top of page

ยาแต้มสิว ตัวไหนได้ผลจริง แพทย์ผิวหนังอธิบายตัวยาแต่ละกลุ่ม ความเข้มข้นที่ควรใช้ ทานานแค่ไหน และทำไมการแต้มเฉพาะเม็ดถึงไม่พอ

12 ก.ย.
ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 16 ก.ย.

ยาแต้มสิว (topical acne spot treatment) คือยาทาที่ใช้กับรอยโรคสิว โดยตัวยาที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับมีอยู่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ได้แก่ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide), เรตินอยด์ชนิดทา (topical retinoid) เช่น อะดาพาลีน (adapalene) และเทรทิโนอิน (tretinoin), ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น คลินดามัยซิน (clindamycin), กรดอะเซลาอิก (azelaic acid) และกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) สิ่งที่ตัดสินว่าได้ผลหรือไม่ ไม่ใช่ยี่ห้อ แต่คือชื่อสารออกฤทธิ์ ความเข้มข้น และการทาต่อเนื่องนานพอ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 8–12 สัปดาห์

บทความนี้แยกให้ชัดว่าสิวแต่ละแบบควรใช้ตัวยาไหน ความเข้มข้นเท่าไร ทานานแค่ไหน อะไรคือสัญญาณว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล และทำไมการ "แต้มเฉพาะเม็ด" ถึงเป็นวิธีใช้ที่ทำให้สิวไม่หายสักที

ยาแต้มสิวคืออะไร และต่างจากเจลแต้มสิวทั่วไปอย่างไร

คำว่า "ยาแต้มสิว" ในภาษาไทยถูกใช้ปนกันอยู่สองความหมาย

  • ยาจริง (pharmacologic agent): มีสารออกฤทธิ์ที่ระบุความเข้มข้นบนฉลาก และมีการศึกษารองรับว่าลดจำนวนสิวได้ เช่น เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5%, อะดาพาลีน 0.1%, คลินดามัยซิน 1%

  • เครื่องสำอางลดสิว (cosmetic spot gel): เน้นให้สิวยุบเร็วชั่วคราว ลดแดง ลดมัน ส่วนผสมมักเป็นสารสกัด สังกะสี หรือกรดอ่อน ๆ ความเข้มข้นไม่ระบุ

ทั้งสองอย่างวางขายข้างกันบนชั้นเดียวกัน แต่คนละบทบาท กลุ่มแรกรักษาที่กลไกการเกิดสิว กลุ่มหลังจัดการอาการเฉพาะหน้า การอ่านฉลากหาชื่อสารออกฤทธิ์ก่อนซื้อ จึงสำคัญกว่าการอ่านรีวิว

กลไกการเกิดสิว 4 อย่าง ที่บอกว่าควรใช้ยาตัวไหน

สิวเกิดจากสี่กลไกที่ทำงานพร้อมกัน และยาแต่ละตัวจับคนละกลไก

  1. รูขุมขนอุดตันจากเซลล์ผิวที่ลอกผิดปกติ → ต้องใช้เรตินอยด์ชนิดทา หรือกรดซาลิไซลิก

  2. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้นจากฮอร์โมน → ยาทาช่วยได้จำกัด มักต้องใช้ยารับประทานร่วม

  3. เชื้อ Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวน → ต้องใช้เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ หรือยาปฏิชีวนะชนิดทา

  4. การอักเสบของผนังรูขุมขน → เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ กรดอะเซลาอิก และเรตินอยด์ช่วยลดได้

นี่คือเหตุผลที่ยาตัวเดียวมักไม่พอ และเป็นที่มาของแนวทางมาตรฐานที่ใช้ยาสองกลุ่มร่วมกัน

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) — ตัวหลักของสิวอักเสบ

ลักษณะการใช้: ความเข้มข้น 2.5%, 5% หรือ 10% รูปแบบเจล ครีม หรือสบู่ล้างหน้า

สาเหตุที่ใช้: ฆ่าเชื้อ C. acnes โดยตรงผ่านการปล่อยออกซิเจนอิสระ และ เชื้อไม่ดื้อยาตัวนี้ จึงเป็นตัวที่ใช้คู่กับยาปฏิชีวนะเสมอเพื่อลดการดื้อยา

