top of page

หูดหงอนไก่ เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากติ่งเนื้อ–หูดข้าวสุก–มุกไข่ปลา ทำไม "ดึงรากหูด" ไม่มีจริง และวิธีรักษาให้ตรงชนิด

18 ส.ค.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 4 วันที่ผ่านมา

หูดหงอนไก่ (genital warts หรือ condyloma acuminata) คือตุ่มหรือติ่งเนื้อผิวขรุขระที่ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ หรือรอบทวารหนัก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (human papillomavirus, HPV) ซึ่งราว 90% เป็นสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่ำ โรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยและกำจัดรอยโรคที่มองเห็นได้ด้วยยาทาหรือหัตถการ แต่เชื้อที่แฝงในผิวรอบ ๆ ทำให้หูดกลับมาได้ราว 20–30% ในช่วง 3 เดือนแรก

บทความนี้แยกอาการตามตำแหน่งในผู้หญิงและผู้ชาย บอกวิธีแยกจากตุ่มที่หน้าตาคล้ายกัน ชื่อยาและหัตถการที่แพทย์ใช้จริง และสิ่งที่ควรคุยกับคู่ของคุณ การเป็นหูดหงอนไก่ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนหรือความซื่อสัตย์ของใคร เป็นเพียงการติดเชื้อที่คนจำนวนมากเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

หูดหงอนไก่ เกิดจากอะไร ติดต่อทางไหน

หูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อเอชพีวีที่เข้าสู่เซลล์ผิวหนังชั้นบนผ่านรอยถลอกเล็ก ๆ เอชพีวีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ สายพันธุ์ 6 และ 11 ทำให้เกิดหูด ส่วนสายพันธุ์ 16 และ 18 สัมพันธ์กับมะเร็ง คนหนึ่งคนติดหลายสายพันธุ์พร้อมกันได้

เชื้อติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศกับคนที่มีเชื้อ ซึ่งรวมถึงเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ และเกิดได้แม้ไม่มีอาการ ผู้ที่มีเชื้อส่วนมากไม่เคยมีหูดและไม่รู้ตัว ร่างกายมักควบคุมเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี ส่วนการติดจากแก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือฝารองนั่งชักโครกนั้นเกิดได้ยากมากและไม่ใช่ช่องทางหลัก

ปัจจัยที่ทำให้เป็นหูดง่ายหรือเป็นนานขึ้น ได้แก่ การสูบบุหรี่ เบาหวานที่คุมไม่ได้ การตั้งครรภ์ การติดเชื้อเอชไอวี และการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

อาการเริ่มแรกของหูดหงอนไก่ เป็นยังไง

ลักษณะ: เริ่มจากตุ่มเล็กขนาด 1–2 มม. สีเนื้อ สีชมพู หรือน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระหรือแบนเรียบก็ได้ อาจมีจุดเดียวแล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนและรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายดอกกะหล่ำหรือหงอนไก่ ขนาดของแต่ละตุ่มมักไม่เท่ากันและเรียงกระจัดกระจาย ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บางคนคัน แสบ หรือมีเลือดออกเมื่อเสียดสี

สาเหตุ: เซลล์ผิวที่ติดเชื้อเอชพีวีแบ่งตัวมากขึ้นจนผิวหนาเป็นตุ่ม ใช้เวลาเฉลี่ยราว 3 เดือนหลังรับเชื้อ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่ไม่ควรรอดูนาน เพราะตุ่มอาจเพิ่มจำนวน ติดต่อคู่ได้ และรักษาง่ายกว่าเมื่อยังมีน้อย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเห็นตุ่มใหม่ที่อวัยวะเพศ ขาหนีบ หรือรอบทวารหนัก โดยเฉพาะตุ่มที่เพิ่มจำนวนใน 2–4 สัปดาห์ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นตุ่มชนิดใด อ่านภาพรวมได้ที่ ตุ่มที่อวัยวะเพศ เกิดจากอะไร

