ปากนกกระจอก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากเริม ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย และวิธีรักษาให้ตรงชนิด
อัปเดตเมื่อ 21 ส.ค.

แผลเจ็บ ๆ แสบ ๆ ที่ "มุมปาก" ที่เป็น ๆ หาย ๆ อ้าปากทีก็แตกเลือดซิบ — คนไทยเรียกกันติดปากว่า "ปากนกกระจอก" และเกือบทุกคนจะได้ยินคำแนะนำเดียวกันคือ "ขาดวิตามินบี 2 กินวิตามินสิ" แต่ในเวชปฏิบัติจริง ผู้ป่วยจำนวนมากกินวิตามินแล้ว ไม่หาย เพราะสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การขาดวิตามิน
บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าปากนกกระจอก (ศัพท์แพทย์: Angular cheilitis) จริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร ทำไมความชื้นที่มุมปากถึงเป็นตัวการหลัก วิธีแยกจาก "เริมที่ปาก" และ "ปากแห้งแตก" ที่คนมักสับสน และวิธีรักษาให้ตรงชนิดเพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำ
ปากนกกระจอกคืออะไรกันแน่
ปากนกกระจอกคือ ภาวะอักเสบของผิวหนังที่มุมปาก (บริเวณรอยต่อริมฝีปากบนกับล่าง) ข้างเดียวหรือสองข้าง ลักษณะเด่นคือ:
มุมปาก แดง เปื่อย แตกเป็นร่อง บางครั้งมีสะเก็ดหรือคราบขาว
แสบ เจ็บ โดยเฉพาะเวลาอ้าปาก ยิ้ม หรือกินของเปรี้ยว/เค็ม
เป็น ๆ หาย ๆ ตรงมุมปากเดิม โดย ไม่ลามขึ้นไปที่ริมฝีปากหรือรอบปาก
จุดสำคัญที่ทำให้เข้าใจโรคนี้คือ มุมปากเป็นบริเวณที่ อับชื้นตลอดเวลา จากน้ำลายที่ไหลมาขัง เมื่อผิวเปียกชื้นซ้ำ ๆ เกราะป้องกันผิวจะเสีย และกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ง่าย นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงเกี่ยวกับ "ความชื้นและการติดเชื้อ" มากกว่าเรื่องวิตามินอย่างที่เข้าใจกัน
ปากนกกระจอกเกิดจากอะไร — 6 สาเหตุที่แพทย์ต้องแยก
ปากนกกระจอกเป็น "ปลายทาง" ของหลายสาเหตุ ที่มารวมกัน ไม่ใช่โรคเดี่ยว ๆ การรักษาให้หายจึงต้องรู้ว่าต้นเหตุของแต่ละคนคืออะไร โดยเรียงจากที่พบบ่อยที่สุด:
เชื้อรา Candida (พบบ่อยที่สุด): เชื้อยีสต์ในช่องปากลามออกมาที่มุมปากที่อับชื้น เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใส่ฟันปลอม ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์สำหรับหอบหืด
เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus: ทำให้มุมปากมีสะเก็ดเหลืองแบบน้ำเหลืองแห้ง (คล้ายแผลพุพอง) มักพบร่วมกับเชื้อรา
ความชื้นและพฤติกรรม: การ เลียริมฝีปากบ่อย ๆ น้ำลายไหลตอนนอน การดูดนิ้วในเด็ก หรือฟันปลอม/เครื่องมือจัดฟันที่ทำให้น้ำลายขัง — ทั้งหมดทำให้มุมปากเปียกชื้นเรื้อรัง
โครงสร้างและการสบฟัน: ในผู้สูงอายุที่ฟันหลอหรือฟันปลอมไม่พอดี ระยะจากคางถึงจมูกจะสั้นลง ทำให้มุมปาก "ยุบ" เป็นร่องลึกที่กักน้ำลาย
การขาดสารอาหาร (พบเป็นส่วนน้อย แต่สำคัญเมื่อเป็นซ้ำ): ธาตุเหล็ก วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) บี 12 โฟเลต และสังกะสี การขาดสารเหล่านี้ทำให้เยื่อบุซ่อมแซมตัวช้าและเป็นซ้ำง่าย — นี่คือส่วนจริงของ "ทฤษฎีวิตามิน" แต่เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุ
