ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง แพทย์ผิวหนังอธิบายส่วนผสม urea ceramide ปิโตรเลียมเจลลี ตัวไหนเหมาะกับผิวแบบไหน
ครีมทาผิวแห้ง หรือมอยส์เจอไรเซอร์ (moisturizer, emollient) คือผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำและไขมันกลับเข้าสู่ชั้นผิวนอกสุด แล้วเคลือบไว้ไม่ให้น้ำระเหยออก ใช้รักษาและป้องกันภาวะผิวแห้ง (xerosis) การเลือกครีมให้ได้ผลจึงต้องดูที่ส่วนผสมสามกลุ่ม คือสารดึงน้ำ (humectant) สารเติมไขมัน (emollient) และสารเคลือบผิว (occlusive) พร้อมกับความเข้มข้นและเนื้อครีมที่เหมาะกับระดับความแห้งและตำแหน่งบนร่างกาย ไม่ใช่ดูที่ยี่ห้อหรือราคา
บทความนี้เป็นคู่มือเลือกครีมตามส่วนผสมและสภาพผิว เช่น ยูเรีย (urea) ควรใช้ 5–10% หรือ 20–40% กรดแล็กติก 12% เหมาะกับใคร เซราไมด์ (ceramide) ช่วยผิวภูมิแพ้ได้จริงไหม ผู้สูงอายุ เด็ก และส้นเท้าแตกควรใช้แบบไหน รวมถึงวิธีทาให้ได้ผล และสัญญาณว่าผิวแห้งของคุณกลายเป็นผื่นที่ต้องใช้ยาแล้ว ถ้าอยากเข้าใจสาเหตุของผิวแห้งก่อน อ่านได้ที่ ผิวแห้งแตก (Xerosis) สาเหตุ อาการ และวิธีดูแล
ครีมทาผิวแห้งทำงานอย่างไร: 3 กลไกที่ต้องรู้ก่อนเลือก
ผิวชั้นนอกสุด (stratum corneum) ทำหน้าที่เหมือนกำแพงอิฐ เซลล์ผิวคืออิฐ ส่วนไขมันระหว่างเซลล์ ได้แก่ เซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมันอิสระ คือปูน เมื่อปูนพร่อง น้ำในผิวจะระเหยออกเร็วขึ้น (transepidermal water loss) ผิวจึงตึง ลอก และคัน มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยได้ 3 ทาง
สารดึงน้ำ (humectant): ดึงน้ำจากชั้นผิวด้านล่างและจากอากาศเข้ามาเก็บไว้ในผิวชั้นนอก เช่น กลีเซอรีน (glycerin) ยูเรีย (urea) กรดแล็กติก (lactic acid) ไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid) แพนทีนอล (panthenol)
สารเติมไขมัน (emollient): แทรกเข้าช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้ผิวเรียบนุ่ม เช่น เซราไมด์ คอเลสเตอรอล กรดไขมัน เชียบัตเตอร์ (shea butter) น้ำมันเมล็ดทานตะวัน
สารเคลือบผิว (occlusive): สร้างฟิล์มบาง ๆ กันน้ำระเหย เช่น ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum) น้ำมันแร่ (mineral oil) ไดเมทิโคน (dimethicone) ลาโนลิน (lanolin)
หลักเลือกข้อแรก: ครีมที่ได้ผลดีควรมีอย่างน้อย 2 ใน 3 กลุ่ม โดยเฉพาะสารดึงน้ำคู่กับสารเคลือบผิว เพราะสารดึงน้ำอย่างเดียวในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำอาจดึงน้ำจากผิวชั้นล่างขึ้นมาแล้วระเหยทิ้ง ผิวจึงแห้งเหมือนเดิม
ส่วนผสมดึงน้ำ: ยูเรีย (Urea) ต้องใช้กี่เปอร์เซ็นต์
ยูเรียเป็นส่วนผสมที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดตัวหนึ่งสำหรับผิวแห้ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิว (natural moisturizing factor) ฤทธิ์ของยูเรียเปลี่ยนไปตามความเข้มข้น
ยูเรีย 2–10%: ทำหน้าที่ดึงน้ำเป็นหลัก เหมาะกับผิวแห้งทั่วตัว แขน ขา ลำตัว ทาได้วันละ 1–2 ครั้งทุกวัน
ยูเรีย 10–20%: ดึงน้ำและเริ่มช่วยละลายขุย เหมาะกับหน้าแข้งที่ลอกเป็นเกล็ด ข้อศอก และผิวหยาบกร้าน
