top of page

กดสิว สิวแบบไหนกดได้ แบบไหนห้ามกด แพทย์ผิวหนังอธิบายขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำไมกดเองแล้วเป็นรอย และกี่วันยุบ

12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 4 นาที

กดสิว (comedone extraction) คือหัตถการที่แพทย์ใช้เครื่องมือปลอดเชื้อเปิดรูขุมขนแล้วดันก้อนไขมันและเคราตินที่อุดอยู่ออกมา เหมาะกับ สิวอุดตันหัวดำและหัวขาว (comedones) เท่านั้น ส่วนสิวอักเสบตุ่มแดง สิวหัวช้าง และสิวเชื้อรา ไม่ควรกด เพราะการบีบจะดันการอักเสบลงลึก ทำให้ยุบช้าลงและเสี่ยงเกิดรอยดำหรือหลุมสิวมากขึ้น

การกดสิวเป็นเพียง การรักษาเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก สิวอุดตันจะกลับมาใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์ถ้าไม่ได้ใช้ยาที่ลดการอุดตัน เช่น อะดาพาลีน (adapalene) หรือเทรติโนอิน (tretinoin) บทความนี้อธิบายว่าสิวแต่ละแบบกดได้หรือไม่ ทำไมกดเองแล้วเป็นรอย แพทย์กดสิวอย่างไร ฉีดสิวต่างจากกดสิวอย่างไร ดูแลหลังกดอย่างไร และกดสิวกี่วันยุบ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าสิวของคุณเป็นสิวอุดตันหรือไม่ อ่านพื้นฐานได้ที่ สิวอุดตัน เกิดจากอะไร และวิธีแยกสิวหัวเปิดกับหัวปิด

กดสิวคืออะไร ต่างจากการบีบสิวเองอย่างไร

สิวอุดตันเกิดจากเซลล์ผิวที่ผลัดตัวผิดปกติไปจับกับน้ำมันจนเป็นก้อนอุดปากรูขุมขน ก้อนนี้เรียกว่า คอมีโดน (comedone) ถ้าปากรูเปิด ผิวด้านบนสัมผัสอากาศจนเป็นสีดำ เรียกว่า สิวหัวดำ (open comedone) ถ้าปากรูปิด เห็นเป็นตุ่มเล็กสีขาวหรือสีผิว เรียกว่า สิวหัวขาวหรือสิวอุดตันหัวปิด (closed comedone)

ความต่างระหว่างการกดสิวโดยแพทย์กับการบีบเองมีอยู่ 3 ข้อ

  • ทิศทางของแรง: เครื่องมือกดสิว (comedone extractor) กดรอบปากรูให้ก้อนไหลออกตามแนวรูขุมขน ส่วนการบีบด้วยเล็บเป็นแรงจากสองข้างที่มักบีบผนังรูขุมขนให้แตกลงไปในชั้นหนังแท้

  • การเปิดหัว: สิวหัวปิดต้องเปิดปากรูด้วยเข็มหรือใบมีดปลอดเชื้อขนาดเล็กก่อน ถ้าไม่เปิด ก้อนจะไม่มีทางออก แรงบีบจึงดันลงลึกแทน

  • การเลือกเม็ด: แพทย์กดเฉพาะเม็ดที่เป็นสิวอุดตันจริง และเว้นเม็ดที่อักเสบ ส่วนการบีบเองมักบีบทุกเม็ดที่เห็น รวมถึงตุ่มที่ไม่ใช่สิว

เช็กก่อนกด สิวของคุณเป็นแบบไหน

ก่อนคิดเรื่องกด ให้ดูตุ่มนั้นทีละเม็ดตามรายการนี้

  1. ไม่แดง ไม่เจ็บ มีจุดดำตรงกลาง → น่าจะเป็นสิวหัวดำ กดได้

  2. ตุ่มเล็ก 1–3 มม. สีขาวหรือสีผิว ไม่เจ็บ เห็นชัดเวลาดึงผิวให้ตึง → น่าจะเป็นสิวหัวปิด กดได้เมื่อเปิดหัวอย่างถูกวิธี

  3. ตุ่มแดง กดแล้วเจ็บ ไม่มีหัว → สิวอักเสบ ห้ามกด

  4. มีหัวหนองสีเหลืองชัดบนฐานแดง → สิวหนอง ไม่ควรบีบเอง

  5. ก้อนลึก ใหญ่กว่า 5 มม. เจ็บตื้อ ๆ → สิวหัวช้างหรือซีสต์ ห้ามกดเด็ดขาด

  6. ตุ่มเล็กขนาดเท่ากันเกือบทุกเม็ด คัน ขึ้นหน้าผาก อก หลัง → อาจเป็นสิวเชื้อรา กดไม่ช่วย