โรคประจำตัวและภาวะภูมิคุ้มกัน: เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรอบปาก ทำให้ติดเชื้อราง่ายและหายช้า
ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย
เพราะในคนส่วนใหญ่ ต้นเหตุไม่ใช่การขาดวิตามิน แต่เป็นการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียบนผิวที่อับชื้น วิตามินช่วยได้เฉพาะกรณีที่ขาดสารอาหารจริง ๆ เท่านั้น ถ้าต้นเหตุคือเชื้อรา การกินวิตามินบี 2 ต่อให้ครบขนาดก็ไม่ได้กำจัดเชื้อ แผลจึงยังอยู่
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามุมปากยัง เปียกชื้นและมีเชื้อ อยู่ ต่อให้ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินเลย แผลก็ไม่หาย การรักษาที่ได้ผลจึงต้องจัดการ "เชื้อ + ความชื้น" ก่อน แล้วค่อยประเมินเรื่องสารอาหารในคนที่เป็นซ้ำ ๆ
วิธีแยกปากนกกระจอกจากภาวะที่คนมักสับสน
หลายคนเห็นแผลแถวปากแล้วเหมารวมว่าเป็นอย่างเดียวกัน แต่การรักษาต่างกันคนละทาง จุดสังเกตมีดังนี้:
ปากนกกระจอก (Angular cheilitis)
อยู่ที่ มุมปาก เท่านั้น เป็นรอยแตก แดง เปื่อย
ไม่มีตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม และ ไม่ติดต่อ
สัมพันธ์กับความชื้น ฟันปลอม การเลียปาก
เริมที่ปาก (Herpes labialis)
ขึ้นเป็น ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เรียงเป็นกลุ่ม บน ริมฝีปากหรือรอบปาก (ไม่จำกัดที่มุมปาก)
มักมีอาการ แสบร้อน/คันนำมาก่อน ตุ่มขึ้น แล้วแตกเป็นแผลตกสะเก็ด
ติดต่อได้ และมักเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมเวลาร่างกายอ่อนแอ
(อ่านเพิ่มในบทความเรื่องเริมของคลินิก เพื่อดูวิธีดูแลและยาต้านไวรัส)
ปากแห้งแตกธรรมดา (Chapped lips)
ริมฝีปาก ลอกเป็นขุย แห้งตึงทั่วทั้งริมฝีปาก โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้ง
ไม่ค่อยเปื่อยลึกที่มุมปาก และดีขึ้นเร็วเมื่อทาลิปบาล์ม/วาสลีน
ผื่นแพ้สัมผัสหรือผื่นจากการเลียปาก (Lip-lick / contact dermatitis)
ผื่น แดง ลอก คัน เป็นวงรอบปาก ตามบริเวณที่ลิ้นเลียถึงหรือที่สัมผัสสารก่อแพ้ (ยาสีฟัน ลิปสติก น้ำยาบ้วนปาก)
มักเป็นในเด็กที่ชอบเลียปาก
วิธีรักษาปากนกกระจอกให้ตรงชนิด
หลักการคือ กำจัดเชื้อ + ลดความชื้น + แก้ต้นเหตุ พร้อมกัน จึงจะหายและไม่กลับเป็นซ้ำ:
ยาต้านเชื้อราทาเฉพาะที่: เช่น กลุ่มโคลไตรมาโซล (clotrimazole) ไมโคนาโซล (miconazole) หรือนิสแตติน (nystatin) เป็นการรักษาหลักเมื่อสาเหตุคือเชื้อรา
ยาสูตรผสมต้านเชื้อรากับสเตียรอยด์อ่อน ๆ: ในระยะที่อักเสบแดงมาก แพทย์อาจให้สูตรผสม (เช่น miconazole + hydrocortisone) ช่วงสั้น ๆ เพื่อลดการอักเสบควบคู่กับฆ่าเชื้อ
ยาต้านแบคทีเรียทา: เช่น กรดฟิวสิดิก (fusidic acid) หรือมูพิโรซิน (mupirocin) เมื่อมีสะเก็ดเหลืองบ่งชี้การติดเชื้อ Staph
สร้างเกราะกันความชื้น: ทาปิโตรเลียมเจล (วาสลีน) หรือครีมซิงก์ออกไซด์บาง ๆ หลัง ยาฆ่าเชื้อ เพื่อกันน้ำลายไม่ให้ซึมเข้าแผล
แก้ต้นเหตุ: ทำความสะอาดฟันปลอมและถอดตอนนอน แก้การสบฟัน เลิกพฤติกรรมเลียปาก และคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
