top of page

ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี แพทย์ผิวหนังเทียบชนิดง่วงและไม่ง่วง ขนาดยา และเมื่อไรยาแก้แพ้ไม่ช่วย

1 วันที่ผ่านมา
ยาว 5 นาที

ยาแก้คันชนิดกิน ส่วนใหญ่คือ ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (oral antihistamines หรือ H1-antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาแพ้ จึงได้ผลดีกับอาการคันจากลมพิษ (urticaria) แมลงกัด และภูมิแพ้ แต่แทบไม่ช่วยอาการคันจากผิวแห้ง เชื้อรา หิด หรือโรคตับและไต เพราะอาการคันเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนเป็นหลัก

ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก รุ่นที่ 1 ทำให้ง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) และไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) กับ รุ่นที่ 2 ง่วงน้อยหรือไม่ง่วง เช่น เซทิริซีน (cetirizine) เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) และบิลาสทีน (bilastine) บทความนี้อธิบายว่าคันแบบไหนควรกินยาแก้แพ้ ตัวไหนเหมาะกับใคร ขนาดยาที่ใช้กันทั่วไป ระยะเวลาที่ควรเห็นผล ข้อควรระวังในเด็ก คนท้อง และผู้สูงอายุ และสัญญาณว่าอาการคันมาจากโรคในร่างกาย ส่วนยาทาดูได้ในบทความ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูกโรค

ยาแก้คันมีกี่แบบ ยากิน ยาทา และยารักษาที่ต้นเหตุ

  • ยาแก้แพ้ชนิดกิน (antihistamine): ลดคันจากฮิสตามีน เหมาะกับลมพิษ แมลงกัด ผื่นแพ้ที่คันทั่วตัว และใช้ช่วยให้นอนหลับได้ในบางโรค

  • ยาทาลดคันและลดการอักเสบ: เช่น คาลาไมน์ (calamine) เมนทอล (menthol) 0.5–1% ครีมสเตียรอยด์อ่อนอย่างไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) 1% ใช้กับผื่นเฉพาะที่ ไม่ใช่คันทั้งตัว

  • ยารักษาที่ต้นเหตุ: ยาฆ่าเชื้อราสำหรับกลาก ยาฆ่าหิดสำหรับหิด มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวแห้ง ซึ่งยาแก้แพ้ทดแทนไม่ได้

  • ยาที่แพทย์สั่งเฉพาะ: ยาสเตียรอยด์ชนิดกินระยะสั้น ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาฉีดชีววัตถุ สำหรับลมพิษเรื้อรังหรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ยามาตรฐานคุมไม่ได้

ข้อสรุปสำคัญคือ ยาแก้คันที่เหมาะคือยาที่ตรงกับสาเหตุ การกินยาแก้แพ้ทุกครั้งที่คันโดยไม่รู้สาเหตุ อาจทำให้โรคที่ต้องรักษาเฉพาะ เช่น หิดหรือเชื้อรา ลุกลามไปหลายสัปดาห์

ยาแก้แพ้ช่วยคันได้อย่างไร และทำไมบางคันไม่ช่วย

เมื่อร่างกายแพ้ เซลล์มาสต์ (mast cell) ในผิวหนังจะปล่อยฮิสตามีนออกมา ทำให้หลอดเลือดขยาย ผิวบวมเป็นปื้น และกระตุ้นเส้นประสาทให้รู้สึกคัน ยาแก้แพ้จะไปจับตัวรับฮิสตามีนชนิด H1 ไม่ให้ฮิสตามีนทำงาน ยารุ่นที่ 2 เริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 1–2 ชั่วโมง และอยู่ได้ราว 24 ชั่วโมง จึงกินวันละครั้ง

แต่อาการคันจำนวนมากใช้สารสื่ออื่น เช่น ผิวแห้งที่ชั้นปกป้องผิวเสีย ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ใช้สารอักเสบกลุ่มอินเตอร์ลิวคิน (IL-31, IL-4, IL-13) ไตวายและท่อน้ำดีอุดตันที่ใช้สารกลุ่มโอปิออยด์และกรดน้ำดี รวมถึงคันจากเส้นประสาท อาการคันกลุ่มนี้ยาแก้แพ้ช่วยได้น้อย หรือช่วยได้เพียงเพราะทำให้ง่วงจนหลับ

เช็กก่อนกินยา คันแบบนี้น่าจะมาจากอะไร

  1. มีปื้นนูนแดง บวม ย้ายที่ได้ แต่ละปื้นหายใน 24 ชั่วโมง → ลมพิษ ยาแก้แพ้ได้ผลดี

  2. มีตุ่มแดงเป็นจุด ๆ บริเวณผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้า → แมลงกัด ยาแก้แพ้ช่วยลดคันได้

