ผื่นรูปเหรียญ (Nummular eczema) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ วิธีแยกจากกลาก ยาทา ยากิน และทำไมชอบกลับมาเป็นซ้ำ
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
ผื่นรูปเหรียญ (nummular eczema หรือ nummular dermatitis) คือโรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่ผื่นมีขอบเขตชัด เป็นวงกลมหรือวงรีขนาดประมาณเหรียญ 1–10 เซนติเมตร คันมาก และมักเป็น ๆ หาย ๆ แบบเรื้อรัง ผื่นชนิดนี้ไม่ใช่เชื้อรา ไม่ติดต่อจากคนสู่คน และพบบ่อยที่หน้าแข้ง แขน หลังมือ และลำตัว
คนส่วนใหญ่มาพบแพทย์เพราะคิดว่าเป็นกลาก แล้วซื้อยาทาฆ่าเชื้อราหรือยาทาสูตรผสมมาทาเองหลายสัปดาห์โดยผื่นไม่ยุบ บางคนผื่นกลับหนาขึ้นและลามเพิ่ม บทความนี้แยกผื่นรูปเหรียญออกเป็น 7 แบบที่แพทย์ผิวหนังเจอบ่อย บอกวิธีแยกจากกลากและสะเก็ดเงิน พร้อมชื่อยาที่แพทย์ใช้จริง ความแรง ระยะเวลาที่ควรดีขึ้น และเหตุผลที่ผื่นชอบกลับมาเป็นซ้ำ
ผื่นรูปเหรียญ หน้าตาเป็นแบบไหน
ผื่นรูปเหรียญมีลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้แพทย์แยกจากโรคอื่นได้ตั้งแต่การดูด้วยตา
รูปร่าง: วงกลมหรือวงรี ขอบชัด สีเหมือนกันทั้งวง ไม่มีตรงกลางจางแบบกลาก
ขนาด: ส่วนใหญ่ 1–4 เซนติเมตร บางวงขยายถึง 10 เซนติเมตร
จำนวน: มักมีหลายวง กระจายทั้งสองข้างของร่างกาย พบตั้งแต่ 1–2 วงจนถึงหลายสิบวง
ผิวของผื่น: ช่วงแรกเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ หรือตุ่มน้ำมารวมกัน อาจมีน้ำเหลืองซึม ช่วงหลังจะแห้ง เป็นขุย และหนาขึ้นจากการเกา
อาการ: คันมาก บางรายแสบร้อน คันมากขึ้นตอนกลางคืนและหลังอาบน้ำร้อน
ตำแหน่งที่พบบ่อย: หน้าแข้งและขาส่วนล่าง หลังเท้า แขน หลังมือ และลำตัว ไม่ค่อยพบที่ใบหน้าและหนังศีรษะ
ผื่นรูปเหรียญ เกิดจากอะไร
ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่แพทย์ผิวหนังพบปัจจัยร่วมที่ชัดเจนหลายข้อ และในผู้ป่วยแต่ละคนมักมีมากกว่าหนึ่งข้อ
ผิวแห้ง (xerosis): เป็นปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด ผื่นจึงกำเริบในหน้าหนาว ช่วงอากาศแห้ง และคนที่นั่งในห้องแอร์ทั้งวัน
อาบน้ำร้อนและใช้สบู่แรง: ทำให้ไขมันที่ผิวหลุดออก ผิวเสียหน้าที่ป้องกัน
ผิวบาดเจ็บ: แผลถลอก แมลงกัด รอยไหม้จากสารเคมี บางรายผื่นเริ่มตรงจุดที่เคยเป็นแผล
เชื้อแบคทีเรียบนผิว: เชื้อ Staphylococcus aureus พบบนผื่นรูปเหรียญได้บ่อย และทำให้ผื่นอักเสบมีน้ำเหลือง
การแพ้สารสัมผัส: เช่น นิกเกิล โครเมต น้ำหอม ยาทาที่มีนีโอมัยซิน (neomycin) ในบางการศึกษาพบผลทดสอบแพ้สารสัมผัสเป็นบวกราว 1 ใน 3 ของผู้ป่วย
การไหลเวียนเลือดที่ขาไม่ดี: ในผู้สูงอายุที่มีเส้นเลือดขอด ขาบวม ผื่นที่หน้าแข้งจะหายช้า
ยาบางชนิด: มีรายงานผื่นรูปเหรียญหลังใช้ยาไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) อินเตอร์เฟอรอน (interferon) และยากลุ่ม TNF inhibitors
ภูมิแพ้: ในเด็กและวัยรุ่น ผื่นรูปเหรียญมักเกิดร่วมกับ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)
ผื่นรูปเหรียญพบได้ทุกวัย แต่มี 2 ช่วงที่พบมากคือผู้ชายอายุ 50–70 ปี และผู้หญิงวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น
ผื่นรูปเหรียญ ติดต่อไหม
