แผลถลอก ล้างยังไง ปิดแผลดีไหม กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีล้างแผลที่ถูกต้อง ยาที่ควรทา และสัญญาณติดเชื้อที่ห้ามรอ
อัปเดตเมื่อ 16 ก.ย.

แผลถลอก (abrasion หรือ excoriation) คือบาดแผลที่เกิดจากผิวหนังถูกครูดห
รือเสียดสีกับพื้นผิวหยาบ จนหนังกำพร้าชั้นบนหลุดออก และอาจลึกถึงชั้นหนังแท้ตอนบน ทำให้เห็นเนื้อสีชมพูแดง มีน้ำเหลืองซึม แสบมากแต่เลือดออกไม่มาก เพราะเส้นเลือดที่ฉีกขาดเป็นเส้นเลือดฝอยขนาดเล็ก
แผลถลอกเป็นบาดแผลที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน และเป็นบาดแผลที่ "ดูแลผิด" กันมากที่สุดเช่นกัน สามอย่างที่คนไทยทำกันจนติดเป็นนิสัย คือ ราดแอลกอฮอล์ลงไปในแผล ปล่อยให้แผลแห้งตกสะเก็ดเอง และแกะสะเก็ดออกเมื่อคัน ทั้งสามอย่างนี้ทำให้แผลหายช้าลงและทิ้งรอยไว้นานขึ้น บทความนี้อธิบายว่าอะไรคือวิธีที่ถูกต้อง ใช้ยาตัวไหน ความแรงเท่าไร นานแค่ไหน และจุดไหนที่ต้องหยุดดูแลเองแล้วมาพบแพทย์
แผลถลอกคืออะไร และลึกแค่ไหนถึงยังเรียกว่าถลอก
ผิวหนังของเรามีสามชั้นหลัก คือ หนังกำพร้า (epidermis) หนา 0.05–1.5 มิลลิเมตร หนังแท้ (dermis) หนา 1–4 มิลลิเมตร และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แผลถลอกตามนิยามคือแผลที่เสียหายอยู่ในสองชั้นแรก
แผลถลอกแท้จริงจะมีลักษณะร่วมกันสามอย่าง คือ ขอบแผลไม่เรียบเพราะเกิดจากการครูด ไม่ใช่การตัด · พื้นแผลกว้างแต่ตื้น · และเลือดที่ออกเป็นเลือดซึมทั่วพื้นแผล ไม่ใช่เลือดพุ่งเป็นจุด
ถ้าแผลลึกจนเห็นชั้นไขมันสีเหลือง เห็นเอ็นสีขาวมันวาว หรือขอบแผลแยกออกจากกันจนมองเห็นเป็นร่อง นั่นไม่ใช่แผลถลอกแล้ว แต่เป็นแผลฉีกขาด (laceration) ซึ่งมักต้องเย็บภายใน 6–8 ชั่วโมงแรกเพื่อให้ขอบแผลชิดกันและลดโอกาสติดเชื้อ
แผลถลอกต่างจากแผลชนิดอื่นอย่างไร
การแยกชนิดแผลให้ถูกตั้งแต่แรกสำคัญ เพราะแต่ละชนิดมีวิธีดูแลและความเร่งด่วนต่างกันโดยสิ้นเชิง
แผลถลอก (abrasion) — ผิวถูกครูด พื้นแผลกว้างตื้น เลือดซึม ล้างและปิดแผลได้เอง
แผลฉีกขาด (laceration) — ผิวขาดเป็นร่อง ขอบแยก มักต้องเย็บ
แผลตัด (incision) — ขอบเรียบคมจากของมีคม เลือดออกมากกว่า ประเมินว่าตัดโดนเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทหรือไม่
แผลตำทะลุ (puncture) — รูเล็กแต่ลึก เช่น ตะปูตำ เศษไม้ทิ่ม ความเสี่ยงบาดทะยักและติดเชื้อในเนื้อเยื่อลึกสูงที่สุด ห้ามประเมินจากขนาดรูที่เห็น
แผลไหม้ (burn) — จากความร้อน สารเคมี หรือแดด ประเมินด้วยความลึกและพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยความเจ็บ
แผลจากรถล้มมักเป็นหลายชนิดรวมกันในครั้งเดียว คือถลอกกว้างที่ผิว ฟกช้ำใต้ผิว และอาจมีแผลตำจากเศษวัสดุที่ฝังลึกร่วมด้วย จึงต้องประเมินทีละจุด ไม่เหมารวม
แผลถลอกตื้น เฉพาะชั้นหนังกำพร้า
ลักษณะ — ผิวแดงเป็นแถบ ไม่มีเลือดออกหรือมีแค่จุดเล็ก ๆ ผิวลอกเป็นแผ่นบาง สัมผัสแล้วแสบแต่ไม่ปวดลึก
สาเหตุ — เสียดสีกับผ้า รองเท้ากัด ล้มบนพื้นเรียบ เกาแรง เทปกาวดึงผิว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ต่ำ ดูแลเองที่บ้านได้ หายภายใน 3–7 วันและไม่ทิ้งแผลเป็น เพราะเซลล์ต้นกำเนิดในชั้นหนังแท้ยังอยู่ครบ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อแดงลามออกนอกขอบแผลเกิน 2 เซนติเมตรหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง หรือเกิดซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังที่ทำให้ผิวเปราะ
