ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี แพทย์ผิวหนังเทียบชนิดง่วงและไม่ง่วง ขนาดยา และเมื่อไรยาแก้แพ้ไม่ช่วย
ยาแก้คันชนิดกิน ส่วนใหญ่คือ ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (oral antihistamines หรือ H1-antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาแพ้ จึงได้ผลดีกับอาการคันจากลมพิษ (urticaria) แมลงกัด และภูมิแพ้ แต่แทบไม่ช่วยอาการคันจากผิวแห้ง เชื้อรา หิด หรือโรคตับและไต เพราะอาการคันเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนเป็นหลัก
ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก รุ่นที่ 1 ทำให้ง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) และไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) กับ รุ่นที่ 2 ง่วงน้อยหรือไม่ง่วง เช่น เซทิริซีน (cetirizine) เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) และบิลาสทีน (bilastine) บทความนี้อธิบายว่าคันแบบไหนควรกินยาแก้แพ้ ตัวไหนเหมาะกับใคร ขนาดยาที่ใช้กันทั่วไป ระยะเวลาที่ควรเห็นผล ข้อควรระวังในเด็ก คนท้อง และผู้สูงอายุ และสัญญาณว่าอาการคันมาจากโรคในร่างกาย ส่วนยาทาดูได้ในบทความ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูกโรค
ยาแก้คันมีกี่แบบ ยากิน ยาทา และยารักษาที่ต้นเหตุ
ยาแก้แพ้ชนิดกิน (antihistamine): ลดคันจากฮิสตามีน เหมาะกับลมพิษ แมลงกัด ผื่นแพ้ที่คันทั่วตัว และใช้ช่วยให้นอนหลับได้ในบางโรค
ยาทาลดคันและลดการอักเสบ: เช่น คาลาไมน์ (calamine) เมนทอล (menthol) 0.5–1% ครีมสเตียรอยด์อ่อนอย่างไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) 1% ใช้กับผื่นเฉพาะที่ ไม่ใช่คันทั้งตัว
ยารักษาที่ต้นเหตุ: ยาฆ่าเชื้อราสำหรับกลาก ยาฆ่าหิดสำหรับหิด มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวแห้ง ซึ่งยาแก้แพ้ทดแทนไม่ได้
ยาที่แพทย์สั่งเฉพาะ: ยาสเตียรอยด์ชนิดกินระยะสั้น ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาฉีดชีววัตถุ สำหรับลมพิษเรื้อรังหรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ยามาตรฐานคุมไม่ได้
ข้อสรุปสำคัญคือ ยาแก้คันที่เหมาะคือยาที่ตรงกับสาเหตุ การกินยาแก้แพ้ทุกครั้งที่คันโดยไม่รู้สาเหตุ อาจทำให้โรคที่ต้องรักษาเฉพาะ เช่น หิดหรือเชื้อรา ลุกลามไปหลายสัปดาห์
ยาแก้แพ้ช่วยคันได้อย่างไร และทำไมบางคันไม่ช่วย
เมื่อร่างกายแพ้ เซลล์มาสต์ (mast cell) ในผิวหนังจะปล่อยฮิสตามีนออกมา ทำให้หลอดเลือดขยาย ผิวบวมเป็นปื้น และกระตุ้นเส้นประสาทให้รู้สึกคัน ยาแก้แพ้จะไปจับตัวรับฮิสตามีนชนิด H1 ไม่ให้ฮิสตามีนทำงาน ยารุ่นที่ 2 เริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 1–2 ชั่วโมง และอยู่ได้ราว 24 ชั่วโมง จึงกินวันละครั้ง
แต่อาการคันจำนวนมากใช้สารสื่ออื่น เช่น ผิวแห้งที่ชั้นปกป้องผิวเสีย ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ใช้สารอักเสบกลุ่มอินเตอร์ลิวคิน (IL-31, IL-4, IL-13) ไตวายและท่อน้ำดีอุดตันที่ใช้สารกลุ่มโอปิออยด์และกรดน้ำดี รวมถึงคันจากเส้นประสาท อาการคันกลุ่มนี้ยาแก้แพ้ช่วยได้น้อย หรือช่วยได้เพียงเพราะทำให้ง่วงจนหลับ
เช็กก่อนกินยา คันแบบนี้น่าจะมาจากอะไร
มีปื้นนูนแดง บวม ย้ายที่ได้ แต่ละปื้นหายใน 24 ชั่วโมง → ลมพิษ ยาแก้แพ้ได้ผลดี
มีตุ่มแดงเป็นจุด ๆ บริเวณผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้า → แมลงกัด ยาแก้แพ้ช่วยลดคันได้
ผื่นแดงขอบชัดตรงจุดที่สัมผัสของ เช่น สายนาฬิกา ครีมใหม่ → ผื่นแพ้สัมผัส ต้องเลี่ยงสิ่งที่แพ้และใช้ยาทา