  3. ผื่นแดงขอบชัดตรงจุดที่สัมผัสของ เช่น สายนาฬิกา ครีมใหม่ → ผื่นแพ้สัมผัส ต้องเลี่ยงสิ่งที่แพ้และใช้ยาทา

  4. ผิวแห้ง ขุย คันมากหน้าหนาวหรือหลังอาบน้ำอุ่น → ผิวแห้ง ต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์

  5. ผื่นวงขอบแดงมีขุย ขยายออก → กลากหรือเชื้อรา ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา

  6. คันมากตอนกลางคืน มีตุ่มที่ง่ามนิ้ว ข้อมือ และคนในบ้านคันด้วย → หิด ต้องใช้ยาฆ่าหิดทั้งบ้าน

  7. คันทั่วตัวแต่ไม่มีผื่นเลย นานเกิน 2–6 สัปดาห์ → ต้องตรวจหาโรคในร่างกาย

ถ้าอาการตรงข้อ 1–2 ยาแก้แพ้คือยาหลัก ข้อ 3–7 ยาแก้แพ้เป็นเพียงตัวช่วยหรือไม่ช่วยเลย อ่านวิธีแยกเพิ่มเติมได้ที่ คันตามตัว เกิดจากอะไร

1. คันจากลมพิษ (Urticaria)

ลักษณะ: ปื้นนูนแดงหรือซีดตรงกลาง ขอบชัด ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนเป็นแผ่นใหญ่ คันมาก แต่ละปื้นยุบหายภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอย แล้วไปขึ้นที่ใหม่ บางคนมีปากหรือเปลือกตาบวมร่วมด้วย (angioedema)

สาเหตุ: อาหาร ยา การติดเชื้อไวรัส แมลงกัด หรือหาสาเหตุไม่พบ ถ้าเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์เรียกว่าลมพิษเรื้อรัง ซึ่งกว่าครึ่งหาสาเหตุภายนอกไม่เจอ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้ามีลิ้นหรือคอบวม หายใจลำบาก เสียงแหบ เวียนหัวจะเป็นลม หรือปวดท้องอาเจียนร่วมด้วย อาจเป็นภาวะแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ใช่กินยาแก้แพ้แล้วรอ

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยมาก เป็นยาหลักของลมพิษ ควรใช้ยารุ่นที่ 2 วันละครั้ง ลมพิษเรื้อรังต้องกินทุกวันต่อเนื่อง ไม่ใช่กินเฉพาะวันที่ขึ้น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลมพิษนานเกิน 6 สัปดาห์ กินยาวันละครั้งแล้วยังขึ้น มีไข้หรือปวดข้อร่วมด้วย หรือปื้นอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอยช้ำ อ่านต่อที่ ลมพิษ เกิดจากอะไร

2. คันจากแมลงกัดต่อย

ลักษณะ: ตุ่มแดงนูนเป็นจุดกลาง มักเป็นกลุ่มหรือเรียงแถวบนแขน ขา และผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้า บางคนแพ้มากจนตุ่มบวมแข็งหรือพองเป็นตุ่มน้ำ

สาเหตุ: ยุง มด หมัด ไร ตัวเรือด ซึ่งปล่อยน้ำลายหรือพิษกระตุ้นการแพ้เฉพาะที่

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่หายใน 3–7 วัน ระวังการเกาจนติดเชื้อแบคทีเรีย และถ้าถูกผึ้งหรือต่อต่อยแล้วมีลมพิษทั่วตัวหรือหายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉิน

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ โดยเฉพาะคนที่ตุ่มขึ้นมากหรือแพ้ง่าย ใช้ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์อ่อนถึงปานกลางที่ตุ่มซึ่งบวมแดง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มบวมแดงร้อนลามกว้าง มีหนอง มีไข้ หรือตุ่มขึ้นใหม่ทุกเช้าทั้งที่ไม่ได้ออกนอกบ้าน ซึ่งอาจเป็นตัวเรือดหรือหิด ดูวิธีแยกได้ที่ ตุ่มแดงคล้ายยุงกัด แต่ไม่ใช่ยุงกัด

3. คันจากผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis)

ลักษณะ: ผื่นแดง คัน มีตุ่มน้ำเล็ก ๆ หรือแห้งเป็นขุย ขอบเขตตรงกับบริเวณที่สัมผัสสาร เช่น ใต้หัวเข็มขัด ใต้สายนาฬิกา รอบปากหลังใช้ลิปใหม่

สาเหตุ: สารก่อภูมิแพ้ เช่น นิกเกิล น้ำหอม สารกันเสีย ยาง ยาทาบางชนิด หรือสารระคายเคือง เช่น น้ำยาล้างจาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่เป็นซ้ำได้ทุกครั้งที่สัมผัส ผื่นจะดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์หลังหยุดสัมผัส