ไม่ติดต่อ ผื่นรูปเหรียญเป็นการอักเสบของผิวหนังเอง ไม่ใช่การติดเชื้อที่แพร่ไปสู่คนอื่น การใช้ผ้าเช็ดตัวหรือนอนเตียงเดียวกันไม่ทำให้คนในบ้านเป็นผื่นตาม ข้อยกเว้นเดียวคือผื่นที่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกจนเป็นสะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง ช่วงนั้นควรแยกผ้าเช็ดตัวจนกว่าจะรักษาการติดเชื้อเสร็จ
เช็กเร็ว 5 ข้อ ผื่นของคุณใช่ผื่นรูปเหรียญไหม
ผื่นเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบชัด สีแดงเท่ากันทั้งวง ตรงกลางไม่จางลง
มีหลายวง และขึ้นทั้งสองข้าง เช่น หน้าแข้งทั้งซ้ายและขวา
คันมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือหลังอาบน้ำ
ผิวรอบ ๆ ผื่นแห้ง หรือเป็นในช่วงอากาศเย็นและแห้ง
ทายาฆ่าเชื้อรามาแล้ว 2–4 สัปดาห์ ผื่นไม่ยุบ
ถ้าตรง 3 ข้อขึ้นไป มีโอกาสเป็นผื่นรูปเหรียญ แต่ยังต้องให้แพทย์ตรวจยืนยัน เพราะกลาก สะเก็ดเงิน และโรคผิวหนังบางชนิดที่ต้องตัดชิ้นเนื้อตรวจ มีหน้าตาคล้ายกันได้
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 1 แบบเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำ น้ำเหลืองซึม
ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กขนาด 1–2 มิลลิเมตรและตุ่มน้ำใสมารวมกันเป็นวง ผิวเปียก มีน้ำเหลืองซึม แล้วแห้งเป็นสะเก็ด
สาเหตุ: ผิวอักเสบรุนแรงช่วงแรก มักตามหลังผิวแห้งจัด แผลถลอก หรือแมลงกัด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง คันมากจนนอนไม่หลับ และเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกถ้าเกา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: น้ำเหลืองซึมมากกว่า 2–3 วัน ผื่นลามเร็ว หรือเริ่มมีสะเก็ดสีเหลือง ควรพบแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์
ระยะนี้แพทย์มักให้ประคบเปียกด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง ก่อนทายาสเตียรอยด์ชนิดครีม เพื่อให้ผิวแห้งเร็วขึ้น
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 2 แบบเรื้อรัง ผื่นหนา แห้ง เป็นขุย
ลักษณะ: วงผื่นนูนหนา สีแดงคล้ำหรือน้ำตาล ผิวเป็นขุยแห้ง บางวงหนาจนเห็นลายผิวชัด (lichenification)
สาเหตุ: ผื่นที่เป็นนานหลายสัปดาห์ร่วมกับการเกาซ้ำ ทำให้ผิวหนาขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่ตอบสนองต่อยาทาความแรงต่ำได้ไม่ดี มักต้องใช้ยาแรงขึ้นและนานขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาที่มีอยู่แล้ว 2 สัปดาห์ผื่นไม่บางลง หรือวงผื่นวงเดียวที่ไม่ยุบเลยเกิน 2–3 เดือน
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 3 ที่หน้าแข้งและขา ในผู้สูงอายุ
ลักษณะ: หลายวงกระจายที่หน้าแข้งทั้งสองข้าง ผิวรอบผื่นแห้งแตกเป็นลายคล้ายเกล็ด บางรายมีขาบวมหรือเส้นเลือดขอดร่วมด้วย
สาเหตุ: ผิวแห้งตามวัย ไขมันในผิวลดลงหลังอายุ 50 ปี ร่วมกับการไหลเวียนเลือดดำที่ขาไม่ดี
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: หายช้ากว่าที่อื่น เพราะผิวขาบางและเลือดไหลเวียนน้อย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ขาบวมข้างเดียว แดงร้อนและเจ็บ มีแผลเปิด หรือมีไข้ ต้องพบแพทย์ทันทีเพื่อตัดโรค เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis)