หูดหงอนไก่ในผู้หญิง: ปากช่องคลอด ช่องคลอด และปากมดลูก

ลักษณะ: พบที่แคม ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ฝีเย็บ และรอบทวารหนัก ตุ่มด้านนอกมักคลำเจอเองหรือเห็นตอนส่องกระจก ส่วนตุ่มในช่องคลอดหรือปากมดลูกมักมองไม่เห็นและไม่มีอาการ บางคนมีตกขาวเพิ่ม คัน หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุ: เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นหลัก ผิวบริเวณนี้บางและชื้น หูดจึงมักนุ่มและขยายตัวได้เร็ว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: หูดด้านนอกไม่อันตรายต่อชีวิต หูดที่ปากมดลูกต้องตรวจเพิ่มเพื่อแยกรอยโรคก่อนมะเร็งก่อนเริ่มรักษา แพทย์จะตรวจภายในร่วมกับตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap smear หรือ HPV DNA) ตามรอบ และส่องกล้องปากมดลูก (colposcopy) เมื่อเห็นรอยโรค การมีหูดด้านนอกอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนรอบการคัดกรอง แต่ควรตรวจให้ตรงรอบ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มขรุขระที่แคมหรือปากช่องคลอด เลือดออกผิดปกติ ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือเลยรอบแล้ว หรือกำลังตั้งครรภ์

หูดหงอนไก่ในผู้ชาย: องคชาต ถุงอัณฑะ และปลายท่อปัสสาวะ

ลักษณะ: พบที่ใต้หนังหุ้มปลาย ขอบหัวองคชาต ลำองคชาต ถุงอัณฑะ ขาหนีบ และปลายท่อปัสสาวะ ตุ่มบนผิวแห้งของลำองคชาตมักแบนและหนากว่า ส่วนใต้หนังหุ้มปลายมักนุ่มและเป็นกลุ่ม ขนาดไม่เท่ากันและไม่เรียงเป็นแถว

สาเหตุ: เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นหลัก ความเสียดสีเล็กน้อยบริเวณนี้ช่วยให้เชื้อเข้าสู่ผิวได้ง่าย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย ปัจจุบันไม่มีการตรวจเอชพีวีเป็นประจำในผู้ชาย การวินิจฉัยจึงอาศัยการตรวจรอยโรคโดยตรง หูดในท่อปัสสาวะอาจทำให้ปัสสาวะแยกสาย ปัสสาวะมีเลือด หรือสะดุด ซึ่งต้องส่องตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มขึ้นกระจัดกระจายหรือเพิ่มจำนวน ปัสสาวะมีเลือดหรือไหลผิดปกติ หรือคู่ได้รับการวินิจฉัยและคุณเห็นตุ่มที่ไม่แน่ใจ

หูดหงอนไก่รอบทวารหนัก

ลักษณะ: ตุ่มขรุขระหรือก้อนนิ่มรอบปากทวาร อาจคัน เลือดออกตอนเช็ด หรือรู้สึกมีก้อนเวลานั่ง และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวง

สาเหตุ: เชื้อเอชพีวีกระจายจากบริเวณใกล้เคียงได้ จึงพบในคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักด้วย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง แพทย์มักส่องตรวจในช่องทวาร (anoscopy) เพราะหูดด้านในพบร่วมกันได้ ยาทาที่ใช้เองที่บ้านไม่ใช้กับหูดด้านใน ส่วนผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีควรได้รับการติดตามใกล้ชิดขึ้น เพราะมีความเสี่ยงรอยโรคก่อนมะเร็งบริเวณทวารหนักสูงกว่า

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มที่ไม่ใช่ริดสีดวงชัดเจน เลือดออกซ้ำ ปวดเวลาถ่าย หรือก้อนแข็งและโตเร็ว

หูดหงอนไก่ในปากและลำคอ

ลักษณะ: ตุ่มนุ่มผิวขรุขระหรือเป็นแฉกสีขาวชมพูที่ริมฝีปากด้านใน ลิ้น เพดาน หรือลำคอ มักไม่เจ็บ

สาเหตุ: การสัมผัสเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ผ่านเยื่อบุในช่องปาก รวมถึงเพศสัมพันธ์ทางปาก