ยูเรีย 20–40%: ละลายผิวที่หนาตัว (keratolytic) ใช้เฉพาะจุด เช่น ส้นเท้าแตก ตาปลา ผิวหนาที่ฝ่าเท้า วันละ 1 ครั้งก่อนนอน ไม่ใช้ทาทั่วตัว
ยูเรีย 40% ขึ้นไป: ใช้กับเล็บหนาหรือผิวหนาแข็งมาก ตามคำแนะนำของแพทย์
สิ่งที่บอกว่าได้ผล: ผิวนุ่มขึ้นใน 3–7 วัน ขุยลดลงชัดใน 2 สัปดาห์ ส้นเท้าที่หนาจะบางลงใน 2–4 สัปดาห์
ข้อควรระวัง: ยูเรียทำให้แสบบนผิวที่แตกเป็นแผล ผิวอักเสบแดง หรือผื่นภูมิแพ้ที่กำเริบ จึงควรรอให้ผิวสงบก่อน และมักเลี่ยงในทารกและเด็กเล็ก เพราะแสบง่ายกว่าผู้ใหญ่
ส่วนผสมผลัดเซลล์: กรดแล็กติก แอมโมเนียมแล็กเตต 12% และกรดซาลิไซลิก
สำหรับผิวที่ไม่ใช่แค่แห้ง แต่ลอกเป็นเกล็ดหนาและหยาบเหมือนกระดาษทราย ส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวส่วนเกินจะได้ผลดีกว่าครีมให้ความชุ่มชื้นธรรมดา
แอมโมเนียมแล็กเตต 12% (ammonium lactate 12%) หรือกรดแล็กติก 5–12% (lactic acid): เป็นกรดผลไม้กลุ่ม AHA ที่ดึงน้ำและช่วยให้เซลล์ผิวที่ค้างอยู่หลุดออก เหมาะกับหน้าแข้งที่เป็นลายเกล็ด ผิวเกล็ดแต่กำเนิด (ichthyosis vulgaris) และขนคุด ทาวันละ 2 ครั้ง ช่วงแรกอาจแสบ 1–2 นาที ผิวมักเรียบขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ บริเวณที่โดนแดดควรทากันแดดร่วม เพราะผิวไวแสงขึ้น
กรดซาลิไซลิก 3–6% (salicylic acid): ละลายผิวหนาได้ดี ใช้เฉพาะจุดเล็ก ๆ เช่น ส้นเท้า ฝ่ามือที่หนา ไม่ควรทาบริเวณกว้างหรือใช้ในเด็ก เพราะดูดซึมเข้าร่างกายได้
ข้อควรระวัง: ห้ามทาบนผิวแตกเป็นแผลหรือผิวอักเสบ ไม่ใช้ในทารก และถ้าแสบนานเกิน 10 นาทีหรือผิวแดงขึ้น ให้หยุดใช้
ส่วนผสมเติมไขมัน: เซราไมด์ (Ceramide) ช่วยได้จริงไหม
เซราไมด์คือไขมันหลักที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว คิดเป็นราว 50% ของไขมันในผิวชั้นนอก คนที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักมีเซราไมด์ในผิวน้อยกว่าคนทั่วไป ครีมที่เติมเซราไมด์จึงช่วยซ่อมเกราะผิวได้
เหมาะกับ: ผิวแห้งที่แพ้ง่าย ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) ผิวหลังใช้ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ และผิวหน้าที่แห้งตึง
สูตรที่ได้ผลกว่า: เซราไมด์ที่มาคู่กับคอเลสเตอรอลและกรดไขมัน ในสัดส่วนใกล้เคียงผิวธรรมชาติราว 3:1:1 จะซ่อมเกราะผิวได้ดีกว่าเซราไมด์ตัวเดียว
ข้อจำกัด: เซราไมด์ไม่ได้เคลือบผิวแน่นเท่าปิโตรเลียมเจลลี ถ้าผิวแห้งมาก ควรมีสารเคลือบผิวในสูตรด้วย
อ่านรายละเอียดเรื่องเซราไมด์กับเกราะผิวเพิ่มเติมได้ที่ เซรามายด์ (Ceramide) สำคัญต่ออุปสรรคผิวอย่างไร
ส่วนผสมเคลือบผิว: ปิโตรเลียมเจลลี ไดเมทิโคน และน้ำมันแร่
สารเคลือบผิวเป็นกลุ่มที่ช่วยผิวแห้งมากได้เร็วที่สุด แต่มักถูกมองข้ามเพราะเนื้อเหนียว
ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum, white soft paraffin): ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้มากกว่า 98% ระคายเคืองและแพ้น้อยมาก ใช้ได้ตั้งแต่ทารกถึงผู้สูงอายุ เหมาะกับผิวแห้งแตก ส้นเท้า มือ ริมฝีปาก และทาทับก่อนนอน ไม่อุดตันรูขุมขนตามที่หลายคนกังวล
