top of page

ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง แพทย์ผิวหนังอธิบายส่วนผสม urea ceramide ปิโตรเลียมเจลลี ตัวไหนเหมาะกับผิวแบบไหน

2 วันที่ผ่านมา
ยาว 5 นาที

ครีมทาผิวแห้ง หรือมอยส์เจอไรเซอร์ (moisturizer, emollient) คือผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำและไขมันกลับเข้าสู่ชั้นผิวนอกสุด แล้วเคลือบไว้ไม่ให้น้ำระเหยออก ใช้รักษาและป้องกันภาวะผิวแห้ง (xerosis) การเลือกครีมให้ได้ผลจึงต้องดูที่ส่วนผสมสามกลุ่ม คือสารดึงน้ำ (humectant) สารเติมไขมัน (emollient) และสารเคลือบผิว (occlusive) พร้อมกับความเข้มข้นและเนื้อครีมที่เหมาะกับระดับความแห้งและตำแหน่งบนร่างกาย ไม่ใช่ดูที่ยี่ห้อหรือราคา

บทความนี้เป็นคู่มือเลือกครีมตามส่วนผสมและสภาพผิว เช่น ยูเรีย (urea) ควรใช้ 5–10% หรือ 20–40% กรดแล็กติก 12% เหมาะกับใคร เซราไมด์ (ceramide) ช่วยผิวภูมิแพ้ได้จริงไหม ผู้สูงอายุ เด็ก และส้นเท้าแตกควรใช้แบบไหน รวมถึงวิธีทาให้ได้ผล และสัญญาณว่าผิวแห้งของคุณกลายเป็นผื่นที่ต้องใช้ยาแล้ว ถ้าอยากเข้าใจสาเหตุของผิวแห้งก่อน อ่านได้ที่ ผิวแห้งแตก (Xerosis) สาเหตุ อาการ และวิธีดูแล

ครีมทาผิวแห้งทำงานอย่างไร: 3 กลไกที่ต้องรู้ก่อนเลือก

ผิวชั้นนอกสุด (stratum corneum) ทำหน้าที่เหมือนกำแพงอิฐ เซลล์ผิวคืออิฐ ส่วนไขมันระหว่างเซลล์ ได้แก่ เซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมันอิสระ คือปูน เมื่อปูนพร่อง น้ำในผิวจะระเหยออกเร็วขึ้น (transepidermal water loss) ผิวจึงตึง ลอก และคัน มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยได้ 3 ทาง

  • สารดึงน้ำ (humectant): ดึงน้ำจากชั้นผิวด้านล่างและจากอากาศเข้ามาเก็บไว้ในผิวชั้นนอก เช่น กลีเซอรีน (glycerin) ยูเรีย (urea) กรดแล็กติก (lactic acid) ไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid) แพนทีนอล (panthenol)

  • สารเติมไขมัน (emollient): แทรกเข้าช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้ผิวเรียบนุ่ม เช่น เซราไมด์ คอเลสเตอรอล กรดไขมัน เชียบัตเตอร์ (shea butter) น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

  • สารเคลือบผิว (occlusive): สร้างฟิล์มบาง ๆ กันน้ำระเหย เช่น ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum) น้ำมันแร่ (mineral oil) ไดเมทิโคน (dimethicone) ลาโนลิน (lanolin)

หลักเลือกข้อแรก: ครีมที่ได้ผลดีควรมีอย่างน้อย 2 ใน 3 กลุ่ม โดยเฉพาะสารดึงน้ำคู่กับสารเคลือบผิว เพราะสารดึงน้ำอย่างเดียวในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำอาจดึงน้ำจากผิวชั้นล่างขึ้นมาแล้วระเหยทิ้ง ผิวจึงแห้งเหมือนเดิม

ส่วนผสมดึงน้ำ: ยูเรีย (Urea) ต้องใช้กี่เปอร์เซ็นต์

ยูเรียเป็นส่วนผสมที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดตัวหนึ่งสำหรับผิวแห้ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิว (natural moisturizing factor) ฤทธิ์ของยูเรียเปลี่ยนไปตามความเข้มข้น

  • ยูเรีย 2–10%: ทำหน้าที่ดึงน้ำเป็นหลัก เหมาะกับผิวแห้งทั่วตัว แขน ขา ลำตัว ทาได้วันละ 1–2 ครั้งทุกวัน

  • ยูเรีย 10–20%: ดึงน้ำและเริ่มช่วยละลายขุย เหมาะกับหน้าแข้งที่ลอกเป็นเกล็ด ข้อศอก และผิวหยาบกร้าน

  • ยูเรีย 20–40%: ละลายผิวที่หนาตัว (keratolytic) ใช้เฉพาะจุด เช่น ส้นเท้าแตก ตาปลา ผิวหนาที่ฝ่าเท้า วันละ 1 ครั้งก่อนนอน ไม่ใช้ทาทั่วตัว

