top of page

สิวหิน (Syringoma) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากสิวข้าวสาร ทำไมบีบไม่ออก และวิธีรักษาด้วยเลเซอร์และจี้ไฟฟ้า

1 ต.ค.
ยาว 4 นาที

สิวหิน หรือชื่อทางการแพทย์ว่า ซีริงโกมา (Syringoma) คือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายขนาดเล็กของท่อต่อมเหงื่อในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่สิวและไม่ได้เกิดจากรูขุมขนอุดตัน ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเนื้อหรือสีเหลืองอ่อน ขนาด 1–3 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นกลุ่มสมมาตรกัน พบบ่อยที่สุดบริเวณเปลือกตาล่างและใต้ตา

เพราะสิวหินอยู่ลึกในชั้นหนังแท้และไม่มีหัวสิวหรือไขมันอยู่ข้างใน จึงบีบไม่ออก ไม่ยุบเองด้วยยาทารักษาสิว และแทบไม่หลุดหายไปเอง การรักษาที่ได้ผลคือการทำลายตุ่มโดยแพทย์ เช่น เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์หรือจี้ไฟฟ้า บทความนี้อธิบายวิธีสังเกตสิวหินแต่ละชนิด วิธีแยกจากสิวข้าวสาร สิวอุดตัน และไขมันเกาะเปลือกตา ความเสี่ยงของการรักษาแต่ละวิธี และเมื่อไรควรพบแพทย์

สิวหินคืออะไร ต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร

คำว่า "สิวหิน" เป็นชื่อเรียกของคนทั่วไปที่เห็นตุ่มแข็งเล็ก ๆ บนหน้าแล้วคิดว่าเป็นสิวชนิดหนึ่ง แต่ในทางการแพทย์ สิวหินคือ ซีริงโกมา (Syringoma) ซึ่งเป็นเนื้องอกของส่วนท่อของต่อมเหงื่อ (eccrine duct) ที่แบ่งตัวมากกว่าปกติแล้วถูกห่อด้วยเนื้อเยื่อพังผืดแข็งในชั้นหนังแท้ ใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นท่อเล็ก ๆ รูปร่างคล้ายลูกอ๊อดหรือเครื่องหมายจุลภาคเรียงอยู่

ความต่างจากสิวทั่วไปที่สำคัญมีดังนี้

  • ตำแหน่งกำเนิด: สิวเกิดที่รูขุมขนและต่อมไขมัน ส่วนสิวหินเกิดที่ท่อต่อมเหงื่อ

  • สิ่งที่อยู่ข้างใน: สิวมีไขมันและเคราตินอุดอยู่จึงกดหรือบีบออกได้ สิวหินเป็นเนื้อเยื่อแข็งตัน ไม่มีอะไรให้บีบออก

  • การอักเสบ: สิวอาจแดง บวม เป็นหนอง สิวหินแทบไม่เคยอักเสบ

  • ระยะเวลา: สิวขึ้นแล้วยุบภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ สิวหินคงอยู่เป็นปีและมักค่อย ๆ เพิ่มจำนวน

  • การตอบสนองต่อยาสิว: เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก หรือยาปฏิชีวนะ ไม่ช่วยให้สิวหินยุบ

หน้าตาของสิวหิน สังเกตอย่างไรด้วยตัวเอง

ลักษณะที่ช่วยบอกว่าน่าจะเป็นสิวหิน ได้แก่

  • ตุ่มนูนเล็ก ขนาด 1–3 มิลลิเมตร ผิวเรียบ ด้านบนแบนหรือโค้งเล็กน้อย

  • สีเดียวกับผิว สีเหลืองอ่อน หรือสีน้ำตาลอ่อนในคนผิวคล้ำ

  • คลำแล้วแข็งเหมือนมีเม็ดทรายฝังอยู่ใต้ผิว

  • มักขึ้นหลายเม็ด ตั้งแต่ไม่กี่เม็ดจนถึงหลายสิบเม็ด และขึ้น ทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน

  • ไม่มีหัวขาวหรือหัวดำ ไม่มีรูเปิดตรงกลาง

  • ไม่เจ็บ ไม่คัน ยกเว้นบางชนิด เช่น สิวหินที่อวัยวะเพศ ซึ่งอาจคันเมื่ออากาศร้อนหรือช่วงมีประจำเดือน

  • บางคนเห็นตุ่มชัดขึ้นเมื่ออากาศร้อน เหงื่อออกมาก หรือหลังออกกำลังกาย เพราะท่อต่อมเหงื่อพองขึ้น

ตำแหน่งที่พบบ่อยเรียงตามลำดับคือ เปลือกตาล่างและใต้ตา เปลือกตาบน แก้มส่วนบน รองลงมาคือคอ หน้าอก ท้อง รักแร้ และอวัยวะเพศ

สิวหินเกิดจากอะไร ใครเสี่ยงบ้าง

ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมท่อต่อมเหงื่อบางส่วนจึงแบ่งตัวมากเกินไป ปัจจัยที่พบร่วมบ่อยได้แก่