ไดเมทิโคน (dimethicone): ซิลิโคนที่เคลือบผิวได้โดยไม่เหนียว พบในโลชั่นและครีมทามือ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความมัน
น้ำมันแร่ (mineral oil, paraffinum liquidum): เคลือบผิวได้ดี ใช้ในเบบี้ออยล์และครีมทั่วไป
ลาโนลิน (lanolin): ไขมันจากขนแกะ เคลือบผิวได้ดีมาก แต่บางคนแพ้ได้ คนที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือแผลเรื้อรังที่ขาควรระวัง
เคล็ดลับ: ถ้าไม่ชอบความเหนียวตอนกลางวัน ให้ใช้ครีมที่มีกลีเซอรีนหรือยูเรียตอนเช้า แล้วทาปิโตรเลียมเจลลีบาง ๆ ทับเฉพาะจุดที่แห้งมากก่อนนอน
กลีเซอรีน ไฮยาลูรอนิก แพนทีนอล ไนอะซินาไมด์ และคอลลอยด์โอ๊ตมีล
ส่วนผสมเสริมเหล่านี้พบบ่อยบนฉลาก และแต่ละตัวมีบทบาทต่างกัน
กลีเซอรีน (glycerin): สารดึงน้ำที่อ่อนโยนและมีหลักฐานดี ใช้ได้ทุกวัย ครีมที่ได้ผลมักมีกลีเซอรีนราว 5–20%
ไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid, sodium hyaluronate): ดึงน้ำได้มาก แต่ระเหยเร็วถ้าไม่มีสารเคลือบทับ เหมาะกับผิวหน้าที่ขาดน้ำมากกว่าผิวกายที่แห้งมาก
เดกซ์แพนทีนอล 5% (dexpanthenol, provitamin B5): ช่วยให้ผิวที่ระคายเคืองฟื้นตัวเร็วขึ้น เหมาะกับผิวแห้งแดงหลังล้างมือบ่อยหรือหลังทำหัตถการ
ไนอะซินาไมด์ 2–5% (niacinamide): ช่วยให้ผิวสร้างเซราไมด์มากขึ้น เหมาะกับผิวหน้าแห้งที่มีรอยแดง
คอลลอยด์โอ๊ตมีล (colloidal oatmeal): ช่วยลดอาการคันเล็กน้อย เหมาะกับผิวแห้งคันและผิวแพ้ง่าย
เรื่องน้ำมันธรรมชาติ: น้ำมันเมล็ดทานตะวันช่วยเกราะผิวได้ แต่น้ำมันมะกอกมีงานวิจัยพบว่าทำให้เกราะผิวอ่อนแอลงเมื่อทาต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้น้ำมันมะกอกล้วน ๆ ทาผิวแห้งของทารกหรือผิวภูมิแพ้
ส่วนผสมที่ควรเลี่ยงในครีมทาผิวแห้ง
ผิวแห้งคือผิวที่เกราะป้องกันบกพร่อง จึงแพ้และระคายง่ายกว่าผิวปกติ ส่วนผสมต่อไปนี้ควรเลี่ยง โดยเฉพาะถ้าผิวคันหรือแดงอยู่แล้ว
น้ำหอม (fragrance, parfum) และน้ำมันหอมระเหย (essential oils): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของผื่นแพ้สัมผัสจากเครื่องสำอาง ให้เลือกฉลากที่เขียนว่า fragrance-free ซึ่งต่างจาก unscented ที่อาจใส่สารกลบกลิ่นไว้
แอลกอฮอล์ปริมาณสูง (alcohol denat., ethanol) ในลำดับต้นของฉลาก: ทำให้ผิวแห้งเร็วขึ้น
สารกันเสียบางกลุ่ม เช่น methylisothiazolinone: เป็นสารก่อแพ้สัมผัสที่พบบ่อย
โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) ความเข้มข้นสูง: ทำให้แสบบนผิวที่แตก
สครับเม็ดและสารผลัดเซลล์แรง ๆ: ทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วระคายมากขึ้น
วิธีอ่านฉลาก: ส่วนผสมเรียงจากปริมาณมากไปน้อย ถ้า glycerin, petrolatum, urea หรือ ceramide อยู่ในห้าลำดับแรก แสดงว่ามีในปริมาณที่ช่วยได้จริง ถ้าอยู่ท้ายฉลากต่อจากน้ำหอม มักมีน้อยเกินกว่าจะเห็นผล
เลือกเนื้อครีมตามระดับความแห้ง: ขี้ผึ้ง ครีม โลชั่น หรือเจล
เนื้อผลิตภัณฑ์บอกสัดส่วนน้ำมันต่อน้ำ ยิ่งมีน้ำมันมาก ยิ่งเคลือบผิวได้นาน
ระดับ 1 แห้งเล็กน้อย: ผิวตึงหลังอาบน้ำ ไม่ลอก ใช้ โลชั่น วันละ 1–2 ครั้งก็พอ