ผื่นกลุ่มนี้มักซ้อนกับ ผื่นที่ขาจากเลือดไหลเวียนไม่ดีและผิวแห้งแตก การรักษาจึงต้องรวมการยกขาสูง การใส่ถุงน่องตามคำแนะนำของแพทย์ และการทาครีมบำรุงอย่างจริงจัง
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 4 ที่หลังมือและนิ้ว
ลักษณะ: วงผื่นขนาด 1–3 เซนติเมตรที่หลังมือ หลังนิ้ว หรือข้อนิ้ว ผิวแห้ง แตก บางครั้งมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ
สาเหตุ: ล้างมือบ่อย สัมผัสน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก แอลกอฮอล์ล้างมือ หรือแพ้นิกเกิลจากแหวนและเครื่องมือ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: กระทบชีวิตประจำวันมาก เพราะมือต้องโดนน้ำตลอด ผื่นจึงกำเริบซ้ำ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นเป็นนานเกิน 3 เดือน หรือสงสัยว่าแพ้สารจากงาน ควรตรวจภูมิแพ้แบบแปะผิวหนัง (patch test)
ผื่นที่มือแบบตุ่มน้ำใสลึกที่ด้านข้างนิ้วและฝ่ามือเป็นอีกโรคหนึ่ง อ่านแยกได้ที่ ตุ่มน้ำใสฝ่ามือฝ่าเท้า (pompholyx)
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 5 ในเด็กและวัยรุ่นที่มีภูมิแพ้
ลักษณะ: วงผื่นที่แขน ขา หรือลำตัว ร่วมกับผื่นภูมิแพ้ตามข้อพับ ผิวแห้งทั้งตัว และมักมีประวัติภูมิแพ้จมูกหรือหอบหืด
สาเหตุ: ผิวที่มีภาวะภูมิแพ้ผิวหนังอยู่เดิม ผื่นบางวงจึงออกมาเป็นรูปเหรียญแทนแบบทั่วไป
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ดื้อต่อยาทาความแรงต่ำได้มากกว่าผื่นภูมิแพ้ทั่วไป
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เด็กเกาจนนอนไม่หลับ ผื่นมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ดสีเหลือง หรือผื่นเป็นตุ่มน้ำกระจายร่วมกับไข้
การดูแลผิวในเด็กใช้หลักเดียวกับ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก (eczema) โดยแพทย์จะเลือกความแรงของยาตามอายุและตำแหน่งผื่น
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 6 ที่มีเชื้อแบคทีเรียแทรก
ลักษณะ: วงผื่นที่มีสะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้งแห้ง มีหนองเล็ก ๆ เจ็บมากกว่าคัน และผื่นลามเร็วผิดปกติ
สาเหตุ: เชื้อ Staphylococcus aureus เพิ่มจำนวนบนผิวที่อักเสบและถูกเกา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องรักษาการติดเชื้อร่วมด้วย ถ้าทาแต่สเตียรอยด์อย่างเดียว ผื่นจะไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ภายใน 1–3 วันเมื่อเห็นสะเก็ดเหลืองหรือหนอง และทันทีถ้ามีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือผิวแดงร้อนลามออกนอกวง
ผื่นรูปเหรียญแบบที่ 7 จากยาหรือสารที่สัมผัส
ลักษณะ: วงผื่นหลายวงที่เกิดภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนหลังเริ่มยาใหม่ หรือผื่นที่เป็นเฉพาะจุดที่สัมผัสสาร เช่น ใต้หัวเข็มขัด ใต้นาฬิกา
สาเหตุ: ยาไอโซเตรติโนอินที่ทำให้ผิวแห้งจัด ยาอินเตอร์เฟอรอน ยากลุ่ม TNF inhibitors หรือการแพ้สารสัมผัส เช่น นิกเกิล น้ำหอม ยาทาที่มีนีโอมัยซิน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: มักไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่หยุดหรือปรับสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ผื่นจะกลับมาเรื่อย ๆ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่สงสัยว่าผื่นสัมพันธ์กับยา ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยาก่อน ผื่นที่สงสัยว่าแพ้สารสัมผัสอ่านต่อได้ที่ ผื่นภูมิแพ้สัมผัส (contact dermatitis)
