ไข้ออกผื่น เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 10 โรค ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผื่นขึ้นตอนไหน ติดต่อไหม กี่วันหาย และแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล
อัปเดตเมื่อ 4 วันที่ผ่านมา
ไข้ออกผื่น (fever with rash หรือ febrile exanthem) คือภาวะที่มีไข้ร่วมกับผื่นขึ้นตามผิวหนัง ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หัด หัดเยอรมัน ส่าไข้ ไข้เลือดออก มือเท้าปาก และอีสุกอีใส รองลงมาคือเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไข้อีดำอีแดง และผื่นแพ้ยาที่ทำให้มีไข้ได้ด้วย สิ่งที่ช่วยแยกโรคได้มากไม่ใช่สีของผื่น แต่คือ ผื่นขึ้นวันที่เท่าไรของไข้ เริ่มขึ้นที่ไหน และหน้าตาผื่นเป็นแบบไหน
ไข้ออกผื่นส่วนใหญ่หายเองใน 3–10 วัน แต่มีไม่กี่โรคที่อันตรายถึงชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง เช่น ไข้กาฬหลังแอ่น หรือไข้เลือดออกระยะวิกฤต บทความนี้จึงเรียงให้อ่านได้ทั้งพ่อแม่ที่ลูกมีไข้และผู้ใหญ่ที่เป็นเอง ว่าโรคไหนหน้าตาแบบไหน ติดต่อไหม กี่วันหาย ใช้ยาอะไรบรรเทาได้ และสัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน
ไข้ออกผื่นคืออะไร ทำไมไข้ถึงมีผื่นขึ้น
ผื่นในไข้ออกผื่นเกิดได้ 3 กลไกหลัก ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมผื่นของแต่ละโรคหน้าตาไม่เหมือนกัน
เชื้อเข้าไปที่ผิวหนังโดยตรง: เชื้อไวรัสบางชนิดเข้าไปในเซลล์ผิว ทำให้เกิดตุ่มน้ำ เช่น อีสุกอีใส มือเท้าปาก
ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อ: หลอดเลือดเล็กในผิวขยายตัวและอักเสบ ผื่นจึงเป็นปื้นแดงหรือจุดแดงทั่วตัว เช่น หัด ส่าไข้ ผื่นไวรัสทั่วไป
สารพิษจากเชื้อหรือหลอดเลือดเสียหาย: เช่น สารพิษของเชื้อสเตรปโตคอคคัสในไข้อีดำอีแดง หรือหลอดเลือดรั่วจนเป็นจุดเลือดในไข้เลือดออกและไข้กาฬหลังแอ่น
ในทางปฏิบัติ แพทย์จะถามเรียงตามลำดับนี้เสมอ: อายุเท่าไร ไข้มากี่วัน ผื่นขึ้นตอนที่ยังมีไข้หรือหลังไข้ลด ผื่นเริ่มที่หน้า ลำตัว หรือมือเท้า กดแล้วจางไหม มีตุ่มน้ำไหม มีแผลในปากหรือตาแดงไหม กินยาอะไรใหม่ในช่วง 2–8 สัปดาห์ที่ผ่านมาไหม และมีคนรอบตัวเป็นแบบเดียวกันไหม
เช็กเร็ว ไข้ออกผื่นของคุณเข้ากับโรคไหน
ใช้รายการนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัย
ไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง 3–4 วันก่อน แล้วผื่นแดงเริ่มที่ไรผมและหลังหู ลามลงล่าง → หัด
ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ ผื่นชมพูจาง ๆ เริ่มที่หน้าแล้วลามทั้งตัวใน 24 ชั่วโมง ต่อมน้ำเหลืองหลังหูโต → หัดเยอรมัน
เด็กอายุ 6 เดือน–2 ปี ไข้สูง 3–5 วัน ไข้ลดแล้วผื่นถึงขึ้น ที่ลำตัว → ส่าไข้
ไข้สูงลอย 2–7 วัน ปวดเมื่อยมาก หน้าแดง มีจุดเลือดเล็ก ๆ หรือผื่นแดงที่มีวงขาวแทรกช่วงไข้ลด → ไข้เลือดออก
ไข้ไม่สูง ผื่นแดงคัน ตาแดง หรือปวดข้อมากจนเดินลำบาก หลังโดนยุงกัด → ไข้ซิกา หรือชิคุนกุนยา
ตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น และแผลในปาก → มือเท้าปาก
ตุ่มน้ำใสคันเริ่มที่ลำตัว มีหลายระยะพร้อมกันทั้งตุ่มใหม่ ตุ่มหนอง และสะเก็ด → อีสุกอีใส
เจ็บคอ ผื่นแดงเล็กละเอียดสากเหมือนกระดาษทราย ลิ้นแดงเป็นตุ่ม → ไข้อีดำอีแดง
ผื่นแดงคันทั่วตัวขึ้น 4–14 วันหลังเริ่มยาตัวใหม่ → ผื่นแพ้ยา
ไข้สูงร่วมกับจุดหรือจ้ำเลือดที่ กดแล้วไม่จาง และลามเร็ว หรือมีแผลสะเก็ดดำคล้ายบุหรี่จี้ → ไข้กาฬหลังแอ่น หรือไข้รากสาดใหญ่ ต้องไปโรงพยาบาลทันที
1. โรคหัด (Measles)
ลักษณะ: ไข้สูง 39–40 °C ร่วมกับไอ น้ำมูก และตาแดง 2–4 วันก่อนผื่น อาจเห็นจุดขาวเล็กบนกระพุ้งแก้มด้านใน (Koplik spots) ผื่นเป็นปื้นแดงเริ่มที่ไรผม หลังหู และหน้า แล้วลามลงลำตัวและแขนขาภายใน 3 วัน ผื่นชิดกันเป็นแผ่น และไข้มักสูงที่สุดวันที่ผื่นขึ้น เมื่อผื่นจางจะทิ้งรอยสีน้ำตาลและลอกเป็นขุยละเอียด
