top of page

คันหนังศีรษะ เกิดจากอะไร? Seborrheic Dermatitis • Psoriasis • Tinea Capitis • เหาหนึบ

19 มิ.ย.
ยาว 6 นาที

อัปเดตเมื่อ 29 ก.ย.

อาการคันหนังศีรษะ (scalp pruritus หรือ itchy scalp) คืออาการคันบริเวณหนังศีรษะที่เกิดได้จากหลายโรค ไม่ใช่แค่รังแค สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือรังแคและเซ็บเดิร์ม (seborrheic dermatitis) รองลงมาคือสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะ (scalp psoriasis) เชื้อราหนังศีรษะ (tinea capitis) เหา (head lice) รูขุมขนอักเสบ (scalp folliculitis) และการแพ้ยาย้อมผมหรือแชมพู (contact dermatitis) แต่ละโรคมีหน้าตาบนหนังศีรษะต่างกัน และใช้ยาคนละตัว ถ้าใช้แชมพูรังแคมาแล้ว 4 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น แปลว่าอาจไม่ใช่รังแค ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจ

บทความนี้แยกให้ชัดว่า คันหัวแบบมีขุย คันหัวแต่ไม่มีรังแค คันหนังศีรษะเป็นตุ่ม ย้อมผมแล้วคันหัว คันยิบ ๆ เหมือนมีอะไรไต่ คันท้ายทอย และคันร่วมกับผมร่วง ต่างกันอย่างไร แบบไหนดูแลเองได้ แบบไหนต้องพบแพทย์ และแพทย์ผิวหนังใช้ยาอะไร ความแรงเท่าไร ใช้นานแค่ไหน

คันหนังศีรษะ เกิดจากอะไรได้บ้าง

อาการคันหัวเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค เหมือนอาการไอที่เกิดได้ทั้งจากหวัดและภูมิแพ้ สาเหตุหลักแบ่งได้เป็น 10 กลุ่ม

  1. รังแคและเซ็บเดิร์ม (dandruff / seborrheic dermatitis) พบบ่อยที่สุด รังแคพบได้ในผู้ใหญ่ราวครึ่งหนึ่งในบางช่วงของชีวิต ส่วนเซ็บเดิร์มที่มีผื่นแดงชัดพบราว 1–5%

  2. สะเก็ดเงินที่หนังศีรษะ (scalp psoriasis) ผู้ป่วยสะเก็ดเงินราว 45–80% มีผื่นที่หนังศีรษะ และบางคนมีที่หนังศีรษะเป็นที่แรกหรือที่เดียว

  3. เชื้อราหนังศีรษะ (tinea capitis) พบมากในเด็กอายุ 3–7 ปี มักมาพร้อมผมร่วงเป็นหย่อม

  4. เหา (pediculosis capitis) พบบ่อยในเด็กวัยเรียน คันมากที่ท้ายทอยและหลังหู

  5. รูขุมขนอักเสบที่หนังศีรษะ (scalp folliculitis) เป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ที่โคนผม

  6. ผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis) จากยาย้อมผม น้ำยาดัด ยืด แชมพู เซรั่มปลูกผม หรือน้ำหอมในผลิตภัณฑ์

  7. หนังศีรษะแห้ง (dry scalp) จากอากาศแห้ง ห้องแอร์ สระผมบ่อยเกินไป หรือน้ำร้อนจัด

  8. อาการคันจากเส้นประสาท (scalp dysesthesia / neuropathic itch) คันยิบ ๆ แสบ ๆ โดยมองไม่เห็นผื่นเลย มักสัมพันธ์กับความเครียดหรือกระดูกคอ

  9. ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา (lichen simplex chronicus) เกาซ้ำที่เดิมจนผิวหนา พบบ่อยที่ท้ายทอย

  10. โรคที่ทำให้ผมร่วงแบบเป็นแผลเป็น เช่น lichen planopilaris, frontal fibrosing alopecia หรือ discoid lupus ซึ่งคันหรือแสบนำมาก่อนผมร่วงถาวร

นอกจากนี้ อาการคันทั้งตัวรวมถึงหนังศีรษะ อาจมาจากโรคภายใน เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ โรคตับ ไตวาย ภาวะขาดธาตุเหล็ก หรือผลข้างเคียงจากยา ซึ่งแพทย์จะนึกถึงเมื่อคันหลายที่และไม่พบผื่น

วิธีแยกสาเหตุคันหนังศีรษะเบื้องต้นจากสิ่งที่เห็น

ลองแหวกผมดูในที่แสงสว่าง หรือให้คนในบ้านช่วยดู แล้วเทียบกับลักษณะด้านล่าง

  • ขุยสีเหลืองมัน ๆ พื้นแดงเรื่อ ขอบไม่ชัด ลามไปคิ้ว ข้างจมูก หลังหู → นึกถึงเซ็บเดิร์ม

  • ขุยหนาสีขาวเงิน ผื่นนูนแดงขอบชัด ยื่นเลยไรผมออกมาที่หน้าผากหรือหลังหู → นึกถึงสะเก็ดเงิน

  • ผมร่วงเป็นวง มีเส้นผมหักเป็นตอ มีขุยสีเทา โดยเฉพาะในเด็ก → นึกถึงเชื้อรา

  • จุดเล็ก ๆ สีขาวหรือน้ำตาลเกาะแน่นที่เส้นผม ห่างจากหนังศีรษะไม่เกิน 6 มม. สะบัดไม่หลุด → นึกถึงไข่เหา

  • ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ มีเส้นผมตรงกลาง → นึกถึงรูขุมขนอักเสบ

  • ผื่นแดง บวม คัน หรือมีน้ำเหลือง ขึ้นหลังย้อมผมหรือเปลี่ยนแชมพู 1–3 วัน ลามไปหน้าผาก หู ต้นคอ → นึกถึงแพ้สัมผัส