  • เพศหญิง: พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายชัดเจน เชื่อว่าเกี่ยวกับฮอร์โมน เพราะบางคนตุ่มชัดขึ้นช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงมีประจำเดือน

  • ช่วงอายุ: มักเริ่มขึ้นช่วงวัยรุ่นหลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และเพิ่มจำนวนมากที่สุดในช่วงอายุ 20–40 ปี

  • เชื้อชาติ: พบบ่อยในคนเอเชีย รวมถึงคนไทย

  • พันธุกรรม: บางครอบครัวเป็นกันหลายคน ถ่ายทอดแบบยีนเด่น

  • กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome): พบสิวหินสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า บางการศึกษาพบถึงราว 1 ใน 5 ของผู้ป่วย

  • เบาหวาน: สัมพันธ์กับสิวหินชนิดเซลล์ใส (clear-cell syringoma)

  • โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด เช่น Marfan syndrome และ Ehlers-Danlos syndrome พบร่วมได้แต่น้อย

สิ่งที่ ไม่ใช่ สาเหตุของสิวหิน ได้แก่ การล้างหน้าไม่สะอาด ครีมหรือเครื่องสำอางอุดตัน อาหารมัน นมวัว และการนอนดึก ความเชื่อเหล่านี้ทำให้หลายคนเสียเวลาเปลี่ยนสกินแคร์ไปหลายเดือนโดยตุ่มไม่เปลี่ยนแปลง

สิวหินใต้ตาและรอบดวงตา (ชนิดเฉพาะที่ พบบ่อยที่สุด)

ลักษณะ: ตุ่มสีเนื้อหรือเหลืองอ่อน 1–3 มม. เรียงกันที่เปลือกตาล่างทั้งสองข้าง บางคนลามขึ้นเปลือกตาบนและแก้มส่วนบน เมื่อมีจำนวนมากอาจเชื่อมกันเป็นแผ่นนูนขรุขระ ทำให้ใต้ตาดูหนาและเป็นเงา

สาเหตุ: ท่อต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตาแบ่งตัวมากเกิน มักเริ่มในวัยรุ่นตอนปลาย และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนในวัยทำงาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายและไม่กลายเป็นมะเร็ง เป็นปัญหาด้านความสวยงามเป็นหลัก ไม่ต้องรีบรักษา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อต้องการกำจัดออก เพราะผิวรอบตาบางมาก การทำลายตุ่มต้องทำใกล้ลูกตา ต้องใช้แผ่นป้องกันดวงตาและความชำนาญของแพทย์ หรือเมื่อมีตุ่มเดียวที่โตเร็ว เป็นแผล หรือเลือดออก

สิวหินชนิดปะทุ ขึ้นที่คอ หน้าอก หลัง (Eruptive syringoma)

ลักษณะ: ตุ่มสีเนื้อ สีชมพูอ่อน หรือสีน้ำตาลจำนวนมาก อาจเป็นหลายสิบถึงหลายร้อยเม็ด ขึ้นพร้อมกันเป็นชุดที่คอด้านหน้า หน้าอก ท้อง รักแร้ และบางครั้งที่หลัง มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว รูขุมขนอักเสบ หรือผื่นแพ้ ในคนผิวคล้ำตุ่มอาจมีสีเข้มกว่าผิวรอบ ๆ

สาเหตุ: พบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น บางรายมีประวัติครอบครัว บางรายพบร่วมกับกลุ่มอาการดาวน์ มีสมมติฐานว่าเป็นปฏิกิริยาของท่อต่อมเหงื่อต่อการอักเสบมากกว่าเป็นเนื้องอกแท้

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่กระจายกว้าง รักษาด้วยการจี้ทีละเม็ดยาก และเสี่ยงรอยดำหรือแผลเป็นในบริเวณหน้าอกที่เกิดแผลนูนง่าย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อตุ่มขึ้นกระจายเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะต้องแยกจากผื่นชนิดอื่นที่ต้องรักษาต่างกัน เช่น ไลเคนแพลนัส ก้อนไขมันแบบปะทุ (eruptive xanthoma) ที่สัมพันธ์กับไขมันในเลือดสูงมาก หรือหูดแบน แพทย์มักต้องตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ไปตรวจ 1 จุดเพื่อยืนยัน

สิวหินที่อวัยวะเพศ (Genital และ Vulvar syringoma)

ลักษณะ: ตุ่มสีเนื้อหรือน้ำตาลเล็ก ๆ หลายเม็ดที่แคมนอกทั้งสองข้าง หรือพบน้อยกว่าที่ผิวหนังองคชาต ต่างจากสิวหินที่หน้าตรงที่ มักคัน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน ช่วงมีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์

