top of page

ผมร่วงกรรมพันธุ์ (Androgenetic Alopecia) สาเหตุและการรักษาได้ผลจริง

17 มิ.ย.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 25 ก.ย.

ผมร่วงกรรมพันธุ์ หรือผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (androgenetic alopecia, AGA) คือภาวะที่รากผมในบางบริเวณของศีรษะไวต่อฮอร์โมน DHT จนเส้นผมเล็กลงและสั้นลงทีละรอบ แล้วค่อย ๆ กลายเป็นขนอ่อนจนหยุดงอก ในผู้ชายเรียกว่าศีรษะล้านแบบผู้ชาย (male pattern hair loss) ส่วนในผู้หญิงเรียกว่าผมบางแบบผู้หญิง (female pattern hair loss) และเป็นสาเหตุของผมบางถาวรที่พบบ่อยที่สุดในทั้งสองเพศ

ประเด็นสำคัญที่สุดคือโรคนี้ไม่หายเองและไม่ได้ร่วงเป็นกระจุกให้เห็นชัด แต่ "บางลงเงียบ ๆ" ปีละนิด ช่วงที่ยาได้ผลดีคือช่วงที่รากผมยังอยู่และยังเห็นขนอ่อนในบริเวณนั้น บทความนี้จึงแยกให้ครบว่าผมร่วงกรรมพันธุ์ดูยังไง แต่ละแบบในผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร และยาที่มีหลักฐานรองรับแต่ละตัวใช้ขนาดเท่าไร นานแค่ไหน และอะไรบอกว่าได้ผล

ผมร่วงกรรมพันธุ์ คืออะไร ต่างจากผมร่วงทั่วไปอย่างไร

ผมร่วงทั่วไปที่คนส่วนใหญ่เจอคือ "ร่วงเยอะ" เห็นผมติดหวี ติดหมอน ติดท่อระบายน้ำ ส่วนผมร่วงกรรมพันธุ์คือ "บางลง" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

  • ผมร่วงแบบชั่วคราว (telogen effluvium): ผมหลุดพร้อมกันจำนวนมาก มักมีเหตุนำมาก่อน 2–3 เดือน เช่น ไข้สูง คลอดบุตร ผ่าตัด ลดน้ำหนักเร็ว หรือเครียดหนัก และมักหยุดเองใน 3–6 เดือน

  • ผมร่วงกรรมพันธุ์ (androgenetic alopecia): จำนวนเส้นที่ร่วงต่อวันอาจไม่มากเลย แต่เส้นที่งอกใหม่เล็กและสั้นกว่าเส้นเดิมทุกรอบ ผลคือความหนาแน่นลดลงเฉพาะบางโซน และไม่หยุดเองถ้าไม่รักษา

  • จุดสังเกตที่แยกได้ง่ายที่สุด: ถ้าผมร่วงเยอะแต่รอยแสกและแนวผมยังเหมือนเดิม มักเป็นแบบชั่วคราว ถ้าร่วงไม่มากแต่รอยแสกกว้างขึ้นหรือหน้าผากเถิกขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือผมบางจากกรรมพันธุ์

ทั้งสองแบบเกิดร่วมกันได้ และพบบ่อยในผู้หญิงที่ร่วงหลังคลอดแล้วไม่กลับมาหนาเท่าเดิม ซึ่งมักแปลว่ามีผมบางกรรมพันธุ์ซ่อนอยู่ตั้งแต่ก่อนหน้า ภาพรวมของผมร่วงทุกแบบอ่านได้ที่ ผมร่วง เกิดจากอะไร แยก 5 แบบ

ผมร่วงกรรมพันธุ์ เกิดจากอะไร กลไกของฮอร์โมน DHT

  • ฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone): เอนไซม์ 5-alpha reductase เปลี่ยนเทสโทสเตอโรนให้เป็น DHT ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าหลายเท่า เมื่อ DHT จับกับตัวรับที่รากผม ระยะงอก (anagen) ซึ่งปกติยาว 2–6 ปีจะสั้นลงทีละรอบ

  • การหดเล็กของรากผม (miniaturization): ทุกรอบที่ระยะงอกสั้นลง เส้นผมที่ได้ก็เล็กลง บางลง และสีอ่อนลง จนในที่สุดเหลือเป็นขนอ่อนที่มองไม่เห็นจากระยะปกติ

  • ทำไมท้ายทอยไม่ล้าน: รากผมบริเวณท้ายทอยและด้านข้างไม่ไวต่อ DHT นี่คือเหตุผลที่คนศีรษะล้านมากยังมีผมเป็นรูปเกือกม้า และเป็นหลักการที่ทำให้การปลูกผมได้ผล

  • ระดับฮอร์โมนในเลือดมักปกติ: ผู้ชายที่ศีรษะล้านส่วนใหญ่มีฮอร์โมนเพศชายในเลือดปกติ สิ่งที่ต่างคือ "ความไว" ของรากผมต่อฮอร์โมน ซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ผมร่วงกรรมพันธุ์ ถ่ายทอดจากพ่อหรือแม่

ความเชื่อที่ว่า "ศีรษะล้านมาจากฝั่งแม่" ถูกเพียงบางส่วน ยีนตัวรับฮอร์โมนแอนโดรเจน (AR gene) อยู่บนโครโมโซม X ซึ่งผู้ชายได้จากแม่ แต่ผมบางกรรมพันธุ์เป็นลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนหลายตำแหน่ง (polygenic) บนโครโมโซมอื่นอีกหลายสิบตำแหน่งด้วย

  • ข้อสรุปที่ใช้ได้จริง: ความเสี่ยงมาจากทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่ ถ้าพ่อ ตาหรือพี่ชายของแม่ ศีรษะล้านตั้งแต่อายุน้อย ความเสี่ยงยิ่งสูง