  • ยูเรีย 40% ขึ้นไป: ใช้กับเล็บหนาหรือผิวหนาแข็งมาก ตามคำแนะนำของแพทย์

สิ่งที่บอกว่าได้ผล: ผิวนุ่มขึ้นใน 3–7 วัน ขุยลดลงชัดใน 2 สัปดาห์ ส้นเท้าที่หนาจะบางลงใน 2–4 สัปดาห์

ข้อควรระวัง: ยูเรียทำให้แสบบนผิวที่แตกเป็นแผล ผิวอักเสบแดง หรือผื่นภูมิแพ้ที่กำเริบ จึงควรรอให้ผิวสงบก่อน และมักเลี่ยงในทารกและเด็กเล็ก เพราะแสบง่ายกว่าผู้ใหญ่

ส่วนผสมผลัดเซลล์: กรดแล็กติก แอมโมเนียมแล็กเตต 12% และกรดซาลิไซลิก

สำหรับผิวที่ไม่ใช่แค่แห้ง แต่ลอกเป็นเกล็ดหนาและหยาบเหมือนกระดาษทราย ส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวส่วนเกินจะได้ผลดีกว่าครีมให้ความชุ่มชื้นธรรมดา

  • แอมโมเนียมแล็กเตต 12% (ammonium lactate 12%) หรือกรดแล็กติก 5–12% (lactic acid): เป็นกรดผลไม้กลุ่ม AHA ที่ดึงน้ำและช่วยให้เซลล์ผิวที่ค้างอยู่หลุดออก เหมาะกับหน้าแข้งที่เป็นลายเกล็ด ผิวเกล็ดแต่กำเนิด (ichthyosis vulgaris) และขนคุด ทาวันละ 2 ครั้ง ช่วงแรกอาจแสบ 1–2 นาที ผิวมักเรียบขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ บริเวณที่โดนแดดควรทากันแดดร่วม เพราะผิวไวแสงขึ้น

  • กรดซาลิไซลิก 3–6% (salicylic acid): ละลายผิวหนาได้ดี ใช้เฉพาะจุดเล็ก ๆ เช่น ส้นเท้า ฝ่ามือที่หนา ไม่ควรทาบริเวณกว้างหรือใช้ในเด็ก เพราะดูดซึมเข้าร่างกายได้

ข้อควรระวัง: ห้ามทาบนผิวแตกเป็นแผลหรือผิวอักเสบ ไม่ใช้ในทารก และถ้าแสบนานเกิน 10 นาทีหรือผิวแดงขึ้น ให้หยุดใช้

ส่วนผสมเติมไขมัน: เซราไมด์ (Ceramide) ช่วยได้จริงไหม

เซราไมด์คือไขมันหลักที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว คิดเป็นราว 50% ของไขมันในผิวชั้นนอก คนที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักมีเซราไมด์ในผิวน้อยกว่าคนทั่วไป ครีมที่เติมเซราไมด์จึงช่วยซ่อมเกราะผิวได้

  • เหมาะกับ: ผิวแห้งที่แพ้ง่าย ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) ผิวหลังใช้ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ และผิวหน้าที่แห้งตึง

  • สูตรที่ได้ผลกว่า: เซราไมด์ที่มาคู่กับคอเลสเตอรอลและกรดไขมัน ในสัดส่วนใกล้เคียงผิวธรรมชาติราว 3:1:1 จะซ่อมเกราะผิวได้ดีกว่าเซราไมด์ตัวเดียว

  • ข้อจำกัด: เซราไมด์ไม่ได้เคลือบผิวแน่นเท่าปิโตรเลียมเจลลี ถ้าผิวแห้งมาก ควรมีสารเคลือบผิวในสูตรด้วย

อ่านรายละเอียดเรื่องเซราไมด์กับเกราะผิวเพิ่มเติมได้ที่ เซรามายด์ (Ceramide) สำคัญต่ออุปสรรคผิวอย่างไร

ส่วนผสมเคลือบผิว: ปิโตรเลียมเจลลี ไดเมทิโคน และน้ำมันแร่

สารเคลือบผิวเป็นกลุ่มที่ช่วยผิวแห้งมากได้เร็วที่สุด แต่มักถูกมองข้ามเพราะเนื้อเหนียว

  • ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum, white soft paraffin): ลดการระเหยของน้ำออกจากผิวได้มากกว่า 98% ระคายเคืองและแพ้น้อยมาก ใช้ได้ตั้งแต่ทารกถึงผู้สูงอายุ เหมาะกับผิวแห้งแตก ส้นเท้า มือ ริมฝีปาก และทาทับก่อนนอน ไม่อุดตันรูขุมขนตามที่หลายคนกังวล