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยได้น้อย เพราะผื่นแพ้สัมผัสเป็นการแพ้แบบเซลล์ภูมิคุ้มกัน ไม่ได้ใช้ฮิสตามีนเป็นหลัก ยาหลักคือหยุดสิ่งที่แพ้และทายาสเตียรอยด์ ยาแก้แพ้ชนิดง่วงอาจช่วยให้หลับได้ช่วงที่คันมาก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นเป็นซ้ำโดยไม่รู้ว่าแพ้อะไร ควรตรวจแพ้แบบแปะ (patch test) อ่านต่อที่ ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis)

4. คันจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

ลักษณะ: ผื่นแดงแห้งคันเรื้อรังที่ข้อพับแขนขา คอ หน้า ผิวแห้งทั้งตัว เป็น ๆ หาย ๆ มักเริ่มตั้งแต่เด็กและมีประวัติภูมิแพ้จมูกหรือหอบหืดในครอบครัว

สาเหตุ: ชั้นปกป้องผิวบกพร่องร่วมกับภูมิคุ้มกันไวเกิน อาการคันมาจากสารอักเสบกลุ่มอินเตอร์ลิวคินมากกว่าฮิสตามีน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่คันจนนอนไม่หลับ เสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อน และกระทบการเรียนการทำงาน

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ยารุ่นที่ 2 ไม่ได้ช่วยลดคันของโรคนี้ชัดเจน แนวทางรักษาจึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาหลัก ยาหลักคือมอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้ง ยาทาสเตียรอยด์หรือยาทากลุ่มยับยั้งแคลซินิวริน ส่วนยารุ่นที่ 1 อาจใช้ช่วงสั้นก่อนนอนเพื่อให้หลับ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาแล้วยังกำเริบบ่อย ผื่นลามเกินครึ่งตัว หรือมีน้ำเหลืองและสะเก็ด อ่านต่อที่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

5. คันจากผิวแห้ง (Xerosis)

ลักษณะ: ผิวหยาบ ตึง มีขุยละเอียดหรือรอยแตกลายคล้ายพื้นดินแห้ง มักเป็นที่หน้าแข็ง แขน และหลัง คันมากหลังอาบน้ำอุ่นหรือในห้องแอร์

สาเหตุ: อากาศแห้ง อาบน้ำร้อนนาน ใช้สบู่ฟองมาก อายุมากขึ้น หรือโรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์ต่ำและเบาหวาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้าเกามากจะกลายเป็นผื่นอักเสบ (asteatotic eczema)

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ไม่ช่วย สิ่งที่ได้ผลคืออาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ไม่เกิน 10 นาที แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ภายใน 3 นาทีหลังเช็ดตัว เลือกสูตรที่มียูเรีย 5–10% เซรามายด์ หรือปิโตรเลียมเจลลี่ ดูวิธีเลือกที่ ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทามอยส์เจอไรเซอร์สม่ำเสมอ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน หรือมีผื่นแดงอักเสบร่วมด้วย อ่านต่อที่ ผิวแห้งแตก (Xerosis)

6. คันจากเชื้อรา (กลาก เกลื้อน สังคัง)

ลักษณะ: ผื่นวงแดงขอบชัด ขอบนูนมีขุย ตรงกลางจางลง ขยายออกช้า ๆ พบที่ขาหนีบ ใต้ราวนม เอว หรือเท้า

สาเหตุ: เชื้อราในกลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophyte) ชอบที่อับชื้น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ลามและติดต่อได้ ที่ต้องระวังคือการทาครีมสเตียรอยด์เอง ซึ่งทำให้ผื่นดูดีขึ้นช่วงแรกแล้วลามกว้างขึ้น

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ไม่ช่วยรักษาเชื้อรา อาจลดคันได้เล็กน้อยเท่านั้น ยาที่ใช้คือยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% วันละ 1–2 ครั้ง ทาเลยขอบผื่นออกไป 2 ซม. ต่อหลังผื่นหายอีก 1–2 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นกว้าง เป็นที่หนังศีรษะหรือเล็บ หรือทายา 2–4 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น อ่านต่อที่ กลาก (Ringworm)

7. คันจากหิด (Scabies)

ลักษณะ: คันมากโดยเฉพาะกลางคืน ตุ่มแดงเล็กและรอยเป็นเส้นสั้น ๆ ที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือ เอว รักแร้ หัวนม และอวัยวะเพศ คนในบ้านมักคันพร้อมกัน

สาเหตุ: ตัวไรหิดขุดอุโมงค์อยู่ใต้ผิวหนัง ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เสื้อผ้า และที่นอน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ไม่หายเอง และลามทั้งบ้านถ้าไม่รักษาพร้อมกัน

