top of page

Drug Exanthem (ผื่นแพ้ยา Morbilliform): สาเหตุ, อาการ, vs SJS/TEN, การรักษา

18 มิ.ย.
ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.

ผื่นแพ้ยาแบบ morbilliform (maculopapular drug eruption) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ทางผิวหนังจากยาที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็น 75–95% ของผื่นแพ้ยาทั้งหมด ลักษณะคล้ายผื่นหัด เริ่มจากจุดและตุ่มแดงที่ลำตัวก่อน แล้วกระจายไปแขนขาแบบสมมาตร มักเกิดหลังเริ่มยาใหม่ 7–14 วัน (หรือเร็วเพียง 1–2 วันหากเคยแพ้ยานั้นมาก่อน) แม้จะคันมากแต่ส่วนใหญ่ไม่อันตราย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกจาก SJS/TEN ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่อาจถึงแก่ชีวิต

ยาที่เป็นสาเหตุบ่อยและกลไกการเกิด

ผื่นชนิดนี้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดที่ 4 (Type IV delayed hypersensitivity) ซึ่งมี T-cell เป็นตัวกลาง ยาที่เป็นสาเหตุบ่อย ได้แก่

  • Penicillin/Amoxicillin: โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อ EBV/CMV ร่วมด้วย เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

  • กลุ่ม Sulfonamides: เช่น Bactrim (TMP-SMX)

  • ยากันชัก: Carbamazepine, Phenytoin, Lamotrigine ซึ่งกลุ่มที่มียีน HLA-B*1502 (พบในคนไทย 8–10%) มีความเสี่ยงเกิด SJS/TEN จาก Carbamazepine สูง ควรตรวจยีนก่อนเริ่มยา

  • Allopurinol: สัมพันธ์กับยีน HLA-B*5801

  • ยาอื่น: กลุ่ม NSAIDs และ Cephalosporin

แยกจาก SJS/TEN อย่างไร — สัญญาณอันตราย

ผื่น morbilliform ทั่วไปจะเป็นผื่นแดงคันที่ลำตัว ไม่มีแผลที่เยื่อเมือก ไม่มีผิวหนังหลุดลอก ไม่มีไข้สูง และไม่มีใบหน้าบวม แต่หากพบสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ต้องสงสัยภาวะรุนแรง SJS/TEN หรือ DRESS และรีบพบแพทย์ทันที

  • แผลเยื่อเมือก: แผลที่ปาก ตา หรืออวัยวะเพศ (mucositis)

  • ผิวหนังหลุดลอก: ตุ่มน้ำพองหรือผิวหนังหลุดลอก (Nikolsky sign ให้ผลบวก)

  • หน้าบวม/ต่อมน้ำเหลืองโต: ผื่นที่หน้าบวมร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต อาจเป็น DRESS

  • ไข้สูง: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

  • ผลเลือดผิดปกติ: Eosinophil สูงเกิน 1,500 หรือค่าตับ AST/ALT สูง บ่งชี้ DRESS ที่มีตับอักเสบร่วม

  • อาการปวดผิวหนัง: ปวดแสบผิวหนัง (burning sensation)

การรักษาและการป้องกันในอนาคต

หลักการรักษาผื่นแพ้ยา morbilliform มีดังนี้ (ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์)

  • หยุดยาต้นเหตุ: สิ่งสำคัญที่สุด

  • ยาแก้แพ้: Cetirizine หรือ Loratadine เพื่อลดอาการคัน

  • ยาทา: สเตียรอยด์ทาความแรงปานกลาง เช่น Triamcinolone 0.1% หรือ Mometasone ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 7–14 วัน

  • ดูแลผิว: ประคบเย็นและทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น

  • ยารับประทาน: สเตียรอยด์ชนิดรับประทาน ใช้เฉพาะกรณีรุนแรงหรือสงสัย DRESS

ผื่นมักหายภายใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยา แต่อาจทิ้งรอยดำ (post-inflammatory hyperpigmentation) ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม สำหรับการป้องกันในอนาคต ควรบันทึกประวัติแพ้ยาไว้ในทุกโรงพยาบาล พกบัตรหรือสายรัดข้อมือแจ้งการแพ้ยา (Medic-Alert) แจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงยากลุ่มเดียวกันที่อาจแพ้ข้ามกัน (เช่น Penicillin อาจแพ้ข้ามกับ Cephalosporin ได้ 1–10%)

คำถามที่พบบ่อย

ผื่นแพ้ยาขึ้นกี่วันหลังกินยา? หากแพ้ครั้งแรกมักขึ้นภายใน 7–14 วันหลังเริ่มยา แต่ถ้าเคยแพ้ยานั้นมาก่อน ผื่นอาจขึ้นเร็วภายใน 1–3 วัน

ต้องหยุดยาทันทีทุกกรณีไหม? หากเป็นผื่น morbilliform ล้วน ๆ ไม่มีสัญญาณอันตราย บางกรณีแพทย์อาจให้กินยาต่อพร้อมยาแก้แพ้ (treat through) แต่หากมีสัญญาณอันตรายต้องหยุดยาทันทีและพบแพทย์

ผื่นจะหายในกี่วัน? โดยทั่วไปผื่นจะดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์หลังหยุดยา และอาจทิ้งรอยดำในผู้ที่ผิวสีเข้ม

ครั้งหน้าจะแพ้ยาตัวเดิมอีกไหม? ใช่ และมักรุนแรงและเกิดเร็วกว่าเดิม จึงต้องหลีกเลี่ยงยาตัวนั้นและยากลุ่มเดียวกันตลอดชีวิต

หากมีผื่นขึ้นหลังเริ่มยาใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ แผลในปาก หรือผิวหนังหลุดลอก ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา ปรึกษาผื่นแพ้ยากับแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page