ผื่นรูปเหรียญ ต่างจากกลากยังไง
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด เพราะยารักษาสองโรคนี้ต่างกันคนละทาง ใช้ผิดแล้วผื่นแย่ลงได้ทั้งสองแบบ
กลาก (tinea corporis): ขอบวงนูนแดงเป็นขุย ตรงกลางจางกว่าขอบ วงขยายออกช้า ๆ มักมีวงเดียวหรือไม่กี่วง ติดต่อได้ ขูดขุยส่องกล้องจะเห็นเส้นใยเชื้อรา
ผื่นรูปเหรียญ: สีแดงเท่ากันทั้งวง ไม่มีตรงกลางจาง มักหลายวงและขึ้นสองข้าง ไม่ติดต่อ ขูดขุยตรวจไม่พบเชื้อรา
ทำไมห้ามทายาสเตียรอยด์ใส่กลาก: สเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันของผิว เชื้อราจึงลามกว้างขึ้นและหน้าตาเปลี่ยนไปจนวินิจฉัยยาก (tinea incognito) รายละเอียดอยู่ใน กลาก เกิดจากอะไร วิธีแยกจากผื่นภูมิแพ้
ทำไมยาฆ่าเชื้อราไม่ช่วยผื่นรูปเหรียญ: เพราะผื่นไม่ได้เกิดจากเชื้อรา ส่วนยาทาสูตรผสมที่มีทั้งสเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อรา และยาปฏิชีวนะในหลอดเดียว ทำให้ผื่นยุบชั่วคราวแล้วกลับมา และเพิ่มโอกาสแพ้ส่วนผสมในยา
วิธีที่แน่นอนที่สุดคือให้แพทย์ขูดขุยส่องกล้องหาเชื้อรา (KOH examination) ซึ่งทำได้ในห้องตรวจและรู้ผลภายในไม่กี่นาที
ผื่นรูปเหรียญ ต่างจากโรคอื่นที่เป็นวงกลมอย่างไร
สะเก็ดเงิน (psoriasis): ขุยหนาสีขาวเงิน ชอบขึ้นที่ข้อศอก หัวเข่า หนังศีรษะ เล็บอาจเป็นหลุม อ่านต่อที่ สะเก็ดเงิน เกิดจากอะไร
ผื่นวงแหวนไม่ติดเชื้อ (granuloma annulare): ขอบเป็นตุ่มเรียบ ไม่มีขุย ไม่ค่อยคัน ชอบขึ้นหลังมือหลังเท้า อ่านต่อที่ granuloma annulare ผื่นวงแหวน
ผื่นกุหลาบ (pityriasis rosea): เริ่มจากวงใหญ่วงเดียวก่อน 1–2 สัปดาห์ แล้วผื่นวงรีเล็กขึ้นตามลำตัวเรียงตามแนวซี่โครง หายเองใน 6–8 สัปดาห์
แผลพุพอง (impetigo): สะเก็ดเหลืองตั้งแต่แรก พบบ่อยในเด็ก ติดต่อได้
ผื่นแพ้สัมผัส: ผื่นอยู่ตรงตำแหน่งที่สัมผัสสาร ขอบเป็นรูปตามวัตถุ
มะเร็งผิวหนังชนิดผิวตื้น (Bowen's disease) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนัง (mycosis fungoides): พบน้อย แต่ต้องคิดถึงเมื่อเป็นวงเดียวที่ไม่ยุบเลยหลังรักษาถูกต้อง 2–3 เดือน แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อตรวจ
แพทย์ตรวจวินิจฉัยผื่นรูปเหรียญอย่างไร
ส่วนใหญ่วินิจฉัยได้จากการดูลักษณะผื่นและซักประวัติ แต่แพทย์อาจตรวจเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ขูดขุยส่องกล้องหาเชื้อรา (KOH): ทุกครั้งที่ผื่นมีขุยและยังแยกจากกลากไม่ได้
เพาะเชื้อแบคทีเรีย: เมื่อมีหนอง สะเก็ดเหลือง หรือผื่นไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อชุดแรก
ทดสอบภูมิแพ้แบบแปะผิวหนัง (patch test): เมื่อผื่นเป็นซ้ำหลายครั้ง ผื่นที่มือ หรือสงสัยแพ้สารสัมผัส แปะสารทดสอบที่หลัง 48 ชั่วโมงแล้วอ่านผลอีกครั้งในวันที่ 3–4
ตัดชิ้นเนื้อตรวจ (skin biopsy): เมื่อรักษาถูกต้องแล้ว 2–3 เดือนผื่นไม่ดีขึ้น หรือผื่นมีลักษณะไม่เข้ากับผื่นรูปเหรียญ