สาเหตุ: ไวรัสหัด (measles virus) ติดต่อทางละอองฝอยและลอยอยู่ในอากาศได้นาน เป็นโรคที่ติดต่อง่ายที่สุดโรคหนึ่ง คนที่ไม่เคยได้วัคซีนถ้าอยู่ห้องเดียวกับผู้ป่วยมีโอกาสติดสูงมาก ระยะฟักตัว 10–14 วัน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และคนภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะแทรกซ้อนที่พบคือปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ท้องเสีย และสมองอักเสบ แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 4 วันก่อนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกรายที่สงสัยหัดควรพบแพทย์เพื่อยืนยันและแจ้งควบคุมโรค และควรโทรแจ้งก่อนไปเพื่อไม่ให้ติดคนในห้องรอ ต้องรีบไปถ้าหอบเหนื่อย ซึม ชัก หรือกินดื่มไม่ได้
การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กที่เป็นหัดได้วิตามินเอขนาดตามอายุ 2 วันติดกัน เช่น 200,000 หน่วยในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งแพทย์เป็นผู้สั่ง รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ โรคหัดคืออะไร หัดกับหัดเยอรมันต่างกันอย่างไร
2. หัดเยอรมัน (Rubella)
ลักษณะ: ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ ผื่นสีชมพูจางเป็นจุดเล็ก ๆ เริ่มที่หน้าแล้วลามทั้งตัวภายใน 24 ชั่วโมง และจางหายใน 3 วัน จุดเด่นคือต่อมน้ำเหลืองหลังหูและท้ายทอยโต กดเจ็บ ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิง มักปวดข้อนิ้วมือและข้อมือร่วมด้วย
สาเหตุ: ไวรัสหัดเยอรมัน (rubella virus) ติดต่อทางละอองฝอย ระยะฟักตัว 14–21 วัน ผู้ติดเชื้อราวครึ่งหนึ่งไม่มีผื่นเลย
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต่ำสำหรับคนทั่วไป แต่ สูงมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะถ้าติดเชื้อในไตรมาสแรก ทารกเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิด ทั้งหัวใจ ตา และหู
เมื่อไรต้องพบแพทย์: หญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่นหรือสัมผัสคนเป็นผื่นไข้ ต้องแจ้งแพทย์ฝากครรภ์ทันทีเพื่อตรวจเลือด แม้ตัวเองจะไม่มีอาการ
3. ส่าไข้ หรือไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola infantum)
ลักษณะ: เด็กอายุ 6 เดือน–2 ปี มีไข้สูง 39–40 °C นาน 3–5 วัน แต่ดูไม่ค่อยป่วยเมื่อเทียบกับไข้ พอไข้ลงจึงมีผื่นแดงชมพูเป็นจุดเล็ก ๆ ขึ้นที่ลำตัวและคอ ไม่คัน และหายเองใน 1–2 วัน คำว่า "ส่าไข้" ที่คนไทยใช้ก็มาจากผื่นที่ขึ้นหลังไข้ส่างนี้เอง
สาเหตุ: ไวรัสเฮอร์ปีส์ชนิดที่ 6 และ 7 (HHV-6, HHV-7) เด็กส่วนใหญ่เคยติดเชื้อนี้แล้วก่อนอายุ 3 ปี
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต่ำ ผื่นไม่อันตราย ความเสี่ยงจริงอยู่ในช่วงไข้สูง เพราะเด็กราว 10–15% อาจชักจากไข้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ 38 °C ขึ้นไปต้องพบแพทย์ทุกราย และเด็กทุกวัยที่ชัก ซึม ปลุกตื่นยาก หรือไข้เกิน 5 วัน ส่วนผื่นที่ขึ้นหลังไข้ลดในเด็กที่ร่าเริงดีแล้ว ส่วนใหญ่ดูแลที่บ้านได้
4. ไข้เลือดออก (Dengue)
ลักษณะ: ไข้สูงลอย 2–7 วัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก หน้าและลำตัวแดงช่วงแรก อาจมีจุดเลือดเล็ก ๆ ที่แขนขา ช่วงไข้ลดหรือหลังไข้ลดราววันที่ 3–6 จะมีผื่นแดงคันที่ขาและแขน ซึ่งมีวงผิวขาวแทรกเป็นหย่อม ๆ เหมือนเกาะสีขาวในทะเลสีแดง
สาเหตุ: ไวรัสเดงกีจากยุงลาย พบตลอดปีในประเทศไทยและชุกในฤดูฝน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูง ช่วงอันตรายที่สุดคือ ช่วงที่ไข้เริ่มลด ซึ่งเป็นระยะวิกฤต 24–48 ชั่วโมงที่อาจช็อกจากพลาสมารั่ว คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าไข้ลดแปลว่าหายแล้ว
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีไข้สูง 2 วันขึ้นไปในพื้นที่มียุงลาย ควรตรวจเลือด และต้องไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีสัญญาณเตือน ได้แก่ ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง เลือดออกตามไรฟันหรือจมูก ถ่ายดำ ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือไม่ปัสสาวะนานเกิน 4–6 ชั่วโมง