  • ไม่เห็นอะไรเลย ผิวดูปกติ แต่คันยิบ แสบ หรือเหมือนมีอะไรไต่ → นึกถึงหนังศีรษะแห้งหรืออาการคันจากเส้นประสาท

  • ผิวที่ท้ายทอยหนา หยาบ สีคล้ำ เป็นปื้นเดียว → นึกถึงผื่นคันเรื้อรังจากการเกา

  • ผมบางลงเป็นบริเวณ ผิวเรียบมันไม่มีรูขุมขน รอบโคนผมแดงหรือมีขุยเป็นปลอก → นึกถึงโรคผมร่วงแบบแผลเป็น ต้องพบแพทย์เร็ว

การดูด้วยตาช่วยจำกัดวงได้ แต่หลายโรคหน้าตาซ้อนกัน เช่น เซ็บเดิร์มกับสะเก็ดเงินที่มีคำเรียกรวมว่า sebopsoriasis จึงไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์แรง ๆ หรือยาฆ่าเหาเองโดยยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร

คันหนังศีรษะจากรังแคและเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis)

ลักษณะ: ขุยสีขาวถึงเหลือง ค่อนข้างมัน ร่วงลงบ่าเสื้อ ถ้าเป็นเซ็บเดิร์มจะมีพื้นแดงด้วย และมักพบที่คิ้ว ร่องข้างจมูก หลังหู หรือกลางอก อาการมักขึ้น ๆ ลง ๆ แย่ลงตอนเครียด อดนอน หรืออากาศเปลี่ยน

สาเหตุ: ปฏิกิริยาของผิวต่อยีสต์ประจำถิ่นชื่อ Malassezia ร่วมกับไขมันบนหนังศีรษะ ไม่ใช่การติดเชื้อจากคนอื่น และไม่ได้เกิดจากสระผมไม่สะอาด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ จึงต้องใช้ยาเป็นช่วงและมีแชมพูคุมอาการต่อเนื่อง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ใช้แชมพูยาถูกวิธีแล้ว 4 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น ผื่นลามมาหน้า หรือแดงหนาจนแยกจากสะเก็ดเงินไม่ได้

คันหนังศีรษะจากสะเก็ดเงิน (Scalp psoriasis)

ลักษณะ: ผื่นนูนแดงขอบชัด ปกคลุมด้วยขุยหนาสีขาวเงิน แกะแล้วอาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ มักยื่นเลยไรผมออกมาราว 1–2 ซม. ที่หน้าผาก ขมับ หลังหู และท้ายทอย บางคนมีหลุมเล็ก ๆ ที่เล็บ หรือผื่นที่ศอกและเข่าร่วมด้วย

สาเหตุ: ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติทำให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า มีพันธุกรรมเกี่ยวข้อง ตัวกระตุ้นคือความเครียด การเกา การติดเชื้อในลำคอ แอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาบางชนิด ไม่ติดต่อ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เฉียบพลัน แต่ถ้ามีปวดข้อ ข้อนิ้วบวม หรือเล็บผิดรูปร่วมด้วย ควรประเมินข้ออักเสบสะเก็ดเงินภายในไม่กี่สัปดาห์ เพราะข้ออาจเสียหายถาวรได้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ขุยหนามาก ใช้แชมพูรังแคไม่ได้ผล ผื่นลามออกนอกไรผม หรือมีผื่นที่อื่นของร่างกายร่วมด้วย

คันหนังศีรษะจากเชื้อรา (Tinea capitis หรือกลากหนังศีรษะ)

ลักษณะ: ผมร่วงเป็นวงกลมหรือเป็นหย่อม เส้นผมหักใกล้หนังศีรษะเหลือเป็นตอหรือเป็นจุดดำ มีขุยสีเทา บางรายเป็นก้อนนูนนิ่มมีหนอง (kerion) และมีต่อมน้ำเหลืองหลังคอโต พบมากในเด็ก 3–7 ปี ผู้ใหญ่พบน้อยกว่า

สาเหตุ: เชื้อราในกลุ่ม dermatophyte ติดจากการใช้หวี หมวก หมอน ร่วมกัน หรือจากสัตว์เลี้ยงอย่างแมวและสุนัข

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องรักษาด้วยยารับประทาน ยาทาอย่างเดียวไม่ถึงรากผม ถ้าเป็น kerion แล้วปล่อยไว้ อาจเกิดแผลเป็นและผมไม่ขึ้นถาวรตรงนั้น

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เด็กที่คันหัวร่วมกับผมร่วงเป็นหย่อม มีตอผมหัก หรือมีก้อนนูนเป็นหนองที่หนังศีรษะ ควรพบแพทย์ภายใน 1–2 สัปดาห์ ไม่ควรรอ

คันหัวจากเหา (Head lice)

ลักษณะ: คันมากที่ท้ายทอยและหลังหู มักคันมากขึ้นตอนกลางคืน เห็นไข่เหาเป็นจุดรีสีขาวหรือน้ำตาลเกาะติดแน่นกับเส้นผม สะบัดไม่หลุด ต่างจากรังแคที่ปัดออกง่าย อาจเห็นตัวเหาขนาด 2–3 มม. วิ่งเร็ว บางคนมีตุ่มแดงหรือแผลถลอกจากการเกาที่ต้นคอ

สาเหตุ: ติดจากการเอาศีรษะชิดกัน นอนหมอนเดียวกัน หรือใช้หวี หมวก ร่วมกัน เหาไม่กระโดดหรือบิน และอยู่นอกหนังศีรษะได้เพียง 1–2 วัน ไข่เหาฟักตัวใน 7–10 วัน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ติดต่อทั้งบ้านและในห้องเรียนได้เร็ว ถ้าเกามากจนเป็นแผล อาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ใช้ยากำจัดเหาครบ 2 รอบแล้วยังเจอตัวเหา เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือมีแผลติดเชื้อที่หนังศีรษะ

อ่านวิธีสังเกตไข่เหาและการกำจัดทั้งบ้านได้ที่ เหา เกิดจากอะไร วิธีสังเกตไข่เหา แยกจากรังแค