ระดับ 2 แห้งปานกลาง: ลอกเป็นขุยขาว คันบ้าง ใช้ ครีม ที่มีกลีเซอรีนหรือยูเรีย 5–10% วันละ 2 ครั้ง
ระดับ 3 แห้งมาก: ผิวแตกเป็นลาย หยาบ คันจนเกา ใช้ ครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง (ointment) วันละ 2–3 ครั้ง และทาปิโตรเลียมเจลลีทับก่อนนอน
เจล: แทบไม่มีน้ำมัน ไม่เหมาะกับผิวแห้ง เหมาะกับผิวมันหรืออากาศร้อนชื้นมากกว่า
ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่างสำหรับผิวแห้งมาก ครีมเนื้อหนักที่ไม่มีน้ำหอมจะช่วยได้มากกว่าโลชั่นที่บางเบา
ครีมทาผิวแห้งธรรมดาในผู้ใหญ่ (แขน ขา ลำตัว)
ลักษณะ: ผิวตึงหลังอาบน้ำ ลอกเป็นขุยขาวเล็ก ๆ เห็นชัดที่หน้าแข้ง แขน และหลังมือ มักเป็นมากช่วงตุลาคมถึงมกราคม
สาเหตุ: อากาศแห้ง ห้องแอร์ อาบน้ำอุ่นจัด ใช้สบู่ที่ล้างไขมันออกมาก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน ดูแลเองได้
ครีมที่เหมาะ: ครีมที่มีกลีเซอรีน หรือยูเรีย 5–10% ร่วมกับปิโตรเลียมเจลลีหรือไดเมทิโคน ไม่มีน้ำหอม ทาวันละ 2 ครั้ง ผิวควรดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน มีผื่นแดง หรือแห้งตลอดปีแม้อากาศชื้น
ครีมทาผิวแห้งคัน ผิวแพ้ง่าย และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
ลักษณะ: ผิวแห้งร่วมกับคันมาก โดยเฉพาะข้อพับแขน ข้อพับขา คอ และหน้า ทาอะไรใหม่แล้วแสบหรือแดงง่าย
สาเหตุ: เกราะผิวบกพร่องทางพันธุกรรม มีเซราไมด์น้อย มักมีประวัติภูมิแพ้ จมูกอักเสบ หรือหอบหืดในครอบครัว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ถ้าคันจนนอนไม่หลับหรือเกาจนเป็นแผล ควรรักษาด้วยยาร่วมด้วย
ครีมที่เหมาะ: ครีมเซราไมด์ร่วมกับคอเลสเตอรอลและกรดไขมัน หรือขี้ผึ้งปิโตรเลียมเจลลี ไม่มีน้ำหอม ไม่มีลาโนลิน เลี่ยงยูเรียและกรดแล็กติกช่วงที่ผื่นกำเริบ ทาอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ผู้ใหญ่ที่เป็นทั้งตัวมักต้องใช้ราว 250–500 กรัมต่อสัปดาห์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นแดงหนา มีน้ำเหลือง ตุ่มน้ำ หรือคันจนกระทบการนอนและการเรียนการทำงาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เกิดจากอะไร และ ผิวแพ้ง่าย ดูแลอย่างไรให้ผิวแข็งแรง
ครีมทาผิวแห้งสำหรับผู้สูงอายุ
ลักษณะ: ผิวบาง แห้ง ลอกเป็นแผ่น หน้าแข้งแตกเป็นลายคล้ายดินแห้งหรือกระเบื้องแตก คันตอนกลางคืน
สาเหตุ: ผิวผลิตไขมันน้อยลงตามอายุ ร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน และโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ไตวาย หรือไทรอยด์ต่ำ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าผิวแตกเป็นลายแดง (asteatotic eczema) ถือว่าเป็นผื่นอักเสบแล้ว ต้องใช้ยาทาร่วม
ครีมที่เหมาะ: ครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง ยูเรีย 10% หรือแอมโมเนียมแล็กเตต 12% บนผิวที่ไม่แตก ร่วมกับปิโตรเลียมเจลลีทับก่อนนอน ทาวันละ 2–3 ครั้ง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผิวแตกเป็นลายแดง มีแผลที่ขา คันทั้งตัวโดยไม่มีผื่น หรือคันร่วมกับน้ำหนักลด ตัวเหลือง ซึ่งอาจมาจากโรคทางกาย
ความปลอดภัย: ทาครีมมันหลังอาบน้ำทำให้พื้นห้องน้ำและฝ่าเท้าลื่น ควรทาหลังออกจากห้องน้ำแล้ว และใส่รองเท้ากันลื่น