ความแรงที่ควรเลือก: งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่า 2.5% ได้ผลใกล้เคียง 5% และ 10% แต่ระคายเคืองน้อยกว่าชัดเจน ผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้จึงควรเริ่มที่ 2.5%

ระยะเวลา: เห็นผลลดสิวอักเสบภายใน 2–4 สัปดาห์ ประเมินผลเต็มที่ 8–12 สัปดาห์

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง: แสบ แห้ง ลอก ใน 1–2 สัปดาห์แรกเป็นเรื่องปกติ ฟอกผ้าให้ซีดได้ ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวหรือปลอกหมอนที่ยอมให้ซีดได้ หากบวมแดงคันมากภายใน 24 ชั่วโมง ให้หยุดใช้เพราะอาจเป็นผื่นแพ้สัมผัส

เรตินอยด์ชนิดทา (Topical retinoid) — ตัวหลักของสิวอุดตัน

ลักษณะการใช้: อะดาพาลีน (adapalene) 0.1% หรือ 0.3%, เทรทิโนอิน (tretinoin) 0.025–0.1%, ทาซาโรทีน (tazarotene) 0.045–0.1%

สาเหตุที่ใช้: ทำให้เซลล์ผิวในรูขุมขนลอกตัวเป็นปกติ จึงแก้ที่ต้นเหตุของสิวหัวดำและสิวหัวขาว และยังเป็นยาหลักที่ใช้ ป้องกันสิวใหม่ในระยะยาว

วิธีใช้: ทาบาง ๆ ทั่วบริเวณที่เป็นสิว วันละครั้งก่อนนอน ไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด เพราะเป้าหมายคือรูขุมขนที่กำลังจะกลายเป็นสิวในอีก 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า

ระยะเวลา: สิวมักดูแย่ลงช่วง 2–4 สัปดาห์แรก (retinoid purge) แล้วเริ่มดีขึ้นชัดเจนที่ 8–12 สัปดาห์ ต้องทาต่อเนื่องหลายเดือน

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง: แห้ง ลอก แสบ ผิวไวแดด ต้องทาครีมกันแดดทุกเช้า เทรทิโนอินและทาซาโรทีนห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ส่วนอะดาพาลีนก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน หากวางแผนตั้งครรภ์ต้องแจ้งแพทย์

ยาปฏิชีวนะชนิดทา (Topical antibiotics) — ห้ามใช้เดี่ยว ๆ

ลักษณะการใช้: คลินดามัยซิน (clindamycin) 1% หรืออิริโทรมัยซิน (erythromycin) 2% รูปแบบเจลหรือโลชัน

สาเหตุที่ใช้: ลดจำนวนเชื้อและลดการอักเสบในสิวอักเสบแดงและสิวหัวหนอง

กฎข้อสำคัญ: ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเดี่ยว ๆ เพราะเชื้อดื้อยาได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แนวทางสากลกำหนดให้ใช้คู่กับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เสมอ และไม่ใช้ต่อเนื่องเกิน 12 สัปดาห์

ระยะเวลา: เห็นผลใน 4–6 สัปดาห์ หากครบ 12 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนแนวทาง ไม่ใช่ทาต่อ

กรดอะเซลาอิก (Azelaic acid) — ตัวเลือกของคนผิวแพ้ง่ายและคนตั้งครรภ์

ลักษณะการใช้: ความเข้มข้น 15–20% ทาวันละ 2 ครั้ง

สาเหตุที่ใช้: ลดการอุดตัน ลดเชื้อ ลดการอักเสบ และ ช่วยเรื่องรอยดำหลังสิวไปพร้อมกัน เพราะยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส

ข้อได้เปรียบ: ระคายเคืองน้อยกว่าเรตินอยด์และเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวที่มักพิจารณาใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์

ระยะเวลา: 8–12 สัปดาห์ ส่วนรอยดำใช้เวลานานกว่านั้น มักเห็นผลที่ 3–6 เดือน

กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) — ตัวช่วย ไม่ใช่ตัวหลัก

ลักษณะการใช้: 0.5–2% ในรูปเจล โทนเนอร์ หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้า