ผิวแห้ง ขุย คันมากหน้าหนาวหรือหลังอาบน้ำอุ่น → ผิวแห้ง ต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์
ผื่นวงขอบแดงมีขุย ขยายออก → กลากหรือเชื้อรา ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา
คันมากตอนกลางคืน มีตุ่มที่ง่ามนิ้ว ข้อมือ และคนในบ้านคันด้วย → หิด ต้องใช้ยาฆ่าหิดทั้งบ้าน
คันทั่วตัวแต่ไม่มีผื่นเลย นานเกิน 2–6 สัปดาห์ → ต้องตรวจหาโรคในร่างกาย
ถ้าอาการตรงข้อ 1–2 ยาแก้แพ้คือยาหลัก ข้อ 3–7 ยาแก้แพ้เป็นเพียงตัวช่วยหรือไม่ช่วยเลย อ่านวิธีแยกเพิ่มเติมได้ที่ คันตามตัว เกิดจากอะไร
1. คันจากลมพิษ (Urticaria)
ลักษณะ: ปื้นนูนแดงหรือซีดตรงกลาง ขอบชัด ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนเป็นแผ่นใหญ่ คันมาก แต่ละปื้นยุบหายภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอย แล้วไปขึ้นที่ใหม่ บางคนมีปากหรือเปลือกตาบวมร่วมด้วย (angioedema)
สาเหตุ: อาหาร ยา การติดเชื้อไวรัส แมลงกัด หรือหาสาเหตุไม่พบ ถ้าเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์เรียกว่าลมพิษเรื้อรัง ซึ่งกว่าครึ่งหาสาเหตุภายนอกไม่เจอ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้ามีลิ้นหรือคอบวม หายใจลำบาก เสียงแหบ เวียนหัวจะเป็นลม หรือปวดท้องอาเจียนร่วมด้วย อาจเป็นภาวะแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ใช่กินยาแก้แพ้แล้วรอ
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยมาก เป็นยาหลักของลมพิษ ควรใช้ยารุ่นที่ 2 วันละครั้ง ลมพิษเรื้อรังต้องกินทุกวันต่อเนื่อง ไม่ใช่กินเฉพาะวันที่ขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลมพิษนานเกิน 6 สัปดาห์ กินยาวันละครั้งแล้วยังขึ้น มีไข้หรือปวดข้อร่วมด้วย หรือปื้นอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอยช้ำ อ่านต่อที่ ลมพิษ เกิดจากอะไร
2. คันจากแมลงกัดต่อย
ลักษณะ: ตุ่มแดงนูนเป็นจุดกลาง มักเป็นกลุ่มหรือเรียงแถวบนแขน ขา และผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้า บางคนแพ้มากจนตุ่มบวมแข็งหรือพองเป็นตุ่มน้ำ
สาเหตุ: ยุง มด หมัด ไร ตัวเรือด ซึ่งปล่อยน้ำลายหรือพิษกระตุ้นการแพ้เฉพาะที่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่หายใน 3–7 วัน ระวังการเกาจนติดเชื้อแบคทีเรีย และถ้าถูกผึ้งหรือต่อต่อยแล้วมีลมพิษทั่วตัวหรือหายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉิน
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ โดยเฉพาะคนที่ตุ่มขึ้นมากหรือแพ้ง่าย ใช้ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์อ่อนถึงปานกลางที่ตุ่มซึ่งบวมแดง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มบวมแดงร้อนลามกว้าง มีหนอง มีไข้ หรือตุ่มขึ้นใหม่ทุกเช้าทั้งที่ไม่ได้ออกนอกบ้าน ซึ่งอาจเป็นตัวเรือดหรือหิด ดูวิธีแยกได้ที่ ตุ่มแดงคล้ายยุงกัด แต่ไม่ใช่ยุงกัด
3. คันจากผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis)
ลักษณะ: ผื่นแดง คัน มีตุ่มน้ำเล็ก ๆ หรือแห้งเป็นขุย ขอบเขตตรงกับบริเวณที่สัมผัสสาร เช่น ใต้หัวเข็มขัด ใต้สายนาฬิกา รอบปากหลังใช้ลิปใหม่
สาเหตุ: สารก่อภูมิแพ้ เช่น นิกเกิล น้ำหอม สารกันเสีย ยาง ยาทาบางชนิด หรือสารระคายเคือง เช่น น้ำยาล้างจาน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่เป็นซ้ำได้ทุกครั้งที่สัมผัส ผื่นจะดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์หลังหยุดสัมผัส