สาเหตุ: เช่นเดียวกับสิวหินที่ตำแหน่งอื่น บางรายพบร่วมกับสิวหินรอบดวงตา

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และไม่ติดต่อไปยังคู่นอน แต่หน้าตาคล้ายหูดหงอนไก่และตุ่มชนิดอื่นที่อวัยวะเพศ จึงไม่ควรวินิจฉัยเอง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่มีตุ่มใหม่ที่อวัยวะเพศ เพื่อแยกจากหูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก ตุ่มจากการอุดตันของต่อมเหงื่อชนิดอะโพไครน์ (Fox-Fordyce disease) และไลเคนซิมเพล็กซ์จากการเกา ถ้าคันมาก แพทย์อาจให้ยาทาลดการอักเสบระยะสั้นร่วมกับยาแก้แพ้

สิวหินชนิดเซลล์ใส ในผู้ป่วยเบาหวาน (Clear-cell syringoma)

ลักษณะ: หน้าตาเหมือนสิวหินทั่วไป อาจขึ้นที่เปลือกตาหรือกระจายตามลำตัว ความต่างอยู่ที่การตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งเห็นเซลล์ที่มีไกลโคเจนสะสมจนดูใส

สาเหตุ: สัมพันธ์กับโรคเบาหวานอย่างชัดเจน เชื่อว่าเกี่ยวกับการสะสมไกลโคเจนในเซลล์เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงนาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ตัวตุ่มไม่อันตราย แต่เป็นสัญญาณที่ควรตรวจระดับน้ำตาล ผู้ป่วยบางรายเพิ่งรู้ว่าเป็นเบาหวานจากผลชิ้นเนื้อนี้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อผลชิ้นเนื้อระบุว่าเป็นชนิดเซลล์ใส ควรตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารและค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ถ้ายังไม่เคยตรวจภายใน 1 ปี

สิวหินในเด็ก และในผู้ที่มีกลุ่มอาการดาวน์

ลักษณะ: เด็กเล็กที่มีตุ่มขาวเม็ดเล็กบนหน้า ส่วนใหญ่ ไม่ใช่สิวหิน แต่เป็นสิวข้าวสาร (milia) ซึ่งพบได้ถึงราวครึ่งหนึ่งของทารกแรกเกิดและยุบเองใน 2–4 สัปดาห์ สิวหินแท้มักเริ่มในเด็กที่เข้าวัยเจริญพันธุ์แล้ว

สาเหตุ: เมื่อพบสิวหินในเด็กก่อนวัยรุ่น มักมีปัจจัยร่วม คือ ประวัติครอบครัว สิวหินชนิดปะทุ หรือกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งในกลุ่มนี้สิวหินมักขึ้นเร็วกว่าและมีจำนวนมากกว่า

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ในเด็กมักแนะนำให้เฝ้าดูมากกว่าทำหัตถการ เพราะการจี้หรือเลเซอร์ในเด็กต้องใช้ยาชาและความร่วมมือสูง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่แน่ใจว่าเป็นสิวข้าวสารหรือสิวหิน เมื่อตุ่มกระจายทั่วตัว หรือเด็กมีพัฒนาการช้าร่วมด้วย ควรให้กุมารแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังประเมิน

สิวหิน ต่างจากสิวข้าวสาร สิวอุดตัน และไขมันเกาะเปลือกตาอย่างไร

ตุ่มเล็กที่ใต้ตาและบนหน้ามีหลายโรคที่หน้าตาคล้ายกัน วิธีแยกเบื้องต้นมีดังนี้

  • สิวหิน (Syringoma): ตุ่มแข็งสีเนื้อหรือเหลืองอ่อน 1–3 มม. หลายเม็ด สมมาตร ไม่มีหัว บีบไม่ออก ไม่หายเอง

  • สิวข้าวสาร (Milia): ตุ่มสีขาวมุกกลม 1–2 มม. อยู่ตื้นกว่า มองเห็นเป็นเม็ดขาวชัดใต้ผิวบาง ๆ แพทย์ใช้เข็มเปิดแล้วดันเม็ดเคราตินออกได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มที่สิวข้าวสาร (milia) เกิดจากอะไร ทำไมบีบไม่ออกเหมือนสิว

  • สิวอุดตันหัวปิด (Closed comedone): ตุ่มสีเนื้อเล็ก ๆ ที่หน้าผาก คาง และแก้ม ยืดผิวแล้วเห็นจุดขาวตรงกลาง มักมีสิวชนิดอื่นร่วมด้วย และตอบสนองต่อยาทากลุ่มเรตินอยด์ใน 8–12 สัปดาห์ ดูวิธีแยกเพิ่มเติมที่สิวอุดตัน เกิดจากอะไร วิธีแยกหัวเปิดกับหัวปิด

  • ไขมันเกาะเปลือกตา (Xanthelasma): เป็นแผ่นนูนแบนสีเหลืองชัด มักอยู่ที่หัวตาด้านใน ขนาดใหญ่กว่าตุ่มสิวหินมาก และควรตรวจระดับไขมันในเลือดทุกครั้ง

  • ต่อมไขมันโต (Sebaceous hyperplasia): ตุ่มสีเหลืองมีรอยบุ๋มตรงกลาง ขนาด 2–5 มม. พบที่หน้าผากและจมูกของผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป ดูเพิ่มที่ต่อมไขมันโต ติ่งสีเหลืองบนหน้า