แผลถลอกลึกถึงชั้นหนังแท้
ลักษณะ — พื้นแผลสีชมพูถึงแดงสด มีจุดเลือดออกกระจายทั่วพื้นแผล น้ำเหลืองซึมตลอดวันแรก ปวดแสบมากเพราะปลายประสาทในชั้นหนังแท้ถูกเปิดออก
สาเหตุ — ล้มบนพื้นซีเมนต์หรือถนนลาดยาง ครูดกับพื้นสนามกีฬา ถูกวัตถุหยาบขูด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ปานกลาง ต้องล้างแผลอย่างจริงจังและปิดแผลให้ชุ่มชื้น ใช้เวลา 10–14 วัน และมีโอกาสทิ้งรอยดำหรือรอยแผลเป็นถ้าดูแลไม่ดี
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อแผลกว้างเกินฝ่ามือของผู้บาดเจ็บเอง อยู่บนใบหน้าหรือข้อต่อ มีสิ่งสกปรกฝังที่ล้างไม่ออก หรือปวดมากขึ้นแทนที่จะน้อยลงหลัง 48 ชั่วโมง
แผลถลอกจากรถล้ม ที่มีเศษหินเศษทรายฝังใน
ลักษณะ — พื้นแผลมีจุดดำหรือเทากระจาย ล้างน้ำแล้วไม่ออก บางจุดกดเจ็บลึกกว่าจุดอื่นอย่างชัดเจน
สาเหตุ — ผิวไถลไปกับพื้นถนนด้วยความเร็ว ทำให้กรวดทราย ยางมะตอย และเศษสีถูกอัดเข้าไปในชั้นหนังแท้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — สูงกว่าที่หน้าตาแผลบอก เพราะสิ่งแปลกปลอมที่ค้างอยู่จะกลายเป็นทั้งแหล่งติดเชื้อและรอยสักถาวร (traumatic tattoo) ที่ลบออกยากมากเมื่อผิวสมานทับไปแล้ว ต้องเอาออกภายใน 24–48 ชั่วโมงแรก
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ทันทีเมื่อมีจุดฝังที่ล้างไม่ออก เพราะการเอาออกต้องใช้การขัดแผลด้วยแปรงและน้ำเกลือ ร่วมกับการฉีดยาชาเฉพาะที่ ซึ่งทำเองที่บ้านไม่ได้
แผลถลอกในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี
ลักษณะ — แผลตื้นแต่ไม่ยอมหด ขอบแผลซีดหรือคล้ำ มักไม่ปวดเท่าที่ควรเพราะปลายประสาทเสื่อม
สาเหตุ — รองเท้ากัด เดินเท้าเปล่า ตัดเล็บโดนเนื้อ ในผู้ที่น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังหรือเส้นเลือดส่วนปลายตีบ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — สูงที่สุดในบรรดาแผลถลอกทั้งหมด แผลเล็ก 1 เซนติเมตรที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานไม่เทียบเท่ากับแผลเดียวกันที่เท้าคนทั่วไป และเป็นจุดเริ่มของแผลเรื้อรังที่นำไปสู่การตัดนิ้วหรือตัดเท้าได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ภายใน 24–48 ชั่วโมงแม้แผลจะดูเล็ก และไม่ควรรอดูอาการเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ แผลเรื้อรัง เมื่อแผลไม่ยอมหาย
แผลถลอกในเด็ก
ลักษณะ — มักอยู่ที่เข่า ศอก ฝ่ามือ และคาง แผลตื้นแต่เด็กต้านการล้างแผลรุนแรง ทำให้ล้างได้ไม่สะอาดในครั้งแรก
สาเหตุ — วิ่งล้ม ตกจากเครื่องเล่น ถลาบนพื้นสนาม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ต่ำถึงปานกลาง แต่ผิวเด็กติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ และการติดเชื้อมักแสดงออกเป็นสะเก็ดสีน้ำผึ้งของโรค แผลพุพอง (impetigo) ซึ่งลามไปยังเด็กคนอื่นได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อแผลมีสะเก็ดสีน้ำผึ้งเหลืองทองขึ้นใหม่ เด็กมีไข้ ซึม ไม่ยอมใช้แขนขาข้างนั้น หรือแผลเกิดจากสัตว์กัดข่วน
ขั้นตอนล้างแผลถลอกที่ถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ควรทำให้เสร็จภายใน 1–2 ชั่วโมงแรกหลังเกิดแผล ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อแบ
คทีเรียยังไม่เพิ่มจำนวนจนเกินกำลังของภูมิคุ้มกันเฉพาะที่
ล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนสัมผัสแผล หรือใส่ถุงมือสะอาดถ้ามี