  • ไดเมทิโคน (dimethicone): ซิลิโคนที่เคลือบผิวได้โดยไม่เหนียว พบในโลชั่นและครีมทามือ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความมัน

  • น้ำมันแร่ (mineral oil, paraffinum liquidum): เคลือบผิวได้ดี ใช้ในเบบี้ออยล์และครีมทั่วไป

  • ลาโนลิน (lanolin): ไขมันจากขนแกะ เคลือบผิวได้ดีมาก แต่บางคนแพ้ได้ คนที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือแผลเรื้อรังที่ขาควรระวัง

เคล็ดลับ: ถ้าไม่ชอบความเหนียวตอนกลางวัน ให้ใช้ครีมที่มีกลีเซอรีนหรือยูเรียตอนเช้า แล้วทาปิโตรเลียมเจลลีบาง ๆ ทับเฉพาะจุดที่แห้งมากก่อนนอน

กลีเซอรีน ไฮยาลูรอนิก แพนทีนอล ไนอะซินาไมด์ และคอลลอยด์โอ๊ตมีล

ส่วนผสมเสริมเหล่านี้พบบ่อยบนฉลาก และแต่ละตัวมีบทบาทต่างกัน

  • กลีเซอรีน (glycerin): สารดึงน้ำที่อ่อนโยนและมีหลักฐานดี ใช้ได้ทุกวัย ครีมที่ได้ผลมักมีกลีเซอรีนราว 5–20%

  • ไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid, sodium hyaluronate): ดึงน้ำได้มาก แต่ระเหยเร็วถ้าไม่มีสารเคลือบทับ เหมาะกับผิวหน้าที่ขาดน้ำมากกว่าผิวกายที่แห้งมาก

  • เดกซ์แพนทีนอล 5% (dexpanthenol, provitamin B5): ช่วยให้ผิวที่ระคายเคืองฟื้นตัวเร็วขึ้น เหมาะกับผิวแห้งแดงหลังล้างมือบ่อยหรือหลังทำหัตถการ

  • ไนอะซินาไมด์ 2–5% (niacinamide): ช่วยให้ผิวสร้างเซราไมด์มากขึ้น เหมาะกับผิวหน้าแห้งที่มีรอยแดง

  • คอลลอยด์โอ๊ตมีล (colloidal oatmeal): ช่วยลดอาการคันเล็กน้อย เหมาะกับผิวแห้งคันและผิวแพ้ง่าย

เรื่องน้ำมันธรรมชาติ: น้ำมันเมล็ดทานตะวันช่วยเกราะผิวได้ แต่น้ำมันมะกอกมีงานวิจัยพบว่าทำให้เกราะผิวอ่อนแอลงเมื่อทาต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้น้ำมันมะกอกล้วน ๆ ทาผิวแห้งของทารกหรือผิวภูมิแพ้

ส่วนผสมที่ควรเลี่ยงในครีมทาผิวแห้ง

ผิวแห้งคือผิวที่เกราะป้องกันบกพร่อง จึงแพ้และระคายง่ายกว่าผิวปกติ ส่วนผสมต่อไปนี้ควรเลี่ยง โดยเฉพาะถ้าผิวคันหรือแดงอยู่แล้ว

  • น้ำหอม (fragrance, parfum) และน้ำมันหอมระเหย (essential oils): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของผื่นแพ้สัมผัสจากเครื่องสำอาง ให้เลือกฉลากที่เขียนว่า fragrance-free ซึ่งต่างจาก unscented ที่อาจใส่สารกลบกลิ่นไว้

  • แอลกอฮอล์ปริมาณสูง (alcohol denat., ethanol) ในลำดับต้นของฉลาก: ทำให้ผิวแห้งเร็วขึ้น

  • สารกันเสียบางกลุ่ม เช่น methylisothiazolinone: เป็นสารก่อแพ้สัมผัสที่พบบ่อย

  • โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) ความเข้มข้นสูง: ทำให้แสบบนผิวที่แตก

  • สครับเม็ดและสารผลัดเซลล์แรง ๆ: ทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วระคายมากขึ้น

วิธีอ่านฉลาก: ส่วนผสมเรียงจากปริมาณมากไปน้อย ถ้า glycerin, petrolatum, urea หรือ ceramide อยู่ในห้าลำดับแรก แสดงว่ามีในปริมาณที่ช่วยได้จริง ถ้าอยู่ท้ายฉลากต่อจากน้ำหอม มักมีน้อยเกินกว่าจะเห็นผล

เลือกเนื้อครีมตามระดับความแห้ง: ขี้ผึ้ง ครีม โลชั่น หรือเจล

เนื้อผลิตภัณฑ์บอกสัดส่วนน้ำมันต่อน้ำ ยิ่งมีน้ำมันมาก ยิ่งเคลือบผิวได้นาน

  • ระดับ 1 แห้งเล็กน้อย: ผิวตึงหลังอาบน้ำ ไม่ลอก ใช้ โลชั่น วันละ 1–2 ครั้งก็พอ

  • ระดับ 2 แห้งปานกลาง: ลอกเป็นขุยขาว คันบ้าง ใช้ ครีม ที่มีกลีเซอรีนหรือยูเรีย 5–10% วันละ 2 ครั้ง

