ผมร่วง เกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังแยก 5 แบบ — แบบไหนหายเอง แบบไหนถ้าปล่อยไว้จะถาวร
อัปเดตเมื่อ 20 ก.ย.
ผมร่วง (hair loss, alopecia) คือภาวะที่เส้นผมหลุดร่วงมากกว่าวันละ 100 เส้นติดต่อกัน หรือมีผมบางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดขึ้น ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นอาการร่วมของโรคอย่างน้อย 5 กลุ่มที่มีสาเหตุและวิธีรักษาต่างกันคนละทาง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือ วงจรผมสะดุดหลังเจ็บป่วยหรือเครียด (telogen effluvium) ซึ่งหายเองได้ใน 3–6 เดือน กับผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (androgenetic alopecia) ซึ่งไม่หายเองและจะค่อย ๆ ถาวรขึ้นถ้าไม่รักษา
บทความนี้แยกให้ครบทั้ง 5 แบบ พร้อมระบุชื่อยาจริงที่ใช้รักษาแต่ละแบบ ความแรง ระยะเวลาที่ต้องใช้ก่อนตัดสินผล และผลข้างเคียงที่ต้องรู้ล่วงหน้า เพราะสิ่งที่ทำให้คนไข้เสียเวลาหลายเดือนไม่ใช่การไม่รู้ว่า "ผมร่วงเกิดจากอะไร" แต่คือการรักษาผิดแบบ
ผมร่วงวันละกี่เส้นถึงเรียกว่าผิดปกติ
คนปกติมีเส้นผมบนศีรษะราว 100,000 เส้น และแต่ละเส้นอยู่ในวงจรของตัวเอง ประมาณ 85–90% อยู่ในระยะงอก (anagen) ซึ่งกินเวลา 2–6 ปี อีกราว 10–15% อยู่ในระยะพัก (telogen) นาน 2–3 เดือนก่อนหลุด การหลุดของผมระยะพักวันละ 50–100 เส้นจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่โรค
เกณฑ์ที่ใช้จริงในห้องตรวจมีสามข้อ
นับจำนวน: ร่วงเกิน 100 เส้นต่อวันติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ ถือว่าผิดปกติ ถ้าวันที่สระผมร่วงเกิน 150–200 เส้นก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่อธิบายได้ เพราะการสระรวบรวมผมที่พร้อมหลุดของหลายวันมาไว้ครั้งเดียว
ดูความหนาแน่น: ผมร่วงมากแต่ความหนาแน่นเท่าเดิม มักเป็นภาวะชั่วคราว ส่วนผมร่วงไม่มากแต่รอยแสกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อันตรายกว่า เพราะแปลว่าเส้นที่งอกใหม่เล็กลงกว่าเส้นเดิม
การทดสอบดึงผม (pull test): แพทย์จับผมราว 60 เส้นแล้วดึงเบา ๆ ถ้าหลุดติดมือเกิน 6 เส้น (มากกว่า 10%) ถือว่าผลบวก บ่งว่ามีการร่วงที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
วิธีนับเองที่ใช้ได้จริงคือเก็บผมที่ร่วงทั้งวัน ทั้งบนหมอน ในห้องน้ำ และบนหวี ใส่ถุงแยกรายวันติดกัน 7 วัน แล้วหาค่าเฉลี่ย การนับแค่วันเดียวมักหลอกตา เพราะวันสระกับวันไม่สระต่างกันหลายเท่า
ผมร่วง กับ ผมบาง ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และรักษาคนละทาง
นี่คือจุดที่คนไข้เข้าใจผิดบ่อยที่สุด และเป็นเหตุผลที่หลายคนซื้อแชมพูมาใช้หลายขวดโดยไม่มีอะไรดีขึ้น
ผมร่วง (shedding) คือเส้นผมที่งอกเต็มที่แล้วหลุดออกมาพร้อมกันจำนวนมาก โคนผมที่หลุดจะมีปุ่มสีขาวกลม ๆ ติดมา เส้นยาวเท่าผมปกติ เป็นภาวะที่ "ต้นเหตุจบแล้ว ผมกำลังตามหลัง" ส่วนใหญ่ฟื้นได้เอง
ผมบาง (thinning / miniaturization) คือเส้นผมค่อย ๆ เล็กลง สั้นลง สีจางลงในแต่ละรอบการงอก จนกลายเป็นขนอ่อน ผมที่ร่วงมักสั้นและบางกว่าปกติ ภาวะนี้ไม่หายเอง และช่วงที่รากผมยังไม่ตายสนิทคือช่วงเดียวที่ยารักษาได้ผลดี
ทางปฏิบัติ ถ้าหวีแล้วได้ผมยาวเส้นหนาจำนวนมาก แนวโน้มเป็นผมร่วงชั่วคราว แต่ถ้าถ่ายรูปแสกกลางเทียบกับรูปเมื่อปีที่แล้วแล้วเห็นแสกกว้างขึ้น นั่นคือผมบาง ซึ่งต้องเริ่มยาไม่ใช่รอดูอาการ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะยาที่ใช้กับผมบางจากพันธุกรรมไม่ได้ช่วยอะไรกับวงจรผมสะดุด และการรอให้ผมบางหายเองคือการเสียรากผมไปเรื่อย ๆ
ผมร่วง 5 แบบที่ต้องแยกให้ออกก่อนเริ่มยา
การรักษาผมร่วงเริ่มจากการตอบคำถามเดียว คือรากผมยังอยู่หรือหายไปแล้ว ถ้ารากยังอยู่ ผมงอกกลับได้ ถ้ารูขุมขนถูกแทนที่ด้วยพังผืดแล้ว ไม่มียาตัวใดเรียกกลับมาได้ ห้าแบบต่อไปนี้เรียงจากที่พบบ่อยที่สุดไปหาที่เร่งด่วนที่สุด
แบบที่ 1 ผมร่วงจากวงจรผมสะดุด (Telogen effluvium)
ลักษณะ: ร่วงมากทั่วศีรษะเท่า ๆ กัน มักร่วงวันละ 150–400 เส้น เห็นชัดเวลาสระและหวี ผมที่หลุดเป็นเส้นยาวปกติมีปุ่มขาวที่โคน ความหนาแน่นโดยรวมลดลงแต่ไม่มีหย่อมล้านและไม่มีรอยแสกกว้างเฉพาะจุด