ครีมทาผิวแห้งสำหรับเด็กและทารก
ลักษณะ: ผิวแก้ม แขน ขาแห้งหยาบ บางคนเป็นผื่นแดงคันที่แก้มและข้อพับ
สาเหตุ: ผิวเด็กบางกว่าผู้ใหญ่และเสียน้ำเร็วกว่า เด็กที่มีภูมิแพ้ในครอบครัวมีโอกาสเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากขึ้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ดูแลเองได้ แต่ผื่นที่มีน้ำเหลือง สะเก็ดเหลือง หรือไข้ ต้องพบแพทย์เร็ว
ครีมที่เหมาะ: ครีมหรือขี้ผึ้งที่ไม่มีน้ำหอม เช่น ปิโตรเลียมเจลลีหรือครีมเซราไมด์ ทาวันละ 2 ครั้ง และหลังอาบน้ำทุกครั้ง เลี่ยงยูเรีย กรดแล็กติก และกรดซาลิไซลิกในทารก เลี่ยงครีมที่มีน้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันมะกอกล้วน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นไม่ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ ลูกเกาจนนอนไม่หลับ หรือสงสัยผื่นติดเชื้อ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Eczema ในเด็ก อาการ สาเหตุ และวิธีดูแล
ครีมทาส้นเท้าแตก ข้อศอก และผิวหนาหยาบกร้าน
ลักษณะ: ผิวหนาแข็ง สีเหลือง แตกเป็นร่อง บางร่องลึกจนเจ็บหรือมีเลือดซึม
สาเหตุ: แรงกดจากการยืนเดินนาน รองเท้าเปิดส้น น้ำหนักตัวมาก ผิวแห้ง และบางคนมีเชื้อราหรือสะเก็ดเงินร่วม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ร่องลึกที่มีเลือดหรือหนองในคนเป็นเบาหวานถือว่าเร่งด่วน เพราะติดเชื้อได้ง่าย
ครีมที่เหมาะ: ยูเรีย 20–40% หรือกรดซาลิไซลิก 3–6% ทาเฉพาะผิวหนาวันละครั้งก่อนนอน ทาปิโตรเลียมเจลลีทับแล้วใส่ถุงเท้าผ้าฝ้าย ผิวหนาจะบางลงใน 2–4 สัปดาห์ ถ้ามีร่องแตกเป็นแผล ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลีอย่างเดียวจนแผลปิดก่อน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลไม่หายใน 2 สัปดาห์ ผิวลอกเป็นวงร่วมกับคัน หรือเป็นเบาหวาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร
ครีมทามือแห้ง จากการล้างมือบ่อย
ลักษณะ: หลังมือแห้งแดง แตกตามข้อนิ้ว ปลายนิ้วแตกเป็นร่อง แสบเวลาโดนเจลแอลกอฮอล์
สาเหตุ: ล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และถุงมือยาง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้ามีตุ่มน้ำใสคัน หรือแตกจนทำงานไม่ได้ เป็นผื่นมืออักเสบที่ต้องใช้ยา
ครีมที่เหมาะ: ครีมทามือที่มีกลีเซอรีน ยูเรีย 5–10% หรือไดเมทิโคน ทาทุกครั้งหลังล้างมือ (ราว 10–15 ครั้งต่อวัน) และก่อนนอนทาปิโตรเลียมเจลลีหนา ๆ แล้วใส่ถุงมือผ้าฝ้าย ใส่ถุงมือยางทับถุงมือผ้าเวลาล้างจาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาครบ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น มีตุ่มน้ำ หรือผื่นลามไปข้อมือ
ครีมทาผิวหน้าแห้ง
ลักษณะ: หน้าตึง ลอกเป็นขุยบริเวณข้างจมูก แก้ม และหน้าผาก แต่งหน้าแล้วรองพื้นเป็นแผ่น
สาเหตุ: ล้างหน้าบ่อยหรือใช้โฟมแรง ใช้ยาทาสิวกลุ่มเรตินอยด์ (adapalene, tretinoin) หรือยากินไอโซเตรติโนอิน หรือเป็นผื่นต่อมไขมันอักเสบ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่เร่งด่วน แต่ถ้าลอกเป็นขุยมันเหลืองร่วมกับแดงข้างจมูกและคิ้ว อาจไม่ใช่ผิวแห้ง
