top of page

คันหัวนม เกิดจากอะไร ผื่นที่หัวนมแบบไหนต้องรีบตรวจ

5 วันที่ผ่านมา
ยาว 5 นาที

คันหัวนม (nipple itch หรือ nipple pruritus) คืออาการคันที่หัวนมและลานนม ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผิวแห้ง การเสียดสี ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่หัวนม (nipple eczema) ผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis) หรือเชื้อราแคนดิดา (Candida) ในช่วงให้นมบุตร ผื่นแดง ลอก หรือมีน้ำเหลืองที่หัวนมข้างเดียวและไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ต้องตรวจเพื่อแยกโรคพาเจ็ทของหัวนม (Paget's disease of the nipple) ซึ่งเป็นมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งที่พบได้น้อย

อาการคันอย่างเดียวโดยผิวยังปกติแทบไม่เคยเป็นสัญญาณแรกของมะเร็ง สิ่งที่แพทย์ผิวหนังให้น้ำหนักคือหน้าตาของผื่น เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง เป็นมานานเท่าไร และตอบสนองต่อยาที่ทาไปแล้วอย่างไร บทความนี้แยกสาเหตุทีละข้อ รวมถึงผู้ชายและแม่ให้นมบุตร พร้อมวิธีแยกผื่นภูมิแพ้จากเชื้อรา ชื่อยาที่แพทย์ใช้ และขั้นตอนเมื่อมาพบแพทย์

คันหัวนมข้างเดียวหรือสองข้าง บอกอะไรได้บ้าง

การดูว่าเป็นกี่ข้างช่วยตั้งต้นการคิด แต่ไม่ใช่ข้อสรุปของการวินิจฉัย

  • สองข้างพร้อมกัน: มักเป็นผิวแห้ง การเสียดสี ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นแพ้สัมผัส หรือหิด

  • ข้างเดียวและเพิ่งเริ่มไม่กี่วัน: มักเป็นการเสียดสีจากชุดชั้นใน แผลจากการให้นมข้างที่ลูกดูดบ่อย หรือการติดเชื้อเฉพาะที่

  • ข้างเดียวนานเกิน 2–3 สัปดาห์: มีผื่นแดง ผิวลอก สะเก็ด หรือน้ำเหลือง ควรได้รับการตรวจ ถึงแม้สาเหตุส่วนใหญ่ยังไม่ใช่มะเร็ง

  • ผิวปกติ มีแต่อาการคัน: มักเกี่ยวกับผิวแห้ง เนื้อผ้า หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

คันหัวนมจากผิวแห้ง (xerosis)

ลักษณะ: คันเป็นพัก ๆ ผิวลานนมและผิวรอบเต้านมแห้ง ตึง มีขุยละเอียด ไม่มีน้ำเหลือง มักเป็นทั้งสองข้างและมีผิวแห้งที่แขนขาร่วมด้วย

สาเหตุ: อากาศแห้งหรือเย็น อาบน้ำร้อนนาน สบู่ที่ล้างไขมันผิวมาก และผิวที่แห้งลงตามอายุ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ดูแลเองได้ โดยทาปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum) หรือครีมบำรุงผิวไร้น้ำหอมวันละ 2 ครั้ง ซึ่งมักเห็นผลใน 1–2 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อทาครบ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน มีผื่นแดงชัดเจน หรือคันทั้งตัวโดยไม่มีผื่น

หัวนมเสียดสีจากการวิ่ง (jogger's nipple)

ลักษณะ: หัวนมแสบ แดง ถลอก บางครั้งมีเลือดซึมติดเสื้อ เป็นได้ทั้งสองข้าง และเป็นหลังออกกำลังกายนาน

สาเหตุ: เสื้อถูกับหัวนมซ้ำ ๆ ร่วมกับเหงื่อ พบในนักวิ่งระยะไกลทั้งชายและหญิง รวมถึงผู้ที่ใส่เสื้อเนื้อหยาบหรือชุดชั้นในที่ขอบบาดผิว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แผลตื้นมักดีขึ้นใน 3–7 วันเมื่อหยุดการเสียดสี การทาปิโตรเลียมเจลลีก่อนออกกำลังกายและเลือกเสื้อเนื้อเรียบช่วยลดการเกิดซ้ำ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อแผลมีหนอง บวม ปวดมากขึ้น หรือยังมีผื่นทั้งที่หยุดออกกำลังกายไปแล้วเกิน 2 สัปดาห์

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่หัวนม (nipple eczema)

ลักษณะ: ผื่นแดงคัน ขอบไม่ชัด มีขุย ผิวหนาขึ้นเมื่อเกาซ้ำ เมื่ออักเสบมากอาจแฉะและตกสะเก็ด มักเริ่มที่ลานนมและเป็นทั้งสองข้าง

สาเหตุ: เกิดจากผิวที่เป็นภูมิแพ้ (atopy) ซึ่งเป็นภาวะเดียวกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง atopic dermatitis พบบ่อยในวัยรุ่นหญิงที่มีประวัติผื่นภูมิแพ้ หอบหืด หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้ และกำเริบได้จากเหงื่อ เสื้อผ้าเนื้อหยาบ การเสียดสี และการให้นม