คันหนังศีรษะ เป็นตุ่ม: รูขุมขนอักเสบที่หนังศีรษะ (Scalp folliculitis)

ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาด 1–5 มม. มีเส้นผมอยู่ตรงกลาง คันหรือเจ็บเวลาหวีผม พบบ่อยที่แนวไรผมด้านหน้าและท้ายทอย ตุ่มแตกแล้วเป็นสะเก็ด บางคนเป็นซ้ำเรื่อย ๆ นานหลายเดือน

สาเหตุ: มีได้หลายแบบ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, ยีสต์ Malassezia (มักคันมากและตุ่มขนาดเท่า ๆ กัน), การอุดตันจากน้ำมันใส่ผม เจล หรือแว็กซ์ และการเกาหรือโกนศีรษะ ในผู้ชายผิวสีเข้มที่โกนผมสั้นมากอาจเป็นชนิดที่ทิ้งแผลนูนที่ท้ายทอย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้าตุ่มรวมกันเป็นก้อนหนอง ปวดมาก มีไข้ หรือผมร่วงถาวรตรงที่เป็นซ้ำ (folliculitis decalvans) ต้องรักษาจริงจัง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มเป็นซ้ำเกิน 4–6 สัปดาห์ เป็นฝีหรือก้อนหนอง มีไข้ หรือเริ่มเห็นผมบางลงตรงที่เป็นตุ่ม

ย้อมผมแล้วคันหัว สระผมแล้วยังคัน: ผื่นแพ้สัมผัสที่หนังศีรษะ (Contact dermatitis)

ลักษณะ: คัน แสบ หนังศีรษะแดง อาจมีตุ่มน้ำใส น้ำเหลืองเยิ้ม และสะเก็ด ลามไปไรผม หน้าผาก ใบหู เปลือกตา และต้นคอ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำยาไหลลงมา ถ้าเป็นแบบภูมิแพ้ (allergic) อาการมักขึ้นหลังสัมผัส 1–3 วัน ส่วนแบบระคายเคือง (irritant) มักแสบทันทีหรือภายในไม่กี่ชั่วโมง

สาเหตุ: สารที่พบบ่อยคือ พาราฟีนิลีนไดอามีน (paraphenylenediamine หรือ PPD) ในยาย้อมผมสีเข้ม รวมถึงเฮนนาสีดำที่มักผสม PPD, สารในน้ำยาดัดและยืดผม, น้ำหอม, สารกันเสียในแชมพู, และยาทาปลูกผมบางสูตรที่มีโพรพิลีนไกลคอล คนที่แพ้ PPD อาจแพ้สีสักชั่วคราวและสารบางตัวในหมึกหรือยางด้วย "สระผมแล้วยังคัน" หรือ "เปลี่ยนแชมพูแล้วคัน" จึงอาจเป็นการแพ้ส่วนผสม ไม่ใช่สระไม่สะอาด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าใบหน้าหรือเปลือกตาบวมมาก หายใจลำบาก หรือตุ่มน้ำลามเร็ว ต้องไปโรงพยาบาลทันที ส่วนที่เป็นไม่มากมักดีขึ้นใน 1–3 สัปดาห์หลังหยุดสารที่แพ้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นลามเกินหนังศีรษะ มีน้ำเหลืองเยิ้ม ใบหน้าบวม หรือเป็นซ้ำทุกครั้งที่ย้อมผม ควรทำการทดสอบแพ้แบบแปะ (patch test) เพื่อรู้ว่าแพ้สารตัวไหนและต้องเลี่ยงอะไรต่อไป

คันหัวแต่ไม่มีรังแค คันยิบ ๆ เหมือนมีอะไรไต่: หนังศีรษะแห้งและอาการคันจากเส้นประสาท

กลุ่มนี้คือคนที่มาบอกแพทย์ว่า "คันหัวทั้งวัน แต่ดูแล้วไม่มีอะไรเลย" ซึ่งแบ่งได้ 2 แบบหลัก

แบบที่ 1 หนังศีรษะแห้ง (dry scalp)

ลักษณะ: ขุยละเอียดสีขาว แห้ง ไม่มัน ไม่มีพื้นแดง ผิวที่แขนขามักแห้งด้วย เป็นมากช่วงหน้าหนาว หรือคนที่อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน

สาเหตุ: สระผมวันละหลายครั้ง ใช้น้ำร้อนจัด ใช้แชมพูที่มีสารชำระล้างแรง หรือใช้ไดร์ร้อนใกล้หนังศีรษะ ทำให้ไขมันธรรมชาติที่ปกป้องผิวหายไป

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย มักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์เมื่อปรับการสระผม

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปรับการสระแล้ว 2–3 สัปดาห์ยังคัน หรือเริ่มมีผื่นแดง

แบบที่ 2 อาการคันจากเส้นประสาท (scalp dysesthesia)

ลักษณะ: คันยิบ ๆ แสบร้อน ชา หรือรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่บนหัว โดยที่หนังศีรษะดูปกติ มักเป็นมากเวลาเครียด อดนอน หรือหลังนั่งก้มคอทำงานนาน ๆ พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน

สาเหตุ: เส้นประสาทรับความรู้สึกที่หนังศีรษะส่งสัญญาณผิดปกติ มีการศึกษาพบความสัมพันธ์กับกระดูกคอเสื่อมและความตึงของกล้ามเนื้อคอ ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าทำให้อาการชัดขึ้น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อร่างกาย แต่รบกวนการนอนและคุณภาพชีวิต แชมพูรังแคและยาฆ่าเชื้อราไม่ช่วยเพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์โดยไม่มีผื่น ใช้ยาหลายอย่างแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีชา ปวดร้าวจากคอลงแขนร่วมด้วย

ถ้าไม่มีอาการทางหนังศีรษะให้เห็นเลย แต่คันทั้งตัวร่วมด้วย แพทย์อาจตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไต ไทรอยด์ ระดับธาตุเหล็ก และน้ำตาลในเลือด เพราะอาการคันจากโรคภายในมักไม่มีผื่นให้เห็น