  • พี่น้องท้องเดียวกันเป็นไม่เท่ากันได้: เพราะแต่ละคนได้ชุดยีนผสมไม่เหมือนกัน

  • มีประวัติครอบครัวไม่ได้แปลว่าต้องล้านแน่นอน: และไม่มีประวัติก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็น

  • ยังไม่มีการตรวจยีนที่ใช้ทำนายผลได้แม่นยำพอ สำหรับการตัดสินใจรักษาในเวชปฏิบัติทั่วไป การดูจากลักษณะหนังศีรษะจริงยังแม่นกว่า

ผมร่วงกรรมพันธุ์ ดูยังไง สัญญาณเริ่มต้นที่คนมักพลาด

  • ผมที่ขมับและหน้าผากบางลงจนเห็นหนังศีรษะเมื่อเปียกน้ำ ขณะที่ผมแห้งยังดูปกติ

  • รอยแสกกลางกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรูปถ่ายเก่า เป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดในผู้หญิง

  • เส้นผมบริเวณที่บางมีขนาดไม่เท่ากัน ปนกันทั้งเส้นหนาและเส้นเล็กคล้ายขนอ่อน

  • ผมยาวไม่ถึงความยาวเดิม เพราะระยะงอกสั้นลง ผู้หญิงบางคนเล่าว่า "ไว้ผมยาวไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน"

  • มัดผมแล้วหางม้าเล็กลง โดยไม่ได้สังเกตว่าผมร่วงมาก

  • หนังศีรษะมันง่ายขึ้นหรือคันร่วมด้วย พบร่วมได้แต่ไม่ใช่ต้นเหตุ

วิธีเช็กเองที่แนะนำคือถ่ายรูปกลางกระหม่อมและรอยแสกจากมุมเดิม แสงเดิม ทุก 3 เดือน แล้วเทียบกัน เพราะการส่องกระจกทุกวันแทบจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป

ผมร่วงกรรมพันธุ์ในผู้ชาย เริ่มที่หน้าผากเป็นรูปตัว M

  • ลักษณะ: แนวผมที่ขมับสองข้างร่นลึกเข้าไปก่อน ทำให้แนวผมด้านหน้าเป็นรูปตัว M ส่วนกลางหน้าผากมักยังอยู่นานกว่า

  • สาเหตุ: รากผมบริเวณขมับไวต่อ DHT สูงที่สุดในผู้ชายหลายคน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: แนวผมร่นเล็กน้อยหลังวัยรุ่นเป็นเรื่องปกติของผู้ชายส่วนใหญ่ (mature hairline) แต่ถ้าร่นลึกลงเรื่อย ๆ เกินหนึ่งนิ้วมือจากรอยย่นหน้าผากสูงสุด หรือร่นต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นผมบางกรรมพันธุ์

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเทียบรูปแล้วเห็นว่าแนวผมร่นต่อเนื่อง หรือขนที่ขมับเหลือเป็นขนอ่อน ยิ่งเริ่มยาเร็ว ยิ่งรักษาแนวผมไว้ได้มาก เพราะบริเวณหน้าผากตอบสนองต่อยาได้น้อยกว่ากลางกระหม่อม

ผมร่วงกรรมพันธุ์ในผู้ชาย แบบบางกลางกระหม่อม

  • ลักษณะ: เริ่มจากวงบางที่ขวัญกลางกระหม่อม (vertex) แล้วขยายวงกว้างออก บางคนเป็นทั้งหน้าผากและกลางกระหม่อมพร้อมกันจนมาบรรจบกัน

  • สาเหตุ: กลไกเดียวกับแบบหน้าผาก แต่ตำแหน่งที่ไวต่อ DHT ต่างกันตามพันธุกรรมของแต่ละคน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เจ้าตัวมักรู้ช้าที่สุดเพราะมองไม่เห็นเอง ส่วนใหญ่มีคนอื่นทักหรือเห็นจากรูปที่ถ่ายจากด้านบน ข้อดีคือบริเวณกลางกระหม่อมตอบสนองต่อยาดีกว่าหน้าผาก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมองเห็นหนังศีรษะที่ขวัญชัดขึ้นเมื่อเทียบกับรูปเก่า หรือวงที่ขวัญกว้างกว่าเหรียญสิบบาท

ระดับความรุนแรงในผู้ชาย ตามมาตรวัด Hamilton–Norwood

แพทย์ใช้มาตรวัด Hamilton–Norwood แบ่งผมบางในผู้ชายเป็น 7 ระดับ เพื่อวางแผนและติดตามผลการรักษา

  • ระดับ 1–2: แนวผมร่นเล็กน้อยที่ขมับ ยังไม่ถือว่าเป็นโรคชัดเจน แต่ควรเริ่มถ่ายรูปติดตาม

  • ระดับ 3: ขมับร่นลึกเป็นรูปตัว M ชัด หรือระดับ 3 vertex ที่มีบางกลางกระหม่อมร่วมด้วย เป็นระดับที่เริ่มยาแล้วได้ประโยชน์มากที่สุด

  • ระดับ 4–5: หน้าผากและกลางกระหม่อมบางมากขึ้น แถบผมที่คั่นระหว่างสองบริเวณเริ่มบาง ยายังช่วยหยุดการลุกลามได้ แต่การได้ผมคืนมีจำกัด

  • ระดับ 6–7: เหลือผมเป็นรูปเกือกม้าด้านข้างและท้ายทอย ยาช่วยได้น้อย ทางเลือกหลักคือการปลูกผมหากผมต้นทางพอ หรือยอมรับทรงผมสั้น