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่รบกวนชีวิตประจำวันและติดเชื้อซ้ำได้ ถ้าวินิจฉัยถูก มักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์หลังเริ่มยาทา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อทายาทาสเตียรอยด์อ่อนครบ 7 วันแล้วไม่ดีขึ้น เป็นข้างเดียว หรือกำเริบซ้ำจนต้องทาบ่อย

ผื่นแพ้สัมผัสที่หัวนม (contact dermatitis)

ลักษณะ: ผื่นแดง คัน แสบ บางครั้งมีตุ่มน้ำ รูปร่างของผื่นตรงกับบริเวณที่สัมผัสสาร เช่น แนวขอบชุดชั้นใน และมักเริ่มภายใน 24–72 ชั่วโมงหลังสัมผัส

สาเหตุ: ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำหอม ครีมบำรุงผิว สีย้อมผ้า โลหะนิกเกิลจากตะขอหรือต่างหูหัวนม เทปกาว แผ่นซับน้ำนม ครีมลาโนลิน (lanolin) และบางครั้งเป็นตัวยาทาเอง แพทย์แยกกลไกนี้ไว้ละเอียดในบทความผื่นภูมิแพ้สัมผัส contact dermatitis

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ผื่นมักยุบใน 2–4 สัปดาห์หลังเลิกใช้สารที่แพ้ ถ้ายังใช้ต่อ ยาทาจะคุมได้เพียงชั่วคราว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อหาสารที่แพ้ไม่เจอ ผื่นกลับมาซ้ำ หรือแม่ให้นมสงสัยว่าแพ้ครีมทาหัวนม แพทย์อาจทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (patch test) ซึ่งอ่านผลที่ราว 48 และ 96 ชั่วโมง

เชื้อราที่ผิวหนังรอบหัวนมและใต้เต้านม (กลาก และแคนดิดา)

ลักษณะ: กลาก (tinea corporis) เป็นวงแดงขอบนูนชัด มีขุยที่ขอบ ตรงกลางจาง และค่อย ๆ ขยายออก ส่วนแคนดิดาที่ผิวหนัง (cutaneous candidiasis) เป็นผื่นแดงชื้นตามรอยพับใต้เต้านม มีตุ่มเล็ก ๆ กระจายรอบผื่นหลัก

สาเหตุ: ความชื้น เหงื่อ ชุดชั้นในรัด น้ำหนักตัวมาก เบาหวาน และการทายาสเตียรอยด์ก่อนหน้านี้

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ไม่หายเองง่าย และกลากติดต่อได้จากการสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือผิวคนอื่น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่แน่ใจว่าผื่นเป็นเชื้อราจริงหรือไม่ เมื่อทายาฆ่าเชื้อราครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือเป็นเบาหวาน แพทย์ขูดผิวส่องกล้องด้วยน้ำยาโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ซึ่งรู้ผลภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่สิบนาที

คันหัวนมช่วงให้นมบุตร: เชื้อราแคนดิดา

ลักษณะ: หัวนมสีชมพูเข้ม ผิวมันเงา บางครั้งลอก แม่แสบคันทั้งสองข้าง และเจ็บแปลบแบบแสบร้อนหลังลูกดูดนม ลูกอาจมีฝ้าขาวในปากที่เช็ดไม่ออก หรือผื่นผ้าอ้อมแดงจัด

สาเหตุ: แคนดิดาเติบโตในผิวที่ชื้นจากน้ำลายและน้ำนม โดยเฉพาะเมื่อมีแผลแตกที่หัวนม หลังแม่หรือลูกได้ยาปฏิชีวนะ หรือเมื่อแม่เป็นเบาหวาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายและส่วนใหญ่ให้นมต่อได้ แต่ต้องรักษาแม่และปากลูกพร้อมกันเพื่อไม่ให้ติดเชื้อกลับไปกลับมา นอกจากนี้อาการปวดหัวนมตอนให้นมจำนวนมากเกิดจากการดูดผิดท่าหรือผื่นอักเสบ จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเชื้อรา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเจ็บหัวนมนานเกิน 1 สัปดาห์ ทายาฆ่าเชื้อรา 7 วันแล้วไม่ดีขึ้น หรือลูกมีฝ้าขาวในปากและดูดนมลดลง

คันและเจ็บหัวนมจากการดูดผิดท่า

ลักษณะ: หัวนมแตก เป็นแผลที่ปลายหรือโคนหัวนม เจ็บมากตอนลูกเริ่มดูด และคันเมื่อแผลเริ่มสมาน หลังลูกปล่อยเต้านมอาจเห็นหัวนมบี้เป็นรูปลิ่ม

สาเหตุ: ลูกอมไม่ลึกถึงลานนม ท่าให้นมไม่เหมาะ ลิ้นติด หรือแรงดูดจากเครื่องปั๊มที่ตั้งไว้สูงเกินไป ในบางรายหัวนมซีดและปวดหลังให้นมจากหลอดเลือดหดเกร็ง (vasospasm)