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต่ำ แต่ตุ่มในช่องปากมีได้หลายสาเหตุ ก้อนเรื้อรังต้องแยกจากรอยโรคชนิดอื่น แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อและใช้การตัดออกหรือจี้เย็น ยาทาสำหรับอวัยวะเพศไม่ใช้ในช่องปาก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มในปากอยู่เกิน 2 สัปดาห์ เป็นแผลเรื้อรัง หรือก้อนในลำคอทำให้กลืนลำบาก ควรพบแพทย์หู คอ จมูก หรือทันตแพทย์เฉพาะทาง

หูดหงอนไก่ตอนตั้งครรภ์

ลักษณะ: หูดอาจโตเร็วและมีจำนวนมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เลือดออกง่ายกว่าปกติ และหลายรายเล็กลงเองหลังคลอด

สาเหตุ: ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่เปลี่ยนไป และเลือดมาเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเพิ่งติดเชื้อ เพราะเชื้ออาจอยู่มานานก่อนตั้งครรภ์

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ทุกราย ห้ามใช้ยาทาโพโดฟิลโลท็อกซินและซิเนคาเทชิน และไม่แนะนำอิมิควิโมด วิธีที่ใช้ได้คือจี้เย็น กรดไตรคลอโรอะซิติก (TCA) หรือการตัดออก การติดเชื้อสู่ทารกพบน้อยมาก เช่น หูดในกล่องเสียง และการผ่าคลอดไม่ได้ทำเพื่อกันเชื้อโดยตรง แพทย์พิจารณาผ่าคลอดเมื่อหูดอุดช่องทางคลอดหรือเสี่ยงเลือดออกมาก และวัคซีนเอชพีวีไม่แนะนำให้ฉีดขณะตั้งครรภ์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่เห็นตุ่มใหม่ระหว่างตั้งครรภ์ และแจ้งเรื่องหูดหงอนไก่ที่เคยเป็นให้แพทย์ทราบตอนฝากครรภ์

หูดในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และก้อนใหญ่ที่ต้องตรวจชิ้นเนื้อ

ลักษณะ: หูดจำนวนมาก ขนาดใหญ่ โตเร็ว ดื้อต่อการรักษา หรือเป็นก้อนแข็งติดแน่น สีคล้ำผิดปกติ และเป็นแผล หูดก้อนยักษ์ (giant condyloma หรือ Buschke-Löwenstein tumor) พบได้น้อยแต่ลุกลามลงลึกในเนื้อเยื่อได้

สาเหตุ: การติดเชื้อเอชไอวี การใช้ยากดภูมิคุ้มกันหลังปลูกถ่ายอวัยวะ หรือโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลง ทำให้ร่างกายคุมเชื้อได้ไม่ดี

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: สูงกว่าหูดทั่วไป แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเมื่อรอยโรคไม่ชัด สีผิดปกติ แข็ง มีแผล เลือดออกง่าย ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะต้องแยกจากรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรนัดตรวจภายใน 1–2 สัปดาห์เมื่อก้อนมีลักษณะเหล่านี้ ไม่ควรรอดูเอง

หูดหงอนไก่ ระยะฟักตัวกี่วัน

ระยะฟักตัวตามรายงานทั่วไปอยู่ที่ราว 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือน เฉลี่ยประมาณ 3 เดือน และเชื้ออาจแฝงโดยไม่มีตุ่มนานกว่านั้นมาก บางคนรับเชื้อมาหลายปีแล้วจึงเห็นหูดเมื่อภูมิคุ้มกันเปลี่ยน

ข้อนี้สำคัญกับความสัมพันธ์ เพราะเวลาที่เห็นหูดไม่สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อตอนไหนหรือจากใคร การเห็นหูดตอนนี้จึงไม่ได้พิสูจน์ว่าคนใดคนหนึ่งนอกใจ และการตรวจในปัจจุบันก็ย้อนเวลาติดเชื้อให้ไม่ได้

