top of page

ผมร่วง เกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังแยก 5 แบบ — แบบไหนหายเอง แบบไหนถ้าปล่อยไว้จะถาวร

  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คนไข้ที่เดินเข้ามาด้วยเรื่องผมร่วง มักถือถุงซิปที่มีเส้นผมอยู่ข้างในมาด้วย และคำถามแรกมักจะเหมือนกันคือ "ร่วงขนาดนี้ผิดปกติไหมคะ"

คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมร่วงของคุณเป็นแบบไหน เพราะคำว่า "ผมร่วง" ในภาษาคนไทยรวมภาวะที่ต่างกันมากอย่างน้อย 5 แบบไว้ด้วยกัน บางแบบร่วงน่าตกใจมากแต่หายเองได้ภายในไม่กี่เดือน ในขณะที่บางแบบร่วงทีละนิดจนแทบไม่รู้สึก แต่ถ้าปล่อยไว้รากผมจะตายถาวรและไม่มีวิธีใดเรียกกลับคืนมาได้

บทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่าผมร่วงของคุณอยู่กลุ่มไหน สัญญาณไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ และคำตอบตามหลักฐานทางการแพทย์สำหรับคำถามยอดฮิตอย่าง "ผมร่วงเพราะขาดวิตามินอะไร"

ผมร่วงวันละกี่เส้นถึงเรียกว่าผิดปกติ

เส้นผมบนศีรษะคนเรามีประมาณ 100,000 เส้น และแต่ละเส้นมีวงจรชีวิตของตัวเอง เมื่อครบวงจร มันก็จะหลุดออกไปเพื่อให้เส้นใหม่ขึ้นแทน

  • 50–100 เส้นต่อวัน คือช่วงปกติ ของคนทั่วไป

  • ถ้าสระผมวันเว้นวัน วันที่สระจะเห็นผมร่วงมากกว่าปกติ เพราะเป็นการรวบยอดของหลายวัน — ไม่ใช่ความผิดปกติ

  • เกิน 100 เส้นต่อวันติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ ถือว่าเข้าเกณฑ์ที่ควรหาสาเหตุ

  • ร่วงเป็นหย่อมกลม หรือร่วงพร้อมกับหนังศีรษะแดง เจ็บ เป็นสะเก็ด — ไม่ต้องรอนับ ให้พบแพทย์ได้เลย

วิธีตรวจง่าย ๆ ที่บ้าน (Pull test): ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้รวบผมประมาณ 50–60 เส้นใกล้โคน แล้วรูดออกมาช้า ๆ จนสุดปลาย ทำ 4–5 จุดทั่วศีรษะ ถ้าได้ผมติดมือมากกว่า 5–6 เส้นต่อครั้งเป็นประจำ แสดงว่ามีการหลุดร่วงมากกว่าปกติจริง ควรทำในวันที่ไม่ได้สระผม

จุดที่คนไทยเข้าใจผิดมากที่สุด: "ผมร่วง" กับ "ผมบาง" คนละเรื่องกัน

นี่คือจุดที่ทำให้คนจำนวนมากรักษาผิดทาง

  • ผมร่วง (shedding) = จำนวนเส้นที่หลุดออกมา เห็นได้ชัดที่พื้นห้องน้ำ หวี หมอน — น่าตกใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นภาวะชั่วคราว

  • ผมบาง (thinning) = ความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมลดลง มองที่พื้นห้องน้ำไม่เห็น เพราะจำนวนที่ร่วงอาจปกติ แต่เส้นที่ขึ้นมาใหม่เล็กลง อ่อนลง สั้นลงเรื่อย ๆ

คนที่ตกใจกับผมร่วงเยอะมาก มักจะเป็นภาวะที่หายเองได้ ส่วนคนที่บอกว่า "ผมไม่ค่อยร่วงนะ แค่รู้สึกว่ารอยแสกกว้างขึ้น" กลับเป็นกลุ่มที่กำลังเสียเส้นผมอย่างถาวรทีละน้อย