ผมร่วงกรรมพันธุ์ในผู้หญิง รอยแสกกว้างเหมือนต้นคริสต์มาส

  • ลักษณะ: ผมบางกระจายบริเวณกลางศีรษะ รอยแสกกลางค่อย ๆ กว้างขึ้น โดยกว้างที่สุดตรงด้านหน้าแล้วแคบลงไปทางด้านหลังคล้ายรูปต้นคริสต์มาส (Christmas tree pattern) แนวผมด้านหน้ามักยังอยู่ ไม่ร่นเป็นตัว M แบบผู้ชาย

  • สาเหตุ: ความไวของรากผมต่อฮอร์โมนร่วมกับพันธุกรรม ผู้หญิงส่วนใหญ่มีระดับฮอร์โมนปกติ แต่ส่วนหนึ่งมีภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงร่วมด้วย เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ผู้หญิงแทบไม่ศีรษะล้านทั้งหมดแบบผู้ชาย แต่ผลต่อความมั่นใจมักมากกว่า และมักถูกวินิจฉัยช้าเพราะคิดว่าเป็นผมร่วงจากความเครียด

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเห็นรอยแสกกว้างขึ้นหรือหางม้าเล็กลงชัด และ ต้องรีบพบแพทย์ถ้ามีสิวขึ้นมาก ขนดกขึ้นที่คางหรือหน้าท้อง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือเสียงทุ้มลง เพราะเป็นสัญญาณของฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงที่ต้องตรวจหาสาเหตุ

ระดับความรุนแรงในผู้หญิง ตามมาตรวัด Ludwig และ Sinclair

  • มาตรวัด Ludwig 3 ระดับ: ระดับ 1 บางเล็กน้อยที่กลางศีรษะ ต้องแหวกผมจึงเห็น ระดับ 2 บางชัดเจนจนเห็นหนังศีรษะเมื่อจัดทรงปกติ ระดับ 3 บางเกือบทั้งกลางศีรษะ

  • มาตรวัด Sinclair 5 ระดับ: ใช้ความกว้างของรอยแสกกลางเป็นเกณฑ์ ระดับ 1 คือปกติ ไล่ไปจนระดับ 5 ที่บางมากทั่วกลางศีรษะ แพทย์นิยมใช้ติดตามผลเพราะวัดซ้ำได้ง่าย

  • ความหมายต่อการรักษา: ระดับ 1–2 ตอบสนองต่อยาได้ดีกว่า ระดับ 3 ขึ้นไปยังช่วยชะลอได้ แต่ความหนาที่ได้คืนมักน้อยกว่า และอาจต้องใช้ยาหลายตัวร่วมกัน

ผมบางหลังวัยหมดประจำเดือน และผมบางที่เริ่มตั้งแต่อายุน้อย

  • ผมบางหลังวัยหมดประจำเดือน: เมื่อเอสโตรเจนลดลง ความสมดุลเอียงไปทางแอนโดรเจนมากขึ้น ผมบางกรรมพันธุ์ที่มีอยู่เดิมจึงชัดขึ้นเร็วในช่วงอายุ 45–55 ปี จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ ถ้าแนวผมด้านหน้าร่นเป็นแถบเรียบ ๆ ร่วมกับขนคิ้วบางหาย ไม่ใช่ผมบางกรรมพันธุ์ แต่อาจเป็นโรคผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็นที่ชื่อ frontal fibrosing alopecia ซึ่งต้องรักษาคนละแบบและต้องรีบ เพราะรากผมที่ถูกทำลายแล้วไม่กลับมา

  • ผมบางที่เริ่มก่อนอายุ 25 ปี: ในผู้ชายเริ่มได้ตั้งแต่ปลายวัยรุ่น มักลุกลามเร็วกว่าคนที่เริ่มช้า จึงควรพบแพทย์เร็ว ในผู้หญิงอายุน้อยที่มีผมบางร่วมกับสิวและประจำเดือนผิดปกติ ต้องคิดถึง PCOS เสมอ

ผมร่วงกรรมพันธุ์ ต่างจากผมร่วงเป็นหย่อมและโรคอื่นอย่างไร

การรักษาผิดโรคคือสาเหตุที่คนไข้เสียเวลาหลายเดือน โรคที่ต้องแยกจากผมบางกรรมพันธุ์มีดังนี้

  • ผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata): ผมหลุดเป็นวงกลมเรียบ หนังศีรษะเกลี้ยง เกิดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ ใช้ยาคนละกลุ่ม อ่านรายละเอียดได้ที่ ผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata)

  • ผมร่วงแบบชั่วคราว (telogen effluvium): ร่วงทั่วศีรษะพร้อมกัน ดึงผมเบา ๆ แล้วหลุดง่าย มีเหตุนำ 2–3 เดือนก่อน

  • ผมร่วงจากการดึงรั้ง (traction alopecia): บางเฉพาะแนวที่ถูกดึง เช่น ขอบหน้าผากของคนที่มัดผมตึงหรือต่อผมเป็นประจำ

  • ผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็น (scarring alopecia): หนังศีรษะเรียบมันไม่มีรูขุมขน มีแดง ลอก หรือเจ็บร่วม ต้องตรวจชิ้นเนื้อ

  • เชื้อราที่หนังศีรษะ: มีขุยและเส้นผมหักตอ พบบ่อยในเด็ก

  • ผมร่วงจากโรคภายใน: ภาวะขาดธาตุเหล็ก โรคไทรอยด์ และยาบางชนิด ทำให้ผมบางทั่วศีรษะคล้ายผมบางกรรมพันธุ์ได้