ตุ่มที่คล้ายหูดหงอนไก่ แยกด้วยตาเปล่าได้แค่ไหน

ตุ่มที่อวัยวะเพศหลายอย่างเป็นลักษณะปกติของผิว หรือเป็นโรคอื่นที่รักษาคนละแบบ หลักคร่าว ๆ คือถ้าตุ่มขรุขระ ขนาดไม่เท่ากัน และเพิ่มจำนวน ให้สงสัยหูดหงอนไก่ ถ้าตุ่มเรียงเป็นระเบียบ ขนาดเท่ากัน และไม่เปลี่ยนแปลงหลายเดือน มักเป็นลักษณะปกติ ถ้าเป็นตุ่มน้ำใสเจ็บแสบแล้วแตกเป็นแผลตื้น ให้นึกถึง เริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งเป็นคนละเชื้อกันและใช้ยาต้านไวรัสชนิดกิน

หลักนี้ใช้เพื่อคิดเบื้องต้นเท่านั้น การตัดสินสุดท้ายอยู่ที่การตรวจโดยแพทย์ เพราะตุ่มแต่ละชนิดรักษาต่างกันมาก และการทายากัดบนตุ่มปกติทำให้เกิดแผลโดยไม่จำเป็น

แยกจากตุ่ม PPE และ vestibular papillomatosis

ลักษณะ: ตุ่ม PPE (pearly penile papules) หรือมุกไข่ปลา เป็นตุ่มขนาด 1–3 มม. เรียงเป็นแถวรอบขอบหัวองคชาต พบในผู้ชายราว 14–48% ส่วน vestibular papillomatosis ในผู้หญิงเป็นตุ่มนุ่มปลายมนสีชมพูเรียงสมมาตรที่ปากช่องคลอด

สาเหตุ: เป็นกายวิภาคปกติ ไม่เกี่ยวกับเชื้อเอชพีวีหรือความสะอาด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่มีความรุนแรง ไม่ติดต่อ และไม่กลายเป็นมะเร็ง จึงไม่ต้องรักษา ห้ามทายากัดหูด

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่แน่ใจ หรือมีตุ่มขึ้นนอกแนวและผิวขรุขระ แพทย์อาจใช้กล้องขยายผิวหนัง (dermoscopy) ช่วยแยก

แยกจากต่อมไขมันฟอร์ไดซ์ (Fordyce spots)

ลักษณะ: จุดสีเหลืองนวลขนาด 1–3 มม. แบนหรือนูนเล็กน้อย จำนวนมากที่ลำองคชาต ถุงอัณฑะ แคม หรือริมฝีปาก

สาเหตุ: ต่อมไขมันปกติที่เห็นชัดผ่านผิวบาง มักเด่นขึ้นหลังวัยรุ่น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่โรค ไม่ติดต่อ ไม่ต้องรักษา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อตุ่มเปลี่ยนรูปร่าง เจ็บ มีแผล หรือไม่เหมือนจุดสีเหลืองเรียบตามที่อธิบาย

แยกจากติ่งเนื้อ (skin tag)

ลักษณะ: ติ่งนิ่มสีเนื้อมีก้าน ผิวเรียบ ไม่ขรุขระ พบที่ขาหนีบ คอ และรักแร้ มักไม่เพิ่มจำนวนเร็ว

สาเหตุ: การเสียดสีของผิว น้ำหนักตัว และวัย ไม่ใช่การติดเชื้อ อ่านเพิ่มที่ ติ่งเนื้อ เกิดจากอะไร

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่ติดต่อ เอาออกได้ถ้ารบกวนการใช้ชีวิต

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ติ่งขึ้นบนอวัยวะเพศโดยตรง ผิวขรุขระ หรือมีหลายตุ่มเพิ่มขึ้นเร็ว เพราะหูดหงอนไก่ที่มีก้านหน้าตาคล้ายกันได้

แยกจากหูดข้าวสุก (molluscum contagiosum)

ลักษณะ: ตุ่มกลมผิวเรียบเป็นมันขนาด 2–5 มม. มีรอยบุ๋มตรงกลาง สีเนื้อหรือขาวมุก มักขึ้นหลายตุ่มบริเวณท้องน้อย หัวหน่าว และต้นขา