ข้อห้ามสำคัญ: เมื่อสงสัยไข้เลือดออก ห้ามกินแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ให้ใช้พาราเซตามอลเท่านั้น วิธีแยกผื่นไข้เลือดออกจากผื่นอื่นอ่านต่อได้ที่ ผื่นไข้เลือดออก เป็นแบบไหน คันไหม กี่วันหาย
5. ไข้ซิกา และไข้ชิคุนกุนยา (Zika / Chikungunya)
ลักษณะ: ไข้ซิกามักไข้ต่ำ ผื่นแดงเป็นจุดและตุ่มนูนเล็กทั่วตัว คันชัด ตาแดงแต่ไม่มีขี้ตา และปวดข้อเล็กน้อย ส่วนไข้ชิคุนกุนยามีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับปวดข้อมือ ข้อเท้า และนิ้วอย่างรุนแรงจนกำมือหรือเดินลำบาก ผื่นแดงขึ้นราววันที่ 2–5
สาเหตุ: ไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะเช่นเดียวกับไข้เลือดออก ไวรัสซิกายังติดต่อทางเพศสัมพันธ์และจากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายใน 5–7 วัน แต่ไข้ซิกาในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงทำให้ทารกศีรษะเล็ก และอาการปวดข้อจากชิคุนกุนยาอาจอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: หญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่นไข้ทุกราย และทุกคนที่ยังแยกไม่ได้ว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะสามโรคนี้มาจากยุงตัวเดียวกันและช่วงแรกคล้ายกันมาก
6. โรคมือเท้าปาก (Hand, foot and mouth disease)
ลักษณะ: ไข้ต่ำถึงปานกลาง 1–2 วัน เจ็บปากจนไม่ยอมกินอาหาร มีแผลตื้นในปาก ลิ้น และเพดาน ร่วมกับตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำรูปรีที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น และหัวเข่า ไม่ค่อยคัน
สาเหตุ: ไวรัสกลุ่มเอนเทอโร เช่น ค็อกแซกกีเอ 16 และเอนเทอโรไวรัส 71 พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อทางน้ำลาย น้ำในตุ่ม และอุจจาระ ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กก็ติดได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายใน 7–10 วัน แต่เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 อาจทำให้สมองอักเสบได้ บางรายเล็บลอกหลังหาย 3–8 สัปดาห์ ซึ่งไม่อันตราย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เด็กที่ดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น สะดุ้งผวาบ่อยขณะหลับ ซึม อาเจียนซ้ำ แขนขาอ่อนแรง หรือหอบ ต้องไปโรงพยาบาลทันที อ่านต่อ โรคมือเท้าปาก แยกตุ่มน้ำจากเริมและอีสุกอีใสอย่างไร
7. อีสุกอีใส (Chickenpox)
ลักษณะ: ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย 1–2 วัน แล้วมีตุ่มแดงที่กลายเป็นตุ่มน้ำใสบนฐานแดง เริ่มที่ลำตัวและหนังศีรษะแล้วลามไปหน้าและแขนขา คันมาก จุดเด่นคือ มีตุ่มหลายระยะพร้อมกัน ทั้งตุ่มแดงใหม่ ตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และสะเก็ด
สาเหตุ: ไวรัสวาริเซลลา (varicella-zoster virus) ติดต่อทางละอองฝอยและน้ำในตุ่ม ระยะฟักตัว 10–21 วัน เชื้อตัวเดียวกันนี้จะซ่อนในปมประสาทและอาจกลับมาเป็น งูสวัด ในภายหลัง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เด็กส่วนใหญ่หายใน 7–10 วัน แต่ผู้ใหญ่ วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ และคนภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสปอดอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำที่ผิวมากกว่า แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1–2 วันก่อนผื่นขึ้นจนกว่าตุ่มทุกเม็ดจะตกสะเก็ด
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผู้ใหญ่และวัยรุ่นตั้งแต่ 13 ปี ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของผื่น เพราะยาต้านไวรัสอะไซโคลเวียร์ (acyclovir) ได้ผลดีเมื่อเริ่มในช่วงนี้ ขนาดที่ใช้บ่อยในผู้ใหญ่คือ 800 มก. วันละ 5 ครั้ง นาน 7 วัน ส่วนตุ่มที่บวมแดงร้อนหรือมีหนองมาก หอบเหนื่อย หรือซึม ต้องไปโรงพยาบาล อ่านต่อ อีสุกอีใส สาเหตุ อาการ วิธีรักษา
8. ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)
ลักษณะ: เด็กอายุ 5–15 ปี มีไข้ เจ็บคอมาก ต่อมทอนซิลแดงบวม ภายใน 1–2 วันมีผื่นแดงเป็นจุดเล็กละเอียด ลูบแล้ว สากเหมือนกระดาษทราย เริ่มที่คอ รักแร้ และขาหนีบ แล้วลามทั้งตัว ข้อพับเป็นเส้นแดงเข้ม หน้าแดงแต่รอบปากซีด ลิ้นแดงเป็นตุ่มเหมือนผลสตรอว์เบอร์รี และ 1–2 สัปดาห์ต่อมาผิวปลายนิ้วมือนิ้วเท้าลอก
สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ที่ผลิตสารพิษทำให้เกิดผื่น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง ต่างจากไข้ออกผื่นส่วนใหญ่ตรงที่ ต้องได้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันไข้รูมาติกและไตอักเสบ ยาที่ใช้บ่อยคืออะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) 50 มก./กก./วัน (ไม่เกิน 1,000 มก./วัน) หรือเพนิซิลลินวี กินให้ครบ 10 วัน แม้ไข้จะลงตั้งแต่วันที่ 2
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เด็กที่เจ็บคอร่วมกับผื่นสากทั่วตัวควรพบแพทย์เพื่อตรวจคอ เด็กหยุดเรียนได้หลังกินยาครบ 24 ชั่วโมงและไม่มีไข้
9. ผื่นแพ้ยาที่มีไข้ (Drug exanthem)
ลักษณะ: ผื่นแดงเป็นจุดและปื้นเล็กคล้ายผื่นหัด คันชัด เริ่มที่ลำตัวแล้วลามไปแขนขา ขึ้นหลังเริ่มยาตัวใหม่ 4–14 วัน อาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย ยาที่พบบ่อยคือยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินและซัลฟา ยากันชัก และอัลโลพูรินอล ผื่นมักจางใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยา
สาเหตุ: ปฏิกิริยาของเม็ดเลือดขาวต่อยา ไม่ใช่การติดเชื้อ จึงไม่ติดต่อ จุดที่ทำให้สับสนบ่อยคือ เด็กหรือวัยรุ่นที่เจ็บคอจากไวรัส EBV แล้วได้อะม็อกซีซิลลิน มักมีผื่นแดงทั่วตัวซึ่งต้องให้แพทย์แยก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ต้องแยกจากผื่นแพ้ยารุนแรงสองโรค คือ สตีเวนส์จอห์นสัน (SJS) ที่มีแผลในปาก ตา หรืออวัยวะเพศ ผิวพองหรือหลุดลอก และเจ็บผิว กับ DRESS ที่ขึ้นหลังเริ่มยา 2–8 สัปดาห์ ร่วมกับหน้าบวม ไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต และตับอักเสบ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่มีผื่นทั่วตัวหลังเริ่มยาใหม่ ควรพบแพทย์ก่อนหยุดยาเอง โดยเฉพาะยาโรคประจำตัว และไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้ามีแผลที่เยื่อบุหรือผิวพอง อ่านต่อ ผื่นแพ้ยา drug exanthem แยกจาก SJS อย่างไร
10. ไข้ที่มีจ้ำเลือดหรือแผลบุหรี่จี้: ไข้กาฬหลังแอ่น และไข้รากสาดใหญ่
ลักษณะ: ไข้กาฬหลังแอ่น (meningococcemia) เริ่มด้วยไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อย มือเท้าเย็น แล้วมีจุดเลือดหรือจ้ำเลือดสีม่วงที่ กดแล้วไม่จาง และลามเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วนไข้รากสาดใหญ่ (scrub typhus) มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ผื่นแดงที่ลำตัว และมักพบแผลสะเก็ดดำขอบแดงขนาด 5–10 มม. คล้ายบุหรี่จี้ ในที่อับ เช่น ขาหนีบ รักแร้ หรือขอบกางเกง
สาเหตุ: ไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียไนซีเรียเมนิงจิไทดิส ส่วนไข้รากสาดใหญ่เกิดจากเชื้อริกเก็ตเซียที่ติดจากตัวไรอ่อนในพื้นที่ป่า สวน หรือไร่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูงที่สุดในบทความนี้ ไข้กาฬหลังแอ่นอาจช็อกและเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง ไข้รากสาดใหญ่รักษาได้ดีด้วยยาด็อกซีไซคลิน (doxycycline) 100 มก. วันละ 2 ครั้ง ราว 7 วัน แต่ถ้าวินิจฉัยช้าอาจมีปอดและตับวาย
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีไข้ร่วมกับจุดเลือดที่กดแล้วไม่จาง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอดูอาการ ทดสอบง่าย ๆ คือกดแก้วใสลงบนผื่น ถ้ามองผ่านแก้วแล้วผื่นยังแดงหรือม่วงอยู่ ถือว่าเป็นจุดเลือด อ่านวิธีแยกเพิ่มเติมที่ จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดจากอะไร
ผื่นขึ้นตอนไหนของไข้ ช่วยแยกโรคได้มากที่สุด
ถ้าจำได้แค่ข้อเดียว ให้จำเวลาที่ผื่นขึ้นเทียบกับไข้
ผื่นขึ้นพร้อมไข้วันแรก ๆ: หัดเยอรมัน ไข้ซิกา อีสุกอีใส มือเท้าปาก และไข้อีดำอีแดง (ภายใน 1–2 วัน)
ผื่นขึ้นวันที่ 3–5 ขณะยังไข้สูง: หัด ไข้ชิคุนกุนยา ไข้รากสาดใหญ่
ผื่นขึ้นตอนไข้ลด: ส่าไข้ในเด็กเล็ก และผื่นระยะฟื้นตัวของไข้เลือดออก
ผื่นขึ้นหลังเริ่มยา 4–14 วัน: ผื่นแพ้ยา (ถ้า 2–8 สัปดาห์และหน้าบวม ให้นึกถึง DRESS)
ผื่นจ้ำเลือดที่ลามเร็วภายในชั่วโมง: ไข้กาฬหลังแอ่น ต้องไปโรงพยาบาลทันที
ตำแหน่งที่ผื่นเริ่มก็ช่วยได้ หัดเริ่มที่ไรผมและหลังหู หัดเยอรมันเริ่มที่หน้า ส่าไข้และอีสุกอีใสเริ่มที่ลำตัว ไข้อีดำอีแดงเริ่มที่คอและข้อพับ มือเท้าปากขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น ส่วนผื่นไข้เลือดออกระยะฟื้นตัวมักชัดที่ขา
ภูมิตก ผื่นขึ้น เกิดจากอะไร
คำว่า "ภูมิตก ผื่นขึ้น" ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ แต่คนมักใช้เรียกผื่นที่ขึ้นตอนป่วย พักผ่อนน้อย หรือเครียด ซึ่งในความเป็นจริงมักเป็นหนึ่งในภาวะต่อไปนี้
ผื่นไวรัสทั่วไป (viral exanthem): ผื่นแดงจุดเล็กทั่วตัวที่ขึ้นระหว่างหรือหลังเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด ไม่ค่อยคัน หายเองใน 3–7 วัน และพบบ่อยที่สุด
ลมพิษจากการติดเชื้อ: ผื่นนูนแดงเป็นปื้นคันที่ย้ายที่ไปมา แต่ละปื้นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง พบบ่อยในเด็กที่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อ่านต่อ ลมพิษ เกิดจากอะไร
เริมหรืองูสวัดกำเริบ: ตุ่มน้ำเป็นกลุ่ม ปวดแสบ ขึ้นตามแนวเส้นประสาทข้างเดียว เป็นภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันลดลงจริง ควรพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อรับยาต้านไวรัส
ผื่นจากการติดเชื้อ HIV ระยะแรก: มีไข้ เจ็บคอ ผื่นแดงทั่วตัว 2–4 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง ควรตรวจเลือด อ่านต่อ ผื่น HIV เป็นอย่างไร
ถ้าผื่นขึ้นซ้ำบ่อยทุกครั้งที่ป่วย มีงูสวัดหรือเชื้อราในปากซ้ำ ๆ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรให้แพทย์ประเมินภูมิคุ้มกัน ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแค่ภูมิตก
ไข้ออกผื่นในผู้ใหญ่ ต่างจากเด็กอย่างไร
เด็กมักเป็นไข้ออกผื่นจากไวรัสที่หายเอง เช่น ส่าไข้ มือเท้าปาก ส่วนผู้ใหญ่ที่มีไข้ออกผื่น แพทย์จะคิดถึงอีกกลุ่มโรคที่ต่างออกไป
ไข้เลือดออก ไข้ซิกา และชิคุนกุนยา: พบในผู้ใหญ่ไทยบ่อยที่สุด และผู้ใหญ่ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนเสี่ยงเป็นแบบรุนแรงเมื่อติดซ้ำต่างสายพันธุ์
ผื่นแพ้ยา: ผู้ใหญ่ใช้ยาหลายตัวกว่าเด็ก ผื่นที่ขึ้นหลังเริ่มยาใหม่จึงต้องนึกถึงเสมอ
อีสุกอีใสและหัดในผู้ใหญ่: รุนแรงกว่าในเด็กชัดเจน และเสี่ยงปอดอักเสบมากกว่า
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: ผื่น HIV ระยะแรก และซิฟิลิสระยะที่ 2 ซึ่งมักมีผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
ไข้รากสาดใหญ่และเลปโตสไปโรซิส: ในคนที่เดินป่า ทำสวน หรือลุยน้ำท่วม
ผู้ใหญ่ที่มีไข้ออกผื่นจึงควรพบแพทย์เร็วกว่าเด็กที่ร่าเริงดี โดยเฉพาะถ้าไข้เกิน 2–3 วัน หรือเพิ่งเริ่มยาใหม่
ไข้ออกผื่น ติดต่อไหม ต้องหยุดเรียนหยุดงานกี่วัน
ไข้ออกผื่นจากการติดเชื้อส่วนใหญ่ติดต่อได้ ยกเว้นผื่นแพ้ยาและไข้จากยุงซึ่งไม่ติดจากคนสู่คนโดยตรง (ยกเว้นไข้ซิกาทางเพศสัมพันธ์) แนวทางทั่วไปที่ใช้กันคือ
หัด: แยกตัวจนครบ 4 วันหลังผื่นขึ้น
หัดเยอรมัน: แยกตัว 7 วันหลังผื่นขึ้น และหลีกเลี่ยงหญิงตั้งครรภ์
อีสุกอีใส: แยกตัวจนตุ่มทุกเม็ดตกสะเก็ด ปกติราว 5–7 วัน
มือเท้าปาก: หยุดเรียนราว 7 วัน หรือจนแผลในปากหายและไม่มีไข้ เชื้อยังออกทางอุจจาระได้หลายสัปดาห์ จึงต้องล้างมือหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
