top of page

ปากนกกระจอก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากเริม ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

16 ส.ค.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 21 ส.ค.



แผลเจ็บ ๆ แสบ ๆ ที่ "มุมปาก" ที่เป็น ๆ หาย ๆ อ้าปากทีก็แตกเลือดซิบ — คนไทยเรียกกันติดปากว่า "ปากนกกระจอก" และเกือบทุกคนจะได้ยินคำแนะนำเดียวกันคือ "ขาดวิตามินบี 2 กินวิตามินสิ" แต่ในเวชปฏิบัติจริง ผู้ป่วยจำนวนมากกินวิตามินแล้ว ไม่หาย เพราะสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การขาดวิตามิน

บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าปากนกกระจอก (ศัพท์แพทย์: Angular cheilitis) จริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร ทำไมความชื้นที่มุมปากถึงเป็นตัวการหลัก วิธีแยกจาก "เริมที่ปาก" และ "ปากแห้งแตก" ที่คนมักสับสน และวิธีรักษาให้ตรงชนิดเพื่อไม่ให้กลับเป็นซ้ำ

ปากนกกระจอกคืออะไรกันแน่

ปากนกกระจอกคือ ภาวะอักเสบของผิวหนังที่มุมปาก (บริเวณรอยต่อริมฝีปากบนกับล่าง) ข้างเดียวหรือสองข้าง ลักษณะเด่นคือ:

  • มุมปาก แดง เปื่อย แตกเป็นร่อง บางครั้งมีสะเก็ดหรือคราบขาว

  • แสบ เจ็บ โดยเฉพาะเวลาอ้าปาก ยิ้ม หรือกินของเปรี้ยว/เค็ม

  • เป็น ๆ หาย ๆ ตรงมุมปากเดิม โดย ไม่ลามขึ้นไปที่ริมฝีปากหรือรอบปาก

จุดสำคัญที่ทำให้เข้าใจโรคนี้คือ มุมปากเป็นบริเวณที่ อับชื้นตลอดเวลา จากน้ำลายที่ไหลมาขัง เมื่อผิวเปียกชื้นซ้ำ ๆ เกราะป้องกันผิวจะเสีย และกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ง่าย นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงเกี่ยวกับ "ความชื้นและการติดเชื้อ" มากกว่าเรื่องวิตามินอย่างที่เข้าใจกัน

ปากนกกระจอกเกิดจากอะไร — 6 สาเหตุที่แพทย์ต้องแยก

ปากนกกระจอกเป็น "ปลายทาง" ของหลายสาเหตุ ที่มารวมกัน ไม่ใช่โรคเดี่ยว ๆ การรักษาให้หายจึงต้องรู้ว่าต้นเหตุของแต่ละคนคืออะไร โดยเรียงจากที่พบบ่อยที่สุด:

  1. เชื้อรา Candida (พบบ่อยที่สุด): เชื้อยีสต์ในช่องปากลามออกมาที่มุมปากที่อับชื้น เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใส่ฟันปลอม ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์สำหรับหอบหืด

  2. เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus: ทำให้มุมปากมีสะเก็ดเหลืองแบบน้ำเหลืองแห้ง (คล้ายแผลพุพอง) มักพบร่วมกับเชื้อรา

  3. ความชื้นและพฤติกรรม: การ เลียริมฝีปากบ่อย ๆ น้ำลายไหลตอนนอน การดูดนิ้วในเด็ก หรือฟันปลอม/เครื่องมือจัดฟันที่ทำให้น้ำลายขัง — ทั้งหมดทำให้มุมปากเปียกชื้นเรื้อรัง

  4. โครงสร้างและการสบฟัน: ในผู้สูงอายุที่ฟันหลอหรือฟันปลอมไม่พอดี ระยะจากคางถึงจมูกจะสั้นลง ทำให้มุมปาก "ยุบ" เป็นร่องลึกที่กักน้ำลาย

  5. การขาดสารอาหาร (พบเป็นส่วนน้อย แต่สำคัญเมื่อเป็นซ้ำ): ธาตุเหล็ก วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) บี 12 โฟเลต และสังกะสี การขาดสารเหล่านี้ทำให้เยื่อบุซ่อมแซมตัวช้าและเป็นซ้ำง่าย — นี่คือส่วนจริงของ "ทฤษฎีวิตามิน" แต่เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุ

  6. โรคประจำตัวและภาวะภูมิคุ้มกัน: เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรอบปาก ทำให้ติดเชื้อราง่ายและหายช้า

ทำไมกินวิตามินแล้วไม่หาย

เพราะในคนส่วนใหญ่ ต้นเหตุไม่ใช่การขาดวิตามิน แต่เป็นการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียบนผิวที่อับชื้น วิตามินช่วยได้เฉพาะกรณีที่ขาดสารอาหารจริง ๆ เท่านั้น ถ้าต้นเหตุคือเชื้อรา การกินวิตามินบี 2 ต่อให้ครบขนาดก็ไม่ได้กำจัดเชื้อ แผลจึงยังอยู่

พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามุมปากยัง เปียกชื้นและมีเชื้อ อยู่ ต่อให้ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินเลย แผลก็ไม่หาย การรักษาที่ได้ผลจึงต้องจัดการ "เชื้อ + ความชื้น" ก่อน แล้วค่อยประเมินเรื่องสารอาหารในคนที่เป็นซ้ำ ๆ

วิธีแยกปากนกกระจอกจากภาวะที่คนมักสับสน

หลายคนเห็นแผลแถวปากแล้วเหมารวมว่าเป็นอย่างเดียวกัน แต่การรักษาต่างกันคนละทาง จุดสังเกตมีดังนี้:

ปากนกกระจอก (Angular cheilitis)

  • อยู่ที่ มุมปาก เท่านั้น เป็นรอยแตก แดง เปื่อย

  • ไม่มีตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม และ ไม่ติดต่อ

  • สัมพันธ์กับความชื้น ฟันปลอม การเลียปาก

เริมที่ปาก (Herpes labialis)

  • ขึ้นเป็น ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ เรียงเป็นกลุ่ม บน ริมฝีปากหรือรอบปาก (ไม่จำกัดที่มุมปาก)

  • มักมีอาการ แสบร้อน/คันนำมาก่อน ตุ่มขึ้น แล้วแตกเป็นแผลตกสะเก็ด

  • ติดต่อได้ และมักเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมเวลาร่างกายอ่อนแอ

  • (อ่านเพิ่มในบทความเรื่องเริมของคลินิก เพื่อดูวิธีดูแลและยาต้านไวรัส)

ปากแห้งแตกธรรมดา (Chapped lips)

  • ริมฝีปาก ลอกเป็นขุย แห้งตึงทั่วทั้งริมฝีปาก โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้ง

  • ไม่ค่อยเปื่อยลึกที่มุมปาก และดีขึ้นเร็วเมื่อทาลิปบาล์ม/วาสลีน

ผื่นแพ้สัมผัสหรือผื่นจากการเลียปาก (Lip-lick / contact dermatitis)

  • ผื่น แดง ลอก คัน เป็นวงรอบปาก ตามบริเวณที่ลิ้นเลียถึงหรือที่สัมผัสสารก่อแพ้ (ยาสีฟัน ลิปสติก น้ำยาบ้วนปาก)

  • มักเป็นในเด็กที่ชอบเลียปาก

วิธีรักษาปากนกกระจอกให้ตรงชนิด

หลักการคือ กำจัดเชื้อ + ลดความชื้น + แก้ต้นเหตุ พร้อมกัน จึงจะหายและไม่กลับเป็นซ้ำ:

  1. ยาต้านเชื้อราทาเฉพาะที่: เช่น กลุ่มโคลไตรมาโซล (clotrimazole) ไมโคนาโซล (miconazole) หรือนิสแตติน (nystatin) เป็นการรักษาหลักเมื่อสาเหตุคือเชื้อรา

  2. ยาสูตรผสมต้านเชื้อรากับสเตียรอยด์อ่อน ๆ: ในระยะที่อักเสบแดงมาก แพทย์อาจให้สูตรผสม (เช่น miconazole + hydrocortisone) ช่วงสั้น ๆ เพื่อลดการอักเสบควบคู่กับฆ่าเชื้อ

  3. ยาต้านแบคทีเรียทา: เช่น กรดฟิวสิดิก (fusidic acid) หรือมูพิโรซิน (mupirocin) เมื่อมีสะเก็ดเหลืองบ่งชี้การติดเชื้อ Staph

  4. สร้างเกราะกันความชื้น: ทาปิโตรเลียมเจล (วาสลีน) หรือครีมซิงก์ออกไซด์บาง ๆ หลัง ยาฆ่าเชื้อ เพื่อกันน้ำลายไม่ให้ซึมเข้าแผล

  5. แก้ต้นเหตุ: ทำความสะอาดฟันปลอมและถอดตอนนอน แก้การสบฟัน เลิกพฤติกรรมเลียปาก และคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

  6. ประเมินสารอาหารเมื่อเป็นซ้ำ: ถ้าเป็นบ่อย เป็นสองข้าง หรือมีอาการซีด/อ่อนเพลีย แพทย์อาจตรวจธาตุเหล็ก บี 12 โฟเลต และสังกะสี แล้วเสริมตามที่ขาดจริง

โดยทั่วไปเมื่อรักษาตรงชนิด อาการจะดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์

ทำไมสูตรบ้าน (มะนาว น้ำผึ้ง ยาสีฟัน) มักยิ่งแย่

การเอา มะนาว หรือของเปรี้ยวมาแตะแผลที่มุมปาก จะยิ่งระคายเคืองและแสบ ส่วน น้ำผึ้ง ที่เชื่อว่าฆ่าเชื้อ กลับเพิ่มความชื้นและน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของยีสต์ ทำให้เชื้อราโตดีขึ้น การป้าย ยาสีฟัน ก็มีสารระคายเคือง (เมนทอล/SLS) ที่ทำให้ผิวที่อักเสบอยู่แล้วแย่ลง