สาเหตุ: ไวรัสกลุ่ม poxvirus ซึ่งคนละตัวกับเอชพีวี ติดจากการสัมผัสผิว อ่านเพิ่มที่ หูดข้าวสุก รักษาอย่างไร

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายและมักยุบเองใน 6–12 เดือนในคนภูมิคุ้มกันปกติ แต่แพร่ไปผิวข้างเคียงได้ แพทย์จึงอาจรักษาเมื่อเป็นบริเวณอวัยวะเพศ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มกระจายมาก อักเสบ หรือพบในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

แยกจาก condyloma lata ของซิฟิลิสระยะที่สอง

ลักษณะ: ปื้นนูนแบน ผิวชื้นเรียบ สีเทาหรือชมพู บริเวณรอบทวารหนักหรืออวัยวะเพศ บางรายมีผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

สาเหตุ: เชื้อซิฟิลิส (Treponema pallidum) ไม่ใช่เอชพีวี

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ค่อนข้างเร่งด่วน เพราะซิฟิลิสที่ไม่รักษามีผลต่อหลายระบบของร่างกาย แต่รักษาด้วยยาเพนิซิลลินได้ แพทย์ตรวจเลือดเพื่อยืนยัน รอยโรคนี้ไม่ควรจี้ก่อนรู้ผล

เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีปื้นชื้นบริเวณทวารหนักหรืออวัยวะเพศ ร่วมกับผื่นทั่วตัว ควรตรวจภายในไม่กี่วัน

แพทย์วินิจฉัยหูดหงอนไก่ยังไง ต้องตรวจเลือดไหม

ส่วนใหญ่แพทย์วินิจฉัยได้จากการดูรอยโรค ร่วมกับกล้องขยายผิวหนังเมื่อยังไม่ชัด โดยไม่ต้องตรวจเลือดหรือตรวจเอชพีวี เพราะผลตรวจเอชพีวีไม่ได้เปลี่ยนการรักษาหูด ไม่มีการตรวจเลือดที่บอกว่าเป็นหูดหงอนไก่ และการตัดชิ้นเนื้อใช้เฉพาะกรณีที่รอยโรคไม่ชัดหรือมีลักษณะน่าสงสัย ผู้หญิงอาจได้รับการตรวจภายใน และผู้ที่มีรอยโรครอบทวารอาจได้รับการส่องตรวจในช่องทวาร

แพทย์มักแนะนำให้ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นไปพร้อมกัน เช่น เอชไอวีและซิฟิลิส เพราะเส้นทางการติดเชื้อคล้ายกัน การตรวจแบบนี้เป็นมาตรฐานสำหรับทุกคนที่มีอาการในกลุ่มนี้ ไม่ใช่การตัดสินพฤติกรรม ข้อมูลการตรวจเป็นความลับทางการแพทย์ คุณเลือกเล่าเท่าที่จำเป็นต่อการดูแลได้

หูดหงอนไก่ รักษาเองได้ไหม ยากัดหูดที่ขายตามร้านยาใช้ได้หรือเปล่า

คำตอบตรง ๆ คือไม่ควรรักษาเองก่อนได้รับการตรวจ ยากัดหูดและอุปกรณ์จี้หูดที่ซื้อเองได้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับหูดหงอนไก่

  • ยาทาลอกหูดกรดซาลิไซลิกหรือกรดแลกติก (salicylic acid, lactic acid): ผลิตขึ้นสำหรับหูดที่มือและเท้าซึ่งผิวหนา เมื่อทาบนผิวอวัยวะเพศหรือเยื่อบุจะทำให้แผลไหม้จากสารเคมี เจ็บ และเป็นแผลเป็นได้

  • สเปรย์จี้เย็นและปากกาจี้หูด: ควบคุมความเย็นหรือความร้อนไม่ได้ในบริเวณผิวบาง และไม่ได้มีข้อบ่งใช้กับหูดบริเวณนี้

  • น้ำกรด ยาหม่อง สมุนไพร ยาแก้คัน และครีมสเตียรอยด์: ไม่ได้กำจัดเชื้อ แผลลึกติดเชื้อง่าย และครีมสเตียรอยด์อาจทำให้รอยโรคเปลี่ยนหน้าตาจนวินิจฉัยยากขึ้น