ครีมที่เหมาะ: ครีมเนื้อบางที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน หรือไนอะซินาไมด์ ฉลากระบุ non-comedogenic ถ้าเป็นสิวง่าย ทาวันละ 2 ครั้ง ระหว่างใช้ยาสิวให้ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนหรือหลังยาเพื่อลดการลอก ไม่ควรใช้ยูเรียความเข้มข้นสูงบนหน้า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลอกเป็นขุยมันซ้ำที่เดิม มีผื่นแดง หรือลอกจนแสบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ หน้าลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร ส่วนริมฝีปากแห้งอ่านได้ที่ ปากแห้งลอก ปากแห้งแตก เกิดจากอะไร
ครีมทาผิวแห้งในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ลักษณะ: ผิวแห้งคันที่ท้อง ต้นขา และหน้าอกที่ขยายตัว
สาเหตุ: ผิวยืดขยายเร็ว ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: คันมากที่ฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะช่วงไตรมาสที่ 3 ต้องพบแพทย์เร็ว เพราะอาจเป็นภาวะน้ำดีคั่งในตับระหว่างตั้งครรภ์
ครีมที่เหมาะ: ปิโตรเลียมเจลลี กลีเซอรีน เซราไมด์ และยูเรียความเข้มข้นต่ำใช้ได้ปลอดภัย เลี่ยงกรดซาลิไซลิกความเข้มข้นสูงบนพื้นที่กว้าง และเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีเรตินอยด์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันทั้งตัวรุนแรง มีตุ่มแดงนูนในรอยแตกลาย หรือคันที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
วิธีทาครีมทาผิวแห้งให้ได้ผล
ครีมที่ดีจะไม่ได้ผลถ้าทาผิดวิธี หลายคนผิวไม่ดีขึ้นเพียงเพราะทาน้อยเกินไปหรือทาผิดเวลา
ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ซับตัวพอหมาด แล้วทาทันทีเพื่อกักน้ำที่ผิวเพิ่งดูดซับไว้
ทาให้พอปริมาณ ใช้หลักข้อนิ้ว (fingertip unit) คือครีมที่บีบยาวเท่าข้อปลายนิ้วชี้ผู้ใหญ่ ราว 0.5 กรัม ทาได้พื้นที่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ 2 ฝ่ามือ ทาทั้งตัวในผู้ใหญ่มักใช้ราว 15–30 กรัมต่อครั้ง
ทาวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ผิวแห้งมากเพิ่มเป็น 3 ครั้ง และทามือทุกครั้งหลังล้าง
ลูบเบา ๆ ตามแนวขน ไม่ถูไปมาแรง ๆ เพื่อลดการอุดตันรูขุมขนและขนคุด
ใช้ยาก่อน ครีมทีหลัง ถ้าแพทย์ให้ยาทาผื่น ให้ทายาบาง ๆ เฉพาะบนผื่นก่อน รอราว 15–30 นาที แล้วจึงทามอยส์เจอไรเซอร์ทั่วผิว
ทาต่อแม้ผิวดีขึ้นแล้ว ผิวแห้งกลับมาได้ทุกหน้าหนาว การทาต่อเนื่องช่วยป้องกันการกำเริบ
เลือกขวดปั๊มหรือหลอดบีบ แทนกระปุกที่ต้องใช้นิ้วจุ่ม เพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อ
ลองครีมใหม่อย่างไรไม่ให้แพ้
ผิวแห้งแพ้ง่ายกว่าผิวปกติ ก่อนใช้ครีมใหม่ทั้งตัว ควรทดสอบก่อน
ทาครีมที่ท้องแขนด้านใน ขนาดราวเหรียญสิบบาท วันละ 2 ครั้ง นาน 5–7 วัน
ถ้าไม่มีผื่นแดง คัน หรือตุ่ม จึงขยายไปทาทั่วตัว
ถ้าแสบแค่ 1–2 นาทีแล้วหาย มักเป็นการระคายเล็กน้อยจากยูเรียหรือกรดแล็กติก ไม่ใช่แพ้
ถ้ามีผื่นแดงคันในวันที่ 2–3 และลามออกนอกจุดที่ทา ให้หยุดทันที และจดชื่อส่วนผสมไว้ให้แพทย์ดู