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยได้น้อย เพราะผื่นแพ้สัมผัสเป็นการแพ้แบบเซลล์ภูมิคุ้มกัน ไม่ได้ใช้ฮิสตามีนเป็นหลัก ยาหลักคือหยุดสิ่งที่แพ้และทายาสเตียรอยด์ ยาแก้แพ้ชนิดง่วงอาจช่วยให้หลับได้ช่วงที่คันมาก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นเป็นซ้ำโดยไม่รู้ว่าแพ้อะไร ควรตรวจแพ้แบบแปะ (patch test) อ่านต่อที่ ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis)
4. คันจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
ลักษณะ: ผื่นแดงแห้งคันเรื้อรังที่ข้อพับแขนขา คอ หน้า ผิวแห้งทั้งตัว เป็น ๆ หาย ๆ มักเริ่มตั้งแต่เด็กและมีประวัติภูมิแพ้จมูกหรือหอบหืดในครอบครัว
สาเหตุ: ชั้นปกป้องผิวบกพร่องร่วมกับภูมิคุ้มกันไวเกิน อาการคันมาจากสารอักเสบกลุ่มอินเตอร์ลิวคินมากกว่าฮิสตามีน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่คันจนนอนไม่หลับ เสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อน และกระทบการเรียนการทำงาน
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ยารุ่นที่ 2 ไม่ได้ช่วยลดคันของโรคนี้ชัดเจน แนวทางรักษาจึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาหลัก ยาหลักคือมอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้ง ยาทาสเตียรอยด์หรือยาทากลุ่มยับยั้งแคลซินิวริน ส่วนยารุ่นที่ 1 อาจใช้ช่วงสั้นก่อนนอนเพื่อให้หลับ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาแล้วยังกำเริบบ่อย ผื่นลามเกินครึ่งตัว หรือมีน้ำเหลืองและสะเก็ด อ่านต่อที่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
5. คันจากผิวแห้ง (Xerosis)
ลักษณะ: ผิวหยาบ ตึง มีขุยละเอียดหรือรอยแตกลายคล้ายพื้นดินแห้ง มักเป็นที่หน้าแข็ง แขน และหลัง คันมากหลังอาบน้ำอุ่นหรือในห้องแอร์
สาเหตุ: อากาศแห้ง อาบน้ำร้อนนาน ใช้สบู่ฟองมาก อายุมากขึ้น หรือโรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์ต่ำและเบาหวาน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้าเกามากจะกลายเป็นผื่นอักเสบ (asteatotic eczema)
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ไม่ช่วย สิ่งที่ได้ผลคืออาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ไม่เกิน 10 นาที แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ภายใน 3 นาทีหลังเช็ดตัว เลือกสูตรที่มียูเรีย 5–10% เซรามายด์ หรือปิโตรเลียมเจลลี่ ดูวิธีเลือกที่ ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทามอยส์เจอไรเซอร์สม่ำเสมอ 2 สัปดาห์แล้วยังคัน หรือมีผื่นแดงอักเสบร่วมด้วย อ่านต่อที่ ผิวแห้งแตก (Xerosis)
6. คันจากเชื้อรา (กลาก เกลื้อน สังคัง)
ลักษณะ: ผื่นวงแดงขอบชัด ขอบนูนมีขุย ตรงกลางจางลง ขยายออกช้า ๆ พบที่ขาหนีบ ใต้ราวนม เอว หรือเท้า
สาเหตุ: เชื้อราในกลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophyte) ชอบที่อับชื้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ลามและติดต่อได้ ที่ต้องระวังคือการทาครีมสเตียรอยด์เอง ซึ่งทำให้ผื่นดูดีขึ้นช่วงแรกแล้วลามกว้างขึ้น
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ไม่ช่วยรักษาเชื้อรา อาจลดคันได้เล็กน้อยเท่านั้น ยาที่ใช้คือยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1% หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% วันละ 1–2 ครั้ง ทาเลยขอบผื่นออกไป 2 ซม. ต่อหลังผื่นหายอีก 1–2 สัปดาห์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นกว้าง เป็นที่หนังศีรษะหรือเล็บ หรือทายา 2–4 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น อ่านต่อที่ กลาก (Ringworm)
7. คันจากหิด (Scabies)