  • การมัด ตัด หรือแคะเอง: เสี่ยงเลือดออก ติดเชื้อ และเชื้อกระจายไปผิวข้างเคียง

เหตุผลอีกข้อคือการวินิจฉัย ตุ่มที่คิดว่าเป็นหูดอาจเป็นตุ่ม PPE ซิฟิลิส หรือรอยโรคก่อนมะเร็ง สิ่งที่ผู้ป่วยทาเองได้จริงมีเพียงยาตามใบสั่งแพทย์ในหัวข้อถัดไป หลังจากแพทย์ตรวจและบอกวิธีทาแล้ว ส่วนหูดที่มือและเท้าเป็นคนละเรื่อง อ่านได้ที่ หูด เกิดจากอะไร

"รากหูด" มีจริงไหม ต้องดึงออกให้หมดหรือเปล่า

หูดไม่มีรากแบบต้นไม้ หูดคือหนังกำพร้าที่หนาขึ้นจากการติดเชื้อ เชื้ออยู่ในเซลล์ผิวหนังชั้นบน ไม่มีเส้นรากหยั่งลงลึกที่ต้องขุดหรือดึงออก จุดเลือดเล็ก ๆ ที่เห็นในหูดบางชนิดเป็นเพียงหลอดเลือดฝอย

หูดกลับมาเพราะเชื้อที่แฝงในผิวดูปกติรอบ ๆ ไม่ใช่เพราะดึงรากไม่หมด การแคะหรือกัดให้ลึกขึ้นจึงไม่ลดการกลับซ้ำ แต่เพิ่มแผลและแผลเป็น เป้าหมายของการรักษาคือกำจัดรอยโรคที่เห็น แล้วให้ภูมิคุ้มกันควบคุมเชื้อที่เหลือ ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าถอนรากหูดจึงตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ไม่ตรงกับโรค

ยาทาหูดหงอนไก่ที่แพทย์สั่ง: ชื่อยา ขนาด และระยะเวลา

ยาทั้งสามตัวนี้เหมาะกับหูดภายนอกที่ทาถึงเอง ไม่ใช้ในช่องคลอด ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ หรือในช่องทวาร ตัวเลขอัตราหูดหมดด้านล่างมาจากงานวิจัยซึ่งต่างกันมากตามตำแหน่งและกลุ่มผู้ป่วย จึงเป็นเพียงภาพรวม

อิมิควิโมด (imiquimod) ครีม 5%: กระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทาบาง ๆ ก่อนนอนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ล้างออกด้วยสบู่อ่อนหลัง 6–10 ชั่วโมง นานได้ถึง 16 สัปดาห์ ส่วนชนิด 3.75% ทาทุกคืนนานได้ถึง 8 สัปดาห์ หูดหมดราวครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ และมักเห็นผลหลังใช้หลายสัปดาห์ ผิวแดงระคายเคืองเล็กน้อยพบได้บ่อย ถ้าเป็นแผลหรือเจ็บมากควรหยุดแล้วปรึกษาแพทย์ ยานี้ทำให้ถุงยางอนามัยอ่อนตัวลงได้ ความสำเร็จขึ้นกับการทาสม่ำเสมอและตำแหน่งของหูด ผิวชื้นบางตอบสนองดีกว่าผิวหนา

โพโดฟิลโลท็อกซิน (podophyllotoxin) สารละลายหรือเจล 0.5%: ยับยั้งการแบ่งเซลล์ของหูด ทาเฉพาะตุ่มวันละ 2 ครั้ง 3 วัน แล้วหยุด 4 วัน ทำได้ไม่เกิน 4 รอบ ใช้กับพื้นที่หูดรวมไม่เกิน 10 ตร.ซม. และปริมาณไม่เกิน 0.5 มล. ต่อวัน หูดหมดราว 45–75% อาจแสบหรือเป็นแผลตื้นชั่วคราว ห้ามใช้ขณะตั้งครรภ์ ความสำเร็จขึ้นกับการทาให้โดนเฉพาะตุ่ม และจำนวนหูดไม่มากเกินไป