  • ระดับ 3 แห้งมาก: ผิวแตกเป็นลาย หยาบ คันจนเกา ใช้ ครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง (ointment) วันละ 2–3 ครั้ง และทาปิโตรเลียมเจลลีทับก่อนนอน

  • เจล: แทบไม่มีน้ำมัน ไม่เหมาะกับผิวแห้ง เหมาะกับผิวมันหรืออากาศร้อนชื้นมากกว่า

ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่างสำหรับผิวแห้งมาก ครีมเนื้อหนักที่ไม่มีน้ำหอมจะช่วยได้มากกว่าโลชั่นที่บางเบา

ครีมทาผิวแห้งธรรมดาในผู้ใหญ่ (แขน ขา ลำตัว)

ลักษณะ: ผิวตึงหลังอาบน้ำ ลอกเป็นขุยขาวเล็ก ๆ เห็นชัดที่หน้าแข้ง แขน และหลังมือ มักเป็นมากช่วงตุลาคมถึงมกราคม

สาเหตุ: อากาศแห้ง ห้องแอร์ อาบน้ำอุ่นจัด ใช้สบู่ที่ล้างไขมันออกมาก

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน ดูแลเองได้

ครีมที่เหมาะ: ครีมที่มีกลีเซอรีน หรือยูเรีย 5–10% ร่วมกับปิโตรเลียมเจลลีหรือไดเมทิโคน ไม่มีน้ำหอม ทาวันละ 2 ครั้ง ผิวควรดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน มีผื่นแดง หรือแห้งตลอดปีแม้อากาศชื้น

ครีมทาผิวแห้งคัน ผิวแพ้ง่าย และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ลักษณะ: ผิวแห้งร่วมกับคันมาก โดยเฉพาะข้อพับแขน ข้อพับขา คอ และหน้า ทาอะไรใหม่แล้วแสบหรือแดงง่าย

สาเหตุ: เกราะผิวบกพร่องทางพันธุกรรม มีเซราไมด์น้อย มักมีประวัติภูมิแพ้ จมูกอักเสบ หรือหอบหืดในครอบครัว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ถ้าคันจนนอนไม่หลับหรือเกาจนเป็นแผล ควรรักษาด้วยยาร่วมด้วย

ครีมที่เหมาะ: ครีมเซราไมด์ร่วมกับคอเลสเตอรอลและกรดไขมัน หรือขี้ผึ้งปิโตรเลียมเจลลี ไม่มีน้ำหอม ไม่มีลาโนลิน เลี่ยงยูเรียและกรดแล็กติกช่วงที่ผื่นกำเริบ ทาอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ผู้ใหญ่ที่เป็นทั้งตัวมักต้องใช้ราว 250–500 กรัมต่อสัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นแดงหนา มีน้ำเหลือง ตุ่มน้ำ หรือคันจนกระทบการนอนและการเรียนการทำงาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เกิดจากอะไร และ ผิวแพ้ง่าย ดูแลอย่างไรให้ผิวแข็งแรง

ครีมทาผิวแห้งสำหรับผู้สูงอายุ

ลักษณะ: ผิวบาง แห้ง ลอกเป็นแผ่น หน้าแข้งแตกเป็นลายคล้ายดินแห้งหรือกระเบื้องแตก คันตอนกลางคืน

สาเหตุ: ผิวผลิตไขมันน้อยลงตามอายุ ร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน และโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ไตวาย หรือไทรอยด์ต่ำ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าผิวแตกเป็นลายแดง (asteatotic eczema) ถือว่าเป็นผื่นอักเสบแล้ว ต้องใช้ยาทาร่วม

ครีมที่เหมาะ: ครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง ยูเรีย 10% หรือแอมโมเนียมแล็กเตต 12% บนผิวที่ไม่แตก ร่วมกับปิโตรเลียมเจลลีทับก่อนนอน ทาวันละ 2–3 ครั้ง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผิวแตกเป็นลายแดง มีแผลที่ขา คันทั้งตัวโดยไม่มีผื่น หรือคันร่วมกับน้ำหนักลด ตัวเหลือง ซึ่งอาจมาจากโรคทางกาย

ความปลอดภัย: ทาครีมมันหลังอาบน้ำทำให้พื้นห้องน้ำและฝ่าเท้าลื่น ควรทาหลังออกจากห้องน้ำแล้ว และใส่รองเท้ากันลื่น