สาเหตุ: ร่างกายเจอเหตุกระทบแล้วผลักเส้นผมจำนวนมากเข้าระยะพักพร้อมกัน เหตุที่พบบ่อยคือไข้สูงหรือติดเชื้อรุนแรง การผ่าตัด การคลอดบุตร การลดน้ำหนักเร็วหรืออดอาหาร ภาวะขาดธาตุเหล็ก โรคไทรอยด์ ความเครียดหนัก และการเริ่มหรือหยุดยาบางชนิด จุดสำคัญคือเหตุเกิดก่อนผมร่วงราว 2–3 เดือน คนไข้จึงมักนึกไม่ออกว่าเกิดจากอะไร เพราะตอนที่ผมร่วงนั้นหายป่วยไปแล้ว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน รากผมยังสมบูรณ์ทุกเส้น เมื่อเหตุกระตุ้นหมดไป ผมจะหยุดร่วงใน 3–6 เดือน และความหนาแน่นกลับมาที่เดิมภายใน 6–12 เดือน ถ้าร่วงต่อเนื่องเกิน 6 เดือนเรียกว่าชนิดเรื้อรัง ซึ่งต้องหาสาเหตุซ่อนเร้นต่อ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อร่วงต่อเนื่องเกิน 3 เดือนโดยหาเหตุกระตุ้นไม่เจอ เมื่อมีอาการอื่นร่วม เช่น เหนื่อยง่าย ประจำเดือนมามาก น้ำหนักเปลี่ยน หรือเมื่อเริ่มเห็นแสกกว้างขึ้นซึ่งแปลว่ามีผมบางจากพันธุกรรมซ่อนอยู่ใต้ภาวะนี้
สิ่งที่รักษาภาวะนี้ไม่ใช่ยาบำรุงผม แต่คือการแก้เหตุต้นทาง เช่น เติมธาตุเหล็กเมื่อขาดจริง ปรับยาไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ หรือแก้ภาวะโภชนาการที่ขาด ระหว่างรอ ให้ดูแลเส้นผมตามปกติและหลีกเลี่ยงการหยุดสระผมเพราะกลัวร่วง การไม่สระไม่ได้ลดจำนวนผมที่หลุด แค่เลื่อนให้ไปหลุดพร้อมกันวันหลัง
แบบที่ 2 ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Androgenetic alopecia)
ลักษณะ: ในผู้ชายเริ่มที่หน้าผากสองข้างร่นลึกเข้าไปเป็นรูปตัว M แล้วตามด้วยกลางกระหม่อม ในผู้หญิงมักเริ่มที่รอยแสกกลางซึ่งค่อย ๆ กว้างออกเหมือนต้นคริสต์มาส โดยแนวผมด้านหน้ามักยังอยู่ ลักษณะเฉพาะคือเส้นผมในบริเวณนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน ปนกันทั้งเส้นหนาและเส้นเล็กคล้ายขนอ่อน
สาเหตุ: รากผมในบริเวณที่ไวต่อฮอร์โมนถูกฮอร์โมน DHT (dihydrotestosterone) ซึ่งเปลี่ยนมาจากเทสโทสเตอโรนโดยเอนไซม์ 5-alpha reductase ทำให้ระยะงอกสั้นลงทุกรอบ เส้นผมจึงเล็กลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นขนอ่อนและหยุดงอกในที่สุด ความไวต่อ DHT นี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อสุขภาพ แต่เป็นแบบเดียวในห้าแบบที่ "ยิ่งรอยิ่งเสีย" เพราะเมื่อรากผมฝ่อจนสนิทแล้ว ยาไม่สามารถทำให้กลับมาได้ ช่วงที่ยาได้ผลดีที่สุดคือช่วงที่ยังเห็นขนอ่อนอยู่ในบริเวณนั้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่สังเกตว่ารอยแสกกว้างขึ้นหรือแนวผมร่นเทียบกับรูปเก่า ไม่ต้องรอให้เห็นหนังศีรษะชัด เพราะการเริ่มยาเร็วให้ผลต่างจากการเริ่มช้าอย่างมีนัยสำคัญ
แบบนี้คือแบบที่ยาไมน็อกซิดิลและฟีแนสเตอไรด์ออกฤทธิ์ตรงจุด รายละเอียดการใช้อยู่ในหัวข้อเรื่องยาด้านล่าง และถ้าต้องการอ่านเฉพาะเรื่องนี้แบบลงลึก ดูได้ที่บทความ ผมร่วงกรรมพันธุ์ (Androgenetic Alopecia)
แบบที่ 3 ผมร่วงเป็นหย่อมกลม (Alopecia areata)
ลักษณะ: หย่อมล้านขอบเรียบ รูปร่างกลมหรือรี ผิวหนังในหย่อมเรียบเนียน ไม่แดง ไม่ลอก ไม่เป็นแผลเป็น และยังเห็นรูขุมขนอยู่ อาจพบผมสั้นปลายบานคล้ายเครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ขอบหย่อม บางรายเป็นที่คิ้ว หนวด หรือขนตาด้วย และอาจมีเล็บเป็นหลุมเล็ก ๆ ร่วม
สาเหตุ: ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดแล้วโจมตีรากผมของตัวเอง พบร่วมกับโรคภูมิคุ้มกันอื่นได้ เช่น ไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ด่างขาว และโรคภูมิแพ้ผิวหนัง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: รากผมไม่ตาย จึงงอกกลับได้แม้ผ่านไปนาน ราว 50% ของรายที่เป็นหย่อมเดียวหายเองใน 1 ปี แต่ถ้าลุกลามเร็ว เป็นหลายหย่อม เริ่มก่อนวัยรุ่น หรือลามถึงขอบศีรษะด้านท้ายทอย ถือว่าพยากรณ์โรคแย่ลงและควรเริ่มรักษาเร็ว
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่เห็นหย่อมล้านขอบชัด เพราะต้องแยกจากกลากหนังศีรษะและผมร่วงชนิดแผลเป็นก่อนเสมอ ถ้าในหย่อมมีขุย แดง หรือมีตุ่มหนอง ให้นึกถึง กลากหนังศีรษะ (tinea capitis) ซึ่งต้องกินยาฆ่าเชื้อรา ไม่ใช่ทาสเตียรอยด์
รายละเอียดการวินิจฉัยและทางเลือกการรักษาทั้งหมดอยู่ที่บทความ ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)
แบบที่ 4 ผมร่วงจากการดึงรั้ง (Traction alopecia)
ลักษณะ: ผมบางตามแนวที่ถูกดึงเป็นประจำ พบบ่อยที่ขมับสองข้างและแนวผมด้านหน้า สัญญาณเฉพาะคือยังเหลือผมเส้นเล็ก ๆ แถวเดียวติดกับแนวผมเดิมไว้ ระยะแรกอาจมีตุ่มแดงรอบรูขุมขนหรือเจ็บหนังศีรษะเวลารวบผม
สาเหตุ: แรงดึงต่อเนื่องที่รากผม จากการมัดผมตึง ถักเปียแน่น ต่อผม ใช้ที่หนีบหรือหมวกรัดแน่นเป็นประจำ รวมถึงการดัดหรือยืดผมด้วยสารเคมีที่ทำให้เส้นผมเปราะร่วมด้วย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ระยะแรกกลับคืนได้เต็มที่ถ้าหยุดแรงดึง แต่ถ้าปล่อยไว้หลายปีจะกลายเป็นแผลเป็นถาวร คือเส้นแบ่งระหว่าง "หายได้" กับ "หายไม่ได้" อยู่ที่ว่ายังเห็นรูขุมขนในบริเวณนั้นหรือไม่