สาเหตุที่ใช้: เป็นกรดที่ละลายในไขมันจึงแทรกเข้าไปในรูขุมขนได้ ช่วยลดการอุดตันระดับผิวตื้น

ข้อจำกัดที่ต้องรู้: หลักฐานอ่อนกว่าเรตินอยด์ชัดเจน เหมาะเป็นตัวเสริมหรือตัวเริ่มต้นสำหรับผิวที่ทนเรตินอยด์ไม่ไหว ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้สิวอุดตันหายขาด

ระยะเวลา: 4–8 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นควรขยับไปที่เรตินอยด์

สิวอักเสบ ไม่มีหัว ควรแต้มอะไร

ลักษณะ: ตุ่มแดงนูน กดเจ็บ ไม่มีหัวหนองให้เห็น ขนาดตั้งแต่ 2–5 มม. ขึ้นไป

สาเหตุ: การอักเสบลึกในรูขุมขนที่อุดตันและมีเชื้อเพิ่มจำนวน

ยาที่ตรงกลไก: เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5% ทาทั่วบริเวณ ร่วมกับเรตินอยด์ตอนกลางคืน ถ้ามีหลายเม็ดพร้อมกัน แพทย์อาจเพิ่มคลินดามัยซิน 1%

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก้อนใหญ่เกิน 5 มม. เจ็บลึก อยู่นานเกิน 2–3 สัปดาห์ หรือเริ่มมีลักษณะเป็นก้อนใต้ผิว เพราะนั่นคือสิวหัวช้าง ซึ่งยาทาอย่างเดียวไม่พอและเสี่ยงทิ้งแผลเป็น

สิวหัวหนอง ควรแต้มอะไร

ลักษณะ: ตุ่มแดงที่มีจุดขาวเหลืองตรงกลาง มักยุบเองใน 3–7 วัน

สาเหตุ: เม็ดเลือดขาวที่เข้าไปจัดการเชื้อในรูขุมขนสะสมเป็นหนอง

ยาที่ตรงกลไก: เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5% เป็นตัวหลัก การแต้มเฉพาะเม็ดตอนกลางคืนช่วยให้ยุบเร็วขึ้นได้จริงในกรณีนี้ แต่ต้องทาทั่วบริเวณควบคู่ไปด้วย

ความเร่งด่วน: ไม่ควรบีบ เพราะการบีบดันหนองลงลึกและเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำและหลุมสิว

สิวอุดตัน หัวขาว–หัวดำ ควรแต้มอะไร

ลักษณะ: ตุ่มเล็กสีเนื้อหรือจุดดำ ไม่แดง ไม่เจ็บ กระจายเป็นบริเวณ โดยเฉพาะหน้าผาก จมูก คาง

สาเหตุ: เซลล์ผิวในรูขุมขนลอกผิดปกติจนอุดตัน

ยาที่ตรงกลไก: เรตินอยด์ชนิดทาเป็นตัวเดียวที่แก้ตรงจุด อะดาพาลีน 0.1% ทาทั่วบริเวณคืนละครั้ง

สิ่งที่ไม่ได้ผล: การแต้มเจลลดสิวลงบนหัวสิวทีละเม็ด เพราะสิวอุดตันมีเป็นร้อยจุดพร้อมกัน อ่านเพิ่มที่สิวอุดตัน เกิดจากอะไร

สิวขึ้นกราม–คางเป็นรอบเดือน ยาทาพอไหม

ลักษณะ: สิวอักเสบลึก ขึ้นกรามและคาง สัมพันธ์กับรอบเดือน ผิวมักไม่มัน

สาเหตุ: อิทธิพลของฮอร์โมนแอนโดรเจนต่อต่อมไขมัน

ยาทาช่วยได้แค่ไหน: ช่วยควบคุมได้บางส่วน แต่มักไม่พอ เพราะต้นเหตุอยู่ที่ฮอร์โมนไม่ใช่ผิวชั้นบน กรณีนี้แพทย์จะพิจารณายารับประทาน อ่านรายละเอียดที่สิวฮอร์โมน