คันหนังศีรษะท้ายทอย เกาจนผิวหนา: ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา (Lichen simplex chronicus)

ลักษณะ: ปื้นผิวหนาหยาบที่ท้ายทอยหรือต้นคอ สีคล้ำกว่าผิวรอบข้าง เส้นลายผิวชัดขึ้นคล้ายเปลือกไม้ เส้นผมตรงนั้นบางหรือหักจากการเกา คันเป็นพัก ๆ และคันมากช่วงกลางคืนหรือเวลาเครียด

สาเหตุ: เริ่มจากอาการคันเล็กน้อยด้วยสาเหตุใดก็ได้ แล้วการเกาซ้ำ ๆ ทำให้ผิวหนาขึ้นและเส้นประสาทไวต่อการคันมากขึ้น กลายเป็นวงจร "คัน → เกา → ผิวหนา → ยิ่งคัน"

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นเรื้อรังนานเป็นเดือนหรือเป็นปีถ้าไม่ตัดวงจรการเกา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผิวที่ท้ายทอยหนาขึ้นเรื่อย ๆ หรือคันจนนอนไม่หลับ

คันหนังศีรษะร่วมกับผมร่วง: สัญญาณที่ต้องรีบตรวจ

อาการคันหัวพร้อมผมร่วงส่วนใหญ่มาจากเซ็บเดิร์มหรือการเกา ซึ่งผมจะกลับมาขึ้นได้เมื่อคุมอาการคันได้ แต่มีบางโรคที่ทำให้รากผมถูกทำลายถาวร

ลักษณะ: ผมบางลงเป็นบริเวณ ผิวตรงนั้นเรียบ มัน ไม่เห็นรูขุมขน รอบโคนผมที่เหลือมีขุยเป็นปลอกหรือแดง แนวไรผมด้านหน้าถอยร่นพร้อมคิ้วบางลง หรือมีตุ่มหนองเป็นซ้ำตรงกลางกระหม่อม มักคัน แสบ หรือเจ็บนำมาก่อน

สาเหตุ: กลุ่มโรคผมร่วงแบบแผลเป็น (cicatricial alopecia) เช่น lichen planopilaris, frontal fibrosing alopecia, discoid lupus erythematosus และ folliculitis decalvans รวมถึงเชื้อราหนังศีรษะที่อักเสบรุนแรง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ผมที่หายไปเพราะรากผมกลายเป็นแผลเป็นจะไม่กลับมา การรักษามีเป้าหมายเพื่อหยุดไม่ให้ลามเพิ่ม ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเหลือผมมาก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ภายใน 2–4 สัปดาห์หลังเห็นผมบางเป็นหย่อมที่ผิวดูเรียบมัน หรือไรผมถอยร่นร่วมกับคันแสบ แพทย์มักต้องส่องกล้องขยายดูหนังศีรษะ และบางรายต้องตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ขนาด 4 มม. ไปตรวจ

อ่านสาเหตุของผมร่วงแต่ละแบบเพิ่มได้ที่ ผมร่วง เกิดจากอะไร แบบไหนหายเอง แบบไหนถ้าปล่อยไว้จะถาวร

คันหัวตอนกลางคืน เกิดจากอะไร

หลายโรคผิวหนังคันมากขึ้นตอนกลางคืน ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้าย เหตุผลคือ อุณหภูมิผิวสูงขึ้นเมื่อนอนคลุมผ้า ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยลดการอักเสบลดลงในช่วงกลางคืน และไม่มีสิ่งอื่นดึงความสนใจ สาเหตุที่ทำให้คันหัวตอนกลางคืนเด่นเป็นพิเศษคือ

  • เหา ตัวเหาเคลื่อนไหวมากในที่มืด และคันมากที่ท้ายทอย

  • ผื่นคันเรื้อรังจากการเกา ที่ท้ายทอย ซึ่งมักเกาขณะหลับโดยไม่รู้ตัว

  • แพ้ปลอกหมอน หรือผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีน้ำหอม

  • หนังศีรษะแห้ง จากการนอนในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำ

  • อาการคันจากเส้นประสาท ที่ชัดขึ้นเวลาเครียดหรือนอนไม่หลับ

ถ้าคันตอนกลางคืนทั้งตัว ไม่ใช่แค่หัว และคนในบ้านคันเหมือนกัน ควรนึกถึงหิด ส่วนถ้าคันทั้งตัวร่วมกับเหงื่อออกกลางคืน มีไข้ หรือน้ำหนักลด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคภายใน

อาการคันหนังศีรษะแบบไหนเป็นมะเร็ง หรือเป็นสัญญาณโรคร้าย

อาการคันหนังศีรษะเพียงอย่างเดียวแทบไม่เคยเป็นอาการแรกของมะเร็ง แต่มีสัญญาณที่ควรรีบให้แพทย์ตรวจ

  • แผล ตุ่ม หรือก้อนบนหนังศีรษะที่ไม่หายภายใน 4 สัปดาห์ โตขึ้น เลือดออกง่าย หรือเป็นสะเก็ดซ้ำที่เดิม โดยเฉพาะในคนศีรษะล้านหรือผมบางที่โดนแดดมาก อาจเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์หรือสความัสเซลล์

  • ไฝหรือจุดสีดำบนหนังศีรษะ ที่ขอบไม่เรียบ สีไม่สม่ำเสมอ ขนาดเกิน 6 มม. หรือเปลี่ยนแปลงเร็ว

  • คันทั้งตัวรวมถึงหนังศีรษะ ร่วมกับไข้ เหงื่อออกมากกลางคืน น้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน หรือคลำได้ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งแพทย์จะตรวจหาโรคต่อมน้ำเหลืองและโรคภายในอื่น ๆ

  • ผื่นแดงเป็นปื้นเรื้อรังหลายที่ ทั้งตัวและหนังศีรษะ ที่ไม่ตอบสนองต่อยาทาสเตียรอยด์นานหลายเดือน ซึ่งพบได้น้อยมากว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ผิวหนัง