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อหยุดทรงผมที่ดึงรั้งแล้ว 3 เดือนแต่ผมยังไม่กลับมา หรือเมื่อผิวในบริเวณนั้นเริ่มเรียบมันจนมองไม่เห็นรูขุมขน
แบบที่ 5 ผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็น (Scarring alopecia)
ลักษณะ: หย่อมล้านที่ผิวเรียบมันจนมองไม่เห็นรูขุมขน ขอบมักไม่เรียบเหมือนผมร่วงเป็นหย่อม อาจมีผิวแดง ขุยรอบรูขุมขน ตุ่มหนอง หรือผมหลายเส้นโผล่จากรูเดียวกัน คนไข้มักบอกว่าแสบ คัน หรือเจ็บหนังศีรษะนำมาก่อน
สาเหตุ: กลุ่มโรคที่ทำลายเซลล์ต้นกำเนิดของรูขุมขนแล้วแทนที่ด้วยพังผืด เช่น lichen planopilaris, frontal fibrosing alopecia ซึ่งทำให้แนวผมด้านหน้าและคิ้วร่นพร้อมกันในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน, central centrifugal cicatricial alopecia และ folliculitis decalvans
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เร่งด่วนที่สุดในห้าแบบ เพราะรูขุมขนที่ถูกทำลายแล้วไม่กลับมาไม่ว่าจะรักษาดีแค่ไหน เป้าหมายของการรักษาคือหยุดการลุกลาม ไม่ใช่เรียกผมคืน ทุกเดือนที่รอคือรากผมที่เสียไปถาวร
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ภายในสัปดาห์นั้น ไม่ต้องรอดูอาการ การวินิจฉัยมักต้องตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะส่งตรวจ ซึ่งยิ่งทำเร็วยิ่งได้คำตอบที่แม่นยำก่อนที่พังผืดจะกลบหลักฐานทั้งหมด
วิธีแยกด้วยตาเปล่าที่ใช้ได้จริง: ส่องไฟดูผิวในหย่อมล้าน ถ้ายังเห็นรูขุมขนเป็นจุดเล็ก ๆ กระจาย แปลว่าเป็นชนิดไม่เกิดแผลเป็นซึ่งมีโอกาสกลับมา แต่ถ้าผิวเรียบมันเหมือนแผลเป็นและไม่เห็นรูใด ๆ ให้ถือว่าเร่งด่วนจนกว่าแพทย์จะพิสูจน์เป็นอย่างอื่น
ผมร่วงในผู้หญิง แยกตามช่วงชีวิต — หลังคลอด ยาคุม วัยหมดประจำเดือน
ผมร่วงในผู้หญิงมักไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะชั่วคราวที่มาซ้อนทับผมบางจากพันธุกรรมที่ดำเนินอยู่แล้ว การแยกตามช่วงชีวิตช่วยให้เดาถูกว่าอันไหนจะหายเองและอันไหนต้องรักษา
หลังคลอด (postpartum telogen effluvium): ระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงทำให้ผมค้างอยู่ในระยะงอกนานกว่าปกติ พอคลอดแล้วระดับฮอร์โมนตก ผมกลุ่มนั้นเข้าระยะพักพร้อมกัน การร่วงจึงมักเริ่มที่ 2–4 เดือนหลังคลอด หนักสุดราวเดือนที่ 3–4 แล้วค่อย ๆ ลดลง ความหนาแน่นกลับมาเกือบเท่าเดิมภายใน 6–12 เดือน ถือเป็นภาวะปกติที่ไม่ต้องใช้ยา แต่ควรตรวจธาตุเหล็กและไทรอยด์เพราะสองอย่างนี้พบผิดปกติได้บ่อยหลังคลอดและทำให้ฟื้นช้า
กินยาคุมแล้วผมร่วง: พบได้สองจังหวะ จังหวะแรกคือช่วง 1–3 เดือนหลังเริ่มยาคุม โดยเฉพาะสูตรที่มีโปรเจสตินฤทธิ์แอนโดรเจนสูง จังหวะที่สองซึ่งพบบ่อยกว่าคือ 2–3 เดือนหลัง "หยุด" ยาคุม เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนแบบเดียวกับหลังคลอด ทั้งสองกรณีมักเป็นวงจรผมสะดุดที่หายเองใน 3–6 เดือน ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาคุมต่อ แพทย์อาจเปลี่ยนไปใช้สูตรที่โปรเจสตินมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนแทน ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษา เพราะการหยุดกะทันหันอาจทำให้ร่วงมากขึ้นอีกระลอก
วัยหมดประจำเดือน: เอสโตรเจนที่ลดลงทำให้สัดส่วนของแอนโดรเจนเด่นขึ้น ผมบางจากพันธุกรรมจึงมักเร่งตัวในช่วงนี้ ลักษณะคือรอยแสกกว้างขึ้นชัดเจนภายใน 1–2 ปี ต่างจากวงจรผมสะดุดตรงที่ไม่ได้ร่วงเป็นกำ แต่ค่อย ๆ บางลง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ควรเริ่มยา ไม่ใช่ช่วงที่ควรรอ
ประจำเดือนมามากและกินมังสวิรัติ: สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงขาดธาตุเหล็กที่ชัดเจนที่สุดในผู้หญิงไทย และเป็นเหตุที่แก้ได้ง่ายที่สุดในบรรดาเหตุทั้งหมด จึงควรตรวจค่าเฟอร์ริตินเสมอเมื่อมาด้วยผมร่วง
ผมร่วงในผู้ชาย เริ่มตรงไหนก่อนและช้าเร็วแค่ไหน
ในผู้ชาย สาเหตุของผมบางกว่า 95% คือพันธุกรรมและฮอร์โมน ลำดับการดำเนินโรคค่อนข้างคาดเดาได้ เริ่มจากแนวผมขมับสองข้างร่นลึกเป็นรูปตัว M ตามด้วยผมบางกลางกระหม่อม แล้วสองบริเวณค่อย ๆ มาบรรจบกัน ส่วนผมแถบท้ายทอยและเหนือหูมักคงอยู่เพราะรากผมบริเวณนั้นไม่ไวต่อ DHT ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่บริเวณนี้ถูกใช้เป็นแหล่งผมในการปลูกผม
อัตราการดำเนินโรคต่างกันมาก บางคนแนวผมร่นแล้วหยุดอยู่หลายสิบปี บางคนบางชัดภายใน 3–5 ปี ตัวทำนายที่ดีที่สุดคือประวัติครอบครัวทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่ และอายุที่เริ่มมีอาการ ยิ่งเริ่มอายุน้อย โดยเฉพาะก่อน 25 ปี ยิ่งมีแนวโน้มลุกลามมาก