หลักง่าย ๆ คือ อะไรที่ทำให้มุมปาก เปียก แฉะ หรือแสบ ล้วนสวนทางกับการรักษา

สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

ควรมาพบแพทย์เมื่อ:

  • เป็น นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือรักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น

  • เป็น ซ้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะสองข้างพร้อมกัน

  • มีอาการร่วม เช่น ซีด อ่อนเพลีย ลิ้นเลี่ยนแดง (อาจสัมพันธ์กับการขาดธาตุเหล็ก/วิตามิน)

  • เป็นในผู้ป่วย เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือใช้ยากดภูมิ

  • มีตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มลามออกจากมุมปาก (อาจเป็น เริม ที่ต้องใช้ยาต้านไวรัส)

วิธีป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ

  • เลิกเลียริมฝีปาก และเช็ดมุมปากให้แห้งเมื่อรู้สึกชื้น

  • ทาลิปบาล์ม/วาสลีนบาง ๆ เป็นเกราะ โดยเฉพาะก่อนนอนและช่วงอากาศแห้ง

  • ดูแล ฟันปลอมและสุขภาพช่องปาก ให้สะอาด ถอดฟันปลอมตอนนอน

  • กิน อาหารหลากหลาย ให้ได้ธาตุเหล็ก บี 2 บี 12 โฟเลต และสังกะสีเพียงพอ

  • คุมโรคประจำตัว โดยเฉพาะ เบาหวาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปากนกกระจอกเกิดจากการขาดวิตามินอย่างเดียวจริงไหม?

ไม่จริงเสมอไป การขาดวิตามินบี 2 ธาตุเหล็ก หรือสังกะสีเป็นสาเหตุได้ แต่ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การติดเชื้อราจากความชื้นที่มุมปาก การกินวิตามินอย่างเดียวจึงมักไม่หายถ้าไม่ได้กำจัดเชื้อ

ปากนกกระจอกติดต่อไหม?

ตัวปากนกกระจอกเอง ไม่ติดต่อ ต่างจากเริมที่ปากซึ่งเกิดจากไวรัสและติดต่อได้ผ่านการสัมผัสหรือใช้ของร่วมกัน

ปากนกกระจอกกับเริมที่ปากต่างกันอย่างไร?

ปากนกกระจอกเป็นรอยแตกเปื่อยที่ มุมปาก ไม่มีตุ่มน้ำและไม่ติดต่อ ส่วนเริมเป็น ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม บนริมฝีปากหรือรอบปาก มีอาการแสบนำ ติดต่อได้ และเป็นซ้ำที่เดิม

เป็นปากนกกระจอกกี่วันหาย?

เมื่อรักษาตรงชนิด อาการมักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่แก้ต้นเหตุ (เช่น ยังเลียปากหรือฟันปลอมไม่พอดี) ก็จะกลับเป็นซ้ำได้

ทาวาสลีนอย่างเดียวหายไหม?

วาสลีนช่วย กันความชื้นและลดการระคายเคือง แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ ถ้าสาเหตุคือเชื้อรา/แบคทีเรีย ควรใช้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แล้วจึงทาวาสลีนเป็นเกราะทับ

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 สิงหาคม 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากรังแค สะเก็ดเงิน แพ้สีย้อมผม และวิธีเลือกแชมพูตามตัวยา

หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp หรือ Scalp xerosis) คือภาวะที่ผิวหนังบนศีรษะเสียไขมันและน้ำไปมากกว่าที่สร้างทดแทนได้ จึงตึง คัน และลอกเป็นขุยสีขาวเล็กละเอียดแห้ง ๆ ซึ่งต่างจากรังแค (Dandruff) ที่เป็นขุยแผ่นใ

 
 
 
ยาทาแผลในปาก ใช้ตัวไหน ทาวันละกี่ครั้ง กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกแผลร้อนในจากเริม มือเท้าปาก และแผลที่ต้องรีบตรวจ

แผลในปากที่คนไทยเรียกว่า "แผลร้อนใน" ส่วนใหญ่คือ แผลแอฟทัส (Aphthous ulcer หรือ Recurrent aphthous stomatitis) ซึ่งเป็นแผลตื้นรูปกลมหรือรี พื้นแผลสีขาวอมเหลือง ขอบแดง เจ็บมากเวลากินหรือพูด และหายเองได

 
 
 
สิวหิน (Syringoma) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากสิวข้าวสาร ทำไมบีบไม่ออก และวิธีรักษาด้วยเลเซอร์และจี้ไฟฟ้า

สิวหิน หรือชื่อทางการแพทย์ว่า ซีริงโกมา (Syringoma) คือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายขนาดเล็กของท่อต่อมเหงื่อในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่สิวและไม่ได้เกิดจากรูขุมขนอุดตัน ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเนื้อหรือสีเหลืองอ่อน ขนาด 1–

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