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่เป็นทางเข้าของเชื้อ แผลมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันเมื่อแก้ท่าดูดได้ การเช็ดด้วยน้ำสะอาดและปล่อยให้แห้งช่วยลดการระคายเคือง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อแผลไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ มีหนอง หรือเต้านมบวมแดงร่วมกับไข้ตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเป็นเต้านมอักเสบ (mastitis) และควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

หัวนมติดเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะ: ผื่นแฉะ สะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง ตุ่มหนองเล็ก ๆ เจ็บและบวมแดงรอบแผล

สาเหตุ: เชื้อสแตฟิโลคอคคัส (Staphylococcus aureus) เข้าทางแผลแตก รอยเกา หรือผื่นภูมิแพ้ที่เกาจนถลอก

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ถ้ารักษาช้าอาจลุกลามเป็นเนื้อเยื่ออักเสบหรือฝีในเต้านม

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์ภายใน 1–2 วัน และรีบมาทันทีเมื่อมีไข้ เต้านมบวมร้อน หรือคลำพบก้อนที่กดเจ็บ

ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มที่หัวนม: เริม

ลักษณะ: ตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มิลลิเมตรเรียงเป็นกลุ่มบนฐานแดง แสบหรือปวดนำมาก่อนตุ่มขึ้น แล้วแตกเป็นแผลตื้นและตกสะเก็ดใน 7–10 วัน

สาเหตุ: ไวรัสเริม (herpes simplex virus) ซึ่งอาจติดจากการสัมผัสแผลเริมโดยตรง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่รุนแรงในผู้ใหญ่ที่แข็งแรง แต่อันตรายสูงในทารกแรกเกิด ถ้าแผลอยู่ที่เต้านมหรือหัวนมต้องงดให้นมข้างนั้นจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดแห้งสนิท และล้างมือก่อนจับลูกทุกครั้ง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: พบแพทย์ภายใน 1–2 วันหลังเห็นตุ่ม โดยเฉพาะแม่ที่ให้นมทารกอายุน้อย

คันหัวนมช่วงตั้งครรภ์

ลักษณะ: คันเบา ๆ ที่หัวนม เต้านม หน้าท้อง และลานนมเข้มขึ้น ผิวดูตึง บางรายมีน้ำนมเหลืองซึมออกมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

สาเหตุ: เต้านมขยายทำให้ผิวยืด ผิวแห้งง่าย และฮอร์โมนเปลี่ยน อาการคันโดยรวมพบได้ราว 1 ใน 5 ของหญิงตั้งครรภ์ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเดิมอาจกำเริบในช่วงนี้ด้วย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย การทาปิโตรเลียมเจลลีและใส่ชุดชั้นในขนาดพอดีช่วยได้ ผื่นตุ่มคันตามรอยแตกลายที่หน้าท้องในไตรมาสที่ 3 (polymorphic eruption of pregnancy) มักหายเองภายใน 4–6 สัปดาห์หลังคลอด แต่อาการคันมากที่ฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจเป็นภาวะน้ำดีคั่งในตับช่วงตั้งครรภ์ (intrahepatic cholestasis of pregnancy) ซึ่งมีผลต่อทารก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: แจ้งสูติแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมงเมื่อคันฝ่ามือฝ่าเท้า ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม เพื่อตรวจกรดน้ำดีและการทำงานของตับ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทาหรือยากินทุกชนิด

คันกลางคืนทั้งตัว และหัวนมมีตุ่ม: หิด

ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กและเส้นคดเคี้ยวสั้น ๆ ที่หัวนมและลานนม ง่ามนิ้ว ข้อมือ รักแร้ สะดือ และขาหนีบ คันมากตอนกลางคืน คนในบ้านมักคันด้วย หัวนมเป็นตำแหน่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิง

สาเหตุ: ตัวไรหิด (Sarcoptes scabiei) ซึ่งติดต่อทางการสัมผัสผิวหนังนาน ๆ ในการติดเชื้อครั้งแรกอาการมักเริ่มหลังรับเชื้อ 4–6 สัปดาห์ รายละเอียดอยู่ในบทความหิด คันกลางคืนแบบไหนคือหิด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่แพร่ในบ้านได้เร็ว ทุกคนที่อยู่ร่วมกันต้องรักษาพร้อมกัน ซักเครื่องนอนและเสื้อผ้าด้วยน้ำร้อน อาการคันหลังการรักษาที่ถูกต้องยังอยู่ต่อได้อีก 2–4 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อคันตอนกลางคืนทั้งตัว ร่วมกับคนในบ้านคัน หรือเมื่อทายาแล้วยังมีตุ่มใหม่ขึ้นหลัง 4 สัปดาห์

โรคพาเจ็ทของหัวนม (Paget's disease of the nipple)

ลักษณะ: ผื่นแดง ลอก มีสะเก็ด หรือน้ำเหลืองซึมที่หัวนมข้างเดียว มักเริ่มที่ปลายหัวนมแล้วลามไปลานนม คัน แสบ หรือรู้สึกซ่า บางรายหัวนมบุ๋ม ผิวสึกเป็นแผล หรือมีน้ำออกจากหัวนม ผื่นนี้ไม่หายและอาจดีขึ้นชั่วคราวเมื่อทายาสเตียรอยด์ ทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นภูมิแพ้