ครีมทาผิวแห้งสำหรับเด็กและทารก

ลักษณะ: ผิวแก้ม แขน ขาแห้งหยาบ บางคนเป็นผื่นแดงคันที่แก้มและข้อพับ

สาเหตุ: ผิวเด็กบางกว่าผู้ใหญ่และเสียน้ำเร็วกว่า เด็กที่มีภูมิแพ้ในครอบครัวมีโอกาสเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากขึ้น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ดูแลเองได้ แต่ผื่นที่มีน้ำเหลือง สะเก็ดเหลือง หรือไข้ ต้องพบแพทย์เร็ว

ครีมที่เหมาะ: ครีมหรือขี้ผึ้งที่ไม่มีน้ำหอม เช่น ปิโตรเลียมเจลลีหรือครีมเซราไมด์ ทาวันละ 2 ครั้ง และหลังอาบน้ำทุกครั้ง เลี่ยงยูเรีย กรดแล็กติก และกรดซาลิไซลิกในทารก เลี่ยงครีมที่มีน้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันมะกอกล้วน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นไม่ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ ลูกเกาจนนอนไม่หลับ หรือสงสัยผื่นติดเชื้อ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Eczema ในเด็ก อาการ สาเหตุ และวิธีดูแล

ครีมทาส้นเท้าแตก ข้อศอก และผิวหนาหยาบกร้าน

ลักษณะ: ผิวหนาแข็ง สีเหลือง แตกเป็นร่อง บางร่องลึกจนเจ็บหรือมีเลือดซึม

สาเหตุ: แรงกดจากการยืนเดินนาน รองเท้าเปิดส้น น้ำหนักตัวมาก ผิวแห้ง และบางคนมีเชื้อราหรือสะเก็ดเงินร่วม

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ร่องลึกที่มีเลือดหรือหนองในคนเป็นเบาหวานถือว่าเร่งด่วน เพราะติดเชื้อได้ง่าย

ครีมที่เหมาะ: ยูเรีย 20–40% หรือกรดซาลิไซลิก 3–6% ทาเฉพาะผิวหนาวันละครั้งก่อนนอน ทาปิโตรเลียมเจลลีทับแล้วใส่ถุงเท้าผ้าฝ้าย ผิวหนาจะบางลงใน 2–4 สัปดาห์ ถ้ามีร่องแตกเป็นแผล ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลีอย่างเดียวจนแผลปิดก่อน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลไม่หายใน 2 สัปดาห์ ผิวลอกเป็นวงร่วมกับคัน หรือเป็นเบาหวาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ส้นเท้าแตกเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

ครีมทามือแห้ง จากการล้างมือบ่อย

ลักษณะ: หลังมือแห้งแดง แตกตามข้อนิ้ว ปลายนิ้วแตกเป็นร่อง แสบเวลาโดนเจลแอลกอฮอล์

สาเหตุ: ล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และถุงมือยาง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้ามีตุ่มน้ำใสคัน หรือแตกจนทำงานไม่ได้ เป็นผื่นมืออักเสบที่ต้องใช้ยา

ครีมที่เหมาะ: ครีมทามือที่มีกลีเซอรีน ยูเรีย 5–10% หรือไดเมทิโคน ทาทุกครั้งหลังล้างมือ (ราว 10–15 ครั้งต่อวัน) และก่อนนอนทาปิโตรเลียมเจลลีหนา ๆ แล้วใส่ถุงมือผ้าฝ้าย ใส่ถุงมือยางทับถุงมือผ้าเวลาล้างจาน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาครบ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น มีตุ่มน้ำ หรือผื่นลามไปข้อมือ

ครีมทาผิวหน้าแห้ง

ลักษณะ: หน้าตึง ลอกเป็นขุยบริเวณข้างจมูก แก้ม และหน้าผาก แต่งหน้าแล้วรองพื้นเป็นแผ่น

สาเหตุ: ล้างหน้าบ่อยหรือใช้โฟมแรง ใช้ยาทาสิวกลุ่มเรตินอยด์ (adapalene, tretinoin) หรือยากินไอโซเตรติโนอิน หรือเป็นผื่นต่อมไขมันอักเสบ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่เร่งด่วน แต่ถ้าลอกเป็นขุยมันเหลืองร่วมกับแดงข้างจมูกและคิ้ว อาจไม่ใช่ผิวแห้ง

ครีมที่เหมาะ: ครีมเนื้อบางที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน หรือไนอะซินาไมด์ ฉลากระบุ non-comedogenic ถ้าเป็นสิวง่าย ทาวันละ 2 ครั้ง ระหว่างใช้ยาสิวให้ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนหรือหลังยาเพื่อลดการลอก ไม่ควรใช้ยูเรียความเข้มข้นสูงบนหน้า