ห้ามเลือดก่อน ถ้ายังมีเลือดซึม ใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดนิ่งบนแผลนาน 5–10 นาทีโดยไม่เปิดดูระหว่างกด
ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือนอร์มัลซาไลน์ 0.9% (0.9% normal saline) ปริมาณมาก ๆ ให้ไหลผ่านแผล ปริมาณที่แนะนำคือประมาณ 50–100 มิลลิลิตรต่อความยาวแผล 1 เซนติเมตร แรงดันจากการบีบขวดหรือกระบอกฉีดยาช่วยชะสิ่งสกปรกได้ดีกว่าการเช็ด
ล้างรอบแผลด้วยสบู่อ่อน ผิวรอบแผลล้างด้วยสบู่ได้ แต่อย่าถูสบู่ลงบนพื้นแผลโดยตรง
เขี่ยสิ่งแปลกปลอมออก เศษที่ล้างไม่ออกให้ใช้ปากคีบสะอาดคีบออกทีละชิ้น ถ้าฝังลึกหรือมีจำนวนมาก หยุดและไปพบแพทย์ อย่าขุด
ซับให้แห้งรอบแผล ด้วยผ้าก๊อซสะอาด ซับเบา ๆ ไม่ถู แล้วจึงทายาและปิดแผล
น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือโพวิโดนไอโอดีน ใช้ตัวไหน
นี่คือจุดที่ความเข้าใจผิดสร้างความเสียหายมากที่สุด น้ำยาที่แสบที่สุดไม่ใช่น้ำยาที่ดีที่สุด ความแสบสะท้อนว่าน้ำยานั้นกำลังทำลายเซลล์ผิวใหม่ที่กำลังจะซ่อมแผล พอ ๆ กับที่ทำลายแบคทีเรีย
น้ำเกลือนอร์มัลซาไลน์ 0.9% (0.9% NSS) — ตัวเลือกหลักสำหรับล้างพื้นแผล ไม่ทำลายเซลล์ ไม่แสบ ใช้ได้ทุกวันตลอดการรักษา น้ำประปาสะอาดที่ไหลแรงก็ใช้ได้ในภาวะฉุกเฉิน มีการศึกษาว่าให้ผลไม่ต่างกันในแผลเฉียบพลัน
แอลกอฮอล์ 70% (70% alcohol) — ใช้เช็ดผิวปกติรอบแผลหรือฆ่าเชื้ออุปกรณ์เท่านั้น ห้ามราดลงบนพื้นแผล เพราะทำให้โปรตีนของเซลล์ผิวตกตะกอนและเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างใหม่ตาย
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% (3% hydrogen peroxide) — ฟองที่เห็นไม่ใช่หลักฐานว่าฆ่าเชื้อได้ดี แต่เป็นปฏิกิริยากับเอนไซม์ในเนื้อเยื่อ มีฤทธิ์ทำลายเซลล์สร้างผิว (fibroblast) ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ล้างแผลซ้ำ ๆ
โพวิโดน-ไอโอดีน 10% (povidone-iodine 10%) — ใช้ได้ครั้งแรกเพื่อลดจำนวนเชื้อในแผลที่สกปรก แต่ไม่ควรราดลงพื้นแผลซ้ำทุกวัน ให้ทาบาง ๆ ที่ผิวรอบแผลแทน ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ไอโอดีนหรือมีโรคไทรอยด์ที่ยังไม่ควบคุม และไม่ควรใช้บริเวณกว้างในทารก
คลอร์เฮกซิดีน กลูโคเนต 0.05% (chlorhexidine gluconate 0.05%) — ทางเลือกสำหรับล้างแผลสกปรก แต่ห้ามใช้ใกล้ตาและหู
หลักง่าย ๆ ที่ใช้ได้ทุกกรณี คือ สิ่งที่ทำให้แผลสะอาดคือปริมาณน้ำและแรงดัน ไม่ใช่ความแรงของน้ำยา
ปิดแผลดีไหม หรือปล่อยให้แห้งตกสะเก็ดเอง
คำตอบทางการแพทย์ชัดเจนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 คือ ปิดแผลให้ชุ่มชื้นดีกว่าปล่อยให้แห้ง หลักการนี้เรียกว่า moist wound healing และเป็นมาตรฐานการดูแลแผลในโรงพยาบาลทั่วโลก
ในแผลที่ปล่อยให้แห้ง เซลล์ผิวใหม่ต้องคลานอยู่ใต้สะเก็ดแข็งซึ่งเป็นอุปสรรคทางกายภาพ ส่วนในแผลที่คงความชุ่มชื้นไว้ เซลล์เคลื่อนที่ปิดแผลได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่ตามมาคือหายเร็วขึ้นราวร้อยละ 30–50 เจ็บน้อยกว่า และเกิดแผลเป็นน้อยกว่า
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน คือ "ชุ่มชื้น" ไม่ได้แปลว่าแฉะ แผลที่แฉะจนผิวรอบแผลขาวยุ่ยเป็นสัญญาณว่าวัสดุปิดแผลซับน้ำเหลืองไม่พอ ต้องเปลี่ยนชนิด ไม่ใช่กลับไปเปิดแผล
สะเก็ดแผลไม่ใช่เกราะป้องกัน แต่เป็นเลือดและน้ำเหลืองที่แห้งกรัง การแกะสะเก็ดจะฉีกเซลล์ผิวใหม่ที่อยู่ใต้นั้นออกไปด้วย ทำให้แผลย้อนกลับไปเริ่มใหม่และเพิ่มโอกาสเป็นแผลเป็น ถ้าคันมากให้ประคบเย็นรอบแผลหรือปรึกษาเภสัชกรเรื่องยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน
เลือกวัสดุปิดแผลให้ตรงกับแผล
ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหรือทาปิโตรเลียมเจลลี — ราคาถูก หาง่าย แต่ต้องเปลี่ยนวันละ 1–2 ครั้ง และมีโอกาสติดแผลถ้าปล่อยให้แห้ง
แผ่นฟิล์มใสกันน้ำ (transparent film) — เหมาะกับแผลถลอกตื้นที่มีน้ำเหลืองน้อย มองเห็นแผลได้โดยไม่ต้องเปิด อาบน้ำได้
แผ่นโฟม (foam dressing) — ซับน้ำเหลืองได้มาก เหมาะกับแผลถลอกลึกหรือกว้างในช่วง 2–3 วันแรกที่ซึมเยอะ
ไฮโดรคอลลอยด์ (hydrocolloid) — คงความชุ่มชื้นได้ดีมาก ติดได้ 3–5 วันโดยไม่ต้องเปลี่ยน เหมาะกับแผลที่ซึมน้อยถึงปานกลาง แต่ห้ามใช้กับแผลที่สงสัยว่าติดเชื้อแล้ว
แผ่นปิดแผลแบบไม่ติดแผล (non-adherent) — วางทับพื้นแผลก่อนปิดทับด้วยก๊อซ ลดความเจ็บตอนเปลี่ยนแผล
ความถี่ในการเปลี่ยน ให้ยึดตามปริมาณน้ำเหลือง ไม่ใช่ตามเวลา หลักปฏิบัติคือเปลี่ยนเมื่อน้ำเหลืองซึมถึงขอบวัสดุ หรืออย่างน้อยตามที่ระบุบนฉลากของวัสดุนั้น
ยาทาแผลถลอก ใช้ตัวไหน ทานานแค่ไหน
ในแผลถลอกที่ล้างสะอาดดีแล้วและไม่มีสัญญาณติดเชื้อ ยาปฏิชีวนะชนิดทาไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป มีการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าปิโตรเลียมเจลลีธรรมดาให้ผลการหายไม่ด้อยกว่ายาปฏิชีวนะทา และไม่มีความเสี่ยงเรื่องแพ้สัมผัสหรือเชื้อดื้อยา
เมื่อเลือกใช้ยาทา ตัวเลือกหลักมีดังนี้
ปิโตรเลียมเจลลีบริสุทธิ์ (white petrolatum) — ทาบาง ๆ คลุมพื้นแผลทุกครั้งที่เปลี่ยนแผล หน้าที่คือคงความชุ่มชื้นและกันแผลติดผ้าก๊อซ ใช้ได้ตลอดจนแผลปิด
มิวพิโรซิน 2% (mupirocin 2%) — ยาปฏิชีวนะทาที่ครอบคลุมเชื้อ Staphylococcus aureus และ Streptococcus ได้ดี ทาวันละ 3 ครั้ง นาน 5–7 วัน ใช้เมื่อแผลสกปรก แผลในเด็กที่เสี่ยงแผลพุพอง หรือเริ่มมีสะเก็ดเหลือง
กรดฟิวสิดิก 2% (fusidic acid 2%) — ทาวันละ 2–3 ครั้ง นานไม่เกิน 7 วัน ข้อควรระวังคือการใช้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทำให้เชื้อดื้อยาได้
ซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีน 1% (silver sulfadiazine 1%) — ใช้กับแผลถลอกกว้างคล้ายแผลไหม้ ภายใต้คำสั่งแพทย์ ห้ามใช้ในผู้แพ้ซัลฟาและในทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน
นีโอมัยซินและบาซิเทรซิน (neomycin, bacitracin) — พบในยาทาแผลหลายสูตร แต่เป็นสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัสที่พบบ่อย ถ้าแผลแดงคันมากขึ้นหลังทา ให้สงสัยว่าแพ้ยาทามากกว่าติดเชื้อ
อะไรบอกว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล — ภายใน 48–72 ชั่วโมง แผลควรซึมน้อยลง ขอบแดงไม่ขยาย และปวดลดลง ถ้าครบ 3 วันแล้วแผลแดงกว่าเดิม ปวดมากขึ้น หรือมีหนอง แปลว่าแนวทางปัจจุบันไม่ได้ผลและต้องพบแพทย์เพื่อประเมินใหม่ ไม่ใช่เปลี่ยนยาทาเอง
การเลือกยา ความแรง และระยะเวลาที่เหมาะกับแผลแต่ละราย เป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังตรวจแผลจริง ข้อมูลข้างต้นมีไว้เพื่อให้เข้าใจแนวทาง ไม่ใช่เพื่อใช้แทนการตรวจ
เป็นแผลถลอกต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม
แผลถลอกส่วนใหญ่ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ การกินยาฆ่าเชื้อ "เผื่อไว้" ในแผลสะอาดไม่ได้ลดการติดเชื้อ แต่เพิ่มโอกาสเชื้อดื้อยา ผื่นแพ้ยา และท้องเสีย