สาเหตุ: เซลล์มะเร็งจากท่อน้ำนมเคลื่อนขึ้นมาที่ผิวหนังของหัวนม โรคนี้คิดเป็นราว 1–4% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด พบมากในช่วงอายุ 50–70 ปี ราว 8–9 ใน 10 รายมีมะเร็งอยู่ในเนื้อเต้านมข้างเดียวกันด้วย และราวครึ่งหนึ่งคลำก้อนได้

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูง แต่ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินภายในชั่วโมง ควรตรวจภายในไม่กี่สัปดาห์ เพราะการรักษาและการพยากรณ์โรคขึ้นกับมะเร็งที่อยู่ข้างใต้ การรักษาหลักคือการผ่าตัดร่วมกับศัลยแพทย์เต้านม ซึ่งอาจตัดเฉพาะหัวนมและลานนมร่วมกับการฉายรังสี หรือตัดเต้านม ยาทาไม่ใช่การรักษาโรคนี้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นหัวนมข้างเดียวที่ไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ให้หยุดทาเองและพบแพทย์เพื่อตัดชิ้นเนื้อและตรวจแมมโมแกรม (mammography) ถ้ามีก้อนในเต้านม น้ำปนเลือดจากหัวนม หรือหัวนมบุ๋มใหม่ ให้มาโดยไม่ต้องรอครบเวลา แมมโมแกรมปกติยังตัดโรคนี้ออกไม่ได้ ถ้าผื่นน่าสงสัย ผลชิ้นเนื้อเป็นตัวตัดสิน

ก้อนและแผลที่หัวนมที่ไม่ใช่มะเร็ง: เนื้องอกหัวนม (nipple adenoma)

ลักษณะ: หัวนมข้างเดียวมีแผลสึก สะเก็ด หรือก้อนเล็ก คัน เจ็บ มีน้ำหรือเลือดซึม หน้าตาคล้ายโรคพาเจ็ทมาก

สาเหตุ: เนื้องอกชนิดไม่ร้ายของท่อน้ำนมในหัวนม (erosive adenomatosis) พบได้น้อย มักพบในวัย 40–50 ปี

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่มะเร็ง แต่ตาเปล่าแยกจากโรคพาเจ็ทไม่ได้ จึงต้องตัดชิ้นเนื้อเสมอ การรักษาคือผ่าตัดเอาออก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เช่นเดียวกับผื่นข้างเดียวทุกชนิด คือเมื่อเป็นเกิน 2–3 สัปดาห์ หรือมีเลือดออกจากหัวนม

เต้านมบวมแดงทั้งข้างและผิวคล้ายเปลือกส้ม

ลักษณะ: เต้านมข้างเดียวแดง บวม ร้อน คันหรือหนักขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ ผิวหนาและมีรูบุ๋มคล้ายเปลือกส้ม (peau d'orange) ส่วนมากไม่มีไข้ และมักไม่มีก้อนชัดเจน

สาเหตุ: เต้านมอักเสบจากการติดเชื้อเป็นสาเหตุที่พบบ่อยกว่าในแม่ให้นม แต่ต้องคิดถึงมะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (inflammatory breast cancer) ซึ่งคิดเป็นราว 1–5% ของมะเร็งเต้านม โดยเซลล์มะเร็งอุดท่อน้ำเหลืองในผิว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูง ควรตรวจภายในไม่กี่วัน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีลักษณะข้างต้น หรือให้ยาปฏิชีวนะรักษาเต้านมอักเสบ 7 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องทำอัลตราซาวนด์ แมมโมแกรม และตัดชิ้นเนื้อผิวหนัง

ผู้ชายคันหัวนม

ลักษณะ: ผู้ชายมีหัวนมและท่อน้ำนมเช่นกัน จึงเป็นโรคเหล่านี้ได้ ที่พบบ่อยคือคันหรือถลอกจากเสื้อวิ่งและเสื้อยืดเนื้อหยาบ ผื่นภูมิแพ้ กลากบนหน้าอก รูขุมขนอักเสบรอบหัวนม และภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (gynecomastia) ที่เจ็บหรือคันใต้ลานนม

สาเหตุ: การเสียดสี เหงื่อ น้ำหนักตัวมาก ยาบางชนิด เช่น ยาที่มีผลต่อฮอร์โมนเพศชาย และโรคตับหรือไทรอยด์ มะเร็งเต้านมในผู้ชายพบได้ราว 1% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และมักพบตอนอายุมาก โรคพาเจ็ทในผู้ชายพบน้อยมาก

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ผู้ชายมักมาตรวจช้าเพราะไม่คิดว่าจะเป็นโรคเต้านมได้ และเนื้อเต้านมที่บางทำให้โรคลุกลามใกล้ผิวและกล้ามเนื้อได้เร็ว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นข้างเดียวเกิน 2–3 สัปดาห์ ก้อนใต้หัวนมที่แข็งและไม่เจ็บ หัวนมบุ๋ม หรือมีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม ควรตรวจโดยไม่รอ

วิธีแยกผื่นภูมิแพ้จากเชื้อราและโรคพาเจ็ท

ทั้งสามโรคนี้เป็นผื่นแดงคันเหมือนกันในช่วงแรก ข้อสังเกตด้านล่างใช้ตั้งต้นการคิด การยืนยันโรคต้องใช้การตรวจ

