็นซ้ำ ๆ แต่คนส่วนใหญ่ที่เป็นแผลร้อนในไม่ได้ขาดวิตามิน การกินวิตามินรวมโดยไม่ตรวจจึงอาจไม่ช่วย ถ้าเป็นบ่อยกว่า 3–4 ครั้งต่อปี ควรตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เฟอร์ริติน วิตามินบี 12 และโฟเลต แล้วเสริมตามที่ขาด ซึ่งมักใช้เวลา 2–3 เดือนจึงเห็นว่าแผลห่างขึ้น
แผลในปากแบบไหนอันตราย
แผลในปากที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ แผลที่ไม่หายภายใน 2–3 สัปดาห์ แผลขอบแข็งหรือคลำแล้วเป็นไต แผลที่ไม่เจ็บทั้งที่ดูใหญ่ แผลที่มีฝ้าขาวหรือแดงที่เช็ดไม่ออก แผลร่วมกับต่อมน้ำเหลืองที่คอโต น้ำหนักลด มีแผลที่อวัยวะเพศหรือตาอักเสบร่วมด้วย หรือแผลหลายจุดหลังเริ่มยาใหม่ ผู้ที่สูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก หรือดื่มแอลกอฮอล์ประจำ ควรระวังแผลเรื้อรังที่ขอบลิ้นและใต้ลิ้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นตำแหน่งเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจไปพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังการตรวจ
อ่านเรื่องโรคผิวหนังและโรคของเยื่อบุอื่น ๆ ที่แพทย์ผิวหนังของเราเขียนไว้ได้ที่ศูนย์รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 6 ตุลาคม 2569

ความคิดเห็น