ถ้ามีอาการคันหรือขุยที่หนังศีรษะร่วมด้วย อาจมีโรคหนังศีรษะอื่นซ้อนอยู่ ดูวิธีแยกได้ที่ คันหนังศีรษะ เกิดจากอะไร

ไปพบแพทย์ผิวหนังเรื่องผมบาง จะตรวจอะไรบ้าง

  • ซักประวัติ: เริ่มเมื่อไร ลุกลามเร็วแค่ไหน ประวัติครอบครัว ยาที่ใช้ อาหารเสริม การตั้งครรภ์ ประจำเดือน และโรคประจำตัว

  • ดูรูปแบบการบางและให้ระดับความรุนแรง: ตามมาตรวัดที่กล่าวข้างต้น เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการติดตาม

  • ส่องกล้องตรวจหนังศีรษะ (trichoscopy): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด ผมบางกรรมพันธุ์จะเห็นขนาดเส้นผมแตกต่างกันมาก โดยความต่างเกิน 20% ในบริเวณเดียวกันสนับสนุนการวินิจฉัย เห็นรูขุมขนที่มีเส้นผมเพียงเส้นเดียวมากขึ้น และจุดสีเหลืองจากรูขุมขนที่ว่าง

  • การทดสอบดึงผม (hair pull test): ดึงผมราว 50–60 เส้นเบา ๆ ถ้าหลุดเกิน 10% ชี้ว่ามีผมร่วงแบบชั่วคราวร่วมด้วย

  • ตรวจเลือดเมื่อมีข้อบ่งชี้: ค่าเฟอร์ริตินและ TSH ในผู้หญิงแทบทุกราย ส่วนระดับเทสโทสเตอโรนและ DHEA-S ตรวจในผู้หญิงที่มีสัญญาณฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง

  • ถ่ายภาพมาตรฐาน: ถ่ายจากมุมเดิมทุกครั้งเพื่อเทียบผลที่ 6 และ 12 เดือน

ยาทาไมน็อกซิดิล (minoxidil) สำหรับผมร่วงกรรมพันธุ์

ไมน็อกซิดิลชนิดทาเป็นยาตัวแรกที่แนะนำทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ยาทำให้ระยะงอกของผมยาวขึ้นและเพิ่มขนาดเส้นผมที่หดเล็กลง

  • ผู้ชาย: ไมน็อกซิดิล 5% ชนิดโฟมวันละ 1 ครั้ง หรือชนิดน้ำ 5% ครั้งละ 1 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง

  • ผู้หญิง: ไมน็อกซิดิล 5% ชนิดโฟมวันละ 1 ครั้ง หรือชนิดน้ำ 2% ครั้งละ 1 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง

  • วิธีทา: ทาบนหนังศีรษะที่แห้งสนิท ไม่ใช่บนเส้นผม แหวกผมทาให้ทั่วบริเวณที่บาง เกลี่ยด้วยปลายนิ้ว ล้างมือทุกครั้ง และทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนสระผม

  • ช่วงผมร่วงเพิ่มตอนเริ่มยา (shedding): ในสัปดาห์ที่ 2–8 หลายคนร่วงมากขึ้น เพราะยาเร่งให้ผมระยะพักหลุดเพื่อเปิดทางให้เส้นใหม่ นี่คือสัญญาณว่ายาเริ่มออกฤทธิ์ และจะสงบเองใน 4–8 สัปดาห์ ไม่ควรหยุดยาเพราะเรื่องนี้

  • ระยะเวลาก่อนตัดสินผล: ประเมินครั้งแรกที่ 6 เดือน และเห็นผลเต็มที่ราว 12 เดือน

  • อะไรชี้ว่าได้ผล: ที่ 6 เดือน รูปถ่ายเทียบแล้วเห็นผมหนาขึ้น หรืออย่างน้อยหยุดบางลง ถือว่าได้ผลและควรใช้ต่อ การหยุดการลุกลามได้ก็นับเป็นความสำเร็จของการรักษาโรคนี้

  • อะไรชี้ว่าไม่ได้ผล: ใช้ถูกวิธีครบ 6–12 เดือนแล้วยังบางลงต่อ ให้แพทย์ทบทวนการวินิจฉัยและพิจารณาเพิ่มยาตัวอื่น

  • ต้องใช้ต่อเนื่อง: ถ้าหยุดยา ผมที่ได้คืนมาจะค่อย ๆ กลับไปบางภายใน 3–6 เดือน

  • ผลข้างเคียง: หนังศีรษะแห้ง คัน ลอก ซึ่งมักมาจากโพรพิลีนไกลคอลในชนิดน้ำ เปลี่ยนเป็นชนิดโฟมมักดีขึ้น ในผู้หญิงอาจมีขนขึ้นที่หน้าผากและแก้มถ้ายาไหลลงมา และไม่ใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไมน็อกซิดิลชนิดกินขนาดต่ำ ทางเลือกที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

  • ใช้เมื่อไร: ในผู้ที่ทายาแล้วระคายเคือง ทาได้ไม่สม่ำเสมอ หรือตอบสนองต่อยาทาไม่พอ

  • ขนาดที่ใช้ในเวชปฏิบัติ: ต่ำกว่าขนาดที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงมาก ในผู้หญิงมักเริ่มที่ 0.25–1.25 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ชายราว 1–5 มิลลิกรัมต่อวัน ตามการประเมินของแพทย์

  • สถานะของยา: เป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียน (off-label) จึงต้องสั่งและติดตามโดยแพทย์เท่านั้น

  • ผลข้างเคียงที่ต้องติดตาม: ขนขึ้นมากบริเวณอื่นของร่างกาย ซึ่งพบบ่อยที่สุด ใจสั่น ความดันต่ำ บวมที่เท้าหรือรอบตา ผู้ที่มีโรคหัวใจต้องระวังเป็นพิเศษ