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลอกเป็นขุยมันซ้ำที่เดิม มีผื่นแดง หรือลอกจนแสบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ หน้าลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร ส่วนริมฝีปากแห้งอ่านได้ที่ ปากแห้งลอก ปากแห้งแตก เกิดจากอะไร

ครีมทาผิวแห้งในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ลักษณะ: ผิวแห้งคันที่ท้อง ต้นขา และหน้าอกที่ขยายตัว

สาเหตุ: ผิวยืดขยายเร็ว ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: คันมากที่ฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะช่วงไตรมาสที่ 3 ต้องพบแพทย์เร็ว เพราะอาจเป็นภาวะน้ำดีคั่งในตับระหว่างตั้งครรภ์

ครีมที่เหมาะ: ปิโตรเลียมเจลลี กลีเซอรีน เซราไมด์ และยูเรียความเข้มข้นต่ำใช้ได้ปลอดภัย เลี่ยงกรดซาลิไซลิกความเข้มข้นสูงบนพื้นที่กว้าง และเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีเรตินอยด์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันทั้งตัวรุนแรง มีตุ่มแดงนูนในรอยแตกลาย หรือคันที่ฝ่ามือฝ่าเท้า

วิธีทาครีมทาผิวแห้งให้ได้ผล

ครีมที่ดีจะไม่ได้ผลถ้าทาผิดวิธี หลายคนผิวไม่ดีขึ้นเพียงเพราะทาน้อยเกินไปหรือทาผิดเวลา

  1. ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ซับตัวพอหมาด แล้วทาทันทีเพื่อกักน้ำที่ผิวเพิ่งดูดซับไว้

  2. ทาให้พอปริมาณ ใช้หลักข้อนิ้ว (fingertip unit) คือครีมที่บีบยาวเท่าข้อปลายนิ้วชี้ผู้ใหญ่ ราว 0.5 กรัม ทาได้พื้นที่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ 2 ฝ่ามือ ทาทั้งตัวในผู้ใหญ่มักใช้ราว 15–30 กรัมต่อครั้ง

  3. ทาวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ผิวแห้งมากเพิ่มเป็น 3 ครั้ง และทามือทุกครั้งหลังล้าง

  4. ลูบเบา ๆ ตามแนวขน ไม่ถูไปมาแรง ๆ เพื่อลดการอุดตันรูขุมขนและขนคุด

  5. ใช้ยาก่อน ครีมทีหลัง ถ้าแพทย์ให้ยาทาผื่น ให้ทายาบาง ๆ เฉพาะบนผื่นก่อน รอราว 15–30 นาที แล้วจึงทามอยส์เจอไรเซอร์ทั่วผิว

  6. ทาต่อแม้ผิวดีขึ้นแล้ว ผิวแห้งกลับมาได้ทุกหน้าหนาว การทาต่อเนื่องช่วยป้องกันการกำเริบ

  7. เลือกขวดปั๊มหรือหลอดบีบ แทนกระปุกที่ต้องใช้นิ้วจุ่ม เพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อ

ลองครีมใหม่อย่างไรไม่ให้แพ้

ผิวแห้งแพ้ง่ายกว่าผิวปกติ ก่อนใช้ครีมใหม่ทั้งตัว ควรทดสอบก่อน

  • ทาครีมที่ท้องแขนด้านใน ขนาดราวเหรียญสิบบาท วันละ 2 ครั้ง นาน 5–7 วัน

  • ถ้าไม่มีผื่นแดง คัน หรือตุ่ม จึงขยายไปทาทั่วตัว

  • ถ้าแสบแค่ 1–2 นาทีแล้วหาย มักเป็นการระคายเล็กน้อยจากยูเรียหรือกรดแล็กติก ไม่ใช่แพ้

  • ถ้ามีผื่นแดงคันในวันที่ 2–3 และลามออกนอกจุดที่ทา ให้หยุดทันที และจดชื่อส่วนผสมไว้ให้แพทย์ดู

  • ถ้าแพ้ครีมซ้ำหลายยี่ห้อ อาจแพ้ส่วนผสมร่วมกัน เช่น น้ำหอมหรือสารกันเสีย แพทย์สามารถตรวจด้วยการทดสอบแพ้แบบแปะ (patch test) ได้

เมื่อผิวแห้งกลายเป็นผื่นที่ต้องใช้ยา ไม่ใช่แค่ครีม

มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ใช่ยารักษาผื่นอักเสบ ถ้าผิวแห้งเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ ควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • ผิวแตกเป็นลายแดง หรือเป็นผื่นแดงหนาที่เกาจนเป็นรอยถลอก

  • คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน

  • ผื่นเป็นวงขอบชัด ลอกที่ขอบ อาจเป็นเชื้อรา ซึ่งถ้าทาสเตียรอยด์จะลามมากขึ้น

  • มีน้ำเหลือง สะเก็ดเหลือง หรือหนอง ซึ่งเป็นสัญญาณติดเชื้อแบคทีเรีย

  • ผิวแห้งเป็นเกล็ดตั้งแต่เด็ก หรือแห้งทั้งปีแม้อากาศชื้น

ยาที่แพทย์มักใช้:

  • ไฮโดรคอร์ติโซน 1% (hydrocortisone 1%): สเตียรอยด์อ่อน ใช้กับหน้า ข้อพับ และเด็ก ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 1–2 สัปดาห์

  • ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ 0.1% (triamcinolone acetonide 0.1%): สเตียรอยด์แรงปานกลาง สำหรับผื่นผิวแห้งแตกลายที่ขาและลำตัว ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์ แล้วกลับไปใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียว

  • ทาโครลิมัส 0.03–0.1% (tacrolimus) หรือพิเมโครลิมัส 1% (pimecrolimus): ยาทาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับผื่นภูมิแพ้บนหน้าและผิวบาง ใช้ได้นานกว่าสเตียรอยด์ ช่วงแรกอาจแสบร้อน

สัญญาณว่ายาได้ผล: คันลดลงใน 2–3 วัน ผื่นแดงยุบใน 1–2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ควรกลับไปพบแพทย์ การเลือกชนิดยา ความแรง และระยะเวลาใช้เป็นหน้าที่ของแพทย์ เพราะสเตียรอยด์แรงที่ใช้นานเกินไปทำให้ผิวบางและแตกลาย อ่านเปรียบเทียบยาทาแต่ละกลุ่มได้ที่ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก และถ้าคันมากตอนกลางคืนอ่าน คันตามตัวตอนกลางคืน แบบไหนแค่ผิวแห้ง แบบไหนคือสัญญาณโรค

สรุปสั้น ๆ

  • ครีมทาผิวแห้งที่ได้ผลควรมีทั้งสารดึงน้ำ (กลีเซอรีน ยูเรีย) และสารเคลือบผิว (ปิโตรเลียมเจลลี ไดเมทิโคน) และไม่มีน้ำหอม

  • ยูเรีย 5–10% ใช้ทาทั่วตัว ส่วน 20–40% ใช้เฉพาะส้นเท้าและผิวหนา

  • ผิวแห้งคันหรือผื่นภูมิแพ้ เลือกเซราไมด์หรือขี้ผึ้ง และเลี่ยงยูเรียกับกรดแล็กติกช่วงผื่นกำเริบ

  • ยิ่งแห้งมาก ยิ่งเลือกเนื้อหนัก ขี้ผึ้ง > ครีม > โลชั่น

  • ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และทาให้พอปริมาณ

  • ทาถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วยังคันหรือมีผื่นแดง ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพราะอาจเป็นผื่นที่ต้องใช้ยา

คำถามที่พบบ่อยเรื่องครีมทาผิวแห้ง

ครีมทาผิวแห้ง ยี่ห้อไหนดี

แพทย์ผิวหนังแนะนำให้เลือกจากส่วนผสม ไม่ใช่ยี่ห้อ ครีมที่ดีควรไม่มีน้ำหอม มีสารดึงน้ำอย่างกลีเซอรีนหรือยูเรีย 5–10% และมีสารเคลือบผิวอย่างปิโตรเลียมเจลลีหรือไดเมทิโคนอยู่ในห้าลำดับแรกของฉลาก ถ้าผิวแพ้ง่ายหรือเป็นผื่นภูมิแพ้ ให้เลือกสูตรที่มีเซราไมด์ ครีมที่มีส่วนผสมครบมักได้ผลดีโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษ สิ่งที่ทำให้เห็นผลจริงคือการทาให้พอและทาสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง

โลชั่นสำหรับผิวแห้งมาก ใช้แบบไหนดี

ผิวแห้งมากที่ลอกเป็นแผ่นหรือแตกเป็นลาย โลชั่นมักบางเกินไป เพราะมีน้ำเป็นส่วนใหญ่และระเหยเร็ว ควรเปลี่ยนเป็นครีมเนื้อหนักหรือขี้ผึ้ง เช่น ปิโตรเลียมเจลลี หรือครีมที่มียูเรีย 10% ทาวันละ 2–3 ครั้ง และทาทันทีหลังอาบน้ำ ถ้าไม่ชอบความเหนียว ให้ใช้ครีมตอนกลางวันแล้วทาขี้ผึ้งทับเฉพาะจุดที่แห้งมากก่อนนอน ถ้าทาครบ 2 สัปดาห์แล้วยังแตกและคัน ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นผื่นผิวแห้งอักเสบที่ต้องใช้ยาทาร่วม