  • ตำแหน่ง: ผื่นภูมิแพ้มักเริ่มที่ลานนมและเว้นปลายหัวนม · เชื้อรามักอยู่รอบลานนมหรือใต้เต้านม · โรคพาเจ็ทเริ่มที่ปลายหัวนมแล้วลามออก

  • จำนวนข้าง: ผื่นภูมิแพ้มักสองข้าง · เชื้อราเป็นได้ทั้งสองแบบ · โรคพาเจ็ทเกือบทั้งหมดเป็นข้างเดียว

  • ขอบผื่น: ผื่นภูมิแพ้ขอบไม่ชัด · กลากขอบนูนชัดและตรงกลางจาง · แคนดิดามีตุ่มเล็กกระจายรอบ · โรคพาเจ็ทขอบค่อนข้างชัด ผิวหนาขึ้น

  • การตอบสนองต่อยา: ผื่นภูมิแพ้ดีขึ้นชัดกับสเตียรอยด์ใน 1–2 สัปดาห์ · เชื้อราดีขึ้นกับยาฆ่าเชื้อรา · โรคพาเจ็ทไม่หายกับยาทาทั้งสองชนิด อาจดีขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

  • การตรวจยืนยัน: ผื่นภูมิแพ้ใช้การตรวจร่างกายและประวัติ · เชื้อราใช้การขูดผิวส่องกล้อง · โรคพาเจ็ทใช้การตัดชิ้นเนื้อ

ทาสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อราผิดโรค เกิดอะไรขึ้น

การทายาที่บ้านโดยไม่รู้โรคทำให้ผื่นยากต่อการวินิจฉัยมากขึ้น ดังนั้นจึงควรรู้ผลของการใช้ผิดก่อนทา

  • ทาสเตียรอยด์บนเชื้อรา: อาการคันลดในช่วงแรก แต่เชื้อโตขึ้น ผื่นลามกว้างและขอบเปลี่ยนไปจนจำรูปเดิมไม่ได้ (tinea incognito) แพทย์จะตรวจเจอเชื้อยากขึ้นด้วย

  • ทายาฆ่าเชื้อราบนผื่นภูมิแพ้: ผื่นไม่ดีขึ้น เสียเวลา และบางรายแพ้ตัวยาหรือครีมพื้นซ้ำ

  • ทาสเตียรอยด์บนโรคพาเจ็ท: ผื่นอาจจางลงชั่วคราวจนคนไข้เข้าใจว่าหาย การวินิจฉัยมะเร็งจึงล่าช้าออกไป

  • ทาครีมผสมหลายตัวยา: ครีมที่รวมสเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อรา และยาปฏิชีวนะไว้ด้วยกัน ทำให้แยกโรคยาก และเพิ่มโอกาสแพ้สัมผัส

  • ทาสเตียรอยด์แรงบนผิวบาง: ผิวหัวนมและลานนมบาง ใช้ยาแรงหรือใช้นานทำให้ผิวบางลง เกิดเส้นเลือดฝอย และรอยแตกลาย

ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นโรคไหน หรือทายาครบตามเวลาแล้วไม่ดีขึ้น ให้หยุดทาแล้วมาตรวจ และบอกแพทย์ว่าทาอะไรไปบ้าง หลักการเลือกยาทั่วไปอ่านต่อได้ที่ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก

ยาที่แพทย์ใช้รักษาอาการคันหัวนมตามสาเหตุ

รายการนี้อธิบายให้เข้าใจแนวทางการรักษา การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจ ตามโรคที่วินิจฉัย การตั้งครรภ์ และการให้นมบุตร

  • ปิโตรเลียมเจลลี (petrolatum): ทาวันละ 2 ครั้งและก่อนออกกำลังกาย ใช้ต่อเนื่องตามต้องการ ได้ผลเมื่อเลิกสิ่งที่เสียดสีและระคายเคืองร่วมด้วย

  • ไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) ครีม 1%: ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 7 วันเมื่อใช้เอง แม่ให้นมทาหลังให้นมและล้างออกก่อนให้นมมื้อถัดไป ผลดีเมื่อโรคเป็นผื่นอักเสบจริง ถ้าครบ 7 วันไม่ดีขึ้นต้องทบทวนการวินิจฉัย

  • สเตียรอยด์ความแรงปานกลาง เช่น โมเมทาโซน (mometasone) 0.1%: แพทย์สั่งเป็นช่วงสั้น มักวันละครั้ง 1–2 สัปดาห์ สำหรับผื่นหนาหรือกำเริบมาก ผลขึ้นกับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการลดยาตามนัด เพราะผิวบริเวณนี้บาง

  • ทาโครลิมัส (tacrolimus) 0.03–0.1% หรือพิเมโครลิมัส (pimecrolimus) 1%: ยาทากลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ วันละ 2 ครั้งเป็นสัปดาห์ถึงหลายสัปดาห์ เหมาะกับผื่นที่กำเริบซ้ำ ผลขึ้นกับการเลี่ยงสิ่งกระตุ้นร่วมด้วย ในช่วงแรกอาจแสบได้ แม่ให้นมต้องปรึกษาแพทย์ก่อนและห้ามให้ปากลูกสัมผัสยา

  • โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% หรือไมโคนาโซล (miconazole) 2%: วันละ 2 ครั้ง นาน 2 สัปดาห์สำหรับแคนดิดา และ 2–4 สัปดาห์สำหรับกลาก ทาเลยขอบผื่น 2 เซนติเมตรและทาต่ออีกราว 1 สัปดาห์หลังผื่นหาย แม่ให้นมทาหลังให้นม ถ้ายาเหลือต้องเช็ดออกก่อนมื้อถัดไป ผลขึ้นกับการทาให้ครบเวลาแม้หายคันแล้ว และการรักษาลูกพร้อมกันในกรณีให้นม

  • เทอร์บินาฟีน (terbinafine) ครีม 1%: วันละ 1–2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์สำหรับกลาก ส่วนยากินขนาด 250 มิลลิกรัมต่อวันนาน 2 สัปดาห์ใช้กับผื่นกว้าง โดยทั่วไปไม่ใช้ยากินในผู้ตั้งครรภ์และแม่ให้นม ถ้าครบเวลาแล้วไม่ดีขึ้นต้องตรวจเชื้อยืนยันอีกครั้ง

  • ไนสแตติน (nystatin) ชนิดน้ำ สำหรับปากลูก: ใช้ตามขนาดที่กุมารแพทย์สั่งพร้อมกับการรักษาแม่ ใช้ต่ออีกอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฝ้าขาวหาย ผลดีขึ้นเมื่อรักษาทั้งคู่และล้างเครื่องปั๊มหรือจุกนมทุกวัน

  • ฟลูโคนาโซล (fluconazole) ชนิดกิน: แพทย์พิจารณาเมื่อแคนดิดาที่หัวนมไม่ดีขึ้นกับยาทาหลังวินิจฉัยชัดแล้ว ขนาดและจำนวนวันแตกต่างตามราย และต้องดูยาอื่นที่กินร่วม ถ้าไม่ดีขึ้นต้องทบทวนว่าเป็นเชื้อราจริงหรือไม่

  • มิวพิโรซิน (mupirocin) 2%: ทาวันละ 3 ครั้ง นาน 5–10 วันสำหรับแผลติดเชื้อตื้น ๆ ถ้าลุกลามแพทย์อาจให้ยากินเช่นไดคลอกซาซิลลิน (dicloxacillin) หรือเซฟาเลกซิน (cephalexin) ราว 5–7 วัน ผลขึ้นกับการรักษาแผลแตกหรือผื่นที่เป็นต้นเหตุด้วย

  • เพอร์เมทริน (permethrin) 5%: ทาทั้งตัวจากคอลงมา ทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมงแล้วล้างออก ทาซ้ำในวันที่ 7 ทุกคนในบ้านต้องรักษาพร้อมกัน แพทย์อาจให้ไอเวอร์เมกติน (ivermectin) 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม 2 ครั้งห่างกัน 7–14 วัน ความล้มเหลวส่วนใหญ่มาจากการทาไม่ทั่วตัวหรือคนในบ้านไม่ได้รักษาพร้อมกัน

  • อะไซโคลเวียร์ (acyclovir): ยากิน 400 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้ง นาน 7–10 วันสำหรับเริมครั้งแรก เริ่มเร็วภายใน 72 ชั่วโมงหลังตุ่มขึ้นจะได้ผลมากกว่า

  • เซทิริซีน (cetirizine) 10 มิลลิกรัม: กินวันละครั้งลดอาการคันได้ระดับหนึ่ง ผลต่อผื่นภูมิแพ้ไม่มากนัก และทำให้ง่วงได้ ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรถามแพทย์ก่อน รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนเหมาะ

กฎที่ใช้กับยาทุกตัวในรายการนี้คือ ผื่นข้างเดียวที่ไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ห้ามทาเองต่อ

มาพบแพทย์เรื่องคันหัวนม เจออะไรบ้าง

การตรวจส่วนใหญ่ไม่ซับซ้อนและใช้เวลาไม่นาน ขั้นตอนทั่วไปเรียงตามนี้

  1. ซักประวัติ: เป็นมากี่สัปดาห์ ข้างเดียวหรือสองข้าง ทาอะไรไปแล้ว ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรหรือไม่ ประวัติภูมิแพ้ ยาที่กินประจำ และประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว

  2. ตรวจผิวหนัง: ดูหัวนม ลานนม ผิวรอบ ๆ และเทียบกันทั้งสองข้าง แพทย์อาจใช้กล้องส่องผิว (dermoscopy) และตรวจผิวบริเวณอื่นของร่างกายเพื่อหาผื่นชนิดเดียวกัน

  3. คลำเต้านมและรักแร้: หาก้อนและต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นการตรวจที่ทำเป็นปกติเมื่อเป็นผื่นข้างเดียว

  4. ขูดผิวส่องกล้อง (KOH): เมื่อสงสัยเชื้อรา ไม่เจ็บ และรู้ผลภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่สิบนาที ถ้าแผลมีหนองแพทย์อาจป้ายเชื้อไปเพาะ