ถ้าจะจำแค่ประโยคเดียวจากบทความนี้: ความน่ากลัวของผมร่วงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ว่ารูขุมขนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

5 แบบของผมร่วงที่แพทย์ผิวหนังต้องแยกก่อนเริ่มรักษา

1. ผมร่วงจากวงจรผมสะดุด (Telogen effluvium) — ร่วงเยอะทั้งศีรษะ แต่หายเองได้

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคนที่มาด้วยอาการ "ผมร่วงหนักมากแบบเฉียบพลัน"

กลไกคือมีเหตุการณ์บางอย่างไปกระแทกให้เส้นผมจำนวนมากเข้าสู่ระยะพักพร้อมกัน แล้วหลุดออกมาพร้อมกันในอีก 2–3 เดือนต่อมา

  • ลักษณะเด่น: ร่วงกระจายทั่วศีรษะ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง หนังศีรษะปกติ ไม่แดง ไม่คัน ไม่เจ็บ

  • ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยในคนไทย: ไข้สูง ไข้เลือดออก ติดเชื้อไวรัสรวมถึงโควิด การผ่าตัด การคลอดบุตร การลดน้ำหนักเร็ว ภาวะโลหิตจาง ไทรอยด์ผิดปกติ ความเครียดรุนแรง และยาบางกลุ่ม

  • ⚠️ กฎ 3 เดือน ที่คนมักพลาด: ผมจะร่วงหลังตัวกระตุ้นประมาณ 2–3 เดือน ดังนั้นการนั่งนึกว่า "สัปดาห์นี้ทำอะไรผิด" จึงหาสาเหตุไม่เจอ ต้องย้อนกลับไปดูว่า 2–3 เดือนก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย

  • การพยากรณ์โรค: ถ้าแก้ต้นเหตุได้ ผมจะกลับมาเองภายใน 6–9 เดือน โดยไม่ต้องใช้ทรีตเมนต์ราคาแพง

  • สัญญาณที่ดีคือเห็น ผมเส้นสั้น ๆ ตั้งขึ้นตามแนวไรผม นั่นคือผมใหม่ที่กำลังงอก

2. ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Androgenetic alopecia) — ร่วงไม่มาก แต่ค่อย ๆ หายไปถาวร

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ "มาช้าที่สุด" เพราะอาการไม่น่าตกใจ แต่เป็นกลุ่มที่การมาช้ามีราคาแพงที่สุด

  • กลไก: รูขุมขนที่ไวต่อฮอร์โมน DHT จะค่อย ๆ หดเล็กลง (miniaturization) เส้นผมที่ขึ้นใหม่จะบางลง สั้นลง และซีดลงในแต่ละรอบ จนในที่สุดรูขุมขนหยุดผลิตผมไปเลย

  • ผู้ชาย: แนวผมด้านหน้าร่นเป็นรูปตัว M และบางกลางกระหม่อม

  • ผู้หญิง: แนวผมด้านหน้ามักคงอยู่ แต่ รอยแสกกลางกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนดูคล้ายต้นคริสต์มาส และมักสังเกตได้ตอนมัดผมว่าจุกเล็กลง

  • ประเด็นสำคัญที่สุด: ยาที่มีหลักฐานรับรองทั้งหมด ทำงานโดยการ รักษารูขุมขนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่การปลุกรูขุมขนที่ตายไปแล้ว ดังนั้นยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเก็บผมไว้ได้มาก

  • ต้องใช้ต่อเนื่อง หยุดเมื่อไรก็จะกลับไปตามธรรมชาติของโรคภายในไม่กี่เดือน

3. ผมร่วงเป็นหย่อมกลม (Alopecia areata) — ภูมิคุ้มกันโจมตีรากผมตัวเอง

  • ลักษณะเด่น: หย่อมกลมหรือรี ขอบชัด ผิวหนังเรียบปกติ ยังเห็นรูขุมขน ไม่แดง ไม่ลอก ไม่เจ็บ มักเกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์

  • อาจพบร่วมกับ เล็บเป็นหลุมเล็ก ๆ (nail pitting) ซึ่งช่วยยืนยันการวินิจฉัย

  • รากผมยังไม่ตาย จึงมีโอกาสกลับมาได้ แต่ควรรักษาแต่เนิ่น ๆ และควรตรวจโรคภูมิคุ้มกันอื่นร่วมด้วย เช่น ไทรอยด์

4. ผมร่วงจากการดึงรั้ง (Traction alopecia) — โรคที่เกิดจากทรงผม

  • เกิดจากแรงดึงเรื้อรังที่โคนผม: มัดจุกแน่น ถักเปียแน่น ต่อผม ใช้ที่หนีบร้อนจัด หรือสวมผ้าคลุมศีรษะรัดที่จุดเดิมทุกวัน

  • ตำแหน่งที่พบบ่อย: แนวไรผมด้านหน้าและเหนือใบหู

  • สัญญาณเตือนระยะแรกคือ รู้สึกเจ็บหรือตึงหนังศีรษะหลังมัดผม และอาจเห็นตุ่มเล็ก ๆ ตามแนวไรผม

  • ระยะแรกกลับคืนได้เต็มที่ ถ้าเปลี่ยนทรงผม แต่ถ้าดึงรั้งต่อเนื่องหลายปี จะกลายเป็นแผลเป็นถาวร

5. ⚠️ ผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็น (Scarring alopecia) — กลุ่มที่เร่งด่วนที่สุด

กลุ่มนี้พบไม่บ่อยเท่าสี่กลุ่มแรก แต่เป็นกลุ่มเดียวที่ การรอดูอาการมีราคาเป็นเส้นผมที่หายไปตลอดชีวิต เพราะการอักเสบจะทำลายเซลล์ต้นกำเนิดของรูขุมขนแล้วแทนที่ด้วยพังผืด

สัญญาณที่ต้องแยกให้ออกจากผมร่วงทั่วไป:

  • หนังศีรษะบริเวณนั้นเรียบ มัน และมองไม่เห็นรูขุมขน — นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุด

  • มีอาการแดง แสบ คัน เจ็บ เป็นสะเก็ดหรือขุยรอบโคนผม บางรายมีตุ่มหนอง

  • แนวผมบริเวณหน้าผากร่นถอยขึ้นไปเรื่อย ๆ พร้อมกับ คิ้วบางลง ซึ่งเป็นภาพที่พบในภาวะ frontal fibrosing alopecia และพบมากขึ้นในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน

  • ผมร่วงพร้อมผื่นแดงมีขุยที่ใบหน้าหรือใบหู ซึ่งอาจเป็นลูปัสที่ผิวหนัง

เป้าหมายของการรักษาในกลุ่มนี้คือการหยุดการอักเสบให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาเส้นผมที่ยังเหลืออยู่ ไม่ใช่การทำให้ผมกลับมางอกในบริเวณที่เป็นแผลเป็นแล้ว การซื้อเซรั่มบำรุงมาลองเองระหว่างรอ จึงเป็นการเสียเวลาที่แลกคืนไม่ได้

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรรอ ให้พบแพทย์ผิวหนัง

  • หนังศีรษะบริเวณที่ร่วงเรียบมัน มองไม่เห็นรูขุมขน

  • หนังศีรษะแดง เจ็บ แสบ เป็นสะเก็ดหนา มีตุ่มหนอง หรือมีกลิ่น

  • ผมร่วงพร้อมกับผื่นที่ใบหน้า ปวดข้อ แผลในปาก หรือไวต่อแสงแดดผิดปกติ

  • ผมร่วงเป็นหย่อมและลามเร็ว หรือมี คิ้วและขนตาร่วงร่วมด้วย

  • ผมร่วงมากต่อเนื่องเกิน 6 เดือน ทั้งที่แก้ปัจจัยกระตุ้นแล้ว

  • ผมร่วงพร้อมอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักเปลี่ยน ประจำเดือนผิดปกติ ขนดกขึ้น หรือสิวขึ้นผิดปกติ

  • ในเด็ก: ผมร่วงเป็นหย่อมพร้อมหนังศีรษะเป็นขุยหนาหรือมีตุ่มหนอง มักเป็นกลากที่หนังศีรษะ ซึ่ง ยาทาอย่างเดียวไม่พอ ต้องกินยาต้านเชื้อรา และปล่อยไว้อาจเกิดแผลเป็นถาวร

"ผมร่วงเพราะขาดวิตามินอะไร" — คำตอบตามหลักฐานทางการแพทย์

นี่เป็นคำถามที่ถูกค้นหามากที่สุดคำถามหนึ่ง และเป็นคำถามที่ตลาดอาหารเสริมตอบไว้เยอะที่สุด แต่คำตอบทางการแพทย์นั้นตรงไปตรงมากว่าที่คิด

  • ไบโอติน (Biotin): ภาวะขาดไบโอตินจริง ๆ พบได้น้อยมากในคนที่กินอาหารปกติ และ ยังไม่มีหลักฐานที่ดีว่าการเสริมไบโอตินช่วยเรื่องผมร่วงในคนที่ไม่ได้ขาด ที่สำคัญกว่านั้น ไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการหลายรายการ เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์และค่าเอนไซม์หัวใจ ทำให้ผลผิดพลาดจนวินิจฉัยพลาดได้ ซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ เคยออกประกาศเตือนไว้ หากกำลังกินไบโอตินอยู่ ควรแจ้งแพทย์และหยุดก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 2–3 วัน

  • ธาตุเหล็ก: เป็นตัวที่มีน้ำหนักที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยมีประจำเดือนและคนที่กินมังสวิรัติ แต่ต้องดูค่า เฟอร์ริติน (ferritin) ไม่ใช่ดูแค่ค่าฮีโมโกลบินว่าไม่ซีด เพราะเหล็กสำรองอาจพร่องไปนานก่อนที่จะเกิดภาวะโลหิตจาง

  • วิตามินดีและสังกะสี: ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือมีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกราย

  • ⚠️ กินเกินก็ทำให้ผมร่วงได้: วิตามินเออนุพันธ์ในขนาดสูง และซีลีเนียมเกินขนาด เป็นสาเหตุของผมร่วงที่พบได้จริง อาหารเสริมหลายตัวรวมสารเหล่านี้ไว้ในเม็ดเดียว การกินหลายยี่ห้อพร้อมกันจึงเสี่ยงเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว

สรุปหลักการ: เสริมเมื่อตรวจแล้วพบว่าขาดจริง ไม่ใช่เสริมไว้ก่อนเผื่อขาด การเสริมโดยไม่ตรวจ นอกจากจะไม่ช่วย ยังทำให้เสียเวลาช่วงที่ควรรักษาต้นเหตุจริง

ไปพบแพทย์ผิวหนังแล้วจะเจอการตรวจอะไรบ้าง

  1. ซักประวัติย้อนหลัง 6 เดือน — ไข้ ผ่าตัด คลอดบุตร ลดน้ำหนัก ยาใหม่ที่เริ่มกิน อาหารเสริม ประจำเดือน และประวัติผมบางในครอบครัวทั้งสองฝั่ง

  2. ตรวจหนังศีรษะด้วยกล้องขยายกำลังสูง (trichoscopy) — เป็นขั้นตอนที่ชี้ขาดที่สุด เพราะบอกได้ทันทีว่ารูขุมขนยังอยู่ครบหรือไม่ เส้นผมมีขนาดไม่เท่ากันแบบ androgenetic alopecia หรือไม่ และมีการอักเสบรอบรูขุมขนหรือเปล่า

  3. Pull test ประเมินการหลุดร่วงในขณะนั้น

  4. ตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้ — ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เฟอร์ริติน การทำงานของไทรอยด์ และในผู้หญิงที่มีสิว ขนดก หรือประจำเดือนผิดปกติ อาจตรวจฮอร์โมนแอนโดรเจนเพิ่ม

  5. ตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะ ทำเฉพาะเมื่อสงสัยผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็น เพื่อยืนยันชนิดของการอักเสบก่อนเริ่มยากดภูมิ

รักษาให้ตรงชนิด ไม่ใช่รักษาแบบเหมารวม

  • Telogen effluvium: แก้ที่ต้นเหตุแล้วให้เวลาร่างกาย เป็นกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับทรีตเมนต์ราคาสูง

  • Androgenetic alopecia: ไมน็อกซิดิลชนิดทาใช้ได้ทั้งชายและหญิง ส่วนยากลุ่มต้านฮอร์โมนชนิดรับประทานมีข้อบ่งชี้และข้อห้ามที่ชัดเจน ต้องสั่งโดยแพทย์ ห้ามใช้ยากลุ่มฟีนาสเตอไรด์และดูทาสเตอไรด์ในหญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด เพราะทำให้ทารกเพศชายพิการได้ และไม่ควรแม้แต่หยิบจับเม็ดยาที่แตกหัก

  • Alopecia areata: ยาสเตียรอยด์ทาหรือฉีดเฉพาะที่เป็นหลัก รายที่รุนแรงหรือลามเร็วมีทางเลือกเป็นยากลุ่มใหม่ที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

  • Traction alopecia: หยุดแรงดึงรั้งคือการรักษาหลัก และควรทำก่อนที่รูขุมขนจะเสียหายถาวร

  • Scarring alopecia: ต้องเริ่มยาต้านการอักเสบหรือยากดภูมิให้เร็วที่สุด เป้าหมายคือหยุดโรค

  • ข้อควรระวังร่วมกัน: อย่ายืมยาของคนอื่นมาใช้ อย่าใช้สเตียรอยด์แรง ๆ กับหนังศีรษะเองต่อเนื่อง และระวังผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า "ปลูกผมใหม่ในบริเวณที่ล้านสนิท" เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ทาใดทำได้เมื่อรูขุมขนตายแล้ว

สิ่งที่ทำเองได้ตั้งแต่วันนี้

  • สระผมได้ทุกวันตามปกติ การสระไม่ได้ทำให้ผมร่วงเพิ่ม เส้นที่หลุดตอนสระคือเส้นที่ถึงเวลาหลุดอยู่แล้ว การเว้นสระกลับทำให้หนังศีรษะมันและอักเสบง่ายขึ้น

  • เลิกมัดตึงและถักแน่น โดยเฉพาะการมัดจุดเดิมทุกวัน

  • กินโปรตีนให้พอ ประมาณ 1–1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกิน 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

  • ถ่ายรูปติดตามผลเดือนละครั้ง ที่แสงเดียวกัน มุมเดียวกัน และแสกผมจุดเดิม เพราะสายตาเราจำภาพเมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้ และการมีภาพเปรียบเทียบช่วยให้ทั้งคุณและแพทย์ตัดสินใจได้แม่นขึ้นมาก

คำถามที่พบบ่อย

ผมร่วงวันละกี่เส้นถึงผิดปกติ

โดยทั่วไปผมร่วงวันละ 50–100 เส้นถือว่าปกติ หากร่วงเกิน 100 เส้นต่อวันติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือร่วงจนเห็นหนังศีรษะชัดขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุ

ผมร่วงแบบไหนที่ต้องกังวล

แบบที่ต้องกังวลที่สุดไม่ใช่แบบที่ร่วงเยอะที่สุด แต่คือแบบที่หนังศีรษะบริเวณนั้นเรียบมันจนมองไม่เห็นรูขุมขน หรือมีอาการแดง เจ็บ เป็นสะเก็ดร่วมด้วย เพราะบ่งชี้ถึงผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็นซึ่งทำให้รากผมตายถาวร รวมถึงผมบางที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามแนวแสกหรือกลางกระหม่อม ซึ่งมักถูกมองข้ามเพราะร่วงไม่มาก

ผมร่วงเยอะบ่งบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง

โรคที่พบบ่อยได้แก่ ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะขาดธาตุเหล็กและโลหิตจาง โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองเช่นลูปัส การติดเชื้อบางชนิดรวมถึงซิฟิลิส โรคไตเรื้อรัง และภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนเกินในผู้หญิง นอกจากนี้ยาบางกลุ่มก็ทำให้ผมร่วงได้ จึงควรนำรายการยาและอาหารเสริมทั้งหมดไปให้แพทย์ดู

ผมร่วงเกิดจากการขาดวิตามินอะไร

ตัวที่มีหลักฐานชัดที่สุดคือธาตุเหล็ก โดยต้องดูค่าเฟอร์ริตินไม่ใช่แค่ค่าความเข้มข้นของเลือด ส่วนไบโอตินยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยในคนที่ไม่ได้ขาด และยังรบกวนผลตรวจเลือดหลายรายการ ในทางกลับกัน วิตามินเออนุพันธ์และซีลีเนียมที่ได้รับเกินขนาดกลับเป็นสาเหตุของผมร่วงได้เอง

ผมร่วงหลังคลอดหรือหลังป่วยหนัก จะหายเองไหม

ส่วนใหญ่หายเองได้ เพราะเป็นภาวะวงจรผมสะดุดซึ่งมักเริ่มร่วงประมาณ 2–3 เดือนหลังเหตุการณ์ และค่อย ๆ กลับสู่ปกติภายใน 6–9 เดือนเมื่อร่างกายฟื้นตัว หากเกิน 6 เดือนแล้วยังร่วงไม่ลดลง ควรตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

วิธีทำให้ผมร่วงน้อยลงเริ่มจากอะไรดี

เริ่มจากการหาชนิดของผมร่วงให้ถูกก่อนเสมอ เพราะแต่ละชนิดใช้วิธีต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างนั้นสิ่งที่ทำได้เลยคือหยุดแรงดึงรั้งจากทรงผม กินโปรตีนให้พอ ไม่ลดน้ำหนักเร็วเกินไป ไม่กินอาหารเสริมซ้ำซ้อนหลายยี่ห้อ และสระผมตามปกติ

ผมร่วงเป็นสัญญาณของมะเร็งหรือไม่

ผมร่วงโดยตัวมันเองไม่ใช่อาการของมะเร็งผิวหนังหรือมะเร็งทั่วไป แต่การรักษามะเร็งบางชนิดโดยเฉพาะยาเคมีบำบัดทำให้ผมร่วงได้ชัดเจน ส่วนก้อนหรือแผลที่หนังศีรษะซึ่งไม่หายเกินหนึ่งเดือนและมีผมร่วงเฉพาะที่ตรงนั้น ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกมะเร็งผิวหนังชนิดที่เกิดบนหนังศีรษะ

สรุป

ผมร่วงไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นอาการที่นำไปสู่โรคได้อย่างน้อย 5 กลุ่มที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "ร่วงกี่เส้น" แต่คือ "รูขุมขนยังอยู่ไหม และร่วงแบบไหน"

หลักง่าย ๆ ที่ใช้ตัดสินใจได้: ถ้าร่วงเยอะทั้งศีรษะหลังเหตุการณ์ใหญ่เมื่อ 2–3 เดือนก่อน มักหายเอง ถ้าค่อย ๆ บางตามแนวแสกหรือกระหม่อม ควรเริ่มรักษาให้เร็วเพื่อรักษาสิ่งที่ยังเหลือ และถ้าหนังศีรษะเรียบมันจนไม่เห็นรูขุมขน หรือแดงเจ็บเป็นสะเก็ด นั่นคือกรณีที่ไม่ควรรอแม้แต่เดือนเดียว

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 23 กรกฎาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริม เกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังอธิบายสาเหตุจริง วิธีแยกจากแผลร้อนใน–งูสวัด และการรักษาที่ได้ผล

เริม (Herpes simplex) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ทำให้เกิดกลุ่มตุ่มน้ำใสเจ็บ ๆ ซ้ำที่เดิม โดยเชื้อจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและกำเริบเป็นครั้งคราวตลอดชีวิต บทค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