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ชั่วคราว แต่ไม่ฆ่าตัวหิด ยาหลักคือเพอร์เมทริน (permethrin) 5% ทาทั้งตัวตั้งแต่คอลงไปทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง แล้วทาซ้ำอีกครั้งใน 7 วัน ทุกคนในบ้านต้องทาพร้อมกัน อาการคันอาจอยู่ต่อได้ 2–4 สัปดาห์หลังรักษาครบ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: สงสัยหิดทุกกรณี โดยเฉพาะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ อ่านต่อที่ หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด

8. คันจากโรคในร่างกาย (Systemic pruritus)

ลักษณะ: คันทั่วตัวหรือหลายตำแหน่ง ไม่มีผื่นนำมาก่อน มีแต่รอยเกา คันนานหลายสัปดาห์ ยาแก้แพ้ไม่ค่อยช่วย

สาเหตุ: โรคไตเรื้อรัง ท่อน้ำดีอุดตันหรือโรคตับ ไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานต่ำ ภาวะขาดธาตุเหล็ก เบาหวาน โรคเลือดบางชนิด รวมถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งพบน้อยแต่สำคัญ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ขึ้นกับโรคต้นเหตุ ต้องรีบตรวจถ้ามีน้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ไข้เรื้อรัง ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือคลำต่อมน้ำเหลืองโตได้

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยน้อย อาจช่วยได้เพียงให้หลับ การรักษาที่ได้ผลคือรักษาโรคต้นเหตุ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันโดยไม่มีผื่นนานเกิน 2–6 สัปดาห์ แพทย์มักตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับและไต ไทรอยด์ น้ำตาล และธาตุเหล็ก อ่านต่อที่ คันตามตัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร

9. คันจากแพ้ยา (Drug eruption)

ลักษณะ: ผื่นแดงจุดเล็ก ๆ คล้ายหัดขึ้นทั่วตัว คัน เริ่มภายใน 4–14 วันหลังเริ่มยาใหม่ หรือลมพิษที่ขึ้นภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังกินยา

สาเหตุ: ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ยากันชัก ยาลดกรดยูริก และยาอื่น ๆ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ถ้ามีไข้ เจ็บผิว ตุ่มน้ำ ผิวหลุดลอก แผลในปาก ตาแดง ต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นผื่นแพ้ยารุนแรง

ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือหยุดยาที่สงสัยตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามกินยาแก้แพ้กลบอาการแล้วกินยาที่แพ้ต่อ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่สงสัยว่าแพ้ยา เพื่อบันทึกชื่อยาที่แพ้ไว้ อ่านต่อที่ ผื่นแพ้ยา (Drug rash)

ยาแก้แพ้ไม่ง่วง (รุ่นที่ 2) แต่ละตัวต่างกันอย่างไร

ขนาดยาด้านล่างเป็นขนาดที่ใช้กันทั่วไปในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพื่อให้เข้าใจภาพรวม ไม่ใช่การสั่งยา ควรอ่านฉลากและปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้

  • เซทิริซีน (cetirizine) 10 มก. วันละครั้ง: ออกฤทธิ์เร็ว เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลาย ง่วงได้บ้างในบางคน ราว 1 ใน 10 คน จึงมักแนะนำให้กินก่อนนอน ผู้ที่ไตทำงานลดลงต้องลดขนาดยา

  • เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) 5 มก. วันละครั้ง ตอนเย็น: เป็นส่วนที่ออกฤทธิ์ของเซทิริซีน จึงใช้ขนาดครึ่งหนึ่ง ง่วงใกล้เคียงกับเซทิริซีน

  • ลอราทาดีน (loratadine) 10 มก. วันละครั้ง: ง่วงน้อย เหมาะกับคนที่ต้องทำงานกลางวันหรือขับรถ มีข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่อนข้างมาก

  • เดสลอราทาดีน (desloratadine) 5 มก. วันละครั้ง: เป็นสารออกฤทธิ์ของลอราทาดีน ง่วงน้อย

  • เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) 120–180 มก. วันละครั้ง: แทบไม่ผ่านเข้าสมอง จึงง่วงน้อยที่สุดในกลุ่ม ควรกินกับน้ำเปล่า เลี่ยงน้ำผลไม้ เช่น ส้ม เกรปฟรุต แอปเปิล และยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียมภายใน 2 ชั่วโมง เพราะทำให้ดูดซึมยาลดลง

  • บิลาสทีน (bilastine) 20 มก. วันละครั้ง: ง่วงน้อย ต้องกินตอนท้องว่าง คือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงหรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง

ควรเลือกตัวไหน: งานวิจัยไม่พบว่าตัวใดเหนือกว่ากันชัดเจนในการลดคันจากลมพิษ การเลือกจึงขึ้นกับว่าง่วงได้ไหม ต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรไหม การทำงานของไต การตั้งครรภ์ และยาอื่นที่กินอยู่ ถ้าตัวหนึ่งไม่ได้ผลหลังกินสม่ำเสมอ 1–2 สัปดาห์ แพทย์อาจเปลี่ยนตัวหรือเพิ่มขนาดยา