ผิวแห้ง เป็นขุย ใช้ครีม อะไรดี

ผิวที่ลอกเป็นขุยขาวต้องการทั้งการเติมน้ำและการช่วยให้ขุยหลุดอย่างนุ่มนวล ครีมที่มียูเรีย 10–20% หรือแอมโมเนียมแล็กเตต 12% ช่วยได้ดี โดยเฉพาะที่หน้าแข้งและแขน ทาวันละ 2 ครั้ง ขุยมักลดลงใน 1–2 สัปดาห์ ไม่ควรขัดขุยออกด้วยสครับหรือใยขัด เพราะทำให้ผิวระคายมากขึ้น ถ้าขุยเป็นวงขอบชัดและคัน หรือขุยมันเหลืองที่หน้าและหนังศีรษะ อาจเป็นเชื้อราหรือผื่นต่อมไขมันอักเสบ ซึ่งต้องใช้ยาเฉพาะ

โลชั่นสำหรับผิวแห้งคัน ใช้อะไรดี

ผิวแห้งคันควรใช้ครีมที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ และมีเซราไมด์ คอลลอยด์โอ๊ตมีล หรือปิโตรเลียมเจลลี ช่วงที่คันมากควรเลี่ยงยูเรียและกรดแล็กติกเพราะอาจแสบ การเก็บครีมไว้ในตู้เย็นแล้วทาตอนเย็น ๆ ช่วยลดคันได้ชั่วคราว ถ้าคันจนเกาเป็นรอย ผิวแดง หรือนอนไม่หลับ แสดงว่ามีการอักเสบแล้ว มอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียวมักไม่พอ แพทย์อาจให้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนหรือยาทากลุ่มอื่นในระยะสั้นร่วมด้วย

ผิวแห้งกร้าน ใช้ครีมอะไรดี

ผิวกร้านหยาบเหมือนกระดาษทราย มักเกิดจากเซลล์ผิวที่ค้างสะสม เช่น ที่ข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง และต้นแขนที่มีขนคุด ครีมที่ช่วยได้คือยูเรีย 10–20% แอมโมเนียมแล็กเตต 12% หรือกรดแล็กติก ทาวันละ 2 ครั้ง ผิวมักเรียบขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ บริเวณที่หนามากอย่างส้นเท้าใช้ยูเรีย 20–40% เฉพาะจุดก่อนนอน ควรทากันแดดบริเวณที่โดนแดดเมื่อใช้กรดแล็กติก และหยุดใช้ถ้าผิวแดงหรือแสบนาน

ครีม urea ใช้ทุกวันได้ไหม

ครีมยูเรียความเข้มข้น 5–10% ใช้ทาทุกวันได้ วันละ 1–2 ครั้ง ทั้งแขน ขา และลำตัว เหมาะกับการใช้ต่อเนื่องตลอดหน้าหนาว ส่วนยูเรีย 20–40% ควรใช้เฉพาะจุดที่ผิวหนา เช่น ส้นเท้า วันละครั้ง และเมื่อผิวบางลงแล้วให้ลดเหลือ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ควรทายูเรียบนผิวที่แตกเป็นแผล ผื่นอักเสบ หรือรอบดวงตา และมักเลี่ยงในทารกและเด็กเล็ก ถ้าแสบเกิน 10 นาทีหรือผิวแดงขึ้น ให้หยุดใช้

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 13 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาการรักษา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ บทความนี้ไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใด

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ปากแห้งลอก ปากแห้งแตก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 9 สาเหตุ ปากลอกแบบไหนอันตราย และควรทาอะไร

ปากแห้งลอก (Cheilitis หรือ chapped lips) คือภาวะที่ผิวริมฝีปากแห้ง แตก ลอกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น บางครั้งแสบหรือมีเลือดซึม ส่วนใหญ่เกิดจากอากาศแห้งร่วมกับนิสัยเลียปาก ซึ่งดีขึ้นภายใน 3–7 วันเมื่อทาปิโตรเ

 
 
 
แชมพูลดผมร่วง ช่วยได้จริงไหม แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกตัวยาให้ตรงสาเหตุ ketoconazole caffeine และเมื่อไรต้องใช้ minoxidil

แชมพูลดผมร่วง (Anti-hair-loss shampoo) ช่วยได้จริงเฉพาะเมื่อผมร่วงมาจากหนังศีรษะอักเสบ เช่น รังแคหรือเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) และช่วยเสริมได้บ้างในผมบางจากกรรมพันธุ์ (Androgenetic alopecia)

 
 
 
หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากรังแค สะเก็ดเงิน แพ้สีย้อมผม และวิธีเลือกแชมพูตามตัวยา

หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp หรือ Scalp xerosis) คือภาวะที่ผิวหนังบนศีรษะเสียไขมันและน้ำไปมากกว่าที่สร้างทดแทนได้ จึงตึง คัน และลอกเป็นขุยสีขาวเล็กละเอียดแห้ง ๆ ซึ่งต่างจากรังแค (Dandruff) ที่เป็นขุยแผ่นใ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