ไข้อีดำอีแดง: หยุดเรียนจนกินยาปฏิชีวนะครบ 24 ชั่วโมงและไม่มีไข้
ไข้เลือดออก ไข้ซิกา ชิคุนกุนยา: ไม่ติดจากการสัมผัส แต่ผู้ป่วยควรนอนในมุ้งหรือป้องกันยุงกัด เพื่อไม่ให้ยุงนำเชื้อไปสู่คนในบ้าน
ไข้ออกผื่น กี่วันหาย
ระยะเวลาขึ้นกับโรค ตัวเลขต่อไปนี้เป็นค่าโดยประมาณในคนสุขภาพดี
ส่าไข้: ไข้ 3–5 วัน ผื่นหายใน 1–2 วัน
หัดเยอรมัน: ผื่นหายใน 3 วัน
หัด: ผื่นอยู่ราว 5–7 วัน ทิ้งรอยน้ำตาลได้อีก 1–2 สัปดาห์
ไข้เลือดออก: ไข้ 2–7 วัน ผื่นระยะฟื้นตัวคันได้อีก 3–7 วัน
มือเท้าปากและอีสุกอีใส: 7–10 วัน
ไข้อีดำอีแดง: ไข้ลดใน 24–48 ชั่วโมงหลังได้ยา ผิวลอกช่วง 1–2 สัปดาห์ต่อมา
ผื่นแพ้ยา: จางใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยาที่แพ้
ถ้าไข้ยังไม่ลงเกิน 5 วัน หรือผื่นยังลามต่อหลัง 7 วัน ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง แม้จะเคยตรวจแล้วก็ตาม
วิธีรักษาไข้ออกผื่น ใช้ยาอะไรบรรเทาได้
ไข้ออกผื่นจากไวรัสส่วนใหญ่ไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง การรักษาจึงเป็นการคุมไข้ ลดคัน และป้องกันภาวะขาดน้ำ ยกเว้นบางโรคที่ต้องได้ยาเฉพาะจากแพทย์ ได้แก่ ไข้อีดำอีแดง (ยาปฏิชีวนะ) อีสุกอีใสในผู้ใหญ่ (ยาต้านไวรัส) ไข้รากสาดใหญ่ (ด็อกซีไซคลิน) และหัดในเด็ก (วิตามินเอ)
ยาลดไข้: ใช้พาราเซตามอล (paracetamol) เป็นหลัก ในเด็กใช้ 10–15 มก./กก./ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน ในผู้ใหญ่ครั้งละ 500–1,000 มก. ไม่เกิน 4,000 มก./วัน และไม่เกิน 2,000–3,000 มก./วันในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ประจำหรือมีโรคตับ ยาลดไข้ทำให้สบายขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้โรคหายเร็วขึ้น
ยาที่ห้ามใช้เอง: ห้ามให้แอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้ เพราะเสี่ยงกลุ่มอาการราย (Reye syndrome) โดยเฉพาะในอีสุกอีใส และงดไอบูโพรเฟนกับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทุกชนิดจนกว่าแพทย์จะตัดไข้เลือดออกออกได้
ยาลดคัน: ยาแก้แพ้ เช่น เซทิริซีน (cetirizine) ผู้ใหญ่ 10 มก. วันละครั้ง เด็ก 2–5 ปี 2.5 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือคลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) ผู้ใหญ่ 4 มก. ทุก 6 ชั่วโมงตามอาการ ซึ่งทำให้ง่วง ควรเลี่ยงยาแก้แพ้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ทาโลชันคาลาไมน์ (calamine) บนผื่นหรือตุ่มอีสุกอีใสที่ยังไม่แตก และอาบน้ำอุ่นหรือเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้อง
สิ่งที่ไม่ควรทา: ยาสเตียรอยด์ทาบนผื่นที่ยังไม่รู้สาเหตุ โดยเฉพาะตุ่มน้ำ และยาหม่องหรือสมุนไพรบนตุ่มที่แตก ซึ่งระคายเคืองและเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ
การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาที่ใช้ เป็นการตัดสินของแพทย์ตามน้ำหนัก อายุ โรคประจำตัว และโรคที่เป็นจริง
วิธีดูแลตัวเองที่บ้านเมื่อมีไข้ออกผื่น
ดื่มน้ำให้พอ: สังเกตปัสสาวะทุก 4–6 ชั่วโมงและสีไม่เข้ม เด็กที่เจ็บปากจากมือเท้าปากให้ดื่มนมหรือน้ำเย็น และอาหารอ่อนที่ไม่เผ็ด
วัดไข้และจดบันทึก: จดอุณหภูมิ เวลาให้ยา และวันที่ผื่นขึ้น ถ่ายรูปผื่นทุกวัน ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้เร็วขึ้นมาก
ตัดเล็บสั้นและไม่เกาตุ่ม: ลดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำและแผลเป็น โดยเฉพาะอีสุกอีใส
แยกของใช้และล้างมือ: ไม่ใช้แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือช้อนร่วมกัน ล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที
ป้องกันยุงกัด: ถ้าสงสัยไข้เลือดออก ไข้ซิกา หรือชิคุนกุนยา ให้นอนในมุ้งและทายากันยุงตลอดช่วงที่มีไข้
จดยาที่กิน: ทุกตัว รวมถึงอาหารเสริมและสมุนไพรในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้แพทย์ประเมินผื่นแพ้ยา
แพทย์วินิจฉัยไข้ออกผื่นอย่างไร