  • หูดแบน (Flat wart): ตุ่มแบนสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน มักเรียงเป็นแนวตามรอยเกา ติดต่อได้ และเพิ่มจำนวนเร็วกว่า

  • เนื้องอกรากผม (Trichoepithelioma): ตุ่มสีเนื้อรอบจมูกและร่องแก้ม มักมีประวัติครอบครัว ต้องตัดชิ้นเนื้อแยก

ถ้าตุ่มหลายโรคขึ้นปนกัน แพทย์จะใช้กล้องขยายผิว (dermoscope) ช่วยดู และตัดชิ้นเนื้อเมื่อยังไม่แน่ใจ

สิวหินหลุดเองได้ไหม ทำไมบีบไม่ออก

สิวหินแทบไม่หลุดหรือยุบหายไปเอง ส่วนใหญ่คงอยู่ตลอดชีวิตและอาจเพิ่มจำนวนช้า ๆ ในวัย 20–40 ปี ในบางคนตุ่มอาจเล็กลงเล็กน้อยหลังวัยหมดประจำเดือน แต่ไม่ควรรอด้วยความหวังนั้น

เหตุผลที่บีบไม่ออกคือ สิวหินอยู่ในชั้นหนังแท้ลึกราว 0.5–1 มิลลิเมตรจากผิว และเป็นเนื้อเยื่อตัน ไม่ใช่ถุงที่มีของเหลวหรือไขมันอยู่ข้างใน การบีบ แคะ หรือใช้เข็มเขี่ยจึงได้แค่แผลถลอก เลือดออก รอยดำ และในบางรายเป็นแผลเป็นหลุม โดยที่ตุ่มยังอยู่ที่เดิม

สิวหินอันตรายไหม กลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่

สิวหินเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (benign) ไม่กลายเป็นมะเร็ง ไม่ติดต่อ และไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ผลกระทบหลักคือความมั่นใจและความสวยงาม

แต่มีตุ่มบางชนิดที่หน้าตาคล้ายสิวหินและต้องตรวจเพิ่ม ได้แก่

  • มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (Basal cell carcinoma): มักเป็นตุ่มเดียว ผิวมันวาวสีมุก มีเส้นเลือดฝอยบนผิว โตขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเป็นแผลที่ไม่หายใน 4 สัปดาห์

  • มะเร็งต่อมเหงื่อชนิดไมโครซิสติก (Microcystic adnexal carcinoma): พบน้อยมาก มักเป็นแผ่นแข็งเดี่ยวที่ริมฝีปากบนหรือแก้ม ค่อย ๆ ลามลึก ใต้กล้องจุลทรรศน์อาจคล้ายสิวหินถ้าตัดชิ้นเนื้อตื้นเกินไป

สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์: ตุ่มเดียวที่โตเร็วกว่าตุ่มอื่นชัดเจน ขนาดเกิน 5 มม. แข็งเป็นแผ่น ยึดติดกับเนื้อข้างใต้ เป็นแผล มีเลือดออกเอง หรือทำให้ผิวบริเวณนั้นชา

แพทย์วินิจฉัยสิวหินอย่างไร

ในรายที่ตุ่มขึ้นเป็นกลุ่มสมมาตรที่เปลือกตาล่างตามแบบฉบับ แพทย์ผิวหนังมักวินิจฉัยได้จากการดูและคลำ ขั้นตอนที่อาจใช้เพิ่มเติม ได้แก่

  1. ซักประวัติ: อายุที่เริ่มเป็น จำนวนที่เพิ่มขึ้น อาการคัน โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และประวัติคนในครอบครัว

  2. ส่องกล้องขยายผิว (Dermoscopy): ช่วยแยกสิวข้าวสาร ต่อมไขมันโต และมะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ ซึ่งมีลวดลายเส้นเลือดต่างกัน

  3. ตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Punch biopsy) ขนาด 2–3 มม.: ทำเมื่อตุ่มกระจายที่ลำตัว ขึ้นที่อวัยวะเพศ เป็นตุ่มเดี่ยวที่ผิดปกติ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามคาด ผลชิ้นเนื้อใช้เวลาราว 5–7 วันทำการ

  4. ตรวจเลือด: ตรวจน้ำตาลเมื่อผลชิ้นเนื้อเป็นชนิดเซลล์ใส และตรวจไขมันในเลือดเมื่อสงสัยไขมันเกาะเปลือกตาหรือก้อนไขมันแบบปะทุ

การรักษาสิวหินด้วยเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 laser)

เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ ความยาวคลื่น 10,600 นาโนเมตร เป็นวิธีที่แพทย์ผิวหนังใช้บ่อยที่สุดสำหรับสิวหินที่หน้า หลักการคือพลังงานเลเซอร์ถูกน้ำในเนื้อเยื่อดูดซับแล้วระเหยเนื้อเยื่อของตุ่มออกทีละชั้นอย่างแม่นยำ