ข้อควรระวังคือ ผู้ชายที่ผมร่วงมากทั่วศีรษะแบบไม่มีแบบแผนชัดเจน ไม่ควรเหมาว่าเป็นพันธุกรรม ควรตรวจหาภาวะซ่อนเร้น เช่น ไทรอยด์ ขาดธาตุเหล็ก และซิฟิลิสระยะที่สอง ซึ่งทำให้ผมร่วงกระจายเป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายถูกแมลงกัดแทะ และมักมี ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมด้วย
ผมร่วงจากโรคทางกายและจากยา
ผมร่วงเป็นอาการแสดงของโรคภายในได้หลายโรค การตรวจร่างกายและเลือดจึงไม่ใช่ขั้นตอนเกินจำเป็น กลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในเวชปฏิบัติคือ
ภาวะขาดธาตุเหล็ก: พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ค่าที่ใช้คือเฟอร์ริติน ไม่ใช่ค่าฮีโมโกลบิน เพราะขาดเหล็กสะสมได้โดยที่ยังไม่ซีด งานวิจัยส่วนใหญ่พบความสัมพันธ์กับผมร่วงเมื่อเฟอร์ริตินต่ำกว่า 30 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร
โรคไทรอยด์: ทั้งไทรอยด์ทำงานมากเกินและน้อยเกินทำให้ผมร่วงได้ทั้งคู่ ในภาวะไทรอยด์ต่ำ ผมมักแห้ง หยาบ และคิ้วส่วนปลายด้านนอกบาง ตรวจด้วยค่า TSH เป็นอันดับแรก
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE: ผมเปราะหักสั้นบริเวณแนวผมด้านหน้า ร่วมกับผื่นโหนกแก้ม ปวดข้อ หรือแพ้แดด
ซิฟิลิสระยะที่สอง: ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมเล็ก ๆ กระจายไม่สม่ำเสมอ ตรวจด้วย VDRL และ TPHA
ยาที่ทำให้ผมร่วงได้: ยาเคมีบำบัด (ทำให้ผมหลุดขณะอยู่ในระยะงอก จึงร่วงมากและเร็วกว่าแบบอื่น) ยากันชัก ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ชนิดกิน ยาลดความดันบางกลุ่ม ยารักษาไทรอยด์ และลิเทียม กลไกส่วนใหญ่คือกระตุ้นวงจรผมสะดุด จึงมักฟื้นหลังหยุดยา 3–6 เดือน ห้ามหยุดยาประจำตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา
ผมร่วงเพราะขาดวิตามินอะไร คำตอบเท่าที่หลักฐานรองรับ
คำถาม "ผมร่วงเกิดจากขาดวิตามินอะไร" เป็นคำที่คนค้นหามากที่สุดคำหนึ่ง แต่คำตอบที่ตรงกับหลักฐานแคบกว่าที่โฆษณาบอกมาก หลักการคือการเสริมสารอาหารช่วยได้เฉพาะเมื่อขาดจริงเท่านั้น การเสริมในคนที่ไม่ได้ขาดไม่ทำให้ผมขึ้น และบางตัวเสริมมากเกินกลับทำให้ผมร่วง
ธาตุเหล็ก: หลักฐานหนักแน่นที่สุด ควรตรวจและเสริมเมื่อเฟอร์ริตินต่ำ โดยกินพร้อมวิตามินซีและเลี่ยงกินพร้อมนม ชา กาแฟ แคลเซียม ซึ่งลดการดูดซึม ต้องกินต่อเนื่องหลายเดือนกว่าคลังเหล็กจะเต็ม
วิตามินดี: มีรายงานความสัมพันธ์กับผมร่วงเป็นหย่อมและผมบางในผู้หญิง แต่หลักฐานว่าการเสริมช่วยให้ผมขึ้นยังไม่ชัดเจน ควรเสริมเมื่อระดับต่ำจริง
สังกะสี: เกี่ยวข้องชัดเจนเฉพาะในผู้ที่ขาดจริง เช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัดลดขนาดกระเพาะหรือมีโรคลำไส้ดูดซึมผิดปกติ
ไบโอติน: ภาวะขาดไบโอตินพบน้อยมากในคนทั่วไป การเสริมในคนที่ไม่ขาดไม่มีหลักฐานว่าช่วย และมีข้อควรระวังที่คนไม่ค่อยรู้ คือไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจเลือดหลายชนิด ทั้งค่าไทรอยด์และค่าเอนไซม์หัวใจ ทำให้ผลคลาดเคลื่อนจนวินิจฉัยผิดได้ ควรหยุดอย่างน้อย 2–3 วันก่อนเจาะเลือดและแจ้งแพทย์เสมอ
โปรตีน: การลดน้ำหนักเร็วหรือกินโปรตีนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ เป็นสาเหตุของวงจรผมสะดุดที่พบบ่อยและแก้ได้ตรงไปตรงมา
สิ่งที่มากเกินแล้วทำให้ผมร่วง: วิตามินเอขนาดสูงและซีลีเนียมเกินขนาด เป็นเหตุผลที่ไม่ควรกินอาหารเสริมหลายตัวซ้อนกันเองโดยไม่ได้ตรวจ
ไปพบแพทย์ผิวหนังแล้วจะตรวจอะไรบ้าง
การตรวจผมร่วงใช้เวลาไม่นานและส่วนใหญ่ไม่เจ็บ ลำดับที่ใช้จริงคือ
ซักประวัติ — ระยะเวลา รูปแบบการร่วง เหตุการณ์ในช่วง 3–6 เดือนก่อนหน้า ยาที่ใช้ ประวัติครอบครัว ประจำเดือน น้ำหนัก และอาหาร
ตรวจหนังศีรษะด้วยกล้องขยาย (trichoscopy) — ดูขนาดเส้นผมที่ไม่เท่ากันซึ่งบ่งถึงพันธุกรรม ดูรูขุมขนว่ายังอยู่หรือหายไปแล้วซึ่งแยกชนิดแผลเป็น และดูลักษณะจำเพาะของผมร่วงเป็นหย่อม
การทดสอบดึงผม (pull test) — บอกว่ามีการร่วงที่กำลังดำเนินอยู่หรือไม่
ตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้ — ที่ใช้บ่อยคือ CBC, เฟอร์ริติน, TSH ส่วน VDRL, ANA, วิตามินดี และฮอร์โมนเพศ สั่งเมื่อประวัติชี้ไปทางนั้น
ตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะ — ทำเมื่อสงสัยชนิดเกิดแผลเป็นหรือเมื่อวินิจฉัยไม่ชัด ใช้ยาชาเฉพาะที่ แผลเล็กราว 4 มิลลิเมตร
ถ่ายภาพเปรียบเทียบ — สำคัญกว่าที่คิด เพราะการประเมินว่ายาได้ผลหรือไม่ต้องอาศัยภาพที่มุมเดิมและแสงเดิม ห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน ความรู้สึกว่า "ดีขึ้นหรือแย่ลง" เชื่อถือไม่ได้ในระยะสั้น
ยาทาไมน็อกซิดิล (minoxidil) ใช้อย่างไรให้ได้ผล