ผื่นรูปเหรียญ ใช้ยาทาอะไร
ผื่นรูปเหรียญมักต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์ความแรงสูงกว่าผื่นภูมิแพ้ทั่วไป เพราะผื่นหนาและขอบชัด ยาความแรงต่ำแบบที่ขายทั่วไปมักไม่พอ การเลือกยาเป็นการตัดสินของแพทย์ ตัวอย่างแนวทางที่ใช้กันมีดังนี้
ยาทาสเตียรอยด์ความแรงปานกลางถึงสูง (ยาหลัก)
โมเมทาโซน ฟูโรเอต (mometasone furoate) 0.1%: ทาบาง ๆ วันละ 1 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ใช้บ่อยกับผื่นที่แขน ขา ลำตัว
เบตาเมทาโซน วาเลอเรต (betamethasone valerate) 0.1%: วันละ 1–2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์
โคลเบตาซอล โพรพิโอเนต (clobetasol propionate) 0.05%: ความแรงสูงมาก สำหรับวงผื่นหนาที่ขาหรือหลังมือ ใช้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ต่อรอบ และไม่ควรเกิน 50 กรัมต่อสัปดาห์ ห้ามใช้ที่หน้า ข้อพับ และขาหนีบ
รูปแบบยาและวิธีทา
ผื่นเปียกมีน้ำเหลือง ใช้ชนิดครีม ส่วนผื่นแห้งหนาใช้ชนิดขี้ผึ้ง (ointment) ซึ่งซึมเข้าผิวได้ดีกว่า
ปริมาณใช้หน่วยปลายนิ้ว (fingertip unit) ยาที่บีบยาวเท่าข้อนิ้วชี้ข้อสุดท้าย 1 หน่วย ทาได้พื้นที่ประมาณ 2 ฝ่ามือ
ผื่นหนามาก แพทย์อาจให้ทายาแล้วปิดด้วยพลาสติกหรือผ้าเปียกทับ (occlusion หรือ wet wrap) ช่วงสั้น ๆ เพื่อให้ยาซึมลึกขึ้น
เมื่อผื่นแบนราบและหายคันแล้ว แพทย์จะค่อย ๆ ลดความถี่ เช่น วันเว้นวัน 1–2 สัปดาห์ ก่อนหยุด ไม่ควรหยุดทันทีเมื่อผื่นเพิ่งจาง
ยาทากลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์
ทาโครลิมัส (tacrolimus) 0.1% ชนิดขี้ผึ้ง: ใช้ช่วงผื่นดีขึ้นแล้ว หรือทาวันละ 2 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 วันตรงจุดที่เคยเป็นบ่อย เพื่อลดการกำเริบ อาจแสบร้อนช่วง 3–7 วันแรก
ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (เฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแทรก)
มูพิโรซิน (mupirocin) 2% หรือกรดฟิวซิดิก (fusidic acid) 2%: วันละ 2–3 ครั้ง 5–7 วัน เฉพาะวงที่มีสะเก็ดเหลือง ไม่ควรทาต่อเนื่องนานเพราะเชื้อดื้อยาได้
เลือกยาทาให้ถูกกลุ่มอ่านเพิ่มที่ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก
ผื่นรูปเหรียญ กินยาอะไร
ผื่นส่วนใหญ่คุมได้ด้วยยาทาและการดูแลผิว ยากินใช้ในสถานการณ์เฉพาะ
ยาแก้แพ้ชนิดง่วงก่อนนอน: เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) 4 มิลลิกรัม หรือไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) 10–25 มิลลิกรัม ช่วยให้หลับและลดการเกาตอนกลางคืน ยาแก้แพ้ไม่ได้ทำให้ผื่นยุบโดยตรง ดูรายละเอียดที่ ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี
ยาปฏิชีวนะชนิดกิน: เช่น เซฟาเลกซิน (cephalexin) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือไดคลอกซาซิลลิน (dicloxacillin) นาน 7–10 วัน เมื่อผื่นติดเชื้อหลายวงหรือมีไข้
ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน: ใช้น้อยมากและสั้นที่สุด เพราะหยุดยาแล้วผื่นมักกลับมาแรงกว่าเดิม (rebound)