ส่วนใหญ่แพทย์วินิจฉัยได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย โดยดูรูปแบบผื่น ตำแหน่ง ตุ่มน้ำ จุดเลือด แผลในปาก ต่อมน้ำเหลือง และตรวจคอ การตรวจเพิ่มเติมเลือกตามโรคที่สงสัย เช่น
ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด และความเข้มข้นเลือด สำหรับไข้เลือดออก
ตรวจแอนติเจน NS1 หรือแอนติบอดีต่อไวรัสเดงกี ซิกา หรือหัด
ตรวจคอหาเชื้อสเตรปโตคอคคัสในเด็กที่สงสัยไข้อีดำอีแดง
ค่าตับ ค่าไต และเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล ในผู้ที่สงสัย DRESS
ตัดชิ้นเนื้อผิวหนังในรายที่ผื่นไม่เข้ากับโรคใดชัดเจน หรือสงสัยผื่นแพ้ยารุนแรงและหลอดเลือดอักเสบ
แพทย์ผิวหนังช่วยได้มากในรายที่ผื่นยังอยู่หลังไข้หาย ผื่นคันเรื้อรังหลังติดเชื้อ หรือแยกไม่ออกว่าเป็นผื่นไวรัสหรือผื่นแพ้ยา
สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
จุดหรือจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จาง โดยเฉพาะถ้าลามเร็วหรือมีไข้สูงร่วมด้วย
ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ 38 °C ขึ้นไป
ซึม ปลุกตื่นยาก สับสน ชัก คอแข็ง หรือแขนขาอ่อนแรง
หอบเหนื่อย หายใจเร็ว ริมฝีปากเขียว
ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง เลือดออกตามไรฟันหรือจมูก ถ่ายดำ โดยเฉพาะช่วงไข้ลด
ไม่ปัสสาวะนานเกิน 4–6 ชั่วโมง ปากแห้งมาก มือเท้าเย็น
แผลในปาก ตาแดงอักเสบ ผิวพอง หรือผิวหลุดลอก หลังเริ่มยาใหม่
ไข้สูงเกิน 5 วัน หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่นไข้ทุกกรณี
คนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยาเคมีบำบัด ยากดภูมิ หรือสเตียรอยด์ขนาดสูง
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องไข้ออกผื่น
"ไข้ลดแล้วผื่นขึ้น แปลว่าหายแล้ว" ใช้ได้กับส่าไข้ในเด็กเล็ก แต่ในไข้เลือดออก ช่วงไข้ลดคือช่วงที่อันตรายที่สุด
"ผื่นออกแล้วไข้จะลง ต้องให้ผื่นออกให้หมด" ความเชื่อเรื่องการ "ให้ผื่นออก" ด้วยการห่มผ้าหนาหรืองดอาบน้ำไม่มีหลักฐาน และทำให้ไข้สูงขึ้น การเช็ดตัวและอาบน้ำอุ่นทำได้ตามปกติ
"ห้ามกินไข่ ห้ามกินของแสลง" ไม่มีหลักฐานว่าทำให้ผื่นแย่ลง ผู้ป่วยควรได้โปรตีนเพียงพอ ยกเว้นคนที่แพ้อาหารชนิดนั้นจริง
"เป็นอีสุกอีใสหรือหัดแล้ว ไม่ต้องฉีดวัคซีนอีก" จริงเฉพาะโรคที่เป็นแล้วอย่างแน่นอน แต่ผื่นหลายโรคหน้าตาคล้ายกัน ถ้าไม่แน่ใจควรตรวจภูมิหรือฉีดวัคซีนตามแพทย์แนะนำ
การป้องกันไข้ออกผื่น
วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) 2 เข็ม ตามแผนวัคซีนเด็กไทยที่อายุ 9 เดือนและ 1 ปีครึ่ง ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับหรือไม่แน่ใจปรึกษาแพทย์ได้ และผู้หญิงควรเว้นการตั้งครรภ์ 1 เดือนหลังฉีด
วัคซีนอีสุกอีใส 2 เข็ม สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็น
วัคซีนไข้เลือดออกในกลุ่มที่แพทย์แนะนำ และกำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้านทุก 7 วัน
ล้างมือ ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และให้เด็กป่วยหยุดเรียนตามระยะแพร่เชื้อ
แจ้งแพทย์ทุกครั้งถ้าเคยแพ้ยา และเก็บบัตรแพ้ยาไว้กับตัว
สรุปสั้น ๆ
ไข้ออกผื่นส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและหายเองใน 3–10 วัน แต่ต้องแยกโรคที่ต้องได้ยาเฉพาะหรืออันตรายถึงชีวิตให้ได้ก่อน
วันที่ผื่นขึ้นเทียบกับไข้คือเบาะแสสำคัญ: ไข้ลดแล้วผื่นขึ้นในเด็กเล็กมักเป็นส่าไข้ แต่ในผู้ใหญ่ที่มีไข้สูงลอยต้องนึกถึงไข้เลือดออก
ผื่นจุดเลือดที่กดแล้วไม่จางร่วมกับไข้ ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
ใช้พาราเซตามอลลดไข้ งดแอสไพรินในเด็ก และงดไอบูโพรเฟนจนกว่าจะตัดไข้เลือดออกได้
ผื่นทั่วตัวหลังเริ่มยาใหม่ 4–14 วันอาจเป็นผื่นแพ้ยา ถ้ามีแผลในปากหรือผิวพองคือภาวะฉุกเฉิน
หญิงตั้งครรภ์ที่มีผื่นไข้หรือสัมผัสคนเป็นผื่นไข้ ควรแจ้งแพทย์ฝากครรภ์ทันที
คำถามที่พบบ่อยเรื่องไข้ออกผื่น