  5. ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (patch test): เมื่อสงสัยการแพ้สัมผัส โดยติดแผ่นทดสอบที่หลังและอ่านผลราว 48 และ 96 ชั่วโมง

  6. ตัดชิ้นเนื้อ (skin biopsy): ใช้เมื่อผื่นข้างเดียวไม่ดีขึ้น หรือหน้าตาน่าสงสัยโรคพาเจ็ท แพทย์ฉีดยาชาเฉพาะที่แล้วใช้เครื่องมือเจาะผิวขนาดราว 3–4 มิลลิเมตร เย็บ 1–2 เข็ม หรืออาจตัดเป็นลิ่มเล็ก ๆ ที่หัวนม ใช้เวลาไม่นาน และผลพยาธิวิทยามักออกใน 5–10 วันทำการ ซึ่งอาจนานขึ้นถ้าต้องย้อมพิเศษ

  7. ตรวจภาพเต้านม: เมื่อผลชิ้นเนื้อเป็นโรคพาเจ็ทหรือมีก้อน จะตรวจแมมโมแกรม อัลตราซาวนด์ และในบางรายตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI) แล้วส่งต่อศัลยแพทย์เต้านมเพื่อวางแผนรักษา

ผู้ที่ทายามาก่อนควรนำหลอดยาหรือรูปถ่ายฉลากยามาด้วย และถ้าผื่นดีขึ้นชั่วคราวจากยา ควรบอกแพทย์ เพราะข้อมูลนี้มีผลต่อการแปลผล ผื่นที่ตรวจแล้วไม่เป็นมะเร็งก็ยังต้องตามผลให้ครบ ถ้ายาไม่ได้ผลแพทย์จะทบทวนและตัดชิ้นเนื้อเพิ่มได้

ดูแลตัวเองระหว่างรอผื่นดีขึ้น

  • ใส่ชุดชั้นในผ้าฝ้ายเนื้อเรียบ ขนาดพอดี และเปลี่ยนทันทีหลังเหงื่อออก

  • ซักเสื้อผ้าด้วยผงซักฟอกไร้น้ำหอม งดน้ำยาปรับผ้านุ่มช่วงที่มีผื่น

  • ล้างหัวนมด้วยน้ำเปล่า งดการขัด งดแอลกอฮอล์ และงดสบู่ฤทธิ์แรง

  • ซับให้แห้งหลังอาบน้ำก่อนใส่ชุดชั้นใน และเปลี่ยนแผ่นซับน้ำนมเมื่อเปียก

  • ตัดเล็บให้สั้นเพื่อลดแผลจากการเกา

  • ถ่ายรูปผื่นไว้ทุกสัปดาห์ เพื่อให้แพทย์เห็นการเปลี่ยนแปลง

สรุปสั้น ๆ

  • คันหัวนมส่วนใหญ่เกิดจากผิวแห้ง การเสียดสี ผื่นภูมิแพ้ แพ้สัมผัส และเชื้อรา อาการคันอย่างเดียวที่ผิวปกติแทบไม่ได้บ่งถึงมะเร็ง

  • แม่ให้นมที่เป็นเชื้อราแคนดิดาต้องรักษาพร้อมกับปากลูก และส่วนใหญ่ให้นมต่อได้

  • ผู้ชายเป็นโรคของหัวนมได้เช่นกัน รวมถึงมะเร็งเต้านมที่พบราว 1% ของทั้งหมด

  • สเตียรอยด์บนเชื้อราทำให้ผื่นลาม ยาฆ่าเชื้อราบนผื่นภูมิแพ้ไม่ได้ผล และสเตียรอยด์บนโรคพาเจ็ททำให้การวินิจฉัยล่าช้า

  • ผื่นแดง ลอก หรือมีน้ำเหลืองที่หัวนมข้างเดียว ไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ต้องหยุดทาเองและตรวจชิ้นเนื้อร่วมกับแมมโมแกรม

  • ก้อนในเต้านม เลือดออกจากหัวนม หรือหัวนมบุ๋มใหม่ ควรตรวจโดยไม่รอครบเวลา

คำถามที่พบบ่อยเรื่องคันหัวนม

คัน เต้า เกิดจากอะไร

อาการคันที่เต้านมและหัวนมส่วนใหญ่เกิดจากโรคผิวหนังทั่วไป ที่พบบ่อยคือผิวแห้ง การเสียดสีกับชุดชั้นในหรือเสื้อออกกำลังกาย ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นแพ้สัมผัสจากผงซักฟอกหรือน้ำหอม เชื้อราบริเวณใต้เต้านม และการขยายตัวของผิวช่วงตั้งครรภ์ ถ้าคันโดยผิวยังเรียบปกติ ให้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเนื้อนุ่มและทาปิโตรเลียมเจลลีวันละ 2 ครั้งราว 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้ามีผื่นแดง ผิวลอก น้ำเหลือง หรือคลำเจอก้อน ควรให้แพทย์ตรวจ เพราะยาที่ใช้กับแต่ละสาเหตุต่างกันมาก และใช้ผิดแล้วผื่นอาจลุกลามได้