  • วิธีทำ: ทายาชาประมาณ 45–60 นาที หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ ใส่แผ่นโลหะปิดตาเมื่อทำใกล้เปลือกตา แพทย์ยิงเลเซอร์เป็นจุดตรงตุ่มแต่ละเม็ด บางวิธีเจาะเป็นรูเล็กหลายรูในตุ่มเดียวเพื่อลดความร้อนสะสมและลดโอกาสเป็นแผลเป็น

  • ระยะพักฟื้น: เกิดสะเก็ดเล็ก ๆ ที่หลุดเองใน 5–7 วัน ผิวใหม่มีสีชมพูแดงนาน 2–4 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้นในบางราย

  • จำนวนครั้ง: มักต้องทำ 1–3 ครั้ง ห่างกัน 6–8 สัปดาห์ ตุ่มใหญ่หรือตุ่มที่อยู่ลึกอาจต้องทำมากกว่านั้น

  • ความคาดหวังที่เป็นจริง: ตุ่มแบนลงหรือหายไปในสัดส่วนที่ต่างกันในแต่ละคน การทำลายให้ลึกพอจะเอาท่อต่อมเหงื่อออกหมดแลกมาด้วยความเสี่ยงแผลเป็นที่มากขึ้น แพทย์จึงมักเลือกทำแบบค่อยเป็นค่อยไปในหลายครั้ง

อ่านภาพรวมของเลเซอร์ชนิดต่าง ๆ ได้ที่เลเซอร์ผิวหนังแต่ละชนิดรักษาอะไรได้บ้าง

การรักษาด้วยจี้ไฟฟ้าและการตัดออก

จี้ไฟฟ้า (Electrodesiccation หรือ Electrocautery): แพทย์ใช้หัวเข็มขนาดเล็กมากปล่อยกระแสไฟฟ้าพลังงานต่ำเข้าไปในตุ่มแต่ละเม็ดให้ตุ่มแห้งและหลุดเป็นสะเก็ดใน 5–7 วัน ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เมื่อทำโดยผู้ชำนาญ เหมาะกับตุ่มจำนวนไม่มาก และมักต้องทำซ้ำ 2–3 ครั้งเช่นกัน ดูรายละเอียดเรื่องการจี้ไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ที่จี้ไฟฟ้ากำจัดติ่งเนื้อ ไฝ และตุ่มผิวหนัง

การตัดออกด้วยการผ่าตัดเล็ก: เหมาะเมื่อมีตุ่มเพียง 1–2 เม็ด หรือเมื่อต้องการส่งชิ้นเนื้อตรวจไปพร้อมกัน ข้อดีคือเอาออกได้ทั้งความลึก ข้อเสียคือต้องเย็บแผลและเหลือรอยแผลเป็นเส้นเล็ก จึงไม่เหมาะกับตุ่มจำนวนมาก

วิธีที่แพทย์ผิวหนังมักไม่เลือกสำหรับรอบดวงตา: การจี้ด้วยความเย็น (cryotherapy) และการแต้มกรดไตรคลอโรอะซิติก (TCA) ความเข้มข้นสูง เพราะควบคุมความลึกได้ยาก และเสี่ยงผิวด่างขาวหรือแผลเป็นในผิวคนเอเชียมากกว่า

ยาทาและยากินช่วยสิวหินได้แค่ไหน

ยังไม่มียาทาหรือยากินใดที่ทำให้สิวหินหายไปได้อย่างน่าเชื่อถือ เพราะตุ่มเป็นเนื้อเยื่อในชั้นหนังแท้ที่ยาเข้าไปไม่ถึง ข้อมูลที่มีส่วนใหญ่มาจากรายงานผู้ป่วยไม่กี่ราย

  • ยาทาเตรทติโนอิน (Tretinoin) 0.025–0.1% ทาก่อนนอน: มีรายงานว่าช่วยให้สิวหินชนิดปะทุที่ลำตัวแบนลงบ้างเมื่อใช้ต่อเนื่อง 3–6 เดือน ไม่แนะนำให้ทาที่เปลือกตาเพราะระคายเคืองง่าย ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์

  • ยากินไอโซเตรทติโนอิน (Isotretinoin): มีเพียงรายงานประปรายในสิวหินชนิดปะทุ ไม่ใช่การรักษามาตรฐาน และมีผลข้างเคียงมาก เช่น ห้ามตั้งครรภ์เด็ดขาดระหว่างใช้และหลังหยุดยา 1 เดือน

  • สิวหินที่อวัยวะเพศที่คันมาก: แพทย์อาจให้ยาทาสเตียรอยด์ความแรงต่ำถึงปานกลาง เช่น triamcinolone acetonide 0.1% วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ร่วมกับยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง เช่น cetirizine 10 มก. วันละครั้ง เพื่อคุมอาการคัน ซึ่งช่วยเรื่องคันแต่ไม่ได้ทำให้ตุ่มหายไป

  • ยาสิวทั่วไป: เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก กรดเอเซลาอิก และยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ผลกับสิวหิน