ประเมินสารอาหารเมื่อเป็นซ้ำ: ถ้าเป็นบ่อย เป็นสองข้าง หรือมีอาการซีด/อ่อนเพลีย แพทย์อาจตรวจธาตุเหล็ก บี 12 โฟเลต และสังกะสี แล้วเสริมตามที่ขาดจริง
โดยทั่วไปเมื่อรักษาตรงชนิด อาการจะดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์
ทำไมสูตรบ้าน (มะนาว น้ำผึ้ง ยาสีฟัน) มักยิ่งแย่
การเอา มะนาว หรือของเปรี้ยวมาแตะแผลที่มุมปาก จะยิ่งระคายเคืองและแสบ ส่วน น้ำผึ้ง ที่เชื่อว่าฆ่าเชื้อ กลับเพิ่มความชื้นและน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของยีสต์ ทำให้เชื้อราโตดีขึ้น การป้าย ยาสีฟัน ก็มีสารระคายเคือง (เมนทอล/SLS) ที่ทำให้ผิวที่อักเสบอยู่แล้วแย่ลง
หลักง่าย ๆ คือ อะไรที่ทำให้มุมปาก เปียก แฉะ หรือแสบ ล้วนสวนทางกับการรักษา
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง
ควรมาพบแพทย์เมื่อ:
เป็น นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือรักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น
เป็น ซ้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะสองข้างพร้อมกัน
มีอาการร่วม เช่น ซีด อ่อนเพลีย ลิ้นเลี่ยนแดง (อาจสัมพันธ์กับการขาดธาตุเหล็ก/วิตามิน)
เป็นในผู้ป่วย เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือใช้ยากดภูมิ
มีตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มลามออกจากมุมปาก (อาจเป็น เริม ที่ต้องใช้ยาต้านไวรัส)
วิธีป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ
เลิกเลียริมฝีปาก และเช็ดมุมปากให้แห้งเมื่อรู้สึกชื้น
ทาลิปบาล์ม/วาสลีนบาง ๆ เป็นเกราะ โดยเฉพาะก่อนนอนและช่วงอากาศแห้ง
ดูแล ฟันปลอมและสุขภาพช่องปาก ให้สะอาด ถอดฟันปลอมตอนนอน
กิน อาหารหลากหลาย ให้ได้ธาตุเหล็ก บี 2 บี 12 โฟเลต และสังกะสีเพียงพอ
คุมโรคประจำตัว โดยเฉพาะ เบาหวาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปากนกกระจอกเกิดจากการขาดวิตามินอย่างเดียวจริงไหม?
ไม่จริงเสมอไป การขาดวิตามินบี 2 ธาตุเหล็ก หรือสังกะสีเป็นสาเหตุได้ แต่ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การติดเชื้อราจากความชื้นที่มุมปาก การกินวิตามินอย่างเดียวจึงมักไม่หายถ้าไม่ได้กำจัดเชื้อ
ปากนกกระจอกติดต่อไหม?
ตัวปากนกกระจอกเอง ไม่ติดต่อ ต่างจากเริมที่ปากซึ่งเกิดจากไวรัสและติดต่อได้ผ่านการสัมผัสหรือใช้ของร่วมกัน
ปากนกกระจอกกับเริมที่ปากต่างกันอย่างไร?
ปากนกกระจอกเป็นรอยแตกเปื่อยที่ มุมปาก ไม่มีตุ่มน้ำและไม่ติดต่อ ส่วนเริมเป็น ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม บนริมฝีปากหรือรอบปาก มีอาการแสบนำ ติดต่อได้ และเป็นซ้ำที่เดิม
เป็นปากนกกระจอกกี่วันหาย?
เมื่อรักษาตรงชนิด อาการมักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่แก้ต้นเหตุ (เช่น ยังเลียปากหรือฟันปลอมไม่พอดี) ก็จะกลับเป็นซ้ำได้
ทาวาสลีนอย่างเดียวหายไหม?
วาสลีนช่วย กันความชื้นและลดการระคายเคือง แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ ถ้าสาเหตุคือเชื้อรา/แบคทีเรีย ควรใช้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แล้วจึงทาวาสลีนเป็นเกราะทับ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 สิงหาคม 2026

ความคิดเห็น