  7. ตุ่มขาวแข็งเหมือนเม็ดทราย บีบไม่ออก หรือตุ่มนูนสีผิวใต้ตา → อาจไม่ใช่สิว (สิวข้าวสารหรือสิวหิน)

1. สิวหัวดำ (Open comedone)

ลักษณะ: จุดสีดำหรือน้ำตาลเข้มขนาด 1–2 มม. ที่ปากรูขุมขน พบมากที่จมูก คาง และหน้าผาก ผิวรอบ ๆ ไม่แดง ไม่เจ็บ สีดำไม่ใช่สิ่งสกปรก แต่เกิดจากเมลานินและไขมันที่ถูกออกซิไดซ์เมื่อสัมผัสอากาศ

สาเหตุ: การผลัดเซลล์ในรูขุมขนผิดปกติ ร่วมกับต่อมไขมันทำงานมาก ปัจจัยกระตุ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหนัก การล้างหน้าแรงเกินไป และฮอร์โมน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่ทิ้งแผลเป็นถ้าไม่บีบแรง เป็นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก

กดได้ไหม: กดได้ เป็นสิวชนิดที่กดออกง่ายที่สุด เพราะปากรูเปิดอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เครื่องมือที่สะอาด ไม่ใช้เล็บ และหยุดเมื่อกดเบา ๆ แล้วไม่ออก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีสิวหัวดำจำนวนมาก กดออกแล้วกลับมาใหม่ภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือใช้ยาทาเองครบ 12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

2. สิวหัวขาว สิวอุดตันหัวปิด (Closed comedone)

ลักษณะ: ตุ่มเล็กสีขาวหรือสีผิว ขนาด 1–3 มม. ไม่มีจุดดำ เห็นชัดเมื่อดึงผิวให้ตึงหรือส่องไฟด้านข้าง ผิวคลำแล้วสากเป็นเม็ด ๆ พบมากที่หน้าผาก ขมับ และคาง

สาเหตุ: เหมือนสิวหัวดำ แต่ปากรูปิด ก้อนไขมันจึงค้างอยู่ใต้ผิว สิวชนิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิวอักเสบ ถ้ารูขุมขนแตกจะกลายเป็นตุ่มแดงภายในไม่กี่วัน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นสิวที่บีบเองแล้วพังบ่อยที่สุด เพราะไม่มีทางออก แรงบีบจึงดันผนังรูขุมขนให้แตกลงข้างล่าง

กดได้ไหม: กดได้ เมื่อเปิดปากรูด้วยเข็มหรือใบมีดปลอดเชื้อก่อน ไม่ควรเปิดหัวเองด้วยเข็มเย็บผ้าหรือเข็มกลัด เพราะเสี่ยงติดเชื้อและเปิดลึกเกินไป

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีสิวหัวปิดทั่วหน้าผากหรือแก้มหลายสิบเม็ด เพราะการกดอย่างเดียวไม่ทัน ต้องเริ่มยาทาลดการอุดตันควบคู่

3. สิวอุดตันก้อนใหญ่ (Macrocomedone)

ลักษณะ: สิวอุดตันขนาดใหญ่กว่า 1 มม. ไปจนถึงหลายมิลลิเมตร มักเป็นหัวปิด คงอยู่นานเป็นเดือน พบที่หน้าผาก แก้ม และคาง

สาเหตุ: ก้อนเคราตินสะสมนานจนแข็งและติดแน่นกับผนังรูขุมขน บางครั้งพบหลังใช้เครื่องสำอางที่มีน้ำมันหนักเป็นเวลานาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่กดออกยาก ถ้าบีบแรงจะช้ำและเสี่ยงอักเสบมากกว่าสิวอุดตันทั่วไป

กดได้ไหม: มักกดไม่ออกด้วยแรงปกติ แพทย์อาจให้ทายากลุ่มเรตินอยด์ 2–4 สัปดาห์ก่อนเพื่อให้ก้อนหลวม หรือใช้ การจี้ไฟฟ้าระดับเบา (light cautery) ทำลายก้อนในรูขุมขนแทนการกด

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เม็ดใหญ่ค้างนานเกิน 1 เดือน หรือพยายามกดแล้วไม่ออก ให้หยุดและพบแพทย์

4. สิวอักเสบตุ่มแดง (Inflammatory papule)

ลักษณะ: ตุ่มแดงนูน 2–5 มม. กดแล้วเจ็บ ไม่มีหัวหนอง

สาเหตุ: ผนังรูขุมขนที่อุดตันแตก ไขมันและเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes รั่วเข้าชั้นหนังแท้ ร่างกายจึงส่งเม็ดเลือดขาวมาอักเสบ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อร่างกาย แต่เป็นตัวการหลักของรอยแดง รอยดำ และหลุมสิว