กรณีที่แพทย์มักพิจารณาให้ยาชนิดรับประทาน ได้แก่ แผลที่มีการติดเชื้อชัดเจนแล้ว แผลจากสัตว์กัดหรือคนกัด แผลปนเปื้อนดินหรือน้ำสกปรก แผลในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่ตัดม้ามแล้ว
ยาที่ใช้บ่อยในทางปฏิบัติ คือ คล็อกซาซิลลิน (cloxacillin) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน หรือ เซฟาเล็กซิน (cephalexin) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง สำหรับผู้ที่แพ้เพนิซิลลินมักใช้ คลินดามัยซิน (clindamycin) 300 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ส่วนแผลจากสัตว์กัดหรือแผลปนเปื้อนมาก มักใช้ อะม็อกซีซิลลิน-คลาวูลาเนต (amoxicillin-clavulanate) 625 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เพราะครอบคลุมเชื้อในช่องปากสัตว์ด้วย
สิ่งที่ชี้ว่าได้ผล คือไข้ลดและขอบแดงหดลงภายใน 48–72 ชั่วโมง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นในกรอบเวลานี้ ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่ามีหนองที่ต้องระบาย มีเชื้อดื้อยา หรือการติดเชื้อลามลึกเป็น เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) การเลือกและสั่งยาปฏิชีวนะทั้งหมดเป็นหน้าที่ของแพทย์ ไม่ควรซื้อกินเองหรือกินยาที่เหลือจากครั้งก่อน
วัคซีนบาดทะยัก ต้องฉีดเมื่อไร
บาดทะยัก (tetanus) เกิดจากสารพิษของเชื้อ Clostridium tetani ที่อยู่ในดิน ฝุ่น และมูลสัตว์ โรคนี้ป้องกันได้เกือบสมบูรณ์ด้วยวัคซีน แต่เมื่อเป็นแล้วมีอัตราเสียชีวิตสูง จึงเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่วันแรกของแผล ไม่ใช่รอดูอาการ
แผลสะอาดขนาดเล็ก — ถ้าเคยฉีดวัคซีนครบชุด 3 เข็มขึ้นไป และเข็มสุดท้ายไม่เกิน 10 ปี ไม่ต้องฉีดเพิ่ม
แผลสกปรก แผลปนเปื้อนดิน แผลตำทะลุ แผลจากสัตว์กัด — ถ้าเข็มสุดท้ายเกิน 5 ปี ควรฉีดกระตุ้น 1 เข็ม
ผู้ที่ไม่เคยฉีดครบ 3 เข็ม หรือจำไม่ได้ — ต้องเริ่มชุดวัคซีนใหม่ และในแผลสกปรกอาจต้องได้รับอิมมูโนโกลบูลินป้องกันบาดทะยัก (TIG) ร่วมด้วย
ผู้ใหญ่ทั่วไป — แนะนำฉีดกระตุ้นทุก 10 ปีอยู่แล้วแม้ไม่มีแผล
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการประเมินความเสี่ยงจากขนาดแผล แผลตำจากตะปูที่มีรูเล็กกว่าเมล็ดข้าวสารมีความเสี่ยงบาดทะยักสูงกว่าแผลถลอกกว้างที่เกิดบนพื้นสะอาดในบ้าน เพราะเชื้อชนิดนี้เติบโตได้ดีในที่ที่ไม่มีออกซิเจน
แผลถลอกกี่วันหาย และอะไรทำให้หายช้า
ระยะเวลาโดยประมาณในคนสุขภาพดี
แผลถลอกตื้นชั้นหนังกำพร้า — ผิวปิดภายใน 3–7 วัน ไม่ทิ้งแผลเป็น
แผลถลอกลึกถึงหนังแท้ตอนบน — ผิวปิดภายใน 10–14 วัน อาจมีรอยแดงหรือรอยดำตามมา
แผลถลอกกว้างจากรถล้ม — 2–3 สัปดาห์ และมีโอกาสทิ้งรอยถาวรถ้าเศษวัสดุฝังค้าง
รอยแดงและรอยดำหลังแผลหาย (PIH) — จางลงเองภายใน 3–6 เดือน และนานกว่านั้นในคนผิวสีเข้ม
การปรับรูปของแผลเป็น — ดำเนินต่อไปได้ถึง 12–18 เดือนหลังแผลปิด
ปัจจัยที่ทำให้หายช้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ได้ · การสูบบุหรี่ ซึ่งลดเลือดที่ไปเลี้ยงแผล · ภาวะขาดโปรตีน สังกะสี และวิตามินซี · ยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน · เส้นเลือดดำหรือแดงส่วนปลายผิดปกติ · แผลอยู่บนข้อที่ขยับตลอดเวลา · และการเปิดแผลให้แห้งสลับเปียกซ้ำ ๆ
สัญญาณติดเชื้อที่ต้องกลับมาพบแพทย์
อาการปวด บวม แดงเล็กน้อยใน 24–48 ชั่วโมงแรกเป็นการอักเสบตามปกติของการซ่อมแผล สิ่งที่ผิดปกติคืออาการที่แย่ลงหลังจากผ่านช่วงนั้นไปแล้ว