ยาแก้แพ้ชนิดง่วง (รุ่นที่ 1) ใช้เมื่อไร และอันตรายอย่างไร

  • คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) 4 มก. ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 24 มก. ต่อวันในผู้ใหญ่: หาซื้อง่าย ออกฤทธิ์สั้น ต้องกินหลายครั้งต่อวัน ทำให้ง่วง ปากแห้ง ตาพร่า ท้องผูก และปัสสาวะลำบาก

  • ไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) 10–25 มก. ก่อนนอน: แพทย์ใช้กับคนที่คันจนนอนไม่หลับ ทำให้ง่วงมากถึงเช้า และต้องระวังในผู้ที่มีปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจ

  • ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine): ทำให้ง่วงมาก ไม่แนะนำให้ใช้ระยะยาว และไม่ควรใช้ชนิดครีมทา เพราะทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสได้

ยากลุ่มนี้ทำให้ง่วงแม้ในวันรุ่งขึ้น สมาธิและการตอบสนองลดลงแม้จะไม่รู้สึกง่วง ห้ามขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรหลังกินยา ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ร่วม ไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุถ้าเลี่ยงได้ เพราะเพิ่มความเสี่ยงหกล้ม สับสน ปัสสาวะไม่ออกในผู้ชายต่อมลูกหมากโต และอาจทำให้ต้อหินชนิดมุมปิดกำเริบ ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีห้ามซื้อให้กินเอง

แนวทางรักษาลมพิษสากลแนะนำยารุ่นที่ 2 เป็นยาหลัก ยารุ่นที่ 1 ใช้เป็นตัวเสริมช่วงสั้นก่อนนอนเท่านั้น ไม่ควรกินยาแก้แพ้ 2 ตัวพร้อมกันเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

กินยาแก้แพ้แล้วยังคัน ทำอย่างไรต่อ

  1. ทบทวนว่าคันจากฮิสตามีนจริงไหม ถ้าเป็นผิวแห้ง เชื้อรา หิด หรือคันจากโรคในร่างกาย การเปลี่ยนยาแก้แพ้ไม่ช่วย

  2. กินให้สม่ำเสมอ สำหรับลมพิษเรื้อรัง ควรกินทุกวันในเวลาเดิม ไม่ใช่รอให้ขึ้นก่อนแล้วจึงกิน ประเมินผลหลัง 2–4 สัปดาห์

  3. เพิ่มขนาดยาตามแพทย์ แนวทางลมพิษเรื้อรังของยุโรปและสากลอนุญาตให้แพทย์เพิ่มยารุ่นที่ 2 ได้ถึง 4 เท่าของขนาดปกติ เช่น เซทิริซีน 10 มก. วันละ 2–4 เม็ด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

  4. ยาขั้นถัดไป ถ้าเพิ่มขนาดแล้วยังคุมไม่ได้ใน 2–4 สัปดาห์ แพทย์อาจพิจารณายาฉีดโอมาลิซูแมบ (omalizumab) 300 มก. ทุก 4 สัปดาห์ หรือยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) พร้อมติดตามความดันและการทำงานของไต

  5. สเตียรอยด์ชนิดกิน เช่น เพรดนิโซโลน (prednisolone) ใช้เฉพาะช่วงสั้นประมาณ 3–5 วันในลมพิษเฉียบพลันที่รุนแรง ตามแพทย์สั่ง ไม่ใช้ระยะยาว เพราะผลข้างเคียงมากและลมพิษมักกลับมาเมื่อหยุดยา

ยาแก้แพ้ในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และผู้สูงอายุ

เด็ก: ใช้ยาน้ำรุ่นที่ 2 ขนาดตามน้ำหนักและอายุ เช่น เซทิริซีนในเด็กอายุ 6–11 ปี 5–10 มก. ต่อวัน อายุ 2–5 ปี 2.5–5 มก. ต่อวัน ลอราทาดีนในเด็กอายุ 2–12 ปีที่หนักไม่ถึง 30 กก. 5 มก. ต่อวัน ควรใช้ช้อนตวงที่มากับยาเสมอ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีควรให้แพทย์สั่งยา และไม่ควรใช้ยาชนิดง่วงเพื่อให้เด็กหลับ

หญิงตั้งครรภ์: ลอราทาดีนและเซทิริซีนเป็นยาที่มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์มากที่สุด แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นและปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะในไตรมาสแรก อาการคันระหว่างตั้งครรภ์บางชนิด เช่น คันฝ่ามือฝ่าเท้ามากช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเกิดจากภาวะน้ำดีคั่งในครรภ์ (intrahepatic cholestasis of pregnancy) ซึ่งต้องตรวจเลือดและดูแลโดยสูติแพทย์ ไม่ใช่กินยาแก้แพ้แล้วรอ