  • ห้ามหาซื้อมากินเอง: เพราะยาเม็ดที่ขายสำหรับความดันโลหิตมีขนาดสูงกว่าที่ใช้กับผมหลายเท่า

ยากินฟีแนสเตอไรด์ (finasteride) สำหรับผู้ชาย

ฟีแนสเตอไรด์ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ชนิดที่ 2 จึงลดการสร้าง DHT ซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของผมบางกรรมพันธุ์ในผู้ชาย

  • ขนาดที่ใช้: 1 มิลลิกรัมต่อวัน รับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ลดระดับ DHT ในเลือดได้ราว 60–70%

  • ผลที่คาดหวังได้: ในการศึกษาระยะยาว ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ใช้ยาต่อเนื่องหยุดการลุกลามได้ และส่วนหนึ่งมีผมหนาขึ้น ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละบุคคล

  • ระยะเวลาก่อนตัดสินผล: 6 เดือนเห็นแนวโน้ม 12 เดือนเห็นผลเต็มที่

  • ใช้ร่วมกับไมน็อกซิดิลได้: และมักได้ผลดีกว่าใช้ตัวเดียว เพราะออกฤทธิ์คนละกลไก

  • ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม: ความต้องการทางเพศลดลงหรือการแข็งตัวลดลง พบราว 1–2% และส่วนใหญ่กลับเป็นปกติหลังหยุดยา มีรายงานอารมณ์ซึมเศร้าในบางราย ถ้าเกิดควรแจ้งแพทย์ทันที

  • การตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก: ยาทำให้ค่า PSA ลดลงราวครึ่งหนึ่ง ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนตรวจ PSA

  • ข้อห้าม: หญิงตั้งครรภ์หรือที่อาจตั้งครรภ์ห้ามใช้ และไม่ควรสัมผัสเม็ดยาที่แตกหรือบด เพราะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาอวัยวะเพศของทารกเพศชาย

  • ชนิดสเปรย์ทา: ฟีแนสเตอไรด์ชนิดทาหนังศีรษะเป็นทางเลือกในบางประเทศสำหรับผู้ที่กังวลผลข้างเคียงทั่วร่างกาย แพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

  • ต้องใช้ต่อเนื่อง: หยุดยาแล้วผมจะกลับไปบางตามเดิมภายใน 6–12 เดือน

ดูทาสเตอไรด์ (dutasteride) เมื่อฟีแนสเตอไรด์ได้ผลไม่พอ

  • กลไก: ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ทั้งชนิดที่ 1 และ 2 จึงลด DHT ได้มากกว่าฟีแนสเตอไรด์

  • ขนาดที่ใช้: 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน

  • สถานะของยา: ขึ้นทะเบียนรักษาผมบางกรรมพันธุ์ในบางประเทศ ส่วนในหลายประเทศเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ แพทย์มักพิจารณาเมื่อใช้ฟีแนสเตอไรด์ครบ 12 เดือนแล้วยังได้ผลไม่พอ

  • ผลข้างเคียงและข้อห้าม: คล้ายฟีแนสเตอไรด์ ยาอยู่ในร่างกายนานมาก จึงต้องงดบริจาคเลือดระหว่างใช้ยาและอีก 6 เดือนหลังหยุด และห้ามใช้ในหญิงที่อาจตั้งครรภ์

  • การฉีดเข้าหนังศีรษะ: มีการใช้ดูทาสเตอไรด์ฉีดเฉพาะที่ในบางสถานพยาบาล แต่หลักฐานยังจำกัดและวิธีการยังไม่เป็นมาตรฐาน

รายละเอียดของขั้นถัดไปสำหรับผู้ที่ใช้ยาถูกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล อ่านได้ที่ ผมร่วงไม่หาย แม้ใช้ minoxidil

ยาสำหรับผู้หญิง สไปโรโนแลคโตนและยาต้านแอนโดรเจนอื่น

ผู้หญิงใช้ไมน็อกซิดิลเป็นยาหลักเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ยากินกลุ่มลดฮอร์โมนมีข้อจำกัดต่างกัน

  • สไปโรโนแลคโตน (spironolactone): ยาต้านฤทธิ์แอนโดรเจนที่ใช้บ่อยที่สุดในผู้หญิง ขนาด 50–200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเริ่มขนาดต่ำแล้วปรับเพิ่ม ได้ผลดีเป็นพิเศษในผู้ที่มีสิวหรือขนดกร่วมด้วย ประเมินผลที่ 6–12 เดือน

  • สิ่งที่ต้องติดตามเมื่อใช้สไปโรโนแลคโตน: ค่าโพแทสเซียมในเลือดและความดันโลหิต อาจมีประจำเดือนกะปริดกะปรอยและเจ็บเต้านม และ ต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้ยา เพราะอาจมีผลต่อทารกเพศชาย

  • ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน: ใช้ในผู้หญิงที่มี PCOS หรือมีสัญญาณฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง ต้องประเมินความเสี่ยงลิ่มเลือดก่อนใช้

  • ฟีแนสเตอไรด์ในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน: แพทย์บางรายพิจารณาใช้ในขนาดที่ต่างจากผู้ชาย เป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ และห้ามใช้ในผู้หญิงที่ยังมีโอกาสตั้งครรภ์

  • แก้ภาวะซ่อนเร้นก่อน: ถ้าเฟอร์ริตินต่ำ ควรเสริมธาตุเหล็กจนค่ากลับมาเหมาะสม เพราะภาวะขาดธาตุเหล็กทำให้ยาผมได้ผลน้อยลง