ตุ่มที่ "ไม่ใช่สิว" แต่ถูกแต้มยาสิวจนพัง

ยาแต้มสิวใช้ไม่ได้ผลกับภาวะเหล่านี้ และบางกรณีทำให้แย่ลง

  • สิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis): ตุ่มเล็กขนาดเท่ากันหมด คัน ขึ้นหน้าอก หลัง ไรผม ต้องใช้ยาต้านเชื้อราไม่ใช่ยาสิว

  • ผื่นรอบปาก (Perioral dermatitis): ตุ่มแดงรอบปาก มักแย่ลงจากสเตียรอยด์ทา

  • โรซาเซีย (Rosacea): แดงกลางใบหน้า ร้อนวูบ ไม่มีสิวอุดตัน เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์มักทำให้แสบมากขึ้น

  • ตุ่มไขมันข้าวสาร (Milia): ตุ่มขาวแข็งใต้ผิว ยาทาไม่ละลาย ต้องสะกิดออก

  • รูขุมขนอักเสบจากการโกน: ตุ่มตามแนวหนวดเคราหรือขา

หากทายาสิวถูกวิธีแล้ว 8 สัปดาห์ไม่ดีขึ้นเลย ให้สงสัยว่าอาจไม่ใช่สิวตั้งแต่ต้น อ่านสิวที่หลัง วิธีแยกสิวจริงจากสิวเชื้อรา

ทำไม "แต้มเฉพาะเม็ด" ถึงทำให้สิวไม่หายสักที

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด สิวที่มองเห็นวันนี้เริ่มก่อตัวในรูขุมขนมาแล้ว 6–8 สัปดาห์ การแต้มยาลงบนเม็ดที่โผล่มาแล้วจึงเป็นการตามเก็บปลายทาง ขณะที่รูขุมขนอีกหลายสิบจุดกำลังอุดตันอยู่และจะโผล่ขึ้นมาในอีกไม่กี่สัปดาห์

วิธีใช้ที่ถูกคือทายาบาง ๆ ทั่วบริเวณที่มีสิวเป็นประจำ (เรียกว่า field treatment) ไม่ใช่แต้มทีละเม็ด ยกเว้นเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์บนสิวหัวหนองที่แต้มเสริมได้

วิธีใช้ยาแต้มสิวให้ได้ผลและไม่พังหน้า

  1. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ซับให้แห้ง รอ 10–20 นาทีก่อนทาเรตินอยด์เพื่อลดการระคายเคือง

  2. ใช้ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว สำหรับทั้งใบหน้า มากกว่านี้ไม่ได้ผลดีขึ้น แต่ระคายเคืองมากขึ้น

  3. เริ่มวันเว้นวัน ใน 2 สัปดาห์แรก แล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืนเมื่อผิวทนได้

  4. ทามอยส์เจอไรเซอร์ตามได้ ไม่ลดประสิทธิภาพยา และช่วยให้ทาต่อเนื่องได้นานขึ้น

  5. กันแดดทุกเช้า SPF 30 ขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อใช้เรตินอยด์หรือกรดอะเซลาอิก

  6. ไม่ใช้หลายตัวแรงพร้อมกันในคืนเดียว เช่น เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์กับเรตินอยด์ ให้แยกเช้า–เย็นตามที่แพทย์แนะนำ

อะไรบอกว่ายาได้ผล และอะไรบอกว่าต้องเปลี่ยน

สัญญาณว่าได้ผล: สิวอักเสบเม็ดใหม่เกิดน้อยลงภายใน 4–6 สัปดาห์, สิวเดิมยุบเร็วขึ้น, หัวสิวอุดตันลดลงเมื่อครบ 8–12 สัปดาห์

สัญญาณว่าต้องเปลี่ยนแนวทาง:

  • ครบ 12 สัปดาห์แล้วจำนวนสิวไม่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