แดงลามออกจากขอบแผลเกิน 2 เซนติเมตร หรือแดงเป็นเส้นวิ่งขึ้นไปตามแขนขา
ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลัง 48 ชั่วโมง แทนที่จะค่อย ๆ ลดลง
หนองข้นสีเหลืองเขียว หรือกลิ่นเหม็นผิดปกติ
แผลบวมตึงจนผิวมันวาว หรือคลำได้เป็นก้อนนุ่มใต้ผิว
มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
ชาหรือขยับส่วนนั้นไม่ได้เหมือนเดิม
สะเก็ดสีน้ำผึ้งเหลืองทองขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในเด็ก
กลุ่มที่ควรลดเกณฑ์ลงและไปพบแพทย์เร็วกว่าคนทั่วไป คือ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ได้ยากดภูมิคุ้มกันหรือเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเส้นเลือดส่วนปลาย และผู้ที่ตัดม้าม
ป้องกันไม่ให้เป็นแผลเป็นและรอยดำ
การจัดการแผลเป็นเริ่มตั้งแต่วันแรกของแผล ไม่ใช่หลังแผลหายแล้ว
คงความชุ่มชื้นและอย่าให้แผลติดเชื้อ — สองอย่างนี้มีผลต่อแผลเป็นมากกว่าครีมทาใด ๆ ที่ใช้ทีหลัง
ห้ามแกะสะเก็ด — การแกะแต่ละครั้งทำให้กระบวนการซ่อมแผลย้อนกลับไปเริ่มใหม่
กันแดดอย่างจริงจัง — ผิวใหม่ที่เพิ่งปิดจะคล้ำง่ายมาก ทากันแดด SPF 30 ขึ้นไปบนแผลที่ปิดสนิทแล้วทุกวันอย่างน้อย 3 เดือน หรือปิดด้วยเสื้อผ้า
แผ่นซิลิโคนหรือซิลิโคนเจล — เริ่มใช้เมื่อแผลปิดสนิทและไม่มีสะเก็ดแล้ว ใช้วันละ 12–24 ชั่วโมง ต่อเนื่อง 2–3 เดือน เป็นวิธีที่มีหลักฐานรองรับมากที่สุดในการลดแผลเป็นนูน รายละเอียดอ่านได้ที่ ยาทาแผลเป็น เลือกตัวไหน ทานานแค่ไหน
สังเกตแผลเป็นที่เริ่มนูนเกินขอบ — ถ้าหลัง 4–8 สัปดาห์แผลเป็นเริ่มนูน แข็ง แดง และคัน ควรพบแพทย์เร็ว เพราะ คีลอยด์และแผลเป็นนูน รักษาได้ผลดีกว่ามากเมื่อจัดการตั้งแต่ระยะแรก
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องแผลถลอกที่ยังพบบ่อย
"ปล่อยให้แห้งแล้วจะหายเร็ว" — ตรงกันข้าม แผลที่แห้งหายช้ากว่าและทิ้งรอยมากกว่า
"ต้องแสบถึงจะสะอาด" — ความแสบสะท้อนการทำลายเนื้อเยื่อ ไม่ใช่ความสะอาด
"ทายาสีฟันหรือพอกสมุนไพรช่วยให้แผลแห้ง" — เพิ่มการระคายเคือง การติดเชื้อ และทำให้แพทย์ประเมินแผลได้ยากขึ้น
"ห้ามกินไข่ ไม่งั้นแผลจะนูน" — ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ในทางกลับกันโปรตีนคุณภาพดีอย่างไข่เป็นวัตถุดิบที่ร่างกายใช้สร้างคอลลาเจนซ่อมแผลโดยตรง ผู้ที่ได้โปรตีนไม่พอต่างหากที่แผลหายช้า
"ห้ามกินของหมักดองและอาหารทะเล" — ข้อจำกัดจริงมีเฉพาะในผู้ที่แพ้อาหารชนิดนั้นอยู่แล้วเท่านั้น
"สะเก็ดคือเกราะธรรมชาติ ห้ามแตะ" — สะเก็ดไม่ได้ป้องกันเชื้อ และไม่จำเป็นต่อการหายของแผล
"แผลเล็กไม่ต้องสนใจเรื่องบาดทะยัก" — ขนาดแผลไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยง ลักษณะการปนเปื้อนต่างหากที่สำคัญ
อาบน้ำ ออกกำลังกาย และว่ายน้ำได้เมื่อไร
อาบน้ำ — ทำได้ตั้งแต่วันแรก โดยใช้วัสดุปิดแผลกันน้ำ หรือถอดวัสดุออกแล้วให้น้ำสะอาดไหลผ่านสั้น ๆ ไม่แช่ ไม่ถูสบู่ลงบนพื้นแผล เสร็จแล้วซับแห้งและปิดใหม่ทันที
แช่อ่าง ออนเซ็น หรือสระว่ายน้ำ — รอจนแผลปิดสนิทและไม่มีน้ำเหลืองแล้ว โดยทั่วไปประมาณ 7–14 วัน เพราะน้ำนิ่งและน้ำที่ใช้ร่วมกันมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อการติดเชื้อในแผลเปิดได้
ทะเลและแหล่งน้ำธรรมชาติ — ควรรอให้แผลปิดสนิทเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับหรือภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงจากน้ำทะเล