ไมน็อกซิดิลชนิดทาเป็นยาหลักตัวแรกของผมบางจากพันธุกรรม และเป็นยาที่ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง กลไกคือขยายหลอดเลือดที่รากผมและยืดระยะงอกให้ยาวขึ้น ทำให้เส้นที่เล็กลงกลับหนาขึ้นได้
ความแรงและรูปแบบ: มีชนิดน้ำ (solution) และชนิดโฟม ความแรง 2% และ 5%
ขนาดที่ใช้: ผู้ชายใช้ 5% โฟมวันละครั้ง หรือชนิดน้ำ 5% ครั้งละ 1 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง ผู้หญิงมักใช้ 5% โฟมวันละครั้ง หรือชนิดน้ำ 2% ครั้งละ 1 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง
วิธีทา: ทาบนหนังศีรษะที่แห้งสนิท ไม่ใช่บนเส้นผม แบ่งแสกทาให้ทั่วบริเวณที่บาง เกลี่ยด้วยปลายนิ้วแล้วล้างมือ ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนโดนน้ำ ถ้าทาก่อนนอนควรเผื่อเวลาให้แห้งเพื่อไม่ให้ติดปลอกหมอน
ระยะเวลาก่อนตัดสินผล: ประเมินที่ 4–6 เดือน และเห็นผลเต็มที่ราว 12 เดือน การเลิกใช้ที่เดือนที่ 2 เพราะคิดว่าไม่ได้ผลคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการรักษาล้มเหลว
ช่วงผมร่วงเพิ่มตอนเริ่มยา (shedding phase): ในสัปดาห์ที่ 2–8 แรก หลายคนจะร่วงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะยาเร่งให้ผมระยะพักหลุดไปเพื่อเปิดทางให้เส้นใหม่งอก นี่เป็นสัญญาณว่ายาเริ่มออกฤทธิ์ ไม่ใช่สัญญาณว่าแพ้ยา อาการจะสงบเองใน 4–8 สัปดาห์ และไม่ควรหยุดยาเพราะเรื่องนี้
อะไรชี้ว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล: ที่ 6 เดือน ถ้าเทียบภาพแล้วเห็นเส้นผมเพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยหยุดบางลง ถือว่าได้ผลและควรใช้ต่อ ถ้าเทียบแล้วไม่ต่างจากเดิมเลย ควรให้แพทย์ทบทวนว่าวินิจฉัยถูกหรือไม่ และพิจารณาเพิ่มยาตัวอื่น
ต้องใช้ต่อเนื่อง: ยาควบคุมโรค ไม่ได้รักษาให้หายขาด ถ้าหยุด ผมที่ได้มาจะค่อย ๆ หายไปภายใน 3–6 เดือน
ผลข้างเคียงที่พบ: หนังศีรษะแห้ง คัน ลอก ซึ่งมักมาจากโพรพิลีนไกลคอลในชนิดน้ำ การเปลี่ยนไปใช้ชนิดโฟมมักแก้ปัญหานี้ได้ ในผู้หญิงอาจพบขนขึ้นบริเวณใบหน้าถ้ายาไหลลงมา จึงควรทาในปริมาณที่กำหนดและล้างมือทุกครั้ง
ชนิดกิน: มีการใช้ไมน็อกซิดิลชนิดกินขนาดต่ำในบางกรณี แต่เป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียน ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และติดตามผลข้างเคียงทางหัวใจและหลอดเลือด ไม่ควรหาซื้อมาใช้เอง
สำหรับผู้ที่ใช้ไมน็อกซิดิลอย่างถูกวิธีครบ 12 เดือนแล้วยังไม่ได้ผล อ่านแนวทางขั้นถัดไปได้ที่ ผมร่วงไม่หาย แม้ใช้ minoxidil
ยากินฟีแนสเตอไรด์ (finasteride) และดูทาสเตอไรด์ (dutasteride)
ยากลุ่มนี้ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase จึงลดการสร้าง DHT ซึ่งเป็นต้นเหตุของผมบางจากพันธุกรรมโดยตรง เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
ฟีแนสเตอไรด์ (finasteride): ขนาดที่ใช้สำหรับผมบางในผู้ชายคือ 1 มิลลิกรัมต่อวัน กินได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร ลดระดับ DHT ในเลือดได้ราว 60–70% ประเมินผลที่ 6 เดือน และเต็มที่ที่ 12 เดือน ใช้ร่วมกับไมน็อกซิดิลชนิดทาได้และมักได้ผลดีกว่าใช้ตัวเดียว
ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ล่วงหน้า: ผลข้างเคียงทางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลงและการแข็งตัวลดลง พบราว 1–2% และส่วนใหญ่กลับเป็นปกติหลังหยุดยา มีรายงานอาการซึมเศร้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงในบางราย ถ้าเกิดขึ้นควรแจ้งแพทย์เพื่อทบทวนการใช้ยา
ข้อควรระวังเรื่องการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก: ยานี้ทำให้ค่า PSA ลดลงราวครึ่งหนึ่ง ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนตรวจ PSA เพื่อให้แปลผลถูกต้อง
ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือที่อาจตั้งครรภ์ เพราะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาอวัยวะเพศของทารกเพศชาย และหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรสัมผัสเม็ดยาที่แตกหรือบดแล้ว
ดูทาสเตอไรด์ (dutasteride): ขนาด 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน ยับยั้งเอนไซม์ทั้งชนิดที่ 1 และ 2 จึงลด DHT ได้มากกว่า มีการใช้ในผมบางจากพันธุกรรมโดยเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียนในหลายประเทศ มักพิจารณาเมื่อฟีแนสเตอไรด์ได้ผลไม่พอ การตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของแพทย์ ไม่ใช่เรื่องที่ควรปรับขนาดเอง
ต้องใช้ต่อเนื่องเช่นกัน: หยุดยาแล้วผมจะกลับไปบางตามเดิมภายใน 6–12 เดือน