ให้นมบุตร: ลอราทาดีนเป็นตัวเลือกที่ใช้กันบ่อย ควรเลี่ยงยาชนิดง่วง เพราะอาจทำให้ทารกง่วงซึมและน้ำนมลดลง

ผู้สูงอายุ: ใช้ยารุ่นที่ 2 ขนาดต่ำ ระวังการทำงานของไตเมื่อใช้เซทิริซีนและเลโวเซทิริซีน และเลี่ยงยารุ่นที่ 1 อาการคันในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มาจากผิวแห้ง การทามอยส์เจอไรเซอร์จึงมักได้ผลกว่ายาแก้แพ้

ยาแก้คันที่ซื้อเองได้ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

  • อ่านฉลากว่าเป็นยาตัวไหน ขนาดกี่มิลลิกรัม และเป็นชนิดง่วงหรือไม่ง่วง

  • ใช้ยาชนิดเดียว ไม่ซื้อยาแก้แพ้หลายตัวมากินพร้อมกัน เพราะยาแก้หวัดหลายสูตรมีคลอร์เฟนิรามีนผสมอยู่แล้ว

  • ถ้ากินยารุ่นที่ 2 ครบ 1 สัปดาห์แล้วคันไม่ลดเลย ให้หยุดและหาสาเหตุ ไม่ควรเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ

  • ไม่ซื้อยาชุดหรือยาที่ไม่มีฉลากระบุชื่อยา เพราะหลายชุดมีสเตียรอยด์ชนิดกินผสม ทำให้คันหายเร็วแต่มีผลเสียระยะยาว

  • ไม่ทาครีมที่ผสมสเตียรอยด์แรงกับยาฆ่าเชื้อราและยาปฏิชีวนะรวมกันเองเป็นเวลานาน เพราะทำให้ผิวบางและเชื้อราลาม

  • แจ้งเภสัชกรเสมอถ้าตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ต้อหิน หรือต่อมลูกหมากโต

วิธีลดคันโดยไม่ต้องใช้ยา

  • ประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำเย็นครั้งละ 10–15 นาที ช่วยลดคันจากลมพิษและแมลงกัดได้เร็ว

  • อาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ไม่เกิน 10 นาที ใช้สบู่อ่อนเฉพาะบริเวณที่จำเป็น

  • ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำ วันละ 2 ครั้ง

  • ตัดเล็บสั้น ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม เลี่ยงผ้าขนสัตว์

  • ตั้งแอร์ไม่เย็นจัด และเลี่ยงเหงื่อออกสะสม

  • จดอาหาร ยา และกิจกรรมก่อนลมพิษขึ้น เพื่อหาตัวกระตุ้น

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ผิวหนัง

ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้า:

  • ปาก ลิ้น หรือคอบวม กลืนลำบาก เสียงแหบ หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ด

  • คันและลมพิษทั่วตัวร่วมกับเวียนหัวจะเป็นลม ความดันต่ำ ปวดท้องหรืออาเจียน

  • ผื่นมีตุ่มน้ำ ผิวหลุดลอก เจ็บผิว มีแผลในปาก หรือตาแดงหลังเริ่มยาใหม่

ควรพบแพทย์ผิวหนังถ้า:

  • คันนานเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่รู้สาเหตุ หรือลมพิษเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์

  • กินยาแก้แพ้วันละครั้งต่อเนื่อง 1–2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

  • คันจนนอนไม่หลับ หรือเกาจนเป็นแผลติดเชื้อ

  • คันทั่วตัวโดยไม่มีผื่น ร่วมกับน้ำหนักลด ไข้ เหงื่อออกกลางคืน หรือตัวเหลือง

  • สงสัยหิดหรือเชื้อรา หรือคนในบ้านคันพร้อมกัน

แพทย์ผิวหนังตรวจอะไรเมื่อคันเรื้อรัง

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย: ลักษณะผื่น ระยะเวลาที่แต่ละปื้นอยู่ ยาใหม่ อาหาร สัตว์เลี้ยง และคนรอบข้างที่คัน

  • ขูดผิวส่องกล้อง (KOH): หาเชื้อราหรือตัวหิด ทราบผลภายในไม่กี่นาที

  • ตรวจเลือด: ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับ ไต ไทรอยด์ น้ำตาล และธาตุเหล็ก ในผู้ที่คันโดยไม่มีผื่น