ซิเนคาเทชิน (sinecatechins) ขี้ผึ้ง 15%: สารสกัดจากชาเขียวที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ ทาบาง ๆ วันละ 3 ครั้ง นานได้ถึง 16 สัปดาห์ ไม่ต้องล้างออก และไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ขณะยาติดผิว หูดหมดราว 50–60% ไม่แนะนำในผู้มีเชื้อเอชไอวี ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศ และหญิงตั้งครรภ์ ยานี้ยังหาได้ไม่ทั่วไปในบางพื้นที่

โพโดฟิลลินเรซิน (podophyllin resin) ซึ่งเป็นยาเก่า ปัจจุบันแนวทางสากลไม่แนะนำแล้วเพราะพิษจากยา ส่วนยาปฏิชีวนะและยาต้านไวรัสชนิดกินไม่มีผลต่อหูดหงอนไก่

หัตถการรักษาหูดหงอนไก่โดยแพทย์

จี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว (cryotherapy): ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยความเย็นจัด ทำซ้ำทุก 1–2 สัปดาห์ หลายรายใช้ 3–6 ครั้ง หูดหมดราว 45–75% ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ และเหมาะกับหูดจำนวนไม่มากบนผิวหนาหรือผิวแห้ง อาจพองและแสบหลังทำ 1–2 สัปดาห์ ความสำเร็จขึ้นกับการจี้ให้พอดีและมาตามนัดจนครบ

กรดไตรคลอโรอะซิติก (trichloroacetic acid, TCA) 80–90%: แพทย์แตะเฉพาะตุ่มสัปดาห์ละครั้ง จำนวนครั้งตามการตอบสนอง หูดหมดราว 55–80% เหมาะกับตุ่มเล็กบนผิวชื้น ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ และใช้กับหูดในช่องคลอดหรือทวารได้ ถ้าทาเกินจะเป็นแผลลึก จึงต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

จี้ไฟฟ้า (electrocautery) และการตัดออก (surgical excision): ใช้ยาชาแล้วกำจัดหูดในครั้งเดียว เหมาะกับก้อนใหญ่ จำนวนมาก หรือดื้อต่อยา แผลใช้เวลาหายราว 2–4 สัปดาห์ และมีโอกาสเป็นแผลเป็น การตัดออกยังได้ชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วย จึงเหมาะกว่าเมื่อรอยโรคน่าสงสัย

เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 laser): ใช้พลังงานแสงทำให้เนื้อหูดระเหยออกทีละชั้นภายใต้ยาชา เหมาะกับหูดจำนวนมากหรือตำแหน่งที่ทำวิธีอื่นยาก ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคนและบางรายต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง ความเสี่ยงคือเจ็บ แผลติดเชื้อ แผลเป็น สีผิวเปลี่ยน และกลับเป็นซ้ำ ไม่เหมาะเมื่อรอยโรคยังไม่ชัดว่าเป็นหูดและต้องเอาชิ้นเนื้อตรวจก่อน หรือมีการติดเชื้อที่ผิวอยู่ ซึ่งการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า แจ้งแพทย์ถ้าใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือเคยเป็นแผลเป็นนูน หลังทำให้ล้างแผลเบา ๆ ทายาตามสั่ง และงดมีเพศสัมพันธ์จนแผลหาย ควันจากเลเซอร์และการจี้ไฟฟ้าอาจมีอนุภาคเชื้อ ต้องทำในห้องที่มีเครื่องดูดควันและอุปกรณ์ป้องกัน การประเมินและการทำหัตถการต้องอยู่ในมือแพทย์

แพทย์เลือกวิธีรักษาหูดหงอนไก่ยังไง

ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน แพทย์ดูจากตำแหน่ง จำนวน ขนาด ลักษณะผิว การตั้งครรภ์ ภูมิคุ้มกัน และความสะดวกในการมาตามนัด ภาพรวมที่ใช้บ่อยคือ

  • หูดภายนอกจำนวนน้อย ผิวชื้น: ยาทาที่