  • มีสิวก้อนลึกหรือซีสต์ตั้งแต่ 1 เม็ดขึ้นไป

  • เริ่มมีรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวเกิดขึ้น

  • ผิวแดงลอกจนทายาต่อไม่ไหว

  • สิวกลับมาเห่อทันทีทุกครั้งที่หยุดยา

สามข้อแรกคือข้อบ่งชี้ให้พบแพทย์ผิวหนัง เพราะการรอต่อไปแลกมาด้วยแผลเป็นถาวร

ยาแต้มสิวที่ซื้อเองได้ กับที่ต้องมีใบสั่งแพทย์

  • ซื้อเองได้ในร้านขายยาที่มีเภสัชกร: เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5%, กรดซาลิไซลิก 0.5–2%, อะดาพาลีน 0.1% (ในบางประเทศจัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน)

  • ควรได้รับการสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์: เทรทิโนอิน, ทาซาโรทีน, คลินดามัยซินและยาปฏิชีวนะชนิดทาอื่น ๆ, กรดอะเซลาอิก 15–20%, สูตรผสมสำเร็จรูปที่มีสองตัวยา

ร้านสะดวกซื้อโดยทั่วไปจำหน่ายเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางลดสิว ไม่ใช่กลุ่มยาที่ระบุความเข้มข้น การซื้อจากร้านที่มีเภสัชกรทำให้ขอดูฉลากและยืนยันสารออกฤทธิ์ได้จริง

สิ่งที่ห้ามทำกับสิว แม้จะเห็นในโซเชียล

  • ห้ามใช้สเตียรอยด์ทาแต้มสิว ยุบเร็วในช่วงแรกแต่ทำให้เกิดสิวจากสเตียรอยด์และผิวบาง

  • ห้ามแต้มยาสีฟัน แอลกอฮอล์ หรือน้ำมะนาว ทำให้ผิวไหม้และเกิดรอยดำ

  • ห้ามบีบหรือสะกิดเอง โดยเฉพาะบริเวณจมูกและเหนือริมฝีปาก

  • ห้ามซื้อครีมผสมที่ไม่ระบุส่วนผสม ครีมเร่งขาวบางชนิดผสมสเตียรอยด์หรือสารต้องห้าม

  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเดี่ยว ๆ ยาว ๆ เพราะเชื้อดื้อยา

สิวแบบไหนที่ยาทาไม่พอ

ยารับประทานหรือหัตถการมักจำเป็นเมื่อมีลักษณะเหล่านี้

  • สิวอักเสบทั่วใบหน้ามากกว่า 20–30 เม็ดพร้อมกัน

  • สิวเป็นก้อนลึกหรือซีสต์ (nodulocystic acne)

  • สิวที่ทิ้งรอยแผลเป็นทุกครั้งที่หาย

  • สิวที่ลามลงลำคอ หน้าอก หลัง เป็นบริเวณกว้าง

  • สิวในผู้หญิงที่มาพร้อมประจำเดือนผิดปกติ ขนดก หรือผมบาง ซึ่งควรตรวจหาภาวะฮอร์โมนผิดปกติ

สรุปสั้น ๆ

  • ยาแต้มสิวที่มีหลักฐานจริงมีไม่กี่ตัว คือ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5%, เรตินอยด์ชนิดทา, คลินดามัยซิน 1%, กรดอะเซลาอิก 15–20% และกรดซาลิไซลิก 0.5–2%

  • เลือกตามชนิดสิว สิวอักเสบ–หัวหนองใช้เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ สิวอุดตันใช้เรตินอยด์ สิวฮอร์โมนมักต้องใช้ยารับประทานร่วม

  • ทาทั่วบริเวณ ไม่ใช่แต้มทีละเม็ด เพราะสิวที่เห็นวันนี้ก่อตัวมาแล้ว 6–8 สัปดาห์

  • ให้เวลา 8–12 สัปดาห์ ก่อนตัดสินว่าได้ผลหรือไม่ และห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาเดี่ยว ๆ เกิน 12 สัปดาห์

  • สิ่งที่ต้องทำถ้าอ่านจบแค่ข้อเดียว: ถ้ามีสิวก้อนลึก ซีสต์ หรือเริ่มเห็นแผลเป็น ให้พบแพทย์ผิวหนังทันทีโดยไม่ต้องรอครบ 12 สัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย

ยาแต้มสิว ยี่ห้อไหนดี

ในทางการแพทย์ไม่มีคำตอบที่เป็นยี่ห้อ เพราะสิ่งที่ตัดสินผลคือสารออกฤทธิ์และความเข้มข้น ไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นสิวอักเสบให้มองหาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5% ถ้าเป็นสิวอุดตันให้มองหาอะดาพาลีน 0.1% ถ้าผิวแพ้ง่ายให้มองหากรดอะเซลาอิก 15–20% สองผลิตภัณฑ์คนละยี่ห้อที่มีสารออกฤทธิ์และความเข้มข้นเท่ากันให้ผลใกล้เคียงกัน สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือรูปแบบเนื้อยาที่ผิวคุณทนได้และทาต่อเนื่องได้จริงเป็นเดือน เพราะการทาไม่สม่ำเสมอคือสาเหตุของความล้มเหลวที่พบบ่อยกว่าการเลือกยี่ห้อผิด

ยาแต้มสิวอักเสบ ไม่มีหัว ใช้ตัวไหน

สิวอักเสบไม่มีหัวคือตุ่มแดงกดเจ็บที่การอักเสบอยู่ลึกกว่าผิวชั้นบน ตัวที่ตรงกลไกที่สุดคือเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5–5% ทาทั่วบริเวณ ร่วมกับเรตินอยด์ชนิดทาตอนกลางคืนเพื่อกันเม็ดใหม่ หากมีหลายเม็ดพร้อมกันแพทย์อาจเพิ่มคลินดามัยซิน 1% โดยใช้คู่กับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เสมอ สิ่งที่ไม่ควรทำคือแต้มยาแรงซ้ำ ๆ จุดเดียวจนผิวลอกเป็นแผล เพราะแผลนั้นกลายเป็นรอยดำที่อยู่นานกว่าตัวสิว ถ้าตุ่มใหญ่เกิน 5 มม. เจ็บลึก และอยู่เกิน 2–3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพราะอาจต้องฉีดยาลดการอักเสบ

ยาแต้มสิว หาซื้อใน 7-11 ได้ไหม

ร้านสะดวกซื้อจำหน่ายเจลแต้มสิวกลุ่มเครื่องสำอางเป็นหลัก ซึ่งช่วยลดแดงและทำให้สิวดูยุบเร็วขึ้นได้ชั่วคราว แต่โดยทั่วไปไม่ใช่ยาที่ระบุความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์แบบเดียวกับที่ใช้รักษาสิว หากต้องการตัวที่รักษาที่กลไกจริง ควรซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรเพื่อขอดูฉลากและยืนยันว่าได้เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์หรืออะดาพาลีนในความเข้มข้นที่ต้องการ ส่วนเทรทิโนอิน ยาปฏิชีวนะชนิดทา และสูตรผสมสองตัวยา ต้องได้รับการสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์ การใช้ของที่หาง่ายที่สุดต่อเนื่องหลายเดือนมักให้ผลน้อยกว่าการใช้ตัวที่ตรงชนิดเพียง 8 สัปดาห์

แต้มยาสิวแล้วสิวเห่อขึ้น ปกติไหม

ถ้าเพิ่งเริ่มใช้เรตินอยด์ชนิดทา อาการสิวเห่อขึ้นในสัปดาห์ที่ 2–4 เป็นสิ่งที่พบได้และเรียกว่า retinoid purge เกิดจากยาเร่งให้สิวอุดตันที่ซ่อนอยู่โผล่ขึ้นมาเร็วกว่าปกติ ช่วงนี้ควรลดความถี่เป็นวันเว้นวันและทามอยส์เจอไรเซอร์ร่วม ไม่ใช่หยุดยาไปเลย โดยทั่วไปจะสงบลงเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 6–8 แต่ถ้ามีอาการบวมแดง คัน แสบมากภายใน 1–2 วันหลังทา นั่นคือการแพ้หรือการระคายเคืองรุนแรง ไม่ใช่ purge ให้หยุดใช้และปรึกษาแพทย์ และถ้าเห่อขึ้นต่อเนื่องเกิน 8 สัปดาห์โดยไม่มีทีท่าดีขึ้น ควรทบทวนว่าใช้ถูกชนิดหรือไม่