  • ตรวจแพ้แบบแปะ (patch test): หาสารที่แพ้ในผื่นแพ้สัมผัสที่เป็นซ้ำ

  • แบบประเมินลมพิษ (UAS7): ให้คะแนนจำนวนปื้นและความคันทุกวันเป็นเวลา 7 วัน เพื่อปรับขนาดยาให้ตรงกับความรุนแรง

  • ตัดชิ้นเนื้อ: เมื่อผื่นไม่เข้ากับโรคที่พบบ่อย หรือปื้นลมพิษอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอยช้ำ

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องยาแก้คัน

  • "ยาแก้แพ้ยิ่งง่วงยิ่งแรง": ไม่จริง ยาชนิดไม่ง่วงลดคันจากลมพิษได้เท่ากันหรือดีกว่า ความง่วงเป็นผลข้างเคียง ไม่ใช่ตัวชี้ว่าได้ผล

  • "คันทุกแบบกินยาแก้แพ้ได้": ไม่จริง คันจากผิวแห้ง เชื้อรา หิด และโรคตับไต ยาแก้แพ้ช่วยน้อยมาก

  • "กินยาแก้แพ้นาน ๆ จะดื้อยาหรือติดยา": ยารุ่นที่ 2 ใช้ต่อเนื่องหลายเดือนได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ทำให้ติดยา

  • "ทาครีมยาแก้แพ้ดีกว่ากิน": ครีมที่มียาแก้แพ้ผสมทำให้แพ้สัมผัสได้ และไม่ช่วยลมพิษที่ขึ้นทั่วตัว

  • "ลมพิษเรื้อรังต้องหาอาหารที่แพ้ให้เจอ": ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอาหาร การงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีหลักฐานมักไม่ช่วย

สรุปสั้น ๆ

  • ยาแก้คันชนิดกินคือยาแก้แพ้ต้านฮิสตามีน ได้ผลดีกับลมพิษ แมลงกัด และภูมิแพ้ แต่ช่วยน้อยกับผิวแห้ง เชื้อรา หิด และคันจากโรคในร่างกาย

  • ยาแก้แพ้ไม่ง่วงที่ใช้บ่อย: เซทิริซีน 10 มก. เลโวเซทิริซีน 5 มก. ลอราทาดีน 10 มก. เฟกโซเฟนาดีน 120–180 มก. วันละครั้ง

  • ยาชนิดง่วงอย่างคลอร์เฟนิรามีน 4 มก. ห้ามขับรถ และควรเลี่ยงในผู้สูงอายุ

  • ลมพิษเรื้อรังต้องกินยาทุกวัน ประเมินผลหลัง 2–4 สัปดาห์ แพทย์เพิ่มขนาดได้ถึง 4 เท่า

  • ปากหรือคอบวม หายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

  • คันเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่รู้สาเหตุ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาต้นเหตุก่อนเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องยาแก้คัน

ยาแก้แพ้ แก้คัน กินตัวไหนดี

ถ้าคันจากลมพิษ แมลงกัด หรือภูมิแพ้ ยาที่แนะนำเป็นอันดับแรกคือยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ซึ่งง่วงน้อยและกินวันละครั้ง เช่น เซทิริซีน 10 มก. ลอราทาดีน 10 มก. หรือเฟกโซเฟนาดีน 180 มก. ทั้งสามตัวลดคันได้ใกล้เคียงกัน การเลือกขึ้นกับว่าง่วงได้ไหมและมีโรคประจำตัวหรือไม่ เซทิริซีนอาจง่วงเล็กน้อยจึงเหมาะกินก่อนนอน ส่วนลอราทาดีนและเฟกโซเฟนาดีนเหมาะกับคนที่ต้องขับรถ ถ้าคันจากผิวแห้งหรือเชื้อรา ยาแก้แพ้จะไม่ช่วยมาก ต้องรักษาที่ต้นเหตุ

ยาแก้แพ้ไม่ง่วง มีตัวไหนบ้าง

ยาแก้แพ้ที่ง่วงน้อยคือยารุ่นที่ 2 ได้แก่ เซทิริซีน (cetirizine) เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) และบิลาสทีน (bilastine) ในกลุ่มนี้เฟกโซเฟนาดีนผ่านเข้าสมองน้อยที่สุดจึงง่วงน้อยที่สุด รองลงมาคือลอราทาดีนและบิลาสทีน ส่วนเซทิริซีนและเลโวเซทิริซีนทำให้ง่วงได้ประมาณ 1 ใน 10 คน ถ้าต้องขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ควรลองยาตัวใหม่ครั้งแรกในวันที่ไม่ต้องขับรถก่อน

cetirizine loratadine ต่างกันอย่างไร

ทั้งสองตัวเป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ขนาดปกติ 10 มก. วันละครั้งเท่ากัน เซทิริซีนออกฤทธิ์เร็วกว่าเล็กน้อย ประมาณ 1 ชั่วโมง และลดปื้นลมพิษได้ดีในหลายงานวิจัย แต่ทำให้ง่วงได้มากกว่า และต้องลดขนาดในผู้ที่ไตทำงานลดลง ลอราทาดีนง่วงน้อยกว่า ออกฤทธิ์ช้ากว่าเล็กน้อย และมีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรมาก ถ้าตัวหนึ่งกินสม่ำเสมอ 1–2 สัปดาห์แล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจเปลี่ยนเป็นอีกตัวได้ ไม่ควรกินทั้งสองตัวพร้อมกันเอง