กดได้ไหม: ห้ามกด ตุ่มนี้ไม่มีก้อนให้ออก มีแต่การอักเสบในชั้นหนังแท้ แรงกดจะดันการอักเสบให้ลามกว้างและลึกขึ้น ตุ่มที่ปล่อยไว้มักยุบเองใน 5–10 วัน ส่วนตุ่มที่ถูกบีบมักบวมขึ้นและอยู่นานกว่าเดิม การรักษาคือยาทาและยากิน ดูรายละเอียดใน สิวอักเสบ เกิดจากอะไร ทายาตัวไหน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มอักเสบมากกว่า 10–20 เม็ด หรือเริ่มมีรอยดำและหลุมตามมา

5. สิวหนอง (Pustule)

ลักษณะ: ตุ่มแดงที่มีหัวหนองสีเหลืองหรือขาวชัดอยู่ด้านบน ขนาด 2–5 มม.

สาเหตุ: การอักเสบจากรูขุมขนแตกจนเม็ดเลือดขาวรวมตัวเป็นหนองใกล้ผิว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง หนองจะแห้งและยุบเองใน 3–7 วัน

กดได้ไหม: ไม่ควรบีบเอง แพทย์อาจเปิดหัวเฉพาะเม็ดที่หนองอยู่ตื้นและชัด แล้วซับออกเบา ๆ โดยไม่บีบฐาน ซึ่งต่างจากการบีบสุดแรงจนเลือดออก ถ้าหัวแตกเอง ให้ซับด้วยสำลีสะอาดแล้วปล่อยให้แห้ง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีสิวหนองหลายเม็ดพร้อมกัน ตุ่มขยายใหญ่ขึ้น หรือผิวรอบ ๆ บวมแดงร้อนลามกว้าง

6. สิวหัวช้าง สิวไต และซีสต์ (Nodule และ Cyst)

ลักษณะ: ก้อนแดงลึกขนาด 5 มม. ขึ้นไป แข็งหรือหยุ่น เจ็บตื้อ ๆ มักไม่มีหัว อยู่ได้นานหลายสัปดาห์ พบบ่อยที่แก้ม กราม และหลัง

สาเหตุ: การอักเสบระดับลึกในชั้นหนังแท้ มักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและฮอร์โมน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นสิวชนิดที่เสี่ยงทิ้ง หลุมสิวถาวร สูงที่สุด ควรรักษาเร็ว

กดได้ไหม: ห้ามกดเด็ดขาด ก้อนอยู่ลึกเกินกว่าจะดันออกได้ การบีบทำให้หนองแตกกระจายใต้ผิว เกิดโพรงและหลุมตามมา ทางเลือกที่ถูกต้องคือ ฉีดสิว หรือยากิน ดูเพิ่มเติมใน สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร บีบได้ไหม

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่มีก้อนลึกและเจ็บ โดยเฉพาะถ้าเป็นซ้ำหลายเม็ด

7. สิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis)

ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ขนาดใกล้เคียงกันเกือบทุกเม็ด 1–2 มม. มักคัน ขึ้นเป็นกลุ่มที่หน้าผาก ไรผม อก และหลัง

สาเหตุ: ยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวตามปกติเจริญมากเกินในรูขุมขน กระตุ้นด้วยเหงื่อ ความร้อนชื้น และการใช้ยาปฏิชีวนะนาน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มักถูกรักษาผิดเป็นสิวทั่วไปนานหลายเดือน

กดได้ไหม: กดไม่ช่วย เพราะไม่ใช่ก้อนอุดตัน การบีบทำให้แดงมากขึ้น การรักษาคือยาต้านเชื้อรา เช่น แชมพูคีโตโคนาโซล 2% (ketoconazole) ฟอกบนผิวที่เปียก ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้ง 2–4 สัปดาห์ บางรายแพทย์อาจให้ยากินต้านเชื้อรา อ่านวิธีแยกเพิ่มเติมใน สิวที่หลัง แยกสิวจริงจากสิวเชื้อรา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: สิวคัน ขนาดเท่ากัน ใช้ยาสิวทั่วไปมาแล้ว 4–6 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น

8. ตุ่มที่ไม่ใช่สิว แต่มักถูกบีบ

ลักษณะ: มี 3 แบบที่พบบ่อย สิวข้าวสาร (milia) เป็นเม็ดขาวแข็ง 1–2 มม. เหมือนเม็ดทราย ไม่มีปากรู สิวหิน (syringoma) เป็นตุ่มนูนสีผิวขนาดเท่ากันใต้ตา และ สิวเสี้ยน (trichostasis spinulosa) เป็นจุดดำเล็ก ๆ ที่จมูกซึ่งเป็นขนอ่อนจำนวนมากอัดรวมกันในรูเดียว

