แผลเรื้อรัง (Chronic Wounds): เมื่อแผลไม่ยอมหาย สาเหตุและการดูแลที่ถูกวิธี
- 18 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
แผลเรื้อรัง (Chronic Wounds) หมายถึงแผลที่ไม่หายภายใน 3 เดือน แม้จะได้รับการดูแลตามมาตรฐานแล้ว โรคนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ทั้งความเจ็บปวด ค่าใช้จ่ายในการรักษา และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ในประเทศไทยที่มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมาก แผลเรื้อรังโดยเฉพาะที่เท้าจึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ บทความนี้อธิบายชนิดของแผล สาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย หลักการดูแลแผลสมัยใหม่ และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
ชนิดของแผลเรื้อรังที่พบบ่อย
แผลเรื้อรังแบ่งตามสาเหตุหลักได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่:
Diabetic Foot Ulcer (DFU) — แผลที่เท้าจากเบาหวาน เกิดจากเส้นประสาทและหลอดเลือดเสื่อม เป็นสาเหตุหลักของการตัดขาในประเทศไทย
Venous Leg Ulcer (VLU) — แผลที่ข้อเท้าจากหลอดเลือดดำที่ไม่สามารถส่งเลือดกลับหัวใจได้ดี พบบ่อยในผู้หญิงและคนที่ยืนนาน
Pressure Ulcer / Bedsore — แผลกดทับในผู้นอนติดเตียง เกิดจากการกดทับต่อเนื่องบริเวณปุ่มกระดูก
สาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย
กระบวนการสมานแผลปกติต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายระบบ ปัจจัยที่รบกวนกระบวนการนี้ ได้แก่:
เบาหวาน — ควบคุมน้ำตาลไม่ดี ทำให้ยับยั้งการทำงานของเซลล์ที่ซ่อมแซมแผล
การติดเชื้อ — การติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรัง โดยเฉพาะ biofilm ที่ยากต่อการกำจัด
เลือดไปเลี้ยงน้อย — การไหลเวียนเลือดไม่ดี ทำให้ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงแผลไม่พอ
โภชนาการ — ภาวะทุพโภชนาการ ขาดโปรตีน วิตามินซี และสังกะสี (zinc)
แรงกดและความชื้น — การกดทับต่อเนื่อง หรือแผลถูกความชื้นและแรงเสียดสีเป็นเวลานาน
หลักการดูแลแผลสมัยใหม่ — TIME Framework
มาตรฐานการดูแลแผลเรื้อรังในปัจจุบันใช้หลัก TIME:
T (Tissue) — กำจัดเนื้อตายออก (debridement) เพื่อให้เนื้อดีงอกใหม่
I (Infection/Inflammation) — รักษาการติดเชื้อและควบคุมการอักเสบ
M (Moisture balance) — รักษาความชื้นของแผลให้พอดี ไม่แห้งเกินหรือชื้นเกิน
E (Edge) — กระตุ้นขอบแผลให้งอกเข้ามาปิดแผล
วัสดุปิดแผลสมัยใหม่
แพทย์ผิวหนังและศัลยแพทย์เลือกใช้วัสดุปิดแผลหลายชนิดตามสภาพแผล:
Hydrocolloid dressing — ดูดซับสารคัดหลั่งและรักษาความชื้น เหมาะกับแผลเรื้อรังทั่วไป
Alginate dressing — ดูดซับน้ำเหลืองได้มาก เหมาะกับแผลที่มีน้ำเหลืองมาก
Foam dressing — ช่วยกันแรงกด เหมาะกับแผลกดทับ
Negative Pressure Wound Therapy (NPWT) — เครื่องดูดสุญญากาศช่วยกระตุ้นการงอกของเนื้อเยื่อ
การรักษาเฉพาะทางสำหรับแผลเรื้อรัง
Debridement — การตัดเนื้อตายออก อาจทำโดยศัลยแพทย์หรือพยาบาลเฉพาะทาง
Hyperbaric Oxygen Therapy — เพิ่มออกซิเจนให้แผลในกรณีแผลเบาหวานที่เท้า
Skin Graft — ปลูกถ่ายผิวหนังในแผลขนาดใหญ่
Growth factors — เช่น becaplermin gel เพื่อกระตุ้นการงอกของเนื้อเยื่อ
สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์
ควรรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการต่อไปนี้:
การอักเสบลุกลาม — แผลบวมแดงและร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การติดเชื้อ — มีกลิ่นเหม็นหรือหนองเพิ่มขึ้น
สัญญาณอันตราย — มีเส้นแดงลามออกจากแผล ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis)
อาการทั่วร่างกาย — ไข้สูง หรือแผลขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลเรื้อรัง
แผลแบบไหนเรียกว่าแผลเรื้อรัง? แผลที่ไม่หายภายใน 3 เดือนแม้ดูแลตามมาตรฐานแล้ว มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน โรคหลอดเลือด และผู้นอนติดเตียง ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย
ทำไมแผลของผู้ป่วยเบาหวานถึงหายยาก? เพราะน้ำตาลในเลือดสูงยับยั้งการทำงานของเซลล์ซ่อมแซมแผล ร่วมกับเส้นประสาทและหลอดเลือดที่เสื่อม ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงแผลไม่พอและติดเชื้อง่าย
ควรทำแผลเรื้อรังเองที่บ้านได้ไหม? แผลเล็กน้อยอาจดูแลตามคำแนะนำแพทย์ได้ แต่แผลเรื้อรังควรได้รับการประเมินและวางแผนโดยแพทย์ เพราะการเลือกวัสดุปิดแผลและการกำจัดเนื้อตายต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ
แผลเรื้อรังป้องกันได้ไหม? ป้องกันได้ด้วยการควบคุมเบาหวานให้ดี ดูแลผิวและเท้าไม่ให้เกิดแผล ทำความสะอาดและดูแลแผลสดอย่างถูกวิธี และพบแพทย์เร็วเมื่อมีแผลที่หายช้า
แผลเรื้อรังที่ไม่หายไม่ควรปล่อยไว้ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงและการสูญเสียอวัยวะ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีแผลที่หายช้า โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น