ลักษณะ: คันมากโดยเฉพาะกลางคืน ตุ่มแดงเล็กและรอยเป็นเส้นสั้น ๆ ที่ง่ามนิ้วมือ ข้อมือ เอว รักแร้ หัวนม และอวัยวะเพศ คนในบ้านมักคันพร้อมกัน
สาเหตุ: ตัวไรหิดขุดอุโมงค์อยู่ใต้ผิวหนัง ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เสื้อผ้า และที่นอน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายแต่ไม่หายเอง และลามทั้งบ้านถ้าไม่รักษาพร้อมกัน
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ชั่วคราว แต่ไม่ฆ่าตัวหิด ยาหลักคือเพอร์เมทริน (permethrin) 5% ทาทั้งตัวตั้งแต่คอลงไปทิ้งไว้ 8–14 ชั่วโมง แล้วทาซ้ำอีกครั้งใน 7 วัน ทุกคนในบ้านต้องทาพร้อมกัน อาการคันอาจอยู่ต่อได้ 2–4 สัปดาห์หลังรักษาครบ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: สงสัยหิดทุกกรณี โดยเฉพาะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ อ่านต่อที่ หิด เกิดจากอะไร คันกลางคืนแบบไหนคือหิด
8. คันจากโรคในร่างกาย (Systemic pruritus)
ลักษณะ: คันทั่วตัวหรือหลายตำแหน่ง ไม่มีผื่นนำมาก่อน มีแต่รอยเกา คันนานหลายสัปดาห์ ยาแก้แพ้ไม่ค่อยช่วย
สาเหตุ: โรคไตเรื้อรัง ท่อน้ำดีอุดตันหรือโรคตับ ไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานต่ำ ภาวะขาดธาตุเหล็ก เบาหวาน โรคเลือดบางชนิด รวมถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งพบน้อยแต่สำคัญ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ขึ้นกับโรคต้นเหตุ ต้องรีบตรวจถ้ามีน้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ไข้เรื้อรัง ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรือคลำต่อมน้ำเหลืองโตได้
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยน้อย อาจช่วยได้เพียงให้หลับ การรักษาที่ได้ผลคือรักษาโรคต้นเหตุ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันโดยไม่มีผื่นนานเกิน 2–6 สัปดาห์ แพทย์มักตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับและไต ไทรอยด์ น้ำตาล และธาตุเหล็ก อ่านต่อที่ คันตามตัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร
9. คันจากแพ้ยา (Drug eruption)
ลักษณะ: ผื่นแดงจุดเล็ก ๆ คล้ายหัดขึ้นทั่วตัว คัน เริ่มภายใน 4–14 วันหลังเริ่มยาใหม่ หรือลมพิษที่ขึ้นภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังกินยา
สาเหตุ: ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ยากันชัก ยาลดกรดยูริก และยาอื่น ๆ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ถ้ามีไข้ เจ็บผิว ตุ่มน้ำ ผิวหลุดลอก แผลในปาก ตาแดง ต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นผื่นแพ้ยารุนแรง
ยาแก้แพ้ช่วยไหม: ช่วยลดคันได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือหยุดยาที่สงสัยตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามกินยาแก้แพ้กลบอาการแล้วกินยาที่แพ้ต่อ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่สงสัยว่าแพ้ยา เพื่อบันทึกชื่อยาที่แพ้ไว้ อ่านต่อที่ ผื่นแพ้ยา (Drug rash)
ยาแก้แพ้ไม่ง่วง (รุ่นที่ 2) แต่ละตัวต่างกันอย่างไร
ขนาดยาด้านล่างเป็นขนาดที่ใช้กันทั่วไปในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพื่อให้เข้าใจภาพรวม ไม่ใช่การสั่งยา ควรอ่านฉลากและปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้
เซทิริซีน (cetirizine) 10 มก. วันละครั้ง: ออกฤทธิ์เร็ว เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลาย ง่วงได้บ้างในบางคน ราว 1 ใน 10 คน จึงมักแนะนำให้กินก่อนนอน ผู้ที่ไตทำงานลดลงต้องลดขนาดยา
เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) 5 มก. วันละครั้ง ตอนเย็น: เป็นส่วนที่ออกฤทธิ์ของเซทิริซีน จึงใช้ขนาดครึ่งหนึ่ง ง่วงใกล้เคียงกับเซทิริซีน
ลอราทาดีน (loratadine) 10 มก. วันละครั้ง: ง่วงน้อย เหมาะกับคนที่ต้องทำงานกลางวันหรือขับรถ มีข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่อนข้างมาก
เดสลอราทาดีน (desloratadine) 5 มก. วันละครั้ง: เป็นสารออกฤทธิ์ของลอราทาดีน ง่วงน้อย
เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) 120–180 มก. วันละครั้ง: แทบไม่ผ่านเข้าสมอง จึงง่วงน้อยที่สุดในกลุ่ม ควรกินกับน้ำเปล่า เลี่ยงน้ำผลไม้ เช่น ส้ม เกรปฟรุต แอปเปิล และยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียมภายใน 2 ชั่วโมง เพราะทำให้ดูดซึมยาลดลง
บิลาสทีน (bilastine) 20 มก. วันละครั้ง: ง่วงน้อย ต้องกินตอนท้องว่าง คือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงหรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง
ควรเลือกตัวไหน: งานวิจัยไม่พบว่าตัวใดเหนือกว่ากันชัดเจนในการลดคันจากลมพิษ การเลือกจึงขึ้นกับว่าง่วงได้ไหม ต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรไหม การทำงานของไต การตั้งครรภ์ และยาอื่นที่กินอยู่ ถ้าตัวหนึ่งไม่ได้ผลหลังกินสม่ำเสมอ 1–2 สัปดาห์ แพทย์อาจเปลี่ยนตัวหรือเพิ่มขนาดยา
ยาแก้แพ้ชนิดง่วง (รุ่นที่ 1) ใช้เมื่อไร และอันตรายอย่างไร
คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) 4 มก. ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 24 มก. ต่อวันในผู้ใหญ่: หาซื้อง่าย ออกฤทธิ์สั้น ต้องกินหลายครั้งต่อวัน ทำให้ง่วง ปากแห้ง ตาพร่า ท้องผูก และปัสสาวะลำบาก
ไฮดรอกซีซีน (hydroxyzine) 10–25 มก. ก่อนนอน: แพทย์ใช้กับคนที่คันจนนอนไม่หลับ ทำให้ง่วงมากถึงเช้า และต้องระวังในผู้ที่มีปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจ
ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine): ทำให้ง่วงมาก ไม่แนะนำให้ใช้ระยะยาว และไม่ควรใช้ชนิดครีมทา เพราะทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสได้
ยากลุ่มนี้ทำให้ง่วงแม้ในวันรุ่งขึ้น สมาธิและการตอบสนองลดลงแม้จะไม่รู้สึกง่วง ห้ามขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรหลังกินยา ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ร่วม ไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุถ้าเลี่ยงได้ เพราะเพิ่มความเสี่ยงหกล้ม สับสน ปัสสาวะไม่ออกในผู้ชายต่อมลูกหมากโต และอาจทำให้ต้อหินชนิดมุมปิดกำเริบ ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีห้ามซื้อให้กินเอง
แนวทางรักษาลมพิษสากลแนะนำยารุ่นที่ 2 เป็นยาหลัก ยารุ่นที่ 1 ใช้เป็นตัวเสริมช่วงสั้นก่อนนอนเท่านั้น ไม่ควรกินยาแก้แพ้ 2 ตัวพร้อมกันเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
กินยาแก้แพ้แล้วยังคัน ทำอย่างไรต่อ
ทบทวนว่าคันจากฮิสตามีนจริงไหม ถ้าเป็นผิวแห้ง เชื้อรา หิด หรือคันจากโรคในร่างกาย การเปลี่ยนยาแก้แพ้ไม่ช่วย
กินให้สม่ำเสมอ สำหรับลมพิษเรื้อรัง ควรกินทุกวันในเวลาเดิม ไม่ใช่รอให้ขึ้นก่อนแล้วจึงกิน ประเมินผลหลัง 2–4 สัปดาห์
เพิ่มขนาดยาตามแพทย์ แนวทางลมพิษเรื้อรังของยุโรปและสากลอนุญาตให้แพทย์เพิ่มยารุ่นที่ 2 ได้ถึง 4 เท่าของขนาดปกติ เช่น เซทิริซีน 10 มก. วันละ 2–4 เม็ด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ยาขั้นถัดไป ถ้าเพิ่มขนาดแล้วยังคุมไม่ได้ใน 2–4 สัปดาห์ แพทย์อาจพิจารณายาฉีดโอมาลิซูแมบ (omalizumab) 300 มก. ทุก 4 สัปดาห์ หรือยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) พร้อมติดตามความดันและการทำงานของไต