สาเหตุ: สิวข้าวสารคือถุงเคราตินเล็ก ๆ ใต้ผิว สิวหินคือเนื้องอกไม่ร้ายของต่อมเหงื่อ ส่วนสิวเสี้ยนคือขนที่ไม่หลุดตามรอบ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายทั้งสามแบบ แต่การบีบทำให้ช้ำ เป็นรอย และไม่ได้ผล

กดได้ไหม: สิวข้าวสารต้องเปิดผิวด้วยเข็มปลอดเชื้อแล้วเขี่ยออก บีบเฉย ๆ ไม่ออก ดู ตุ่มไขมัน สิวข้าวสาร (Milia) และวิธีเอาออกที่ถูกต้อง สิวหินกดไม่ออกเลยเพราะเป็นเนื้อเยื่อ ต้องใช้เลเซอร์หรือจี้ไฟฟ้า ดู สิวหิน (Syringoma) ทำไมบีบไม่ออก ส่วนสิวเสี้ยนกดออกได้ชั่วคราวแต่ขึ้นใหม่ใน 2–4 สัปดาห์ ดู สิวเสี้ยน ความจริงที่ไม่ใช่สิว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มที่บีบแล้วไม่ออก ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร ตุ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีเลือดออกง่าย ควรให้แพทย์ตรวจก่อนทุกครั้ง

ทำไมกดสิวเองแล้วเป็นรอยดำ รอยแดง หรือหลุม

รอยหลังกดสิวไม่ได้เกิดจากการกดโดยตรง แต่เกิดจาก การอักเสบที่เพิ่มขึ้น หลังผนังรูขุมขนแตก ผลที่ตามมามี 3 แบบ

  • รอยดำ (post-inflammatory hyperpigmentation, PIH): การอักเสบกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี พบบ่อยมากในคนผิวคล้ำแบบคนไทย มักจางลงเองใน 3–6 เดือน แต่บางรายนานถึง 12 เดือน

  • รอยแดง (post-inflammatory erythema, PIE): หลอดเลือดฝอยขยายตัวหลังการอักเสบ มักจางลงใน 1–3 เดือน

  • หลุมสิว (atrophic scar): เนื้อเยื่อคอลลาเจนถูกทำลายจากการอักเสบลึก เกิดได้เมื่อบีบสิวอักเสบหรือสิวหัวช้างซ้ำ ๆ หลุมไม่หายเอง ต้องรักษาด้วยหัตถการ ดู หลุมสิว รักษาให้เต็มได้จริงไหม

ปัจจัยที่ทำให้กดเองแล้วเป็นรอยบ่อย ได้แก่ การใช้เล็บบีบ การบีบสิวที่ยังอักเสบ การบีบซ้ำหลายรอบในเม็ดเดียว การแกะสะเก็ดออกก่อนหลุดเอง และการไม่ทาครีมกันแดดหลังกด ส่วนวิธีแยกและรักษารอยแต่ละแบบ อ่านต่อได้ที่ รอยสิว เกิดจากอะไร วิธีแยกรอยแดงกับรอยดำ

กดสิวที่คลินิก แพทย์ทำอย่างไร

การกดสิวโดยแพทย์ผิวหนังมีขั้นตอนหลักดังนี้

  1. ตรวจและเลือกเม็ด แพทย์แยกเม็ดที่เป็นสิวอุดตันออกจากสิวอักเสบ สิวเชื้อรา และตุ่มที่ไม่ใช่สิว แล้วกดเฉพาะเม็ดที่เหมาะ

  2. ทำความสะอาดผิว ล้างหน้าและเช็ดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ผู้ทำสวมถุงมือ

  3. เปิดหัวสิว สิวหัวปิดจะถูกเปิดปากรูด้วยเข็มหรือใบมีดปลอดเชื้อขนาดเล็ก เปิดเพียงตื้น ๆ ที่ผิวชั้นนอก

  4. กดด้วยเครื่องมือ วางห่วงของเครื่องมือกดสิวรอบปากรู กดลงตรง ๆ ด้วยแรงพอดีให้ก้อนไหลออก ถ้ากด 1–2 ครั้งแล้วไม่ออก แพทย์จะหยุด ไม่ดันซ้ำ

  5. ดูแลหลังกด เช็ดผิวด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ บางรายอาจประคบเย็นหรือใช้เจลลดการอักเสบ

เครื่องมือแต่ละชิ้นต้องผ่านการฆ่าเชื้อหรือใช้ครั้งเดียวทิ้ง การกดสิวทั้งหน้าใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ขึ้นกับจำนวนเม็ด หัตถการนี้ควรประเมินและทำโดยแพทย์หรือภายใต้การดูแลของแพทย์ทุกครั้ง