ออกกำลังกาย — เบา ๆ ทำได้ทันที แต่ถ้าแผลอยู่บนข้อที่ต้องงอเหยียดตลอดเวลา เช่น เข่าหรือศอก การพักการเคลื่อนไหวส่วนนั้น 3–5 วันแรกช่วยให้ผิวปิดได้เร็วกว่าและลดโอกาสแผลแยกซ้ำ
เหงื่อ — ไม่ได้ทำให้แผลติดเชื้อโดยตรง แต่ทำให้วัสดุปิดแผลหลุดลอก ควรเปลี่ยนวัสดุหลังออกกำลังกายทุกครั้ง
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง ไม่ใช่ดูแลเอง
ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องรอดูอาการ เมื่อ
แผลกว้างกว่าฝ่ามือของผู้บาดเจ็บ หรือลึกจนเห็นชั้นไขมันสีเหลือง
แผลอยู่บนใบหน้า รอบดวงตา ริมฝีปาก ข้อต่อ หรืออวัยวะเพศ
มีเศษหิน ทราย ยางมะตอย หรือเศษโลหะฝังที่ล้างไม่ออก
เลือดไม่หยุดหลังกดต่อเนื่อง 10–15 นาที
เกิดจากสัตว์กัด คนกัด หรือของที่มีสนิม
ผู้บาดเจ็บเป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
แผลไม่มีทีท่าจะเล็กลงเลยหลังผ่านไป 2 สัปดาห์
แผลเป็นเริ่มนูน แข็ง คัน และขยายเกินขอบแผลเดิม
ดูหัวข้อโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวมโรคผิวหนัง
สรุปสั้น ๆ
แผลถลอกคือแผลที่ผิวถูกครูดจนหนังกำพร้าหลุด และอาจลึกถึงหนังแท้ตอนบน กว้างแต่ตื้น เลือดซึมทั่วพื้นแผล
สิ่งที่ทำให้แผลสะอาดคือปริมาณน้ำและแรงดัน ไม่ใช่ความแรงของน้ำยา ใช้น้ำเกลือ 0.9% หรือน้ำสะอาดไหลผ่านมาก ๆ และอย่าราดแอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงพื้นแผล
ปิดแผลให้ชุ่มชื้นดีกว่าปล่อยให้แห้ง แผลหายเร็วขึ้นและทิ้งรอยน้อยกว่า และห้ามแกะสะเก็ด
แผลสะอาดส่วนใหญ่ใช้เพียงปิโตรเลียมเจลลีกับวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม ยาปฏิชีวนะทาหรือกินมีที่ใช้เฉพาะกรณี ไม่ใช่ใช้ทุกแผล
ตัดสินใจเรื่องวัคซีนบาดทะยักตั้งแต่วันแรก โดยดูลักษณะการปนเปื้อนและประวัติวัคซีน ไม่ใช่ดูขนาดแผล
สิ่งเดียวที่ควรทำทันทีคือ ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากภายในชั่วโมงแรก แล้วปิดแผลให้ชุ่มชื้น และไปพบแพทย์ทันทีถ้าแดงลาม ปวดมากขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง มีหนอง มีไข้ หรือมีเศษวัสดุฝังที่ล้างไม่ออก
คำถามที่พบบ่อย
แผลถลอกควรปิดแผลมั้ย
ควรปิด และควรปิดแบบที่คงความชุ่มชื้นไว้ด้วย หลักการ moist wound healing เป็นมาตรฐานการดูแลแผลในโรงพยาบาลทั่วโลก เพราะเซลล์ผิวใหม่เคลื่อนที่ปิดแผลได้เร็วกว่าเมื่อพื้นแผลไม่แห้งกรัง แผลที่ปิดอย่างเหมาะสมจะหายเร็วขึ้นราวร้อยละ 30–50 เจ็บน้อยกว่า และเกิดรอยแผลเป็นน้อยกว่าแผลที่ปล่อยให้แห้งตกสะเก็ดเอง การปิดแผลยังกันฝุ่นและการเสียดสีระหว่างวันได้ด้วย ข้อสำคัญคือ "ชุ่มชื้น" ไม่ได้แปลว่าแฉะ ถ้าผิวรอบแผลขาวยุ่ยแสดงว่าวัสดุซับน้ำเหลืองไม่พอ ต้องเปลี่ยนไปใช้ชนิดที่ซับได้มากขึ้น เช่น แผ่นโฟม ไม่ใช่กลับไปเปิดแผลทิ้งไว้
แผลถลอกทํายังไงให้หายเร็ว
สามอย่างที่มีผลจริง คือ ล้างให้สะอาดตั้งแต่ชั่วโมงแรกด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดปริมาณมาก ปิดแผลให้ชุ่มชื้นด้วยวัสดุที่เหมาะกับปริมาณน้ำเหลือง และไม่แกะสะเก็ดหรือเปิดแผลให้แห้งสลับเปียก นอกจากนี้ควรกินโปรตีนให้พอ งดสูบบุหรี่ซึ่งลดเลือดที่ไปเลี้ยงแผลอย่างชัดเจน และคุมน้ำตาลให้ดีในผู้ป่วยเบาหวาน แผลถลอกตื้นมักปิดใน 3–7 วัน ส่วนแผลที่ลึกถึงหนังแท้ใช้เวลา 10–14 วัน สิ่งที่ไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นเลยคือการทายาแรง ๆ การพอกสมุนไพร และการเป่าให้แผลแห้ง
แผลถลอกควรทายาอะไร?