การรักษาเสริม เกล็ดเลือดเข้มข้น แสงพลังงานต่ำ และการกระตุ้นด้วยเข็ม

กลุ่มนี้เป็นการรักษาเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของยาหลัก และมีระดับหลักฐานต่างกัน

  • การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (platelet-rich plasma, PRP): ใช้เลือดของผู้ป่วยเองปั่นแยกเกล็ดเลือดแล้วฉีดเข้าหนังศีรษะ มักทำเดือนละครั้ง 3 ครั้งในช่วงแรก แล้วเว้นเป็นทุก 3–6 เดือน มีหลักฐานสนับสนุนพอสมควร แต่วิธีเตรียมและจำนวนครั้งยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผลข้างเคียงคือเจ็บและบวมชั่วคราว

  • แสงพลังงานต่ำ (low-level light therapy): มีการศึกษาว่าเพิ่มความหนาแน่นได้เล็กน้อย ต้องใช้สม่ำเสมอหลายเดือน และถือเป็นตัวเสริม

  • การกระตุ้นหนังศีรษะด้วยเข็มขนาดเล็ก (microneedling): มีการศึกษาว่าเมื่อใช้ร่วมกับไมน็อกซิดิลอาจได้ผลดีกว่าไมน็อกซิดิลตัวเดียว ต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

  • ข้อเท็จจริงที่ควรรู้: ทุกวิธีในกลุ่มนี้ต้องทำต่อเนื่องและผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเสมอ และควรใช้ร่วมกับยาหลัก ไม่ใช่แทนยาหลัก

ปลูกผม เหมาะกับใคร และทำไมยังต้องใช้ยาต่อ

  • หลักการ: ย้ายรากผมจากท้ายทอยซึ่งไม่ไวต่อ DHT ไปยังบริเวณที่บาง รากผมที่ย้ายไปจะคงคุณสมบัติเดิมจึงอยู่ได้ระยะยาว มีทั้งวิธีตัดแถบหนังศีรษะ (FUT) และวิธีเจาะทีละกอ (FUE)

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่โรคค่อนข้างนิ่งแล้ว มีผมต้นทางที่ท้ายทอยหนาแน่นพอ และมีความคาดหวังที่เป็นไปได้จริง

  • ไม่เหมาะกับใคร: ผู้ที่อายุน้อยมากและโรคยังลุกลามเร็ว เพราะแนวผมที่ปลูกไว้อาจดูแปลกเมื่อผมเดิมรอบ ๆ บางต่อ รวมถึงผู้หญิงที่บางกระจายทั่วศีรษะจนผมต้นทางก็บางด้วย

  • จุดที่มักเข้าใจผิด: การปลูกผมไม่ได้หยุดโรคในเส้นผมเดิม จึงยังต้องใช้ยาต่อหลังปลูก มิฉะนั้นผมเดิมรอบ ๆ จะบางลงจนเห็นความต่างในไม่กี่ปี

  • ความเสี่ยง: เลือดออก การติดเชื้อ แผลเป็นที่ท้ายทอย ผมที่ปลูกไม่ขึ้นตามที่คาด และผมร่วงชั่วคราวรอบบริเวณที่ปลูกในช่วงแรก ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการถึงข้อดีข้อเสียทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

แชมพูลดผมร่วง ไบโอติน และอาหารเสริม ช่วยผมบางกรรมพันธุ์ได้แค่ไหน

  • แชมพูคีโตโคนาโซล 2% (ketoconazole 2%): มีการศึกษาขนาดเล็กว่าอาจช่วยเสริมได้เล็กน้อยเมื่อใช้ร่วมกับยาหลัก สระ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทิ้งไว้ 3–5 นาทีแล้วล้างออก ช่วยเรื่องรังแคและหนังศีรษะมันร่วมด้วย ถ้ามีขุยมาก อ่านเพิ่มเติมที่ รังแค เกิดจากอะไร

  • แชมพูคาเฟอีนหรือแชมพูสมุนไพร: หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นการรักษา ใช้ได้เพื่อความสะอาดของหนังศีรษะ แต่ไม่ควรใช้แทนยา

  • ไบโอติน (biotin): ช่วยเฉพาะผู้ที่ขาดจริงซึ่งพบน้อยมาก และไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิด เช่น ไทรอยด์และเอนไซม์หัวใจ ควรหยุดก่อนตรวจเลือด 2–3 วัน

  • ธาตุเหล็กและวิตามินดี: เสริมเมื่อผลเลือดต่ำจริงเท่านั้น

  • สารสกัดจากพืชที่โฆษณาว่ายับยั้ง DHT: หลักฐานยังอ่อนและผลน้อยกว่ายาที่ได้รับการรับรองมาก

ผลการรักษาที่คาดหวังได้จริง และไทม์ไลน์ 12 เดือนแรก

  • เดือนที่ 0–2: อาจมีช่วงผมร่วงเพิ่มจากไมน็อกซิดิลในสัปดาห์ที่ 2–8 ยังไม่ควรประเมินผลในช่วงนี้

  • เดือนที่ 3–4: ผมร่วงลดลง เริ่มเห็นขนอ่อนเส้นเล็กในบริเวณที่บาง

  • เดือนที่ 6: จุดประเมินครั้งแรก เทียบรูปถ่ายมุมเดิม ถ้าหยุดบางหรือหนาขึ้นแปลว่ายาได้ผล

  • เดือนที่ 12: เห็นผลเต็มที่ของยา ใช้เป็นฐานในการตัดสินใจว่าจะคงยาเดิม เพิ่มยา หรือพิจารณาการรักษาเสริม