ฉีดสิว ต่างจากกดสิวอย่างไร

ฉีดสิว (intralesional corticosteroid injection) คือการฉีดยาสเตียรอยด์ปริมาณน้อยเข้าไปในก้อนสิวอักเสบโดยตรง ใช้กับสิวที่กดไม่ได้ ได้แก่ สิวอักเสบก้อนใหญ่ สิวหัวช้าง และซีสต์ ไม่ใช้กับสิวอุดตัน

  • ยาที่ใช้: ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (triamcinolone acetonide) ที่เจือจางเป็นความเข้มข้นประมาณ 2.5 มก./มล. สำหรับผิวหน้า ฉีดเม็ดละประมาณ 0.05–0.1 มล.

  • ผลที่คาดได้: ก้อนเริ่มยุบและเจ็บน้อยลงภายใน 24–72 ชั่วโมง เหมาะกับกรณีที่ต้องการให้ก้อนยุบเร็ว และช่วยลดโอกาสเกิดหลุม

  • ผลข้างเคียง: ผิวบุ๋มตรงจุดที่ฉีด (steroid atrophy) หรือสีผิวจางลง โดยมากค่อย ๆ ดีขึ้นเองใน 2–6 เดือน เสี่ยงมากขึ้นถ้าใช้ความเข้มข้นสูงหรือปริมาณมาก จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินขนาดยา

  • ข้อจำกัด: ฉีดสิวรักษาเฉพาะเม็ด ไม่ได้ป้องกันเม็ดใหม่ ถ้าเป็นสิวหัวช้างซ้ำ ๆ ต้องรักษาต่อด้วยยากินหรือยาทา

กดสิวอย่างเดียวไม่พอ ยาที่ลดการอุดตันตัวจริง

สิวที่กดออกไปแล้วจะไม่กลับมาที่เดิมทันที แต่รูขุมขนข้าง ๆ ยังสร้างสิวอุดตันใหม่ตลอด เพราะต้นเหตุคือการผลัดเซลล์ผิดปกติ ยาที่แก้ต้นเหตุนี้ได้คือ ยากลุ่มเรตินอยด์ชนิดทา ตัวยาที่แพทย์ใช้บ่อย ได้แก่

  • อะดาพาลีน (adapalene) 0.1% หรือ 0.3% เจล: ทาบาง ๆ ทั่วบริเวณที่เป็นสิว วันละครั้งก่อนนอน เห็นผลต่อสิวอุดตันใน 8–12 สัปดาห์ ช่วง 2–4 สัปดาห์แรกอาจแสบ แห้ง ลอก

  • เทรติโนอิน (tretinoin) 0.025–0.05% ครีม: ได้ผลใกล้เคียงกัน ระคายเคืองมากกว่าเล็กน้อย มักเริ่มทาวันเว้นวันแล้วค่อยเพิ่ม

  • เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 2.5–5%: ลดเชื้อสิวและลดการอุดตันได้บางส่วน มักใช้คู่กับอะดาพาลีน

  • กรดอะซีลาอิก (azelaic acid) 15–20%: ลดการอุดตันและช่วยรอยดำ เป็นทางเลือกเมื่อทาเรตินอยด์ไม่ได้ เช่น ช่วงตั้งครรภ์

  • กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) 0.5–2%: ในรูปแบบล้างหรือเช็ด ช่วยลดการอุดตันระดับเบา

ถ้ามีสิวอักเสบร่วมด้วยในระดับปานกลาง แพทย์อาจให้ยากินร่วม เช่น ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) 100 มก. วันละครั้ง ติดต่อกันประมาณ 6–12 สัปดาห์ ควบคู่กับยาทาเสมอ ส่วนสิวรุนแรงหรือสิวหัวช้างซ้ำ ๆ แพทย์อาจพิจารณายากินไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) ซึ่งต้องตรวจติดตามและห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ รายละเอียดยาทาแต่ละตัวดูได้ใน ยาแต้มสิว แต่ละกลุ่มใช้อย่างไร และทำไมแต้มเฉพาะเม็ดไม่พอ การเลือกยา ความเข้มข้น และระยะเวลาใช้เป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจผิว

กดสิวเองที่บ้านได้ไหม ทำได้แค่ไหน

แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้กดสิวเอง เพราะแยกชนิดสิวด้วยตาเปล่าได้ยาก และการเปิดหัวสิวต้องใช้เครื่องมือปลอดเชื้อ สิ่งที่ทำเองได้อย่างปลอดภัยมีดังนี้

  • ใช้ยาทาลดการอุดตันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้สิวหัวดำและหัวขาวหลุดออกเองโดยไม่ต้องกด