สไปโรโนแลคโตน (spironolactone) ทางเลือกสำหรับผู้หญิง
ในผู้หญิงที่ผมบางจากพันธุกรรมและใช้ไมน็อกซิดิลอย่างเดียวแล้วยังไม่พอ แพทย์อาจพิจารณายาต้านฤทธิ์แอนโดรเจน
ขนาดที่ใช้: โดยทั่วไป 50–200 มิลลิกรัมต่อวัน มักเริ่มขนาดต่ำแล้วค่อยปรับขึ้นตามการตอบสนองและผลข้างเคียง เป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียน
ระยะเวลาก่อนตัดสินผล: 6–12 เดือน เช่นเดียวกับยาอื่นในกลุ่มนี้
สิ่งที่ต้องติดตาม: ระดับโพแทสเซียมในเลือดและความดันโลหิต เพราะยาออกฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะด้วย อาจมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอและเจ็บคัดเต้านม
ข้อห้าม: ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ควรใช้การคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ระหว่างใช้ยา และห้ามใช้ในผู้ที่มีโพแทสเซียมสูงหรือการทำงานของไตบกพร่อง
ทางเลือกอื่นในผู้หญิง: ยาคุมกำเนิดสูตรที่โปรเจสตินมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนอาจช่วยได้ในบางราย โดยพิจารณาร่วมกับเรื่องคุมกำเนิดและความเสี่ยงลิ่มเลือดเป็นรายบุคคล
ยาที่ใช้กับผมร่วงเป็นหย่อม สเตียรอยด์และยากลุ่ม JAK inhibitor
ผมร่วงเป็นหย่อมใช้ยาคนละกลุ่มกับผมบางจากพันธุกรรมโดยสิ้นเชิง เพราะต้นเหตุคือภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ฮอร์โมน
สเตียรอยด์ฉีดเข้ารอยโรค: ไตรแอมซิโนโลน อะซิโทไนด์ (triamcinolone acetonide) ความเข้มข้นราว 2.5–10 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ฉีดเข้าชั้นหนังแท้ในหย่อม ทุก 4–6 สัปดาห์ เป็นการรักษาอันดับแรกของรายที่เป็นไม่กี่หย่อม ผลข้างเคียงที่พบคือผิวบุ๋มชั่วคราวในตำแหน่งที่ฉีด
สเตียรอยด์ชนิดทา: ใช้ความแรงสูงในผู้ใหญ่ และเป็นทางเลือกแรกในเด็กที่ยังฉีดยาไม่ได้ ต้องใช้ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดเพราะการทาต่อเนื่องนานทำให้ผิวบาง
ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่และยากดภูมิชนิดกิน: ใช้ในรายที่เป็นมากหรือดื้อต่อการรักษาเบื้องต้น ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
ยากลุ่ม JAK inhibitor: เช่น บาริซิทินิบ (baricitinib) และริทเลซิทินิบ (ritlecitinib) เป็นยากินที่ได้รับการรับรองสำหรับผมร่วงเป็นหย่อมชนิดรุนแรงในผู้ใหญ่ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ต้องใช้ต่อเนื่องและติดตามผลเลือดเป็นระยะ รวมถึงคัดกรองการติดเชื้อก่อนเริ่มยา รายละเอียดอ่านได้ที่บทความ Baricitinib (JAK inhibitor) สำหรับผมร่วงเป็นหย่อม
ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามใช้สเตียรอยด์ทาบนหย่อมล้านที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ถ้าจริง ๆ แล้วเป็นกลากหนังศีรษะ สเตียรอยด์จะกดการอักเสบจนอาการดูดีขึ้นชั่วคราวแต่เชื้อราลุกลามมากขึ้น และอาจกลายเป็นหย่อมอักเสบบวมที่ทิ้งแผลเป็นถาวร
การรักษาเสริม PRP แสงพลังงานต่ำ และการปลูกผม
กลุ่มนี้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของยาหลัก และมีระดับหลักฐานต่างกัน
การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ใช้เลือดของผู้ป่วยเองปั่นแยกเกล็ดเลือดแล้วฉีดกลับเข้าหนังศีรษะ มักทำเป็นรอบ ๆ ห่างกันราว 1 เดือนในช่วงแรกแล้วเว้นระยะ มีหลักฐานสนับสนุนในผมบางจากพันธุกรรมพอสมควร แต่วิธีเตรียมและจำนวนครั้งยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผลลัพธ์จึงต่างกันในแต่ละบุคคล
แสงเลเซอร์พลังงานต่ำ (low-level light therapy): มีการศึกษาว่าช่วยเพิ่มความหนาแน่นได้เล็กน้อยในผมบางจากพันธุกรรม ต้องใช้สม่ำเสมอเป็นเดือน ๆ และถือเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวหลัก
การปลูกผม: เป็นการย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอยซึ่งไม่ไวต่อ DHT ไปยังบริเวณที่บาง เหมาะกับผู้ที่โรคนิ่งแล้วและมีบริเวณผมต้นทางเพียงพอ จุดที่มักเข้าใจผิดคือ การปลูกผมไม่ได้หยุดการดำเนินของโรคในเส้นผมเดิม จึงยังต้องใช้ยาต่อเนื่องหลังปลูก ไม่เช่นนั้นผมเดิมรอบ ๆ จะบางลงจนเห็นความต่างในไม่กี่ปี
สิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ: การนวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันสูตรต่าง ๆ เซรั่มสมุนไพรที่โฆษณาว่าปลูกผมได้ และการรักษาที่อ้างว่าเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์
ทุกหัตถการข้างต้นมีความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่ต่างกันในแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ และควรทราบทางเลือกทั้งหมดรวมถึงข้อจำกัดก่อนตัดสินใจ