ยาแก้ผื่นคัน 7 11 มีอะไรบ้าง

ร้านสะดวกซื้อมักขายเฉพาะยาสามัญประจำบ้านและผลิตภัณฑ์ทาภายนอก เช่น โลชั่นคาลาไมน์ ซึ่งช่วยลดคันจากผดร้อนและแมลงกัดเล็กน้อย ส่วนยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงและยาฆ่าเชื้อรา ควรซื้อที่ร้านยาที่มีเภสัชกร เพื่อให้ได้ยาที่ตรงกับอาการและขนาดที่ถูกต้อง ถ้าผื่นเป็นวงขอบแดงมีขุยหรืออยู่ในร่มผ้า มักเป็นเชื้อรา ต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น โคลไตรมาโซล 1% ไม่ใช่ครีมสเตียรอยด์ และถ้าคันเกิน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์

อาการแพ้ไรฝุ่นผิวหนัง รักษาอย่างไร?

ไรฝุ่นเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและภูมิแพ้จมูก การรักษาจึงมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือลดไรฝุ่น ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อน 60 องศาทุก 1–2 สัปดาห์ ใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่น และเลี่ยงตุ๊กตาผ้าบนเตียง ส่วนที่สองคือดูแลผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้งและยาทาสเตียรอยด์ช่วงผื่นกำเริบ ส่วนที่สามคือยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ซึ่งช่วยอาการจมูกและลมพิษได้ดี แต่ช่วยคันจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้จำกัด ถ้าเป็นรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาขั้นต่อไป

วิธีแก้ผื่นคัน ลมพิษ ทำอย่างไร

ลมพิษเฉียบพลันส่วนใหญ่หายภายในไม่กี่วันถึง 6 สัปดาห์ ให้กินยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 วันละครั้ง เช่น เซทิริซีนหรือลอราทาดีน 10 มก. ประคบเย็น 10–15 นาที ใส่เสื้อผ้าหลวม และหยุดยาหรืออาหารที่สงสัยว่าเป็นตัวกระตุ้น ไม่ควรเกาหรือถูแรง และไม่จำเป็นต้องทาครีมสเตียรอยด์ เพราะลมพิษอยู่ลึกกว่าผิวชั้นนอก ถ้าเป็นนานเกิน 6 สัปดาห์ กินยาแล้วยังขึ้นทุกวัน ควรพบแพทย์ผิวหนัง และถ้าปากหรือคอบวม หายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง และวิธีเลือกยาทาตามชนิดผื่นใน ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูกโรค

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 18 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา ระยะเวลาใช้ และการตรวจเพิ่มเติมเป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจร่างกาย ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
กดสิว สิวแบบไหนกดได้ แบบไหนห้ามกด แพทย์ผิวหนังอธิบายขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำไมกดเองแล้วเป็นรอย และกี่วันยุบ

กดสิว (comedone extraction) คือหัตถการที่แพทย์ใช้เครื่องมือปลอดเชื้อเปิดรูขุมขนแล้วดันก้อนไขมันและเคราตินที่อุดอยู่ออกมา เหมาะกับ สิวอุดตันหัวดำและหัวขาว (comedones) เท่านั้น ส่วนสิวอักเสบตุ่มแดง สิวห

 
 
 
สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ สิวเชื้อรา สิวจากผลิตภัณฑ์ผม และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

สิวขึ้นหน้าผาก (Forehead acne) คือตุ่มสิวหรือตุ่มคล้ายสิวที่ขึ้นบริเวณหน้าผากและแนวไรผม ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แพทย์ผิวหนังแยกได้อย่างน้อย 7 แบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ สิวอุดตันหัวปิด (closed comedones) สิวเช

 
 
 
คันน้องสาว คันจุดซ่อนเร้น เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 สาเหตุ แบบไหนเป็นเชื้อรา และควรทายาอะไร

อาการคันอวัยวะเพศหญิง (Vulvar pruritus / Vulvovaginal itching) คืออาการคันที่แคมนอก แคมใน ปากช่องคลอด ขาหนีบ หรือในช่องคลอด ซึ่งคนจำนวนมากค้นหาด้วยคำว่า "คันจุดซ่อนเร้น" หรือ "คันน้องสาว" สาเหตุที่พบบ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