ตัวชี้วัดว่ายาได้ผลหรือไม่คือจำนวนและความนูนของตุ่มหลังใช้ต่อเนื่อง 3 เดือน ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ควรใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ควรกลับมาปรึกษาทางเลือกการทำลายตุ่ม การเลือกยา ความแรง และระยะเวลาใช้ยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ผู้ตรวจ

ความเสี่ยง ผลข้างเคียง และโอกาสกลับเป็นซ้ำ

การทำลายสิวหินทุกวิธีมีความเสี่ยง ควรทราบก่อนตัดสินใจ

  • รอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation): พบบ่อยในผิวคนเอเชีย มักจางลงเองใน 3–6 เดือนเมื่อป้องกันแดดดี

  • ผิวสีจางลงหรือด่างขาว: พบน้อยกว่า แต่บางรายคงอยู่นาน

  • แผลเป็นหลุมหรือแผลนูน: เสี่ยงมากขึ้นเมื่อทำลึก เมื่อแกะสะเก็ด หรือเมื่อทำที่หน้าอกและไหล่

  • แดงนาน: บางรายแดงเกิน 4 สัปดาห์

  • ติดเชื้อที่แผล: พบได้น้อยเมื่อดูแลแผลถูกวิธี

  • เปลือกตาล่างรั้งลง (Ectropion): พบได้น้อยมาก เกิดเมื่อทำลายเนื้อเยื่อเปลือกตาล่างจำนวนมากพร้อมกัน

  • กลับเป็นซ้ำ: ส่วนของท่อต่อมเหงื่อที่ลึกกว่าจุดที่ทำลายอาจโตกลับมาได้ในหลายเดือนถึงหลายปี และอาจมีตุ่มใหม่ขึ้นในตำแหน่งอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของโรค ไม่ใช่ความผิดพลาดของการรักษา

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งจำนวน ความลึกของตุ่ม สีผิว และการดูแลหลังทำ

การดูแลหลังทำเลเซอร์หรือจี้สิวหิน

  1. 24 ชั่วโมงแรก: ประคบเย็นผ่านผ้าสะอาดครั้งละ 10 นาที เพื่อลดบวม โดยเฉพาะรอบดวงตา

  2. ทำความสะอาดแผล: ล้างเบา ๆ ด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดวันละ 1–2 ครั้ง ซับให้แห้ง แล้วทายาหรือขี้ผึ้งตามที่แพทย์สั่ง เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่บาง ๆ ให้แผลชุ่ม

  3. ห้ามแกะสะเก็ด: ปล่อยให้หลุดเองใน 5–7 วัน การแกะเพิ่มโอกาสรอยดำและแผลเป็น

  4. งดแต่งหน้าบริเวณแผล จนสะเก็ดหลุดหมด

  5. ป้องกันแดดเคร่งครัด: ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ใส่หมวกหรือแว่นกันแดด ต่อเนื่องอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์

  6. งดกรดผลัดผิวและเรตินอยด์บริเวณนั้น ประมาณ 1–2 สัปดาห์ หรือตามที่แพทย์แนะนำ

  7. กลับมาพบแพทย์ทันที ถ้าแผลบวมแดงมากขึ้น ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือมีไข้

สิ่งที่ไม่ควรทำเองที่บ้าน

  • บีบ แคะ หรือใช้เข็มเขี่ย: สิวหินไม่มีหัว บีบไม่ออก ได้แค่แผลและรอยดำ

  • ใช้ปากกาจี้ไฝหรือเครื่องจี้ที่ขายทางออนไลน์: ควบคุมความลึกไม่ได้ เสี่ยงแผลไหม้ แผลเป็น และอันตรายต่อดวงตา

  • แต้มกรดเข้มข้นหรือยากัดหูดเอง: ผิวรอบตาบางมาก เสี่ยงแผลลึกและแผลเป็น

  • ทาครีมสเตียรอยด์ที่หน้าต่อเนื่องนาน ๆ: ไม่ทำให้สิวหินยุบ แต่ทำให้ผิวบาง เส้นเลือดขยาย และเกิดผื่นรอบปาก

  • เปลี่ยนสกินแคร์หรือซื้อครีมลดสิวไปเรื่อย ๆ: สิวหินไม่ได้เกิดจากการอุดตัน จึงไม่ตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง และเตรียมตัวอย่างไร

ควรพบแพทย์ผิวหนังเมื่อ

  • ไม่แน่ใจว่าตุ่มที่เป็นคือสิวหิน สิวข้าวสาร สิวอุดตัน หรือโรคอื่น

  • ต้องการกำจัดตุ่ม โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา

  • ตุ่มขึ้นกระจายเร็วที่คอ หน้าอก หรือลำตัว

  • มีตุ่มที่อวัยวะเพศ หรือมีอาการคันมาก

  • มีตุ่มเดี่ยวที่โตเร็ว เป็นแผล หรือมีเลือดออก

  • เป็นเบาหวาน หรือมีสิวหินร่วมกับอาการของโรคประจำตัวอื่น

การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์: ถ่ายภาพตุ่มเก็บไว้เพื่อเทียบการเปลี่ยนแปลง จดยาและครีมที่ใช้อยู่ทั้งหมด แจ้งแพทย์ถ้ามีประวัติแผลเป็นนูน เริมที่ริมฝีปาก ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด ถ้าตั้งใจทำหัตถการในวันเดียวกัน ควรงดแต่งหน้าบริเวณที่จะทำ และเผื่อเวลาทายาชาประมาณ 1 ชั่วโมง