สเตียรอยด์ชนิดกิน เช่น เพรดนิโซโลน (prednisolone) ใช้เฉพาะช่วงสั้นประมาณ 3–5 วันในลมพิษเฉียบพลันที่รุนแรง ตามแพทย์สั่ง ไม่ใช้ระยะยาว เพราะผลข้างเคียงมากและลมพิษมักกลับมาเมื่อหยุดยา
ยาแก้แพ้ในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และผู้สูงอายุ
เด็ก: ใช้ยาน้ำรุ่นที่ 2 ขนาดตามน้ำหนักและอายุ เช่น เซทิริซีนในเด็กอายุ 6–11 ปี 5–10 มก. ต่อวัน อายุ 2–5 ปี 2.5–5 มก. ต่อวัน ลอราทาดีนในเด็กอายุ 2–12 ปีที่หนักไม่ถึง 30 กก. 5 มก. ต่อวัน ควรใช้ช้อนตวงที่มากับยาเสมอ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีควรให้แพทย์สั่งยา และไม่ควรใช้ยาชนิดง่วงเพื่อให้เด็กหลับ
หญิงตั้งครรภ์: ลอราทาดีนและเซทิริซีนเป็นยาที่มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์มากที่สุด แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นและปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะในไตรมาสแรก อาการคันระหว่างตั้งครรภ์บางชนิด เช่น คันฝ่ามือฝ่าเท้ามากช่วงไตรมาสที่ 3 อาจเกิดจากภาวะน้ำดีคั่งในครรภ์ (intrahepatic cholestasis of pregnancy) ซึ่งต้องตรวจเลือดและดูแลโดยสูติแพทย์ ไม่ใช่กินยาแก้แพ้แล้วรอ
ให้นมบุตร: ลอราทาดีนเป็นตัวเลือกที่ใช้กันบ่อย ควรเลี่ยงยาชนิดง่วง เพราะอาจทำให้ทารกง่วงซึมและน้ำนมลดลง
ผู้สูงอายุ: ใช้ยารุ่นที่ 2 ขนาดต่ำ ระวังการทำงานของไตเมื่อใช้เซทิริซีนและเลโวเซทิริซีน และเลี่ยงยารุ่นที่ 1 อาการคันในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มาจากผิวแห้ง การทามอยส์เจอไรเซอร์จึงมักได้ผลกว่ายาแก้แพ้
ยาแก้คันที่ซื้อเองได้ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
อ่านฉลากว่าเป็นยาตัวไหน ขนาดกี่มิลลิกรัม และเป็นชนิดง่วงหรือไม่ง่วง
ใช้ยาชนิดเดียว ไม่ซื้อยาแก้แพ้หลายตัวมากินพร้อมกัน เพราะยาแก้หวัดหลายสูตรมีคลอร์เฟนิรามีนผสมอยู่แล้ว
ถ้ากินยารุ่นที่ 2 ครบ 1 สัปดาห์แล้วคันไม่ลดเลย ให้หยุดและหาสาเหตุ ไม่ควรเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ
ไม่ซื้อยาชุดหรือยาที่ไม่มีฉลากระบุชื่อยา เพราะหลายชุดมีสเตียรอยด์ชนิดกินผสม ทำให้คันหายเร็วแต่มีผลเสียระยะยาว
ไม่ทาครีมที่ผสมสเตียรอยด์แรงกับยาฆ่าเชื้อราและยาปฏิชีวนะรวมกันเองเป็นเวลานาน เพราะทำให้ผิวบางและเชื้อราลาม
แจ้งเภสัชกรเสมอถ้าตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ต้อหิน หรือต่อมลูกหมากโต
วิธีลดคันโดยไม่ต้องใช้ยา
ประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำเย็นครั้งละ 10–15 นาที ช่วยลดคันจากลมพิษและแมลงกัดได้เร็ว
อาบน้ำอุ่นไม่ร้อน ไม่เกิน 10 นาที ใช้สบู่อ่อนเฉพาะบริเวณที่จำเป็น
ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำ วันละ 2 ครั้ง
ตัดเล็บสั้น ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม เลี่ยงผ้าขนสัตว์
ตั้งแอร์ไม่เย็นจัด และเลี่ยงเหงื่อออกสะสม
จดอาหาร ยา และกิจกรรมก่อนลมพิษขึ้น เพื่อหาตัวกระตุ้น
เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ผิวหนัง
ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้า:
ปาก ลิ้น หรือคอบวม กลืนลำบาก เสียงแหบ หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ด
คันและลมพิษทั่วตัวร่วมกับเวียนหัวจะเป็นลม ความดันต่ำ ปวดท้องหรืออาเจียน
ผื่นมีตุ่มน้ำ ผิวหลุดลอก เจ็บผิว มีแผลในปาก หรือตาแดงหลังเริ่มยาใหม่