  • หลังจากนั้น: เป้าหมายคือคงผลไว้ในระยะยาว ยาทุกตัวเป็นการควบคุมโรคต่อเนื่อง ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวจบ

สิ่งที่ยาทำไม่ได้คือทำให้บริเวณที่เหลือแต่หนังศีรษะเรียบมานานหลายปีกลับมามีผมหนาเหมือนเดิม เพราะรากผมบริเวณนั้นฝ่อไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่การเริ่มรักษาเร็วสำคัญกว่าการเลือกยาที่แรงที่สุด

สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ผิวหนังโดยไม่ต้องรอ

  • ผมร่วงหรือบางลงเร็วผิดปกติภายในไม่กี่เดือน

  • ผู้หญิงที่ผมบางร่วมกับสิวขึ้นมาก ขนดกขึ้น ประจำเดือนผิดปกติ หรือเสียงทุ้มลง

  • แนวผมด้านหน้าร่นเป็นแถบร่วมกับขนคิ้วบาง โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน

  • หนังศีรษะแดง คัน เจ็บ แสบ มีสะเก็ด หรือเรียบมันไม่มีรูขุมขน

  • ผมร่วงเป็นวงกลมเกลี้ยง หรือขนคิ้วและขนตาร่วมด้วย

  • ผมบางร่วมกับอาการทางกาย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเปลี่ยน ขี้หนาวหรือขี้ร้อนผิดปกติ

  • ใช้ยาถูกวิธีครบ 6–12 เดือนแล้วยังบางลงต่อ

สรุปสั้น ๆ

  • ผมร่วงกรรมพันธุ์ (androgenetic alopecia) คือรากผมที่ไวต่อ DHT หดเล็กลงทีละรอบ ไม่หายเอง และยิ่งรอ รากผมยิ่งฝ่อ

  • ผู้ชายเริ่มที่ขมับเป็นรูปตัว M หรือกลางกระหม่อม ผู้หญิงเริ่มที่รอยแสกกลางกว้างขึ้นโดยแนวผมหน้ายังอยู่

  • ยาหลักคือไมน็อกซิดิลชนิดทา 5% ในผู้ชาย และ 2–5% ในผู้หญิง ใช้ต่อเนื่องและประเมินผลที่ 6 เดือน

  • ผู้ชายเพิ่มฟีแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัมต่อวันได้ ผู้หญิงใช้สไปโรโนแลคโตน 50–200 มิลลิกรัมต่อวันภายใต้การติดตามของแพทย์

  • เกล็ดเลือดเข้มข้น แสงพลังงานต่ำ และการปลูกผมเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทนยา

  • สิ่งที่ควรทำวันนี้คือถ่ายรูปรอยแสกและกลางกระหม่อมไว้เป็นหลักฐาน แล้วพบแพทย์ผิวหนังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยก่อนเริ่มยา

คำถามที่พบบ่อย

ผมร่วงกรรมพันธุ์ แก้ยังไง

แก้ด้วยการหยุดการหดเล็กของรากผมให้เร็วที่สุดครับ ยาหลักที่มีหลักฐานชัดเจนคือไมน็อกซิดิลชนิดทา ผู้ชายใช้ 5% ผู้หญิงใช้ 5% ชนิดโฟมวันละครั้งหรือ 2% ชนิดน้ำวันละสองครั้ง ทาบนหนังศีรษะที่แห้งและใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนก่อนตัดสินผล ในผู้ชายแพทย์อาจเพิ่มยากินฟีแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงอาจเพิ่มสไปโรโนแลคโตน ถ้าได้ผลไม่พอค่อยพิจารณาการรักษาเสริม เช่น เกล็ดเลือดเข้มข้น หรือการปลูกผมในรายที่โรคนิ่งแล้ว ทุกวิธีต้องใช้ต่อเนื่องเพราะเป็นการควบคุมโรค การเลือกยาและขนาดยาต้องผ่านการตรวจและการสั่งจ่ายของแพทย์

ผมร่วง กรรมพันธุ์ ดู ยัง ไง

ให้ดูที่ความหนาแน่นมากกว่าจำนวนเส้นที่ร่วงครับ ในผู้ชายสังเกตว่าขมับสองข้างร่นลึกเป็นรูปตัว M หรือเห็นหนังศีรษะที่ขวัญกลางกระหม่อมชัดขึ้น ในผู้หญิงสังเกตว่ารอยแสกกลางกว้างขึ้น หางม้าเล็กลง แต่แนวผมด้านหน้ายังอยู่ อีกจุดที่ช่วยได้มากคือเส้นผมในบริเวณที่บางมีขนาดไม่เท่ากัน ปนเส้นเล็กคล้ายขนอ่อน วิธีที่แม่นที่สุดคือถ่ายรูปมุมเดิมทุก 3 เดือนแล้วเทียบกัน และให้แพทย์ผิวหนังส่องกล้องตรวจหนังศีรษะ ถ้าความต่างของขนาดเส้นผมเกิน 20% ในบริเวณเดียวกันจะสนับสนุนการวินิจฉัยผมบางกรรมพันธุ์

หัวล้าน กรรมพันธุ์ แก้ ได้ไหม

ชะลอและทำให้ดีขึ้นได้ครับ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นการควบคุมโรค ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวจบ ถ้าเริ่มในระยะที่ยังเห็นขนอ่อนอยู่ ยาอย่างไมน็อกซิดิลและฟีแนสเตอไรด์หยุดการลุกลามได้ในคนส่วนใหญ่ และหลายคนได้ผมหนาขึ้นเมื่อครบ 12 เดือน แต่บริเวณที่หนังศีรษะเรียบไม่มีผมมาหลายปี รากผมฝ่อไปแล้ว ยาจะช่วยได้น้อย ทางเลือกคือการปลูกผมถ้าผมที่ท้ายทอยพอ ซึ่งยังต้องใช้ยาต่อหลังปลูกเพื่อรักษาผมเดิม ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรให้แพทย์ประเมินระดับความรุนแรงก่อนตัดสินใจเลือกวิธี