ยาแต้มสิวใช้กับผิวแพ้ง่ายได้ไหม

ได้ แต่ต้องเลือกตัวและวิธีให้เหมาะ ตัวที่ระคายเคืองน้อยที่สุดในกลุ่มที่มีหลักฐานคือกรดอะเซลาอิก 15–20% รองลงมาคืออะดาพาลีน 0.1% ซึ่งระคายเคืองน้อยกว่าเทรทิโนอิน วิธีลดการระคายเคืองที่ได้ผลคือเริ่มวันเว้นวัน ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนทายาเพื่อเป็นชั้นกันชน และใช้ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวสำหรับทั้งใบหน้า ผู้ที่มีผิวแดงง่าย ร้อนวูบ และไม่มีสิวอุดตันเลย ควรได้รับการประเมินก่อนว่าเป็นโรซาเซียหรือไม่ เพราะยาสิวหลายตัวทำให้โรซาเซียแย่ลง

ทายาสิวนานแค่ไหนถึงหยุดได้

สิวเป็นภาวะเรื้อรังที่ควบคุมได้ ไม่ใช่โรคติดเชื้อที่รักษาครบคอร์สแล้วจบ เมื่อสิวสงบแล้วโดยทั่วไปยังต้องทายาต่อในรูปแบบการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งมักใช้เรตินอยด์ชนิดทาความถี่ลดลงเหลือสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพื่อกันไม่ให้รูขุมขนกลับมาอุดตันอีก คนจำนวนมากหยุดยาทันทีที่หน้าใสและพบว่าสิวกลับมาภายใน 4–8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คาดเดาได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนต่างกันตามความรุนแรงและอายุ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดจังหวะการลดยา

ดูแลสิวกับแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

การเลือกยา ความเข้มข้น และการปรับสูตรให้เหมาะกับชนิดสิวและสภาพผิวของแต่ละคน เป็นการตัดสินใจทางการแพทย์ที่ต้องอาศัยการตรวจจริง หากทายาถูกวิธีครบ 12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น มีสิวก้อนลึก หรือเริ่มเห็นรอยแผลเป็น ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

อ่านบทความเรื่องสิวและภาวะผิวหนังอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโรคผิวหนัง และดูความแตกต่างของสิวแต่ละชนิดที่สิวผด แยก 5 โรคที่คนไทยเรียกรวมกัน

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 12 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
กดสิว สิวแบบไหนกดได้ แบบไหนห้ามกด แพทย์ผิวหนังอธิบายขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำไมกดเองแล้วเป็นรอย และกี่วันยุบ

กดสิว (comedone extraction) คือหัตถการที่แพทย์ใช้เครื่องมือปลอดเชื้อเปิดรูขุมขนแล้วดันก้อนไขมันและเคราตินที่อุดอยู่ออกมา เหมาะกับ สิวอุดตันหัวดำและหัวขาว (comedones) เท่านั้น ส่วนสิวอักเสบตุ่มแดง สิวห

 
 
 
ยาแก้คัน ยาแก้แพ้กินตัวไหนดี แพทย์ผิวหนังเทียบชนิดง่วงและไม่ง่วง ขนาดยา และเมื่อไรยาแก้แพ้ไม่ช่วย

ยาแก้คันชนิดกิน ส่วนใหญ่คือ ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน (oral antihistamines หรือ H1-antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาแพ้ จึงได้ผลดีกับอาการคันจากลมพิษ (urticaria) แ

 
 
 
สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ สิวเชื้อรา สิวจากผลิตภัณฑ์ผม และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

สิวขึ้นหน้าผาก (Forehead acne) คือตุ่มสิวหรือตุ่มคล้ายสิวที่ขึ้นบริเวณหน้าผากและแนวไรผม ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แพทย์ผิวหนังแยกได้อย่างน้อย 7 แบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ สิวอุดตันหัวปิด (closed comedones) สิวเช

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