ควรพบแพทย์ผิวหนังถ้า:
คันนานเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่รู้สาเหตุ หรือลมพิษเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์
กินยาแก้แพ้วันละครั้งต่อเนื่อง 1–2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
คันจนนอนไม่หลับ หรือเกาจนเป็นแผลติดเชื้อ
คันทั่วตัวโดยไม่มีผื่น ร่วมกับน้ำหนักลด ไข้ เหงื่อออกกลางคืน หรือตัวเหลือง
สงสัยหิดหรือเชื้อรา หรือคนในบ้านคันพร้อมกัน
แพทย์ผิวหนังตรวจอะไรเมื่อคันเรื้อรัง
ซักประวัติและตรวจร่างกาย: ลักษณะผื่น ระยะเวลาที่แต่ละปื้นอยู่ ยาใหม่ อาหาร สัตว์เลี้ยง และคนรอบข้างที่คัน
ขูดผิวส่องกล้อง (KOH): หาเชื้อราหรือตัวหิด ทราบผลภายในไม่กี่นาที
ตรวจเลือด: ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับ ไต ไทรอยด์ น้ำตาล และธาตุเหล็ก ในผู้ที่คันโดยไม่มีผื่น
ตรวจแพ้แบบแปะ (patch test): หาสารที่แพ้ในผื่นแพ้สัมผัสที่เป็นซ้ำ
แบบประเมินลมพิษ (UAS7): ให้คะแนนจำนวนปื้นและความคันทุกวันเป็นเวลา 7 วัน เพื่อปรับขนาดยาให้ตรงกับความรุนแรง
ตัดชิ้นเนื้อ: เมื่อผื่นไม่เข้ากับโรคที่พบบ่อย หรือปื้นลมพิษอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมงและทิ้งรอยช้ำ
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องยาแก้คัน
"ยาแก้แพ้ยิ่งง่วงยิ่งแรง": ไม่จริง ยาชนิดไม่ง่วงลดคันจากลมพิษได้เท่ากันหรือดีกว่า ความง่วงเป็นผลข้างเคียง ไม่ใช่ตัวชี้ว่าได้ผล
"คันทุกแบบกินยาแก้แพ้ได้": ไม่จริง คันจากผิวแห้ง เชื้อรา หิด และโรคตับไต ยาแก้แพ้ช่วยน้อยมาก
"กินยาแก้แพ้นาน ๆ จะดื้อยาหรือติดยา": ยารุ่นที่ 2 ใช้ต่อเนื่องหลายเดือนได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ทำให้ติดยา
"ทาครีมยาแก้แพ้ดีกว่ากิน": ครีมที่มียาแก้แพ้ผสมทำให้แพ้สัมผัสได้ และไม่ช่วยลมพิษที่ขึ้นทั่วตัว
"ลมพิษเรื้อรังต้องหาอาหารที่แพ้ให้เจอ": ลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอาหาร การงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีหลักฐานมักไม่ช่วย
สรุปสั้น ๆ
ยาแก้คันชนิดกินคือยาแก้แพ้ต้านฮิสตามีน ได้ผลดีกับลมพิษ แมลงกัด และภูมิแพ้ แต่ช่วยน้อยกับผิวแห้ง เชื้อรา หิด และคันจากโรคในร่างกาย
ยาแก้แพ้ไม่ง่วงที่ใช้บ่อย: เซทิริซีน 10 มก. เลโวเซทิริซีน 5 มก. ลอราทาดีน 10 มก. เฟกโซเฟนาดีน 120–180 มก. วันละครั้ง
ยาชนิดง่วงอย่างคลอร์เฟนิรามีน 4 มก. ห้ามขับรถ และควรเลี่ยงในผู้สูงอายุ
ลมพิษเรื้อรังต้องกินยาทุกวัน ประเมินผลหลัง 2–4 สัปดาห์ แพทย์เพิ่มขนาดได้ถึง 4 เท่า
ปากหรือคอบวม หายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
คันเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่รู้สาเหตุ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาต้นเหตุก่อนเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ
คำถามที่พบบ่อยเรื่องยาแก้คัน
ยาแก้แพ้ แก้คัน กินตัวไหนดี
ถ้าคันจากลมพิษ แมลงกัด หรือภูมิแพ้ ยาที่แนะนำเป็นอันดับแรกคือยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ซึ่งง่วงน้อยและกินวันละครั้ง เช่น เซทิริซีน 10 มก. ลอราทาดีน 10 มก. หรือเฟกโซเฟนาดีน 180 มก. ทั้งสามตัวลดคันได้ใกล้เคียงกัน การเลือกขึ้นกับว่าง่วงได้ไหมและมีโรคประจำตัวหรือไม่ เซทิริซีนอาจง่วงเล็กน้อยจึงเหมาะกินก่อนนอน ส่วนลอราทาดีนและเฟกโซเฟนาดีนเหมาะกับคนที่ต้องขับรถ ถ้าคันจากผิวแห้งหรือเชื้อรา ยาแก้แพ้จะไม่ช่วยมาก ต้องรักษาที่ต้นเหตุ
ยาแก้แพ้ไม่ง่วง มีตัวไหนบ้าง