ผมร่วงกรรมพันธุ์ ผู้หญิง รักษาอย่างไร

ผู้หญิงใช้ไมน็อกซิดิลเป็นยาหลักเช่นกันครับ นิยมใช้ 5% ชนิดโฟมวันละครั้ง หรือ 2% ชนิดน้ำวันละสองครั้ง เพื่อลดโอกาสขนขึ้นที่ใบหน้า ถ้าได้ผลไม่พอหรือมีสิวและขนดกร่วมด้วย แพทย์อาจเพิ่มสไปโรโนแลคโตน 50–200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งต้องติดตามค่าโพแทสเซียมและต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้ยา ฟีแนสเตอไรด์ห้ามใช้ในผู้หญิงที่อาจตั้งครรภ์ จุดที่ต่างจากผู้ชายคือต้องตรวจหาภาวะซ่อนเร้นด้วย โดยเฉพาะค่าเฟอร์ริตินและไทรอยด์ และถ้ามีประจำเดือนผิดปกติร่วมกับสิวหรือขนดก ต้องตรวจหากลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือภาวะฮอร์โมนผิดปกติอื่น

ยา รักษา ผม ร่วง กรรมพันธุ์ มีอะไรบ้าง

ยาที่มีหลักฐานรองรับมีไม่กี่ตัวครับ ตัวแรกคือไมน็อกซิดิลชนิดทา 2% และ 5% ใช้ได้ทั้งสองเพศ ตัวที่สองคือไมน็อกซิดิลชนิดกินขนาดต่ำ ซึ่งเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้และต้องติดตามความดันและอาการบวม ตัวที่สามคือฟีแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ชาย ลด DHT ได้ราว 60–70% ตัวที่สี่คือดูทาสเตอไรด์ 0.5 มิลลิกรัมต่อวันเมื่อฟีแนสเตอไรด์ได้ผลไม่พอ และตัวที่ห้าคือสไปโรโนแลคโตนในผู้หญิง ทุกตัวต้องใช้อย่างน้อย 6 เดือนก่อนประเมิน และต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อคงผล ยาเหล่านี้เป็นชื่อสามัญทางยา การเลือกยาเป็นหน้าที่ของแพทย์หลังการตรวจ

หัวล้าน กรรมพันธุ์ ปลูกผมได้ ไหม

ได้ครับ และเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีในผู้ที่เหมาะสม หลักการคือย้ายรากผมจากท้ายทอยซึ่งไม่ไวต่อ DHT ไปปลูกในบริเวณที่บาง รากผมที่ย้ายไปจึงอยู่ได้ระยะยาว ผู้ที่เหมาะคือผู้ที่โรคค่อนข้างนิ่งแล้วและมีผมต้นทางหนาแน่นพอ ผู้ที่ยังอายุน้อยและยังบางลงเร็วอาจต้องรอให้โรคนิ่งด้วยยาก่อน สิ่งที่ต้องรู้คือการปลูกผมไม่ได้หยุดโรคในผมเดิม จึงยังต้องใช้ยาต่อหลังปลูก และหัตถการมีความเสี่ยง เช่น แผลเป็น การติดเชื้อ และผมที่ปลูกขึ้นไม่เต็มที่ ควรปรึกษาแพทย์ถึงข้อดีข้อเสียทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ผม และเล็บอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง โดยแพทย์เฉพาะทาง

ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อการให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย การเลือกชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ต้องอาศัยการตรวจและการสั่งจ่ายโดยแพทย์เสมอ หัตถการทุกชนิดมีความเสี่ยงและผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 25 กันยายน 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากรังแค สะเก็ดเงิน แพ้สีย้อมผม และวิธีเลือกแชมพูตามตัวยา

หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp หรือ Scalp xerosis) คือภาวะที่ผิวหนังบนศีรษะเสียไขมันและน้ำไปมากกว่าที่สร้างทดแทนได้ จึงตึง คัน และลอกเป็นขุยสีขาวเล็กละเอียดแห้ง ๆ ซึ่งต่างจากรังแค (Dandruff) ที่เป็นขุยแผ่นใ

 
 
 
ยาทาแผลในปาก ใช้ตัวไหน ทาวันละกี่ครั้ง กี่วันหาย แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกแผลร้อนในจากเริม มือเท้าปาก และแผลที่ต้องรีบตรวจ

แผลในปากที่คนไทยเรียกว่า "แผลร้อนใน" ส่วนใหญ่คือ แผลแอฟทัส (Aphthous ulcer หรือ Recurrent aphthous stomatitis) ซึ่งเป็นแผลตื้นรูปกลมหรือรี พื้นแผลสีขาวอมเหลือง ขอบแดง เจ็บมากเวลากินหรือพูด และหายเองได

 
 
 
สิวหิน (Syringoma) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากสิวข้าวสาร ทำไมบีบไม่ออก และวิธีรักษาด้วยเลเซอร์และจี้ไฟฟ้า

สิวหิน หรือชื่อทางการแพทย์ว่า ซีริงโกมา (Syringoma) คือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายขนาดเล็กของท่อต่อมเหงื่อในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่สิวและไม่ได้เกิดจากรูขุมขนอุดตัน ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเนื้อหรือสีเหลืองอ่อน ขนาด 1–

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