สรุปสั้น ๆ

  • สิวหิน คือ ซีริงโกมา (Syringoma) เนื้องอกไม่ร้ายของท่อต่อมเหงื่อ ไม่ใช่สิว และไม่ได้เกิดจากการอุดตัน

  • เป็นตุ่มแข็งสีเนื้อ 1–3 มม. หลายเม็ด สมมาตร พบบ่อยที่ใต้ตา พบในผู้หญิงและคนเอเชียมากกว่า

  • บีบไม่ออก ไม่หายเอง ยาสิวไม่ช่วย และไม่กลายเป็นมะเร็ง

  • แยกจากสิวข้าวสาร สิวอุดตัน ไขมันเกาะเปลือกตา และต่อมไขมันโตได้ด้วยตำแหน่ง สี และการส่องกล้องขยายผิว

  • การรักษาที่ได้ผลคือทำลายตุ่มโดยแพทย์ด้วยเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์หรือจี้ไฟฟ้า มักต้องทำ 1–3 ครั้ง และกลับเป็นซ้ำได้

  • ตุ่มที่อวัยวะเพศ ตุ่มที่ขึ้นกระจายเร็ว หรือตุ่มเดี่ยวที่โตเร็ว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องสิวหิน

เป็นสิวหิน รักษายังไง

การรักษาสิวหินที่ได้ผลคือการทำลายตุ่มโดยแพทย์ผิวหนัง วิธีที่ใช้บ่อยคือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์และการจี้ไฟฟ้าด้วยหัวเข็มขนาดเล็ก ทำหลังทายาชาประมาณ 45–60 นาที แผลเป็นสะเก็ดเล็กที่หลุดเองใน 5–7 วัน มักต้องทำ 1–3 ครั้ง ห่างกัน 6–8 สัปดาห์ ถ้ามีเพียง 1–2 เม็ดอาจตัดออกแล้วเย็บ ยาทาและยากินไม่ทำให้สิวหินหายไป ส่วนการบีบหรือจี้เองที่บ้านเสี่ยงแผลเป็นและรอยดำ แพทย์จะเลือกวิธีตามจำนวน ตำแหน่ง ความลึกของตุ่ม และสีผิวของแต่ละคน

สิวหินหลุดเองได้ไหม

สิวหินแทบไม่หลุดหรือยุบหายไปเอง เพราะเป็นเนื้องอกไม่ร้ายของท่อต่อมเหงื่อที่อยู่ในชั้นหนังแท้ลึกราว 0.5–1 มิลลิเมตร ไม่ใช่ไขมันหรือเคราตินที่อุดอยู่ จึงไม่มีหัวให้หลุดออกมา ส่วนใหญ่คงอยู่เป็นปีและมักเพิ่มจำนวนช้า ๆ ในช่วงอายุ 20–40 ปี บางคนตุ่มเล็กลงเล็กน้อยหลังวัยหมดประจำเดือน ถ้าเห็นตุ่มขาวเล็กที่หลุดออกเองได้เมื่อกด มักเป็นสิวข้าวสารมากกว่าสิวหิน ถ้าต้องการให้ตุ่มหายควรให้แพทย์ผิวหนังประเมินและทำลายตุ่มอย่างถูกวิธี

สิวหินกับสิวข้าวสารต่างกันอย่างไร

สิวหิน (syringoma) เป็นเนื้องอกของท่อต่อมเหงื่อ ส่วนสิวข้าวสาร (milia) เป็นถุงเคราตินขนาดเล็กที่อยู่ตื้นใต้ผิว สิวหินเป็นตุ่มแข็งสีเนื้อหรือเหลืองอ่อน 1–3 มม. ขึ้นหลายเม็ดสมมาตรที่ใต้ตา บีบไม่ออกและไม่หายเอง ส่วนสิวข้าวสารเป็นเม็ดสีขาวมุกกลมชัด 1–2 มม. แพทย์ใช้เข็มเปิดแล้วดันเม็ดออกได้ในครั้งเดียว และในทารกมักยุบเองใน 2–4 สัปดาห์ วิธีรักษาจึงต่างกัน สิวข้าวสารใช้การกดออก สิวหินต้องใช้เลเซอร์หรือจี้ไฟฟ้า ถ้าแยกไม่ได้ แพทย์จะใช้กล้องขยายผิวช่วยดู