ยากดภูมิสำหรับผื่นรุนแรงหรือเป็นทั่วตัว: เช่น เมโทเทรกเซต (methotrexate) 7.5–15 มิลลิกรัมสัปดาห์ละครั้ง หรือไซโคลสปอริน (cyclosporine) 3–5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ต้องเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ ไต และเม็ดเลือดเป็นระยะ ในผู้ที่มีภูมิแพ้ผิวหนังร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณายาฉีดดูพิลูแมบ (dupilumab)
นอกจากยา โรงพยาบาลที่มีเครื่องฉายแสงอาจใช้การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงแคบ (narrowband UVB) สัปดาห์ละ 2–3 ครั้งสำหรับผื่นที่เป็นกว้างและดื้อต่อยาทา
ผื่นรูปเหรียญ กี่วันหาย
อาการคัน: มักลดลงภายใน 3–7 วันหลังเริ่มยาทาที่แรงพอ
ผื่นแบนราบลง: ส่วนใหญ่ 2–4 สัปดาห์ ผื่นที่หน้าแข้งในผู้สูงอายุอาจใช้ 4–8 สัปดาห์
รอยดำหลังผื่นยุบ: คนผิวคล้ำมักมีรอยสีน้ำตาลค้าง 3–6 เดือน ค่อย ๆ จางเอง
การกลับมาเป็นซ้ำ: พบบ่อย ผู้ป่วยจำนวนมากมีผื่นเป็น ๆ หาย ๆ หลายเดือนถึงหลายปี โดยเฉพาะในหน้าหนาว และมักขึ้นตรงตำแหน่งเดิม
ทำไมผื่นรูปเหรียญชอบกลับมาเป็นซ้ำ
หยุดยาเร็วเกินไป ตอนที่ผื่นจางแต่การอักเสบใต้ผิวยังไม่สงบ
ใช้ยาความแรงต่ำเกินไป ผื่นแค่ยุบบางส่วนแล้วหนากลับ
ยังอาบน้ำร้อน ใช้สบู่ก้อนแรง และไม่ทาครีมบำรุงหลังผื่นหาย
ยังสัมผัสสารที่แพ้อยู่โดยไม่รู้ตัว เช่น หัวเข็มขัดนิกเกิล น้ำหอมในโลชั่น
มีเชื้อแบคทีเรียแทรกที่ยังไม่ได้รักษา
ผิวขาแห้งจากการไหลเวียนเลือดไม่ดีที่ยังไม่ได้แก้
วิธีดูแลผิวเพื่อลดการกำเริบ
อาบน้ำอุ่น ไม่ร้อน ไม่เกิน 5–10 นาที วันละ 1–2 ครั้ง
เปลี่ยนสบู่ก้อนเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม ใช้เฉพาะจุดที่มีเหงื่อหรือคราบสกปรก
ทาครีมบำรุงภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ขณะผิวยังหมาด วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง ผู้ใหญ่ใช้ราว 250–500 กรัมต่อสัปดาห์ถ้าผิวแห้งทั้งตัว วิธีเลือกส่วนผสมอ่านที่ ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง
ทายาสเตียรอยด์ก่อน รอ 15–30 นาที แล้วค่อยทาครีมบำรุงทับ ในวันที่ยังใช้ยาอยู่
ตัดเล็บสั้น ใช้การกดหรือประคบเย็นแทนการเกา
ใส่เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม เลี่ยงผ้าขนสัตว์และผ้าใยสังเคราะห์ที่ระคายผิว
ตั้งแอร์ไม่ให้เย็นจัด และวางแก้วน้ำหรือเครื่องเพิ่มความชื้นในห้องนอนช่วงหน้าหนาว
ผู้ที่มีขาบวม ยกขาสูงระดับหัวใจช่วงพัก 15–30 นาที วันละหลายครั้ง
ผิวแห้งเป็นต้นเหตุหลักของผื่นชนิดนี้ อ่านวิธีดูแลแบบละเอียดได้ที่ ผิวแห้งแตก (xerosis) สาเหตุและวิธีดูแล
ผื่นรูปเหรียญ ห้ามกินอะไร
ไม่มีอาหารชนิดใดที่พิสูจน์ว่าทำให้เกิดผื่นรูปเหรียญในคนทั่วไป การงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีผลตรวจยืนยันไม่ช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้น และอาจทำให้ขาดสารอาหาร ข้อที่ควรรู้มีดังนี้
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก พบผื่นรูปเหรียญได้บ่อยกว่าและผื่นกำเริบง่ายกว่า การลดแอลกอฮอล์จึงมีประโยชน์
ผู้ที่แพ้นิกเกิลรุนแรงบางรายอาจผื่นกำเริบจากอาหารที่มีนิกเกิลสูง แต่ควรให้แพทย์ยืนยันด้วย patch test ก่อนเปลี่ยนอาหาร
ดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยเรื่องผิวโดยรวม แต่ไม่ทดแทนการทาครีมบำรุง