ยาแก้แพ้ที่ง่วงน้อยคือยารุ่นที่ 2 ได้แก่ เซทิริซีน (cetirizine) เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) และบิลาสทีน (bilastine) ในกลุ่มนี้เฟกโซเฟนาดีนผ่านเข้าสมองน้อยที่สุดจึงง่วงน้อยที่สุด รองลงมาคือลอราทาดีนและบิลาสทีน ส่วนเซทิริซีนและเลโวเซทิริซีนทำให้ง่วงได้ประมาณ 1 ใน 10 คน ถ้าต้องขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ควรลองยาตัวใหม่ครั้งแรกในวันที่ไม่ต้องขับรถก่อน
cetirizine loratadine ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองตัวเป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ขนาดปกติ 10 มก. วันละครั้งเท่ากัน เซทิริซีนออกฤทธิ์เร็วกว่าเล็กน้อย ประมาณ 1 ชั่วโมง และลดปื้นลมพิษได้ดีในหลายงานวิจัย แต่ทำให้ง่วงได้มากกว่า และต้องลดขนาดในผู้ที่ไตทำงานลดลง ลอราทาดีนง่วงน้อยกว่า ออกฤทธิ์ช้ากว่าเล็กน้อย และมีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรมาก ถ้าตัวหนึ่งกินสม่ำเสมอ 1–2 สัปดาห์แล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจเปลี่ยนเป็นอีกตัวได้ ไม่ควรกินทั้งสองตัวพร้อมกันเอง
ยาแก้ผื่นคัน 7 11 มีอะไรบ้าง
ร้านสะดวกซื้อมักขายเฉพาะยาสามัญประจำบ้านและผลิตภัณฑ์ทาภายนอก เช่น โลชั่นคาลาไมน์ ซึ่งช่วยลดคันจากผดร้อนและแมลงกัดเล็กน้อย ส่วนยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงและยาฆ่าเชื้อรา ควรซื้อที่ร้านยาที่มีเภสัชกร เพื่อให้ได้ยาที่ตรงกับอาการและขนาดที่ถูกต้อง ถ้าผื่นเป็นวงขอบแดงมีขุยหรืออยู่ในร่มผ้า มักเป็นเชื้อรา ต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น โคลไตรมาโซล 1% ไม่ใช่ครีมสเตียรอยด์ และถ้าคันเกิน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์
อาการแพ้ไรฝุ่นผิวหนัง รักษาอย่างไร?
ไรฝุ่นเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและภูมิแพ้จมูก การรักษาจึงมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือลดไรฝุ่น ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อน 60 องศาทุก 1–2 สัปดาห์ ใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่น และเลี่ยงตุ๊กตาผ้าบนเตียง ส่วนที่สองคือดูแลผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้งและยาทาสเตียรอยด์ช่วงผื่นกำเริบ ส่วนที่สามคือยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ซึ่งช่วยอาการจมูกและลมพิษได้ดี แต่ช่วยคันจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้จำกัด ถ้าเป็นรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาขั้นต่อไป
วิธีแก้ผื่นคัน ลมพิษ ทำอย่างไร
ลมพิษเฉียบพลันส่วนใหญ่หายภายในไม่กี่วันถึง 6 สัปดาห์ ให้กินยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 วันละครั้ง เช่น เซทิริซีนหรือลอราทาดีน 10 มก. ประคบเย็น 10–15 นาที ใส่เสื้อผ้าหลวม และหยุดยาหรืออาหารที่สงสัยว่าเป็นตัวกระตุ้น ไม่ควรเกาหรือถูแรง และไม่จำเป็นต้องทาครีมสเตียรอยด์ เพราะลมพิษอยู่ลึกกว่าผิวชั้นนอก ถ้าเป็นนานเกิน 6 สัปดาห์ กินยาแล้วยังขึ้นทุกวัน ควรพบแพทย์ผิวหนัง และถ้าปากหรือคอบวม หายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง และวิธีเลือกยาทาตามชนิดผื่นใน ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูกโรค
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 18 ตุลาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา ระยะเวลาใช้ และการตรวจเพิ่มเติมเป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจร่างกาย ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ความคิดเห็น