ถ้าแพ้ครีมซ้ำหลายยี่ห้อ อาจแพ้ส่วนผสมร่วมกัน เช่น น้ำหอมหรือสารกันเสีย แพทย์สามารถตรวจด้วยการทดสอบแพ้แบบแปะ (patch test) ได้
เมื่อผิวแห้งกลายเป็นผื่นที่ต้องใช้ยา ไม่ใช่แค่ครีม
มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ใช่ยารักษาผื่นอักเสบ ถ้าผิวแห้งเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ ควรพบแพทย์ผิวหนัง
ผิวแตกเป็นลายแดง หรือเป็นผื่นแดงหนาที่เกาจนเป็นรอยถลอก
คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน
ผื่นเป็นวงขอบชัด ลอกที่ขอบ อาจเป็นเชื้อรา ซึ่งถ้าทาสเตียรอยด์จะลามมากขึ้น
มีน้ำเหลือง สะเก็ดเหลือง หรือหนอง ซึ่งเป็นสัญญาณติดเชื้อแบคทีเรีย
ผิวแห้งเป็นเกล็ดตั้งแต่เด็ก หรือแห้งทั้งปีแม้อากาศชื้น
ยาที่แพทย์มักใช้:
ไฮโดรคอร์ติโซน 1% (hydrocortisone 1%): สเตียรอยด์อ่อน ใช้กับหน้า ข้อพับ และเด็ก ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 1–2 สัปดาห์
ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ 0.1% (triamcinolone acetonide 0.1%): สเตียรอยด์แรงปานกลาง สำหรับผื่นผิวแห้งแตกลายที่ขาและลำตัว ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์ แล้วกลับไปใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียว
ทาโครลิมัส 0.03–0.1% (tacrolimus) หรือพิเมโครลิมัส 1% (pimecrolimus): ยาทาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับผื่นภูมิแพ้บนหน้าและผิวบาง ใช้ได้นานกว่าสเตียรอยด์ ช่วงแรกอาจแสบร้อน
สัญญาณว่ายาได้ผล: คันลดลงใน 2–3 วัน ผื่นแดงยุบใน 1–2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ควรกลับไปพบแพทย์ การเลือกชนิดยา ความแรง และระยะเวลาใช้เป็นหน้าที่ของแพทย์ เพราะสเตียรอยด์แรงที่ใช้นานเกินไปทำให้ผิวบางและแตกลาย อ่านเปรียบเทียบยาทาแต่ละกลุ่มได้ที่ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก และถ้าคันมากตอนกลางคืนอ่าน คันตามตัวตอนกลางคืน แบบไหนแค่ผิวแห้ง แบบไหนคือสัญญาณโรค
สรุปสั้น ๆ
ครีมทาผิวแห้งที่ได้ผลควรมีทั้งสารดึงน้ำ (กลีเซอรีน ยูเรีย) และสารเคลือบผิว (ปิโตรเลียมเจลลี ไดเมทิโคน) และไม่มีน้ำหอม
ยูเรีย 5–10% ใช้ทาทั่วตัว ส่วน 20–40% ใช้เฉพาะส้นเท้าและผิวหนา
ผิวแห้งคันหรือผื่นภูมิแพ้ เลือกเซราไมด์หรือขี้ผึ้ง และเลี่ยงยูเรียกับกรดแล็กติกช่วงผื่นกำเริบ
ยิ่งแห้งมาก ยิ่งเลือกเนื้อหนัก ขี้ผึ้ง > ครีม > โลชั่น
ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และทาให้พอปริมาณ
ทาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วยังคันหรือมีผื่นแดง ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพราะอาจเป็นผื่นที่ต้องใช้ยา
คำถามที่พบบ่อยเรื่องครีมทาผิวแห้ง
ครีมทาผิวแห้ง ยี่ห้อไหนดี
แพทย์ผิวหนังแนะนำให้เลือกจากส่วนผสม ไม่ใช่ยี่ห้อ ครีมที่ดีควรไม่มีน้ำหอม มีสารดึงน้ำอย่างกลีเซอรีนหรือยูเรีย 5–10% และมีสารเคลือบผิวอย่างปิโตรเลียมเจลลีหรือไดเมทิโคนอยู่ในห้าลำดับแรกของฉลาก ถ้าผิวแพ้ง่ายหรือเป็นผื่นภูมิแพ้ ให้เลือกสูตรที่มีเซราไมด์ ครีมที่มีส่วนผสมครบมักได้ผลดีโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษ สิ่งที่ทำให้เห็นผลจริงคือการทาให้พอและทาสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง
โลชั่นสำหรับผิวแห้งมาก ใช้แบบไหนดี
ผิวแห้งมากที่ลอกเป็นแผ่นหรือแตกเป็นลาย โลชั่นมักบางเกินไป เพราะมีน้ำเป็นส่วนใหญ่และระเหยเร็ว ควรเปลี่ยนเป็นครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง เช่น ปิโตรเลียมเจลลี หรือครีมที่มียูเรีย 10% ทาวันละ 2–3 ครั้ง และทาทันทีหลังอาบน้ำ ถ้าไม่ชอบความเหนียว ให้ใช้ครีมตอนกลางวันแล้วทาขี้ผึ้งทับเฉพาะจุดที่แห้งมากก่อนนอน ถ้าทาครบ 2 สัปดาห์แล้วยังแตกและคัน ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นผื่นผิวแห้งอักเสบที่ต้องใช้ยาทาร่วม
ผิวแห้ง เป็นขุย ใช้ครีม อะไรดี
ผิวที่ลอกเป็นขุยขาวต้องการทั้งการเติมน้ำและการช่วยให้ขุยหลุดอย่างนุ่มนวล ครีมที่มียูเรีย 10–20% หรือแอมโมเนียมแล็กเตต 12% ช่วยได้ดี โดยเฉพาะที่หน้าแข้งและแขน ทาวันละ 2 ครั้ง ขุยมักลดลงใน 1–2 สัปดาห์ ไม่ควรขัดขุยออกด้วยสครับหรือใยขัด เพราะทำให้ผิวระคายมากขึ้น ถ้าขุยเป็นวงขอบชัดและคัน หรือขุยมันเหลืองที่หน้าและหนังศีรษะ อาจเป็นเชื้อราหรือผื่นต่อมไขมันอักเสบ ซึ่งต้องใช้ยาเฉพาะ
โลชั่นสำหรับผิวแห้งคัน ใช้อะไรดี
ผิวแห้งคันควรใช้ครีมที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ และมีเซราไมด์ คอลลอยด์โอ๊ตมีล หรือปิโตรเลียมเจลลี ช่วงที่คันมากควรเลี่ยงยูเรียและกรดแล็กติกเพราะอาจแสบ การเก็บครีมไว้ในตู้เย็นแล้วทาตอนเย็น ๆ ช่วยลดคันได้ชั่วคราว ถ้าคันจนเกาเป็นรอย ผิวแดง หรือนอนไม่หลับ แสดงว่ามีการอักเสบแล้ว มอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียวมักไม่พอ แพทย์อาจให้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนหรือยาทากลุ่มอื่นในระยะสั้นร่วมด้วย
ผิวแห้งกร้าน ใช้ครีมอะไรดี
ผิวกร้านหยาบเหมือนกระดาษทราย มักเกิดจากเซลล์ผิวที่ค้างสะสม เช่น ที่ข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง และต้นแขนที่มีขนคุด ครีมที่ช่วยได้คือยูเรีย 10–20% แอมโมเนียมแล็กเตต 12% หรือกรดแล็กติก ทาวันละ 2 ครั้ง ผิวมักเรียบขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ บริเวณที่หนามากอย่างส้นเท้าใช้ยูเรีย 20–40% เฉพาะจุดก่อนนอน ควรทากันแดดบริเวณที่โดนแดดเมื่อใช้กรดแล็กติก และหยุดใช้ถ้าผิวแดงหรือแสบนาน
ครีม urea ใช้ทุกวันได้ไหม
ครีมยูเรียความเข้มข้น 5–10% ใช้ทาทุกวันได้ วันละ 1–2 ครั้ง ทั้งแขน ขา และลำตัว เหมาะกับการใช้ต่อเนื่องตลอดหน้าหนาว ส่วนยูเรีย 20–40% ควรใช้เฉพาะจุดที่ผิวหนา เช่น ส้นเท้า วันละครั้ง และเมื่อผิวบางลงแล้วให้ลดเหลือ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ควรทายูเรียบนผิวที่แตกเป็นแผล ผื่นอักเสบ หรือรอบดวงตา และมักเลี่ยงในทารกและเด็กเล็ก ถ้าแสบเกิน 10 นาทีหรือผิวแดงขึ้น ให้หยุดใช้
อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 13 ตุลาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาการรักษา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ บทความนี้ไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใด

ความคิดเห็น