  • ถ้าหัวสิวหนองแตกเอง ให้ซับด้วยสำลีสะอาด ไม่บีบฐานต่อ แล้วปล่อยให้แห้ง

  • ประคบอุ่นด้วยผ้าสะอาด 5–10 นาที ช่วยให้ตุ่มหนองที่ใกล้แตกระบายเองได้ง่ายขึ้น

  • ไม่ใช้เล็บ เข็มเย็บผ้า เข็มกลัด หรือแผ่นลอกสิวเสี้ยนแรง ๆ ซ้ำทุกวัน

  • ถ้าลองกดสิวหัวดำเบา ๆ ด้วยเครื่องมือสะอาดแล้วไม่ออกใน 1–2 ครั้ง ให้หยุดทันที

ดูแลผิวหลังกดสิว 7 วันแรก

  • วันแรก: ผิวแดงเป็นจุด ๆ เป็นเรื่องปกติ ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดและคลีนเซอร์อ่อนโยน งดแต่งหน้าหนักอย่างน้อย 12–24 ชั่วโมง

  • วันที่ 1–3: งดสครับ งดกรดผลัดเซลล์ความเข้มข้นสูง และงดเรตินอยด์บริเวณที่กดประมาณ 2–3 คืน หรือตามที่แพทย์แนะนำ

  • ทุกวัน: ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป เพราะแสงแดดทำให้รอยดำเข้มขึ้น

  • สะเก็ดเล็ก ๆ: ปล่อยให้หลุดเอง ภายใน 3–7 วัน ไม่แกะ

  • มอยส์เจอไรเซอร์: ใช้ชนิดไม่อุดตัน (non-comedogenic) เพื่อลดการระคายเคือง

  • กลับมาทายาสิว: เมื่อผิวไม่แสบแล้ว ให้กลับมาทายาลดการอุดตันตามเดิม ซึ่งสำคัญกว่าการกดในระยะยาว

กดสิวกี่วันยุบ และรอยหายกี่วัน

  • สิวอุดตันที่กดออกหมด: ผิวแดงเป็นจุดยุบลงใน 1–2 วัน

  • รอยเปิดหัวสิว: ปิดเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ และหลุดใน 3–7 วัน

  • สิวที่เริ่มอักเสบขณะกด: อาจบวมแดงต่ออีก 3–7 วันก่อนยุบ

  • หลังฉีดสิว: ก้อนยุบใน 24–72 ชั่วโมง และแบนราบใน 1–2 สัปดาห์

  • รอยแดงหลังสิว: จางลงใน 1–3 เดือน

  • รอยดำหลังสิว: จางลงใน 3–6 เดือน บางรายถึง 12 เดือน ถ้าป้องกันแดดสม่ำเสมอจะจางเร็วขึ้น

ถ้าหลังกดแล้วมีอาการปวดเพิ่มขึ้น บวมแดงร้อนลามกว้าง มีหนองมากขึ้น หรือมีไข้ อาจเป็นการติดเชื้อ ควรพบแพทย์

ควรกดสิวบ่อยแค่ไหน

โดยทั่วไปแพทย์จะเว้นระยะการกดสิวแต่ละครั้งอย่างน้อย 3–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวฟื้นตัว และให้ยาทาได้ทำงาน การกดถี่กว่านั้นไม่ได้ทำให้สิวหายเร็วขึ้น แต่เพิ่มโอกาสระคายเคืองและเกิดรอย

เป้าหมายที่ถูกต้องคือ ต้องกดน้อยลงเรื่อย ๆ ถ้าใช้ยาทาลดการอุดตันอย่างสม่ำเสมอ หลัง 2–3 เดือนจำนวนสิวอุดตันควรลดลงจนแทบไม่ต้องกด ถ้ายังต้องกดทุกเดือนไปเรื่อย ๆ แปลว่าต้นเหตุยังไม่ได้รับการแก้ ควรให้แพทย์ทบทวนยาและผลิตภัณฑ์ที่ใช้

ใครควรเลี่ยงหรือเลื่อนการกดสิว

  • กำลังกินยาไอโซเตรติโนอิน: ผิวบางและแห้งกว่าปกติ แผลหายช้า แพทย์จะประเมินว่าควรกดแบบเบามากหรือเลื่อนไปก่อน

  • มีเริมที่ริมฝีปากหรือใบหน้ากำเริบ: ควรรอให้หายก่อน เพราะการกดอาจทำให้เชื้อกระจาย

  • มีประวัติแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์: ควรแจ้งแพทย์ เพราะเสี่ยงเกิดแผลเป็นนูนตรงจุดที่เปิดผิว

  • กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด: อาจมีเลือดออกและช้ำง่าย ควรแจ้งแพทย์ก่อน