สิวหินในเด็กเกิดจากอะไร

ตุ่มขาวเล็กบนหน้าเด็กส่วนใหญ่ไม่ใช่สิวหิน แต่เป็นสิวข้าวสาร ซึ่งพบได้ถึงราวครึ่งหนึ่งของทารกแรกเกิดและหายเอง สิวหินแท้มักเริ่มเมื่อเด็กเข้าวัยรุ่น เพราะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เมื่อพบสิวหินในเด็กเล็กก่อนวัยรุ่น มักมีปัจจัยร่วม เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเหมือนกัน สิวหินชนิดปะทุที่ขึ้นเป็นชุดที่คอและหน้าอก หรือกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งพบสิวหินสูงกว่าเด็กทั่วไปหลายเท่า สิวหินในเด็กไม่อันตราย ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำให้เฝ้าดูก่อน และควรให้แพทย์ยืนยันว่าเป็นสิวหินจริง

สิวหินใต้ตา รักษายังไง

สิวหินใต้ตารักษาได้ด้วยเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์หรือจี้ไฟฟ้าทีละเม็ด โดยแพทย์ผิวหนังจะใส่แผ่นโลหะปิดตาเพื่อป้องกันดวงตาระหว่างทำ ผิวเปลือกตาบางมาก แพทย์จึงมักเลือกทำตื้นและแบ่งเป็น 2–3 ครั้ง ห่างกัน 6–8 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงแผลเป็น รอยดำ และเปลือกตาล่างรั้ง หลังทำจะบวมเล็กน้อย 1–3 วัน สะเก็ดหลุดใน 5–7 วัน ต้องทากันแดดและใส่แว่นกันแดดอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์ ไม่ควรใช้การจี้เย็น แต้มกรด หรือปากกาจี้ไฝเองบริเวณใต้ตา

วิธีรักษาสิวหินแบบธรรมชาติ ได้ผลไหม

ยังไม่มีวิธีธรรมชาติใดที่ทำให้สิวหินยุบหรือหายไปได้ ทั้งการพอกหน้า น้ำมันธรรมชาติ ครีมสมุนไพร ว่านหางจระเข้ หรือการนวดใต้ตา เพราะตุ่มเป็นเนื้อเยื่อตันในชั้นหนังแท้ที่ผลิตภัณฑ์ทาผิวเข้าไปไม่ถึง สิ่งที่ทำได้เองคือไม่บีบหรือแคะ ป้องกันแดดเพื่อไม่ให้รอยรอบตุ่มคล้ำ และใช้คอนซีลเลอร์ปกปิดถ้ากังวลเรื่องภาพลักษณ์ ส่วนการกำจัดตุ่มต้องใช้หัตถการโดยแพทย์ ข้อควรระวังคือสูตรที่ใช้มะนาว กรด หรือกระเทียมแปะผิว อาจทำให้ผิวรอบตาไหม้และเป็นแผลเป็นได้

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจไปพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะราย การเลือกวิธีรักษา ยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยาต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ทุกครั้ง

คำเตือน: การทำเลเซอร์หรือจี้ไฟฟ้าเพื่อกำจัดสิวหินมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียง เช่น รอยดำ แผลเป็น หรือการกลับเป็นซ้ำ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง

อ่านเรื่องตุ่มและโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่แพทย์ผิวหนังของเราเขียนไว้ได้ที่ศูนย์รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 1 ตุลาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากรังแค สะเก็ดเงิน แพ้สีย้อมผม และวิธีเลือกแชมพูตามตัวยา

หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp หรือ Scalp xerosis) คือภาวะที่ผิวหนังบนศีรษะเสียไขมันและน้ำไปมากกว่าที่สร้างทดแทนได้ จึงตึง คัน และลอกเป็นขุยสีขาวเล็กละเอียดแห้ง ๆ ซึ่งต่างจากรังแค (Dandruff) ที่เป็นขุยแผ่นใ

 
 
 
ยาทาแผลในปาก ใช้ตัวไหน ทาวันละกี่ครั้ง กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกแผลร้อนในจากเริม มือเท้าปาก และแผลที่ต้องรีบตรวจ

แผลในปากที่คนไทยเรียกว่า "แผลร้อนใน" ส่วนใหญ่คือ แผลแอฟทัส (Aphthous ulcer หรือ Recurrent aphthous stomatitis) ซึ่งเป็นแผลตื้นรูปกลมหรือรี พื้นแผลสีขาวอมเหลือง ขอบแดง เจ็บมากเวลากินหรือพูด และหายเองได

 
 
 
โปรแกรม ELLISYS SENSE คือเครื่องอะไร ไว้ทำอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบาย RF Microneedling สำหรับหลุมสิว แผลเป็น และผิวไม่เรียบ

โปรแกรม ELLISYS SENSE คือ RF Microneedling ที่ปรับความลึกเข็มได้ละเอียด แพทย์ผิวหนังใช้กับหลุมสิว แผลเป็น และผิวไม่เรียบ อธิบายการทำงาน ข้อจำกัด และความต่างจาก โปรแกรม Sylfirm X

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