ในแผลที่ล้างสะอาดแล้วและไม่มีสัญญาณติดเชื้อ ปิโตรเลียมเจลลีบริสุทธิ์ทาบาง ๆ ก็เพียงพอ มีการศึกษาพบว่าให้ผลการหายไม่ด้อยกว่ายาปฏิชีวนะทา โดยไม่มีความเสี่ยงเรื่องแพ้สัมผัสหรือเชื้อดื้อยา ส่วนยาปฏิชีวนะชนิดทาที่ใช้บ่อยคือ มิวพิโรซิน 2% (mupirocin) ทาวันละ 3 ครั้ง นาน 5–7 วัน หรือ กรดฟิวสิดิก 2% (fusidic acid) ทาวันละ 2–3 ครั้ง ไม่เกิน 7 วัน ใช้เมื่อแผลสกปรกหรือเริ่มมีสะเก็ดเหลือง ควรระวังยาทาที่มีนีโอมัยซินหรือบาซิเทรซิน เพราะเป็นสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัสที่พบบ่อย ถ้าแผลคันแดงมากขึ้นหลังทา ให้สงสัยการแพ้ยาทา การเลือกยาที่เหมาะกับแผลแต่ละรายเป็นการตัดสินใจของแพทย์
เป็นแผลถลอกต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม
ส่วนใหญ่ไม่ต้อง การกินยาปฏิชีวนะเผื่อไว้ในแผลสะอาดไม่ได้ลดการติดเชื้อ แต่เพิ่มโอกาสเชื้อดื้อยา ผื่นแพ้ยา และท้องเสีย กรณีที่แพทย์มักพิจารณาให้ยาชนิดรับประทาน คือแผลที่ติดเชื้อชัดเจนแล้ว แผลจากสัตว์กัดหรือคนกัด แผลปนเปื้อนดินหรือน้ำสกปรก และแผลในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ยาที่ใช้บ่อยคือ คล็อกซาซิลลิน 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน หรือ เซฟาเล็กซิน 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ผู้ที่แพ้เพนิซิลลินมักใช้คลินดามัยซิน 300 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง สิ่งที่ชี้ว่าได้ผลคือขอบแดงหดและไข้ลดภายใน 48–72 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ต้องสั่งโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อกินเองหรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน
เป็นแผลถลอกอาบน้ำได้ไหม
อาบน้ำได้ตั้งแต่วันแรก และควรอาบ เพราะความสะอาดของผิวรอบแผลมีผลต่อการติดเชื้อ วิธีที่แนะนำคือใช้วัสดุปิดแผลชนิดกันน้ำ หรือถอดวัสดุออกแล้วให้น้ำสะอาดไหลผ่านแผลสั้น ๆ ไม่แช่ ไม่ขัด และไม่ถูสบู่ลงบนพื้นแผลโดยตรง เสร็จแล้วซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดแล้วปิดแผลใหม่ทันที สิ่งที่ต้องรอคือการแช่อ่าง ออนเซ็น สระว่ายน้ำ ทะเล และแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งควรรอจนแผลปิดสนิทและไม่มีน้ำเหลืองแล้ว โดยทั่วไปประมาณ 7–14 วัน เพราะน้ำนิ่งและน้ำที่ใช้ร่วมกันมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อการติดเชื้อในแผลเปิดได้
แผลถลอก ห้ามกินอะไร
ในทางการแพทย์แทบไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหารสำหรับแผลถลอกทั่วไป ความเชื่อที่ว่าห้ามกินไข่เพราะแผลจะนูน หรือห้ามกินของหมักดองและอาหารทะเลเพราะแผลจะเป็นหนอง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ข้อจำกัดจริงมีเฉพาะในผู้ที่แพ้อาหารชนิดนั้นอยู่แล้ว ในทางกลับกัน สิ่งที่ควรกินให้พอคือโปรตีน เพราะร่างกายใช้เป็นวัตถุดิบสร้างคอลลาเจนซ่อมแผลโดยตรง ร่วมกับวิตามินซีและสังกะสีจากอาหารครบหมู่ ผู้ที่ได้โปรตีนไม่พอต่างหากที่แผลหายช้ากว่าคนอื่นอย่างชัดเจน สิ่งที่ควรงดจริง ๆ คือบุหรี่ ซึ่งลดเลือดที่ไปเลี้ยงแผลและทำให้แผลหายช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 14 กันยายน 2569

ความคิดเห็น