  • ผิวกำลังอักเสบจากผื่นแพ้หรือผิวไหม้แดด: รอให้ผิวสงบก่อน

  • สิวเกือบทั้งหมดเป็นสิวอักเสบ: ควรรักษาการอักเสบด้วยยาก่อน ไม่ใช่กด

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง

ควรพบแพทย์โดยเร็วถ้า:

  • หลังบีบสิวแล้วมีบวมแดงร้อนลามกว้าง ปวดมากขึ้น หรือมีไข้

  • บีบสิวบริเวณจมูกและริมฝีปากบนแล้วมีบวมรอบตา ปวดศีรษะมาก หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งพบน้อยมากแต่ต้องรีบตรวจ

ควรนัดพบแพทย์ผิวหนังถ้า:

  • มีสิวหัวช้างหรือก้อนลึกที่เจ็บ

  • เริ่มมีหลุมสิว หรือรอยดำเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เป็นสิว

  • ใช้ยาสิวที่ซื้อเองครบ 12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

  • มีตุ่มที่บีบไม่ออก ไม่แน่ใจว่าเป็นสิวหรือไม่

  • อดใจบีบสิวไม่ได้จนผิวเป็นแผลบ่อย ซึ่งแพทย์ช่วยวางแผนรักษาได้

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องการกดสิว

  • "สิวต้องกดหัวออกถึงจะหาย" ไม่จริง สิวอักเสบส่วนใหญ่ยุบเองใน 5–10 วันโดยไม่ต้องกด และการกดทำให้นานขึ้น

  • "บีบจนเลือดออกแปลว่าออกหมดแล้ว" ไม่จริง เลือดออกแปลว่าผนังรูขุมขนและหลอดเลือดฝอยบาดเจ็บ เป็นสัญญาณให้หยุด

  • "กดสิวบ่อย ๆ ทำให้รูขุมขนกว้าง" การกดอย่างถูกวิธีไม่ได้ทำให้รูขุมขนกว้างถาวร แต่การบีบแรงซ้ำ ๆ จนเป็นแผลเป็นทำให้ผิวดูไม่เรียบได้

  • "อบไอน้ำนาน ๆ ก่อนกดช่วยให้ออกง่าย" ความอุ่นช่วยได้เล็กน้อย แต่ไอน้ำร้อนนานเกินไปทำให้ผิวแดงและระคายเคือง สิ่งที่ช่วยจริงคือการเปิดหัวอย่างถูกวิธี

  • "ยาสีฟันแต้มแล้วสิวยุบ" ไม่แนะนำ ยาสีฟันมีสารที่ระคายเคืองผิวและอาจทำให้รอยดำเข้มขึ้น

สรุปสั้น ๆ

  • กดสิวเหมาะกับ สิวหัวดำและสิวหัวขาว (สิวอุดตัน) เท่านั้น

  • ห้ามกด สิวอักเสบตุ่มแดง สิวหัวช้าง ซีสต์ และสิวเชื้อรา

  • สิวหัวปิดต้องเปิดหัวด้วยเครื่องมือปลอดเชื้อก่อน การบีบด้วยเล็บคือสาเหตุหลักของรอยดำและหลุม

  • สิวอักเสบก้อนใหญ่ใช้ ฉีดสิว แทนการกด ก้อนมักยุบใน 24–72 ชั่วโมง

  • การกดเป็นการรักษาเสริม ยาหลักคือ อะดาพาลีนหรือเทรติโนอิน ซึ่งเห็นผลใน 8–12 สัปดาห์

  • เว้นการกดอย่างน้อย 3–4 สัปดาห์ และทาครีมกันแดดทุกวันหลังกด

คำถามที่พบบ่อยเรื่องกดสิว

เป็นสิวควรกดไหม

ขึ้นกับชนิดของสิว ถ้าเป็นสิวหัวดำหรือสิวหัวขาวที่ไม่แดงไม่เจ็บ การกดอย่างถูกวิธีด้วยเครื่องมือปลอดเชื้อช่วยให้ผิวเรียบเร็วขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบตุ่มแดง สิวหัวช้าง หรือสิวเชื้อรา ไม่ควรกด เพราะจะทำให้อักเสบลึกขึ้นและเสี่ยงเป็นรอยดำหรือหลุม ทั้งนี้การกดเป็นแค่การรักษาเสริม ถ้าไม่ใช้ยาทาลดการอุดตันร่วมด้วย สิวจะกลับมาใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์

กดสิวเองได้ไหม

ทำได้จำกัดมากและแพทย์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำ เพราะแยกสิวอุดตันจากสิวอักเสบหรือตุ่มที่ไม่ใช่สิวด้วยตาเปล่าได้ยาก และสิวหัวปิดต้องเปิดหัวด้วยเข็มหรือใบมีดปลอดเชื้อก่อน การใช้เล็บหรือเข็มเย็บผ้าเสี่ยงติดเชื้อและเป็นรอย ถ้าจะจัดการเอง ทำได้แค่สิวหัวดำที่ออกง่ายด้วยเครื่องมือสะอาด กดเบา ๆ ไม่เกิน 1–2 ครั้ง ถ้าไม่ออกให้หยุด และใช้ยาทาลดการอุดตันเป็นหลัก