ไข้ออกผื่น ผู้ใหญ่ อาการเป็นยังไง
ผู้ใหญ่มักมีไข้ 38–40 °C ปวดเมื่อยตัว ปวดศีรษะ แล้วมีผื่นแดงเป็นจุดหรือปื้นที่ลำตัวและแขนขา บางโรคคันมาก เช่น ไข้ซิกาและผื่นระยะฟื้นตัวของไข้เลือดออก บางโรคปวดข้อมาก เช่น ชิคุนกุนยา หรือมีตุ่มน้ำเช่นอีสุกอีใส ในผู้ใหญ่ไทย สาเหตุที่ต้องนึกถึงก่อนคือไข้เลือดออก ผื่นแพ้ยาจากยาที่เพิ่งเริ่ม และอีสุกอีใสหรือหัดในคนที่ไม่เคยได้วัคซีน ผู้ใหญ่ที่มีไข้ออกผื่นเกิน 2–3 วันจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด แทนการรอให้หายเอง
ไข้ออกผื่น กี่วันหาย
ส่วนใหญ่หายใน 3–10 วัน ขึ้นกับโรค ส่าไข้ในเด็กเล็กผื่นหายใน 1–2 วันหลังไข้ลด หัดเยอรมันหายใน 3 วัน หัดใช้เวลา 5–7 วัน ส่วนมือเท้าปากและอีสุกอีใสราว 7–10 วัน ไข้เลือดออกมีไข้ 2–7 วัน และผื่นระยะฟื้นตัวอาจคันต่ออีกราวหนึ่งสัปดาห์ ผื่นแพ้ยาจะจางใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยาที่แพ้ ถ้าไข้ไม่ลงเกิน 5 วัน หรือผื่นยังลามหลัง 7 วัน ควรกลับไปพบแพทย์ แม้จะตรวจไปแล้วก็ตาม
ไข้ออกผื่น ผู้ใหญ่ ติดต่อไหม
ขึ้นกับสาเหตุ หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และมือเท้าปาก ติดต่อจากคนสู่คนได้ทางละอองฝอยหรือการสัมผัส ผู้ใหญ่จึงควรแยกตัวจากเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ในช่วงแพร่เชื้อ เช่น หัดจนครบ 4 วันหลังผื่นขึ้น และอีสุกอีใสจนตุ่มตกสะเก็ดทั้งหมด ส่วนไข้เลือดออกและชิคุนกุนยาไม่ติดจากการสัมผัส แต่ยุงที่กัดผู้ป่วยแล้วนำเชื้อไปสู่คนอื่นได้ ส่วนผื่นแพ้ยาไม่ติดต่อเลย
ไข้ออกผื่น ผู้ใหญ่ รักษายังไง
ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ คือพาราเซตามอลครั้งละ 500–1,000 มก. ห่างกัน 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 4,000 มก. ต่อวัน ดื่มน้ำให้ปัสสาวะออกทุก 4–6 ชั่วโมง และใช้ยาแก้แพ้ เช่น เซทิริซีน 10 มก. วันละครั้ง ร่วมกับโลชันคาลาไมน์ถ้าคัน ควรงดไอบูโพรเฟนและแอสไพรินจนกว่าแพทย์จะตัดไข้เลือดออกออกได้ บางโรคต้องได้ยาเฉพาะ เช่น อะไซโคลเวียร์สำหรับอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ที่เริ่มภายใน 24 ชั่วโมงแรก หรือยาปฏิชีวนะสำหรับไข้อีดำอีแดงและไข้รากสาดใหญ่ การเลือกยาควรเป็นของแพทย์หลังตรวจ
ภูมิตก ผื่นขึ้น เกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เป็นผื่นไวรัสทั่วไปที่ขึ้นระหว่างหรือหลังเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผื่นเป็นจุดแดงเล็กทั่วตัว ไม่ค่อยคัน หายเองใน 3–7 วัน รองลงมาคือลมพิษจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นปื้นนูนคันที่แต่ละปื้นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันลดลงจริงคือเริมหรืองูสวัดกำเริบ ซึ่งเป็นตุ่มน้ำเป็นกลุ่มและปวดแสบ ควรรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าผื่นขึ้นซ้ำบ่อย มีเชื้อราในปาก หรือน้ำหนักลด ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ
ไข้ลดแล้วผื่นขึ้น อันตรายไหม
ในเด็กอายุ 6 เดือน–2 ปีที่ไข้สูง 3–5 วันแล้วผื่นขึ้นตอนไข้ลด และเด็กกลับมาร่าเริง กินได้ มักเป็นส่าไข้ ซึ่งไม่อันตรายและหายใน 1–2 วัน แต่ในเด็กโตและผู้ใหญ่ที่เคยมีไข้สูงลอย ช่วงไข้ลดอาจเป็นระยะวิกฤตของไข้เลือดออก ถ้ามีปวดท้อง อาเจียนต่อเนื่อง ซึม มือเท้าเย็น เลือดออกตามไรฟัน หรือมีจุดเลือดที่กดแล้วไม่จาง ต้องไปโรงพยาบาลทันที แม้ไข้จะลงแล้วก็ตาม
ถ้าผื่นเป็นตุ่มน้ำหรือเกิดหลังเริ่มยาใหม่ อ่านต่อที่ อีสุกอีใส และ ผื่นแพ้ยา drug exanthem ส่วนผื่นที่สงสัยไข้เลือดออก ดู ผื่นไข้เลือดออก เป็นแบบไหน และบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 29 ตุลาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล ไข้ออกผื่นหลายโรคมีหน้าตาคล้ายกันในช่วงแรก ต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาเป็นการตัดสินของแพทย์ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล



ความคิดเห็น