แชมพูลดผมร่วงและอาหารเสริม ช่วยได้จริงแค่ไหน
แชมพูอยู่บนหนังศีรษะเพียงไม่กี่นาทีแล้วถูกล้างออก จึงไม่สามารถเป็นการรักษาหลักของผมร่วงได้ แต่ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว บทบาทที่แท้จริงของมันคือจัดการสภาพหนังศีรษะที่ทำให้ผมร่วงมากขึ้น
แชมพูคีโตโคนาโซล 2% (ketoconazole): มีหลักฐานว่าช่วยเสริมในผมบางจากพันธุกรรม และรักษาเซ็บเดิร์มซึ่งทำให้คันและร่วงมากขึ้นได้ตรง ๆ ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทิ้งไว้บนหนังศีรษะ 3–5 นาทีก่อนล้าง ถ้าล้างทันทีจะไม่ได้ผล
แชมพูลดรังแคตัวอื่น เช่น ซิงค์ไพริไทโอน และซีลีเนียมซัลไฟด์: ช่วยคุมรังแคและอาการคัน ซึ่งลดการเกาที่ทำให้ผมหักและร่วง ถ้ามีรังแคร่วมด้วย ดูวิธีแยกและรักษาได้ที่ รังแคเกิดจากอะไร
แชมพูที่โฆษณาว่าปลูกผมหรือลดผมร่วง: ส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลทางคลินิกรองรับในระดับเดียวกับยา ใช้ได้ในฐานะแชมพูที่อ่อนโยน แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษา
อาหารเสริมบำรุงผม: หลักการเดิมคือช่วยเมื่อขาดจริงเท่านั้น การกินหลายตัวพร้อมกันเพิ่มโอกาสได้รับวิตามินเอหรือซีลีเนียมเกินขนาด ซึ่งทำให้ผมร่วงได้เอง ถ้าจะเสริม ควรตรวจก่อนว่าขาดอะไร
การสระผมบ่อย ๆ ไม่ทำให้ผมร่วงมากขึ้น ผมที่หลุดตอนสระคือผมที่พร้อมหลุดอยู่แล้ว การเว้นสระหลายวันเพียงทำให้หลุดพร้อมกันทีเดียวจนดูน่าตกใจกว่าเดิม
สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ผิวหนังโดยไม่ต้องรอ
ผิวในหย่อมล้าน เรียบมันจนมองไม่เห็นรูขุมขน หรือมีขุย แดง ตุ่มหนอง หรือเจ็บแสบ — ต้องแยกผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็นให้ได้เร็วที่สุด
ผมร่วงลุกลามเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ หรือร่วงจนเห็นหนังศีรษะชัดในเวลาไม่ถึง 3 เดือน
ผมร่วงในเด็กที่มีขุย หนังศีรษะแดง หรือต่อมน้ำเหลืองหลังหูโต — นึกถึงกลากหนังศีรษะซึ่งต้องกินยาฆ่าเชื้อรา ทายาอย่างเดียวไม่หาย
ผมร่วงพร้อมอาการทางกาย เช่น น้ำหนักเปลี่ยนมาก ประจำเดือนผิดปกติ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ปวดข้อ หรือผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
ผมร่วงเป็นหย่อมร่วมกับขนคิ้ว หนวด หรือขนตาร่วง
ใช้ไมน็อกซิดิลอย่างถูกวิธีต่อเนื่องครบ 6 เดือนแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน
คันหนังศีรษะเรื้อรังร่วมกับผมร่วง ดูแนวทางแยกโรคได้ที่ คันหนังศีรษะ เกิดจากอะไร
สรุปสั้น ๆ
ผมร่วงวันละ 50–100 เส้นเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องสนใจคือร่วงเกิน 100 เส้นติดกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือรอยแสกกว้างขึ้นเทียบกับรูปเก่า
แยกให้ออกก่อนว่าเป็น ผมร่วง (เส้นหลุดเยอะแต่หนาเท่าเดิม มักหายเองใน 3–6 เดือน) หรือ ผมบาง (เส้นเล็กลงเรื่อย ๆ ไม่หายเอง ต้องใช้ยา)
วงจรผมสะดุดมีเหตุนำมาก่อนราว 2–3 เดือน แก้ที่ต้นเหตุแล้วฟื้นได้เอง ส่วนผมบางจากพันธุกรรมยิ่งเริ่มยาเร็วยิ่งได้ผล
ยาหลักที่มีหลักฐานคือ ไมน็อกซิดิลชนิดทา 2–5% สำหรับทุกเพศ ฟีแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ชาย และสไปโรโนแลคโตนในผู้หญิงบางราย ทั้งหมดต้องใช้ต่อเนื่องและประเมินผลที่ 6–12 เดือน
ผมร่วงเพิ่มในสัปดาห์ที่ 2–8 หลังเริ่มไมน็อกซิดิลเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เหตุให้หยุดยา
อาหารเสริมช่วยเฉพาะเมื่อขาดจริง ตรวจก่อนเสมอ โดยเฉพาะธาตุเหล็กและไทรอยด์
สิ่งที่ควรทำถ้าอ่านจบแล้วยังไม่แน่ใจ: ถ่ายรูปแสกกลางและแนวผมในแสงเดียวกันไว้เป็นหลักฐานตั้งต้น แล้วนัดพบแพทย์ผิวหนังเพื่อแยกชนิดก่อนซื้อยาหรืออาหารเสริมใด ๆ
ดูบทความโรคผิวหนังอื่น ๆ ทั้งหมดได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย
ผมร่วง เกิดจากอะไร แก้ยังไง
ผมร่วงเกิดได้จากห้ากลุ่มหลักครับ คือวงจรผมสะดุดหลังเจ็บป่วยหรือเครียด ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน ผมร่วงเป็นหย่อมจากภูมิคุ้มกัน ผมร่วงจากการดึงรั้ง และผมร่วงชนิดเกิดแผลเป็น การแก้จึงต้องเริ่มจากแยกให้ได้ก่อนว่าเป็นแบบไหน เพราะยาคนละตัวกันทั้งหมด ถ้าเป็นวงจรผมสะดุด ให้แก้ที่ต้นเหตุ เช่น เติมธาตุเหล็กเมื่อขาด ปรับไทรอยด์ให้ปกติ แล้วผมจะกลับมาเองใน 6–12 เดือน แต่ถ้าเป็นผมบางจากพันธุกรรม ต้องเริ่มยาไมน็อกซิดิลชนิดทา และในผู้ชายอาจเพิ่มฟีแนสเตอไรด์ 1 มิลลิกรัมต่อวัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือซื้อวิตามินบำรุงผมมากินเองโดยยังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน เพราะเสียทั้งเวลาและโอกาสที่ยาจะได้ผล