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
มีไข้ ผิวแดงร้อนลามออกนอกวงผื่น หรือมีเส้นแดงวิ่งขึ้นตามแขนขา
ผื่นมีหนอง สะเก็ดสีเหลืองหนา หรือเจ็บมากกว่าคัน
ตุ่มน้ำใสกระจายเร็วรอบผื่นพร้อมไข้ ในคนที่มีภูมิแพ้ผิวหนัง อาจเป็นการติดเชื้อเริมแทรก (eczema herpeticum)
ผื่นกระจายทั่วตัวภายในไม่กี่วัน
วงผื่นวงเดียวที่ไม่ยุบเลยหลังรักษาถูกต้อง 2–3 เดือน มีแผลแตก หรือมีเลือดออกง่าย
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องผื่นรูปเหรียญ
"ผื่นวงกลมคือกลากทุกครั้ง": ไม่จริง ผื่นวงกลมมีได้หลายโรค และผื่นรูปเหรียญเป็นหนึ่งในโรคที่ถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นกลากบ่อยที่สุด
"ทายาสเตียรอยด์แล้วผิวบาง ห้ามใช้เด็ดขาด": ยาสเตียรอยด์ที่เลือกความแรงถูกตำแหน่ง ใช้ในปริมาณและระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ปลอดภัยและจำเป็นสำหรับโรคนี้ ผลข้างเคียงมักเกิดจากการซื้อยาแรงมาใช้เองต่อเนื่องหลายเดือน
"ผื่นรูปเหรียญติดต่อ": ไม่ติดต่อ
"เป็นเพราะเลือดเสีย ต้องกินยาล้างพิษ": ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
"ผื่นหายแล้วไม่ต้องทาอะไรต่อ": ผิวยังไวต่อการกำเริบ ควรทาครีมบำรุงต่อเนื่องทุกวัน
สรุปสั้น ๆ
ผื่นรูปเหรียญ (nummular eczema) คือผื่นอักเสบวงกลมขอบชัด 1–10 เซนติเมตร คันมาก ไม่ใช่เชื้อราและไม่ติดต่อ
ต่างจากกลากตรงที่สีแดงเท่ากันทั้งวง ไม่มีตรงกลางจาง มักหลายวงและขึ้นสองข้าง ขูดขุยตรวจไม่พบเชื้อรา
ผิวแห้ง น้ำร้อน สบู่แรง แผลที่ผิว เชื้อแบคทีเรีย และการแพ้สารสัมผัส เป็นตัวกระตุ้นหลัก
ยาหลักคือยาทาสเตียรอยด์ความแรงปานกลางถึงสูง 2–4 สัปดาห์ ร่วมกับครีมบำรุงวันละ 2 ครั้งขึ้นไป
ผื่นกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย โดยเฉพาะหน้าหนาว การทาครีมบำรุงต่อเนื่องและลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยลดการกำเริบ
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าผื่นวงกลมที่ทายาเชื้อรามาแล้ว 2–4 สัปดาห์ไม่ยุบ ให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อขูดขุยตรวจก่อนเปลี่ยนยาเอง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องผื่นรูปเหรียญ
ผื่นรูปเหรียญ ติดต่อไหม อยู่บ้านเดียวกันจะเป็นด้วยไหม
ไม่ติดต่อ ผื่นรูปเหรียญเป็นการอักเสบของผิวหนังเอง ไม่ใช่เชื้อโรคที่แพร่ไปสู่คนอื่น การใช้ห้องน้ำ ผ้าห่ม หรือนอนเตียงเดียวกันไม่ทำให้คนในบ้านเป็นผื่นตาม คนในบ้านที่มีผื่นคล้ายกันพร้อมกันหลายคนควรนึกถึงโรคอื่น เช่น กลาก หรือหิด ซึ่งติดต่อได้ ข้อยกเว้นคือผื่นที่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกจนเป็นสะเก็ดสีเหลือง ช่วงนั้นควรแยกผ้าเช็ดตัวจนกว่าจะรักษาการติดเชื้อเสร็จ ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 5–7 วัน
ผื่นวงกลม คัน เป็นขุย ใช่กลากไหม
อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ กลากมักมีขอบนูนเป็นขุยและตรงกลางจางกว่าขอบ ส่วนผื่นรูปเหรียญสีแดงเท่ากันทั้งวง มักมีหลายวงและขึ้นทั้งสองข้าง แต่การดูด้วยตาเพียงอย่างเดียวผิดพลาดได้ วิธีที่แน่นอนคือให้แพทย์ขูดขุยส่องกล้องหาเชื้อรา ซึ่งรู้ผลภายในไม่กี่นาที ไม่ควรทายาสเตียรอยด์เองก่อนรู้ผล เพราะถ้าเป็นกลาก เชื้อราจะลามกว้างขึ้น และไม่ควรทายาฆ่าเชื้อราไปเรื่อย ๆ ถ้าทามาแล้ว 2–4 สัปดาห์ผื่นไม่ยุบ