ถ้าไม่มีสัญญาณเหล่านี้ อาการคันหัวเกือบทั้งหมดมาจากโรคผิวหนังที่รักษาได้ ไม่ต้องกังวลเกินเหตุ แต่ควรรู้สาเหตุเพื่อใช้ยาให้ถูก

แพทย์ผิวหนังตรวจหาสาเหตุคันหนังศีรษะอย่างไร

การตรวจส่วนใหญ่ทำได้ในการพบแพทย์ครั้งเดียว และไม่เจ็บ

  1. ซักประวัติ เริ่มคันเมื่อไร คันตรงไหน เพิ่งย้อม ดัด ยืดผม หรือเปลี่ยนแชมพูหรือไม่ มีคนในบ้านคันเหมือนกันไหม มีผื่นที่อื่น ปวดข้อ หรือผมร่วงร่วมด้วยหรือเปล่า และใช้ยาอะไรมาแล้วบ้าง

  2. ดูหนังศีรษะและผิวส่วนอื่น เช่น คิ้ว หลังหู ข้อศอก เข่า เล็บ ซึ่งมักบอกได้ว่าเป็นเซ็บเดิร์มหรือสะเก็ดเงิน

  3. ส่องกล้องขยาย (dermoscopy หรือ trichoscopy) ดูลักษณะหลอดเลือด ขุย รูขุมขน และเส้นผม ช่วยแยกสะเก็ดเงินจากเซ็บเดิร์ม เห็นไข่เหาชัด และดูว่ามีแผลเป็นที่รากผมหรือไม่

  4. ขูดขุยตรวจหาเชื้อรา (KOH) ใช้เวลาไม่นาน และอาจส่งเพาะเชื้อซึ่งรอผลราว 2–4 สัปดาห์ ในเด็กที่สงสัยเชื้อราหนังศีรษะควรทำก่อนเริ่มยารับประทาน

  5. เพาะเชื้อหนอง ในรูขุมขนอักเสบที่เป็นซ้ำ เพื่อเลือกยาปฏิชีวนะให้ตรงเชื้อ

  6. ทดสอบแพ้แบบแปะ (patch test) แปะสารทดสอบที่หลัง 48 ชั่วโมง แล้วอ่านผลที่ 48 และ 72–96 ชั่วโมง สำหรับคนที่สงสัยแพ้ยาย้อมผมหรือผลิตภัณฑ์

  7. ตัดชิ้นเนื้อ ขนาดประมาณ 4 มม. เฉพาะกรณีสงสัยโรคผมร่วงแบบแผลเป็น หรือก้อนที่ต้องแยกมะเร็ง

ยาสระผมแก้คันหนังศีรษะ ใช้ตัวไหน ใช้อย่างไรให้ได้ผล

แชมพูยาเป็นยาหลักของอาการคันหัวจากรังแค เซ็บเดิร์ม และช่วยเสริมในเชื้อราหนังศีรษะ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือสระแล้วล้างออกทันที ตัวยาจึงไม่มีเวลาออกฤทธิ์

วิธีใช้แชมพูยาให้ได้ผล: ทำผมให้เปียก ลงแชมพูยาที่หนังศีรษะโดยตรง ไม่ใช่ที่ปลายผม นวดเบา ๆ แล้ว ทิ้งไว้ 3–5 นาที ก่อนล้างออก ใช้สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ติดต่อกัน 2–4 สัปดาห์ แล้วลดเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุก 1–2 สัปดาห์เพื่อคุมไม่ให้กลับมา วันอื่นใช้แชมพูอ่อนโยนธรรมดา

ตัวยาที่แพทย์ผิวหนังใช้บ่อย (ระบุเป็นชื่อสามัญของตัวยา)

  • คีโตโคนาโซล 2% (ketoconazole) ลดยีสต์ Malassezia เป็นตัวหลักของเซ็บเดิร์ม และใช้ช่วยลดการแพร่เชื้อในเชื้อราหนังศีรษะ

  • ซีลีเนียมซัลไฟด์ 1–2.5% (selenium sulfide) ลดยีสต์และลดการผลัดเซลล์ผิว อาจทำให้ผมที่ทำสีหรือผมสีอ่อนเปลี่ยนสีได้เล็กน้อย

  • ไซโคลพิรอกซ์ 1% (ciclopirox) ต้านเชื้อราและลดการอักเสบ ใช้เป็นตัวสลับเมื่อคีโตโคนาโซลไม่ได้ผล

  • ซิงก์ไพริไทโอน 1–2% (zinc pyrithione) ฤทธิ์อ่อนกว่า เหมาะใช้คุมอาการระยะยาว

  • กรดซาลิไซลิก 2–6% (salicylic acid) ช่วยละลายขุยหนา ใช้บ่อยในสะเก็ดเงิน ใช้ก่อนแชมพูตัวอื่นเพื่อให้ยาซึมลงผิวได้ดีขึ้น

  • น้ำมันดิน (coal tar) 0.5–5% ลดการผลัดเซลล์และลดคันในสะเก็ดเงินและเซ็บเดิร์มที่เป็นหนา มีกลิ่นแรงและอาจทำให้ผมสีอ่อนหมอง

  • คลอเบทาซอลโพรพิโอเนต 0.05% ชนิดแชมพู (clobetasol propionate shampoo) เป็นสเตียรอยด์แรงสูง ใช้ในสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะ ต่างจากแชมพูตัวอื่นตรงที่ ทาบนหนังศีรษะที่แห้ง ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก วันละครั้ง ไม่เกิน 4 สัปดาห์ แล้วค่อยลดความถี่ ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

ถ้าใช้แชมพูยาถูกวิธีครบ 4 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แปลว่าควรทบทวนการวินิจฉัย ไม่ใช่เปลี่ยนแชมพูไปเรื่อย ๆ