คัน เต้า ข้างเดียว เกิดจาก อะไร

ถ้าเพิ่งเป็นไม่กี่วัน สาเหตุมักเป็นการเสียดสีจากตะขอหรือขอบชุดชั้นใน รอยแผลจากการให้นมข้างที่ลูกดูดบ่อย หรือผื่นแพ้สัมผัสเฉพาะจุด ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อเลิกสิ่งที่กระตุ้น แต่ถ้าเป็นผื่นแดง ลอก มีสะเก็ด หรือมีน้ำเหลืองที่หัวนมข้างเดียว นานเกิน 2–3 สัปดาห์ ควรหยุดทายาเองและให้แพทย์ตรวจ เพื่อแยกโรคพาเจ็ทของหัวนมและเนื้องอกหัวนมชนิดไม่ร้าย ทั้งสองโรคนี้พบได้น้อยและแยกกันด้วยตาเปล่าไม่ได้ การตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ภายใต้ยาชาเฉพาะที่จึงเป็นวิธีที่ให้คำตอบชัดเจน

อาการคันแบบไหนเป็นมะเร็ง

อาการคันเพียงอย่างเดียวแทบไม่เคยหมายความว่าเป็นมะเร็ง และคนที่คันเรื้อรังส่วนใหญ่มีสาเหตุอื่น เช่น ผิวแห้ง ผื่นภูมิแพ้ ยา โรคไต โรคตับ หรือไทรอยด์ สิ่งที่ควรตรวจคืออาการคันที่มีสัญญาณอื่นร่วมด้วย เช่น ผื่นที่หัวนมข้างเดียวไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ก้อนในเต้านม เลือดออกจากหัวนม ไฝหรือแผลที่เปลี่ยนรูปร่าง หรือคันทั้งตัวเกิน 6 สัปดาห์โดยไม่มีผื่นร่วมกับน้ำหนักลด ไข้ เหงื่อออกกลางคืน หรือตาเหลือง การตรวจเลือดและตรวจร่างกายมักให้คำตอบได้โดยไม่ซับซ้อน

มะเร็งต่อมน้ําเหลือง คันแบบไหน

อาการคันจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักคันทั่วตัวและคันเรื้อรัง ไม่ได้จำกัดที่หัวนม ส่วนใหญ่ไม่มีผื่นชัดเจนนอกจากรอยเกา และมักมากขึ้นตอนกลางคืน พบได้ราว 10–30% ของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน สิ่งที่ทำให้แพทย์ตรวจต่อคือต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบโตโดยไม่เจ็บและไม่ยุบ ร่วมกับไข้เรื้อรัง เหงื่อออกกลางคืนจนเปียกชุด หรือน้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน ถ้าคันอย่างเดียวและไม่มีอาการเหล่านี้ สาเหตุมักเป็นโรคผิวหนังทั่วไป

อาการคันของคนท้อง ที่หัวนมและเต้านมปกติไหม

คันเบา ๆ ที่หัวนม เต้านม และหน้าท้องพบได้บ่อยระหว่างตั้งครรภ์ เพราะผิวยืดขยาย ผิวแห้งง่าย และฮอร์โมนเปลี่ยน การทาปิโตรเลียมเจลลีวันละ 2 ครั้ง อาบน้ำไม่ร้อนจัด และใส่ชุดชั้นในผ้าฝ้ายขนาดพอดีมักช่วยได้ สิ่งที่ไม่ควรรอคืออาการคันมากที่ฝ่ามือฝ่าเท้าโดยไม่มีผื่น โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือคันร่วมกับตาเหลืองและปัสสาวะสีเข้ม เพราะอาจเป็นภาวะน้ำดีคั่งในตับ ซึ่งต้องแจ้งสูติแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมงเพื่อตรวจเลือด และควรถามแพทย์ก่อนใช้ยาทาหรือยากินทุกชนิด

คันหัวนม ทายาเองได้ไหม ทาแล้วไม่หายต้องทำยังไง

ทาปิโตรเลียมเจลลีได้เลย และถ้าเป็นผื่นคันสองข้างที่ไม่มีแผล อาจทาไฮโดรคอร์ติโซน 1% บาง ๆ วันละ 1–2 ครั้งได้ไม่เกิน 7 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นให้หยุดทา เพราะผื่นนั้นอาจเป็นเชื้อรา โรคที่ไม่ตอบสนองต่อสเตียรอยด์ หรือแพ้ตัวยา ไม่ควรทาครีมผสมหลายตัวยาโดยไม่รู้โรค เมื่อมาพบแพทย์จะมีการตรวจผิวหนัง ขูดผิวส่องกล้องเมื่อสงสัยเชื้อรา และตัดชิ้นเนื้อถ้าผื่นข้างเดียวไม่ดีขึ้น เพื่อให้รู้ชัดว่าควรรักษาอย่างไร

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ไฝและแผลเรื้อรังบนผิวที่ควรตรวจอยู่ในมะเร็งผิวหนัง สัญญาณเตือน หลัก ABCDE · โรคผิวหนังอื่น ๆ ดูได้ที่รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความนี้ให้ข้อมูลทางการแพทย์ทั่วไป และไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ การเลือกยาและขนาดยาขึ้นกับแพทย์ผู้ตรวจ

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ความคิดเห็น


bottom of page