1 เดือน ควร กด สิว กี่ ครั้ง

โดยทั่วไปไม่เกิน 1 ครั้งต่อเดือน และควรเว้นระยะอย่างน้อย 3–4 สัปดาห์เพื่อให้ผิวฟื้นตัว การกดถี่กว่านั้นไม่ได้ทำให้สิวหายเร็วขึ้น แต่เพิ่มการระคายเคืองและรอยดำ เป้าหมายคือให้ต้องกดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อยาทาลดการอุดตันเริ่มได้ผลในเดือนที่ 2–3 ถ้ายังต้องกดทุกเดือนแปลว่าต้นเหตุยังไม่ถูกแก้ ควรให้แพทย์ทบทวนการรักษา

กดสิวกี่วันยุบ

สิวอุดตันที่กดออกหมด ผิวแดงเป็นจุดมักยุบใน 1–2 วัน รอยเปิดหัวสิวเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ และหลุดใน 3–7 วัน ถ้าเม็ดนั้นเริ่มอักเสบอยู่แล้วอาจบวมต่ออีก 3–7 วัน ส่วนรอยแดงที่เหลือจางใน 1–3 เดือน และรอยดำจางใน 3–6 เดือน ถ้าหลังกดปวดมากขึ้น บวมแดงลาม หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อ

กดสิวอักเสบได้ไหม

ไม่ควรกด สิวอักเสบตุ่มแดงไม่มีก้อนไขมันให้ออก มีแต่การอักเสบในชั้นหนังแท้ แรงกดจะดันการอักเสบให้ลามลึกขึ้น ทำให้ยุบช้าลงและเสี่ยงเป็นรอยดำหรือหลุมสิว ปล่อยไว้มักยุบเองใน 5–10 วัน การรักษาคือยาทา เช่น เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ร่วมกับอะดาพาลีน หรือยากินในรายที่เป็นมาก ถ้าเป็นก้อนใหญ่และเจ็บ แพทย์อาจพิจารณาฉีดสิวเพื่อให้ยุบเร็วขึ้น

กดสิวแล้วเป็นรอยดำ ทำอย่างไรดี

รอยดำหลังกดสิวคือรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ซึ่งจางลงเองได้ใน 3–6 เดือน สิ่งที่ช่วยให้จางเร็วขึ้นคือทาครีมกันแดดทุกวัน หยุดบีบแกะ และใช้ยาทาที่ช่วยทั้งสิวและรอย เช่น กรดอะซีลาอิก 15–20% หรือยากลุ่มเรตินอยด์ตามที่แพทย์แนะนำ ถ้ารอยไม่จางหลัง 6 เดือน หรือเป็นหลุม ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินการรักษาเพิ่มเติม

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง และถ้าสิวของคุณขึ้นมากที่หน้าผาก ดู สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร แยก 7 แบบ

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 19 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การกดสิว การฉีดสิว และการเลือกยาต้องได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจมีผลข้างเคียงได้

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี แพทย์ผิวหนังเทียบชนิดง่วงและไม่ง่วง ขนาดยา และเมื่อไรยาแก้แพ้ไม่ช่วย

ยาแก้คันชนิดกิน ส่วนใหญ่คือ ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (oral antihistamines หรือ H1-antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาแพ้ จึงได้ผลดีกับอาการคันจากลมพิษ (urticaria) แ

 
 
 
สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ สิวเชื้อรา สิวจากผลิตภัณฑ์ผม และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

สิวขึ้นหน้าผาก (Forehead acne) คือตุ่มสิวหรือตุ่มคล้ายสิวที่ขึ้นบริเวณหน้าผากและแนวไรผม ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แพทย์ผิวหนังแยกได้อย่างน้อย 7 แบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ สิวอุดตันหัวปิด (closed comedones) สิวเช

 
 
 
คันน้องสาว คันจุดซ่อนเร้น เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 สาเหตุ แบบไหนเป็นเชื้อรา และควรทายาอะไร

อาการคันอวัยวะเพศหญิง (Vulvar pruritus / Vulvovaginal itching) คืออาการคันที่แคมนอก แคมใน ปากช่องคลอด ขาหนีบ หรือในช่องคลอด ซึ่งคนจำนวนมากค้นหาด้วยคำว่า "คันจุดซ่อนเร้น" หรือ "คันน้องสาว" สาเหตุที่พบบ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