ยาทาแก้คันหนังศีรษะ ใช้ตามสาเหตุ

ยาทาหนังศีรษะมักเป็นรูปแบบโลชัน สารละลาย โฟม หรือเจล เพราะซึมผ่านเส้นผมได้ดีกว่าครีม

  • สเตียรอยด์ชนิดทาหนังศีรษะ เช่น เบตาเมทาโซนวาเลอเรต 0.1% (betamethasone valerate) โลชัน หรือโมเมทาโซนฟูโรเอต 0.1% (mometasone furoate) โลชัน ใช้วันละ 1–2 ครั้งช่วงที่คันและแดงมาก โดยทั่วไป 1–2 สัปดาห์สำหรับเซ็บเดิร์มและผื่นแพ้สัมผัส และ 2–4 สัปดาห์สำหรับสะเก็ดเงิน แล้วลดลงเป็นวันเว้นวันหรือเฉพาะวันที่มีอาการ การใช้ต่อเนื่องนานหลายเดือนโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ทำให้ผิวบางและเกิดผื่นดื้อยาได้

  • ยาผสมแคลซิโพไทรออลกับเบตาเมทาโซนไดโพรพิโอเนต ชนิดเจล (calcipotriol/betamethasone dipropionate) สำหรับสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะ ทาวันละครั้ง นานได้ถึง 4 สัปดาห์ แล้วใช้เป็นช่วงเพื่อคุมอาการ

  • ยาต้านเชื้อรารูปแบบโลชันหรือโฟม เช่น คีโตโคนาโซล 2% ใช้ในเซ็บเดิร์มที่ไม่อยากใช้สเตียรอยด์นาน

  • คลินดามัยซิน 1% (clindamycin) โลชัน วันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ สำหรับรูขุมขนอักเสบจากแบคทีเรียที่เป็นไม่มาก

  • ยาทาแก้คันจากเส้นประสาท เช่น ครีมหรือโลชันที่มีเมนทอล 1% หรือพราโมซีน (pramoxine) ช่วยลดคันชั่วคราว ใช้เสริมในหนังศีรษะแห้งและอาการคันจากเส้นประสาท

ยากำจัดเหา:

  • เพอร์เมทริน 1% (permethrin) ชนิดโลชันหรือครีมล้าง ทาบนผมที่สระและเช็ดหมาด ๆ ให้ทั่วหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทำซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7–10 เพื่อฆ่าตัวเหาที่เพิ่งฟักจากไข่ มีรายงานเหาดื้อยาตัวนี้ในหลายประเทศ

  • ไดเมทิโคน 4% (dimeticone) โลชันที่ทำให้เหาขาดอากาศ ไม่ใช่ยาฆ่าแมลง ทิ้งไว้ตามฉลาก มักประมาณ 8 ชั่วโมงหรือข้ามคืน แล้วทำซ้ำใน 7 วัน

  • ไอเวอร์เมกติน 0.5% (ivermectin) โลชัน ทาบนผมแห้ง 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้ครั้งเดียว ส่วนไอเวอร์เมกตินชนิดรับประทานใช้เฉพาะกรณีดื้อยาตามที่แพทย์สั่ง

  • ใช้ร่วมกับการหวีด้วยหวีเสนียดขณะผมเปียก ทุก 3–4 วัน นาน 2 สัปดาห์ และตรวจคนในบ้านทุกคนพร้อมกัน

ยารับประทานที่แพทย์อาจใช้

ยารับประทานไม่ใช่ยาหลักของอาการคันหัวส่วนใหญ่ แต่จำเป็นในบางโรค

  • เชื้อราหนังศีรษะ: กริซีโอฟูลวิน (griseofulvin) ขนาดประมาณ 20–25 มก./กก./วัน รับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน นาน 6–8 สัปดาห์ หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) ปรับขนาดตามน้ำหนักตัว นาน 4 สัปดาห์ แพทย์เลือกตัวยาตามชนิดเชื้อ และมักให้ใช้แชมพูต้านเชื้อราร่วมด้วยทั้งผู้ป่วยและคนในบ้าน การรักษาถือว่าสำเร็จเมื่อเพาะเชื้อไม่พบแล้ว ไม่ใช่แค่ไม่คัน

  • รูขุมขนอักเสบที่เป็นซ้ำหรือเป็นก้อนหนอง: ยาปฏิชีวนะรับประทาน เช่น ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) 100 มก. วันละ 1–2 ครั้ง นาน 4–8 สัปดาห์ ตามผลเพาะเชื้อ ส่วนชนิดที่เกิดจากยีสต์อาจใช้ยาต้านเชื้อรารับประทานระยะสั้น

  • ผื่นแพ้สัมผัสที่รุนแรง ลามหน้า ตาบวม: แพทย์อาจให้เพรดนิโซโลน (prednisolone) รับประทานระยะสั้นแล้วค่อย ๆ ลดขนาด นานประมาณ 1–3 สัปดาห์

  • อาการคันจากเส้นประสาท: ยาในกลุ่มที่ปรับการส่งสัญญาณประสาท เช่น อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) ขนาดต่ำ 10–25 มก. ก่อนนอน หรือกาบาเพนติน (gabapentin) โดยเริ่มขนาดต่ำแล้วปรับขึ้น มักต้องใช้ 4–8 สัปดาห์จึงเห็นผล

  • สะเก็ดเงินที่หนังศีรษะที่เป็นมาก ผื่นคลุมหนังศีรษะเกินครึ่ง หรือใช้ยาทาครบ 8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีข้ออักเสบร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณายากลุ่มควบคุมภูมิคุ้มกันหรือยาชีววัตถุ ซึ่งต้องตรวจเลือดติดตาม

  • ยาแก้แพ้ชนิดง่วง ช่วยให้นอนหลับโดยไม่เกาในช่วงแรก แต่ไม่ได้รักษาต้นเหตุ และไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุโดยไม่ปรึกษาแพทย์

การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจ ข้อมูลข้างต้นมีไว้ให้เข้าใจว่าแต่ละโรครักษาต่างกันอย่างไร ไม่ควรซื้อยาเหล่านี้มาใช้เองโดยยังไม่รู้สาเหตุ

ทำยังไงถึงจะหายคันหัว: ดูแลตัวเองที่บ้าน

ระหว่างรอพบแพทย์ หรือในคนที่คันไม่มาก สิ่งที่ช่วยได้จริงคือ

  • สระผมวันละไม่เกิน 1 ครั้ง ด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน ถ้ามีขุยมันจากเซ็บเดิร์ม ไม่ควรเว้นการสระนานเกิน 2–3 วัน เพราะไขมันสะสมทำให้ยีสต์เพิ่ม

  • ใช้แชมพูยาอย่างถูกวิธี ทิ้งไว้ 3–5 นาทีก่อนล้าง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง

  • หยุดผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เพิ่งเริ่มใช้ในช่วง 1–2 สัปดาห์ก่อนคัน เช่น แชมพู ทรีตเมนต์ เซรั่ม น้ำมันใส่ผม

  • เป่าผมให้แห้งด้วยลมอุ่นหรือลมเย็น ห่างจากหนังศีรษะประมาณ 15 ซม. ไม่เข้านอนทั้งที่ผมเปียก

  • ตัดเล็บสั้น และถ้าคันมาก ใช้การกดหรือประคบเย็น 5–10 นาทีแทนการเกา

  • เปลี่ยนปลอกหมอนทุก 2–3 วัน ในช่วงที่มีอาการ และใช้ผงซักฟอกที่ไม่มีน้ำหอม

  • ลดความเครียดและนอนให้พอ เพราะทั้งเซ็บเดิร์ม สะเก็ดเงิน และอาการคันจากเส้นประสาท กำเริบง่ายเมื่อเครียดหรืออดนอน

  • ถ้าคิดว่าเป็นเหา ตรวจคนในบ้านทุกคน ซักปลอกหมอนและผ้าเช็ดตัวด้วยน้ำร้อน หรือเก็บของที่ซักไม่ได้ใส่ถุงปิดไว้ 2 วัน

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อคันหนังศีรษะ

  • ไม่ควรเกาด้วยเล็บหรือหวีซี่แหลม เพราะทำให้เป็นแผล ติดเชื้อแทรก และผิวหนาขึ้น

  • ไม่ควรทามะกรูด น้ำส้มสายชู หรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นบนหนังศีรษะที่อักเสบ สิ่งเหล่านี้ระคายเคืองและทำให้แพ้เพิ่มได้ ส่วนน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกอาจทำให้เซ็บเดิร์มแย่ลง เพราะไขมันเป็นอาหารของยีสต์

  • ไม่ควรใช้ยาฆ่าเหาซ้ำ ๆ ถี่กว่าฉลาก เพราะระคายหนังศีรษะจนคันเพิ่ม และทำให้เข้าใจผิดว่ายังไม่หาย

  • ไม่ควรใช้ครีมสเตียรอยด์ที่ซื้อเองนานหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นเชื้อรา เพราะสเตียรอยด์ทำให้เชื้อราลามและวินิจฉัยยากขึ้น

  • ไม่ควรย้อมผม ดัด หรือยืดผมซ้ำ ขณะที่หนังศีรษะยังอักเสบ รอให้หายสนิทอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง

ควรพบแพทย์เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • ใช้แชมพูยาถูกวิธีครบ 4 สัปดาห์แล้วยังคัน

  • คันร่วมกับผมร่วงเป็นหย่อม ผมบางลง หรือแนวไรผมถอยร่น

  • เด็กที่มีผมร่วงเป็นวง มีตอผมหัก หรือก้อนหนองบนหนังศีรษะ

  • ขุยหนาสีเงิน ผื่นลามออกนอกไรผม หรือมีผื่นที่ศอก เข่า และเล็บผิดปกติ

  • ผื่นแดง บวม มีน้ำเหลือง หลังย้อมผมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะถ้าหน้าหรือเปลือกตาบวม

  • ตุ่มหนองเป็นซ้ำ เป็นก้อน ปวด หรือมีไข้

  • คันจนนอนไม่หลับติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์

  • แผลหรือก้อนบนหนังศีรษะที่ไม่หายใน 4 สัปดาห์

อ่านบทความโรคผิวหนังอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ ศูนย์รวมบทความโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • คันหนังศีรษะเป็นอาการ ไม่ใช่โรค สาเหตุที่พบบ่อยคือรังแคและเซ็บเดิร์ม รองลงมาคือสะเก็ดเงิน เชื้อรา เหา รูขุมขนอักเสบ และแพ้ยาย้อมผม

  • ขุยเหลืองมันนึกถึงเซ็บเดิร์ม ขุยหนาสีเงินขอบชัดนึกถึงสะเก็ดเงิน ผมร่วงเป็นวงในเด็กนึกถึงเชื้อรา จุดเกาะแน่นที่เส้นผมนึกถึงไข่เหา

  • คันหัวแต่ไม่มีรังแค อาจเป็นหนังศีรษะแห้ง แพ้ผลิตภัณฑ์ หรืออาการคันจากเส้นประสาท ซึ่งแชมพูรังแคไม่ช่วย

  • แชมพูยาต้องทิ้งไว้ 3–5 นาที สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นใน 4 สัปดาห์ให้พบแพทย์

  • เชื้อราหนังศีรษะต้องใช้ยารับประทาน 4–8 สัปดาห์ และเหาต้องใช้ยาซ้ำรอบสองในวันที่ 7–10

  • คันร่วมกับผมบางลงที่ผิวดูเรียบมัน หรือแผลที่ไม่หายใน 4 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว

คำถามที่พบบ่อยเรื่องคันหนังศีรษะ

คันหัวแต่ไม่มีรังแค เกิดจากอะไร

คันหัวโดยไม่เห็นขุยเลย มักเกิดจาก 4 สาเหตุ ได้แก่ หนังศีรษะแห้งจากการสระผมบ่อยหรือใช้น้ำร้อนจัด การแพ้หรือระคายเคืองจากแชมพู ยาย้อมผม หรือเซรั่มที่เพิ่งเปลี่ยน เหาในระยะแรกที่ยังมีไข่ไม่มาก และอาการคันจากเส้นประสาท (scalp dysesthesia) ซึ่งคันยิบ ๆ แสบ ๆ มากขึ้นเวลาเครียดหรือหลังก้มคอทำงานนาน ในกรณีเหล่านี้แชมพูรังแคมักไม่ช่วย ให้ลองหยุดผลิตภัณฑ์ใหม่ สระผมด้วยน้ำอุ่นวันละไม่เกิน 1 ครั้ง ถ้ายังคันเกิน 2–3 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ผิวหนังส่องกล้องดูหนังศีรษะเพื่อหาสาเหตุ

ทำยังไงถึงจะหายคันหัว

ต้องรู้สาเหตุก่อน เพราะแต่ละโรคใช้ยาต่างกัน ถ้ามีขุยมันและพื้นแดง ให้ใช้แชมพูยาที่มีคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ ทิ้งไว้ 3–5 นาทีก่อนล้าง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ถ้าคันหลังย้อมผมหรือเปลี่ยนแชมพู ให้หยุดผลิตภัณฑ์นั้นทันที ถ้าเห็นไข่เหาเกาะแน่นที่เส้นผม ต้องใช้ยากำจัดเหาสองรอบห่างกัน 7–10 วัน ระหว่างนี้ตัดเล็บสั้น ประคบเย็นแทนการเกา และถ้าไม่ดีขึ้นใน 4 สัปดาห์ หรือมีผมร่วงร่วมด้วย ควรพบแพทย์ผิวหนัง

คันเหมือนมีอะไรไต่บนหัว เกิดจากอะไร

ความรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่บนหัวมีได้ 2 แบบ แบบแรกคือมีเหาจริง ให้แหวกผมดูบริเวณท้ายทอยและหลังหูในที่สว่าง ถ้าเห็นจุดรีสีขาวหรือน้ำตาลเกาะแน่นห่างหนังศีรษะไม่เกิน 6 มม. และสะบัดไม่หลุด มักเป็นไข่เหา แบบที่สองคือไม่มีอะไรอยู่จริง แต่เส้นประสาทที่หนังศีรษะส่งสัญญาณผิดปกติ เรียกว่า scalp dysesthesia มักมีคันยิบ ๆ แสบ หรือชาร่วมด้วย และเป็นมากเวลาเครียดหรืออดนอน แบบนี้ยาฆ่าเหาและแชมพูรังแคไม่ช่วย แพทย์อาจใช้ยาปรับการส่งสัญญาณประสาทขนาดต่ำร่วมกับการดูแลความเครียดและท่าทางของคอ

อาการคันแบบไหนเป็นมะเร็ง

อาการคันหนังศีรษะอย่างเดียวแทบไม่เคยเป็นอาการของมะเร็ง สิ่งที่ควรระวังคือแผล ตุ่ม หรือก้อนบนหนังศีรษะที่ไม่หายภายใน 4 สัปดาห์ โตขึ้นหรือเลือดออกง่าย ไฝที่เปลี่ยนรูปร่างหรือสี และอาการคันทั้งตัวที่มาพร้อมไข้ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน น้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือน หรือต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งควรตรวจหาโรคต่อมน้ำเหลืองและโรคภายในอื่น ๆ ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ อาการคันหัวเกือบทั้งหมดเกิดจากโรคผิวหนังที่รักษาได้ เช่น เซ็บเดิร์ม สะเก็ดเงิน เชื้อรา หรือแพ้ผลิตภัณฑ์

คันหนังศีรษะ ใช้แชมพูอะไรดี

เลือกตามสาเหตุ ถ้าเป็นรังแคหรือเซ็บเดิร์มที่มีขุยมัน ตัวยาหลักคือคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ 1–2.5% ส่วนไซโคลพิรอกซ์ 1% ใช้สลับเมื่อตัวแรกไม่ได้ผล ถ้าขุยหนาแบบสะเก็ดเงิน อาจใช้แชมพูกรดซาลิไซลิกหรือน้ำมันดินช่วยละลายขุย และแพทย์อาจสั่งแชมพูสเตียรอยด์คลอเบทาซอล 0.05% ที่ทาบนผมแห้ง 15 นาที ถ้าคันเพราะหนังศีรษะแห้งหรือแพ้ ควรใช้แชมพูอ่อนโยนไม่มีน้ำหอม ที่สำคัญคือทิ้งแชมพูยาไว้ 3–5 นาทีก่อนล้าง และใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนตัดสินว่าได้ผลหรือไม่

ทำไมอยู่ดีๆก็คันหัว

อาการคันหัวที่เพิ่งเกิดขึ้นทันที มักมีตัวกระตุ้นใหม่ ลองนึกย้อนไป 1–2 สัปดาห์ว่าเปลี่ยนแชมพู ย้อม ดัด หรือยืดผม ใช้หมวกหรือหมอนร่วมกับคนอื่น ลูกที่ไปโรงเรียนมีเหาหรือไม่ อากาศเปลี่ยนเป็นหน้าหนาวหรือนอนห้องแอร์มากขึ้น หรือช่วงนี้เครียดและนอนน้อย เพราะเซ็บเดิร์มและสะเก็ดเงินกำเริบได้จากความเครียด ถ้าหยุดสิ่งกระตุ้นแล้วอาการดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ มักไม่ต้องกังวล แต่ถ้ามีผื่นแดงบวม มีน้ำเหลือง ผมร่วงเป็นหย่อม หรือคันต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 29 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เหาและโลน การวินิจฉัยและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

เหาและโลนทำให้คันและติดต่อง่าย รักษาให้หายขาดต้องใช้ยาถูกวิธี กำจัดไข่ และดูแลคนใกล้ชิดพร้อมกัน โดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