ผื่นรูปเหรียญ ทายาอะไรดี
ยาที่แพทย์ใช้เป็นหลักคือยาทาสเตียรอยด์ความแรงปานกลางถึงสูง เช่น โมเมทาโซน ฟูโรเอต 0.1% วันละครั้ง หรือเบตาเมทาโซน วาเลอเรต 0.1% นาน 2–4 สัปดาห์ ผื่นหนาที่ขาหรือหลังมืออาจใช้โคลเบตาซอล 0.05% ระยะสั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์ ช่วงที่ผื่นดีขึ้นแล้วอาจเปลี่ยนเป็นทาโครลิมัส 0.1% เพื่อลดการกำเริบ ถ้ามีสะเก็ดเหลืองจะใช้ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วม 5–7 วัน การเลือกยาและความแรงขึ้นกับตำแหน่ง ความหนาของผื่น และอายุ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้สั่ง
ผื่นรูปเหรียญ หายเองได้ไหม
บางวงที่เล็กและบางอาจยุบเองได้เมื่ออากาศชื้นขึ้นและดูแลผิวดี แต่ส่วนใหญ่ไม่หายเองในเวลาอันสั้น และยิ่งปล่อยไว้ ผื่นยิ่งหนาจากการเกาจนรักษายากขึ้น การรักษาด้วยยาทาที่แรงพอร่วมกับครีมบำรุงทำให้อาการคันลดลงภายใน 3–7 วัน และผื่นแบนราบใน 2–4 สัปดาห์ ผื่นรูปเหรียญเป็นโรคเรื้อรังที่กลับมาได้ จึงควรดูแลผิวต่อเนื่องแม้ผื่นหายแล้ว และกลับมาพบแพทย์เมื่อผื่นเริ่มขึ้นใหม่เพื่อคุมให้เร็ว
ทำไมผื่นรูปเหรียญ ทายาแล้วหาย แต่กลับมาเป็นอีกที่เดิม
สาเหตุที่พบบ่อยคือหยุดยาเร็วเกินไปตอนที่ผื่นเพิ่งจาง ขณะที่การอักเสบใต้ผิวยังไม่สงบ ใช้ยาความแรงต่ำเกินไป ยังอาบน้ำร้อนและใช้สบู่แรง หรือไม่ทาครีมบำรุงต่อหลังผื่นหาย บางรายยังสัมผัสสารที่แพ้อยู่ เช่น นิกเกิลหรือน้ำหอม หรือมีเชื้อแบคทีเรียแทรกที่ยังไม่ได้รักษา ถ้ากลับมาเป็นซ้ำบ่อย แพทย์อาจลดยาแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ทายาป้องกันสัปดาห์ละ 2 วันตรงจุดเดิม และพิจารณาตรวจภูมิแพ้แบบแปะผิวหนังเพื่อหาสารที่แพ้
ผื่นรูปเหรียญ ห้ามกินอะไร ต้องงดอาหารทะเลไหม
ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทะเลหรืออาหารชนิดใดเป็นพิเศษ เพราะยังไม่มีอาหารที่พิสูจน์ว่าทำให้เกิดผื่นรูปเหรียญในคนทั่วไป การงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีผลตรวจยืนยันไม่ช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้น สิ่งที่มีหลักฐานว่าช่วยคือการลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะผู้ที่ดื่มมากมีผื่นกำเริบง่ายกว่า ส่วนผู้ที่แพ้นิกเกิลรุนแรงบางรายอาจได้ประโยชน์จากการลดอาหารที่มีนิกเกิลสูง แต่ควรให้แพทย์ยืนยันการแพ้ด้วยการตรวจก่อน ปัจจัยที่สำคัญกว่าอาหารคือการดูแลผิวไม่ให้แห้ง
ผื่นที่คล้ายกันและอาจสับสนได้ อ่านต่อที่ ผื่นแดงคันทั่วตัว เกิดจากอะไร และ คันตามตัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร บทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ดูได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 1 พฤศจิกายน 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล ผื่นรูปเหรียญมีหน้าตาคล้ายผื่นอีกหลายโรค ต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาเป็นการตัดสินของแพทย์ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล



ความคิดเห็น