ผมร่วง ใช้อะไรดี ยาตัวไหนได้ผลจริง
ยาที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับชัดเจนมีไม่กี่ตัวครับ ตัวแรกคือไมน็อกซิดิลชนิดทา ความแรง 5% สำหรับผู้ชายและ 2–5% สำหรับผู้หญิง ทาบนหนังศีรษะที่แห้ง ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ใช้ต่อเนื่องและประเมินผลที่ 4–6 เดือน ตัวที่สองคือฟีแนสเตอไรด์ชนิดกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน ใช้ในผู้ชายและต้องสั่งโดยแพทย์ ตัวที่สามคือสไปโรโนแลคโตนซึ่งใช้ในผู้หญิงบางรายภายใต้การติดตามค่าโพแทสเซียม ส่วนผมร่วงเป็นหย่อมใช้ยาคนละกลุ่มคือสเตียรอยด์ฉีดเข้ารอยโรคหรือยากลุ่ม JAK inhibitor แชมพูและอาหารเสริมเป็นตัวเสริมเท่านั้น ไม่ใช่ตัวหลัก และการเลือกยาต้องผ่านการวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์
วิธีรักษาผมร่วง ผู้หญิง ต่างจากผู้ชายไหม
ต่างกันในรายละเอียดครับ ไมน็อกซิดิลชนิดทาใช้ได้ทั้งสองเพศ แต่ผู้หญิงมักใช้โฟม 5% วันละครั้ง หรือชนิดน้ำ 2% วันละสองครั้ง เพื่อลดโอกาสขนขึ้นที่ใบหน้า ส่วนฟีแนสเตอไรด์เป็นยาที่ใช้ในผู้ชาย และห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือที่อาจตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด ทางเลือกของผู้หญิงที่ตอบสนองไม่พอคือสไปโรโนแลคโตน 50–200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งต้องติดตามโพแทสเซียมและความดัน และต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้ยา อีกจุดที่ต่างกันคือในผู้หญิงต้องตรวจหาภาวะซ่อนเร้นละเอียดกว่า โดยเฉพาะเฟอร์ริตินและไทรอยด์ เพราะภาวะขาดธาตุเหล็กพบบ่อยกว่ามากและเป็นเหตุที่แก้ได้ง่ายที่สุด
ผมร่วงวันละ 100 เส้น ปกติไหม
ปกติครับ คนทั่วไปผมร่วงวันละ 50–100 เส้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรผมตามธรรมชาติ สิ่งที่บอกว่าผิดปกติไม่ใช่ตัวเลขวันเดียว แต่คือร่วงเกิน 100 เส้นต่อวันต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ วิธีวัดที่เชื่อถือได้คือเก็บผมที่ร่วงทั้งวันติดกัน 7 วันแล้วหาค่าเฉลี่ย เพราะวันที่สระผมจะร่วงมากกว่าปกติ 2–3 เท่าโดยไม่ได้แปลว่าผิดปกติ อีกอย่างที่สำคัญกว่าการนับเส้นคือดูความหนาแน่น ถ้าร่วงเยอะแต่รอยแสกเท่าเดิม มักเป็นภาวะชั่วคราว แต่ถ้าร่วงไม่มากแต่รอยแสกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือผมบางซึ่งต้องพบแพทย์เพื่อเริ่มยา
กินยาคุมแล้วผมร่วง หยุดยาแล้วจะหายไหม
ส่วนใหญ่หายครับ แต่ต้องเข้าใจจังหวะก่อน ผมร่วงที่เกี่ยวกับยาคุมเกิดได้สองช่วง ช่วงแรกคือ 1–3 เดือนหลังเริ่มยา โดยเฉพาะสูตรที่โปรเจสตินมีฤทธิ์แอนโดรเจนสูง ช่วงที่สองซึ่งพบบ่อยกว่าคือ 2–3 เดือนหลังหยุดยาคุม เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแบบเดียวกับหลังคลอด ทั้งสองกรณีเป็นวงจรผมสะดุดที่หยุดเองใน 3–6 เดือนและความหนาแน่นกลับมาภายใน 6–12 เดือน ข้อควรระวังคืออย่าหยุดยาคุมเองกะทันหันเพราะอาจกระตุ้นการร่วงอีกระลอก ถ้าจำเป็นต้องใช้ต่อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นสูตรที่โปรเจสตินมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน และถ้าร่วงนานเกิน 6 เดือน ควรตรวจหาเหตุอื่นร่วม เช่น ธาตุเหล็กต่ำหรือไทรอยด์
ผมร่วงเยอะ เป็นโรคอะไรได้บ้าง
ที่พบบ่อยที่สุดคือวงจรผมสะดุดจากไข้สูง การผ่าตัด การคลอด การลดน้ำหนักเร็ว หรือความเครียด ซึ่งมีเหตุนำมาก่อนราว 2–3 เดือนครับ รองลงมาคือผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน ส่วนโรคภายในที่ทำให้ผมร่วงและต้องตรวจเสมอคือ ภาวะขาดธาตุเหล็กซึ่งดูจากค่าเฟอร์ริติน โรคไทรอยด์ทั้งชนิดทำงานมากและน้อยเกินซึ่งดูจากค่า TSH โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่าง SLE และซิฟิลิสระยะที่สองซึ่งทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมเล็ก ๆ กระจายไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยาหลายชนิดทำให้ผมร่วงได้ เช่น ยาเคมีบำบัด ยากันชัก ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และเรตินอยด์ชนิดกิน ถ้าผมร่วงพร้อมอาการทางกายอื่น เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเปลี่ยน หรือประจำเดือนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหาสาเหตุ
ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อการให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเฉพาะราย การเลือกชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ต้องอาศัยการตรวจและการสั่งจ่ายโดยแพทย์เสมอ
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 20 กันยายน 2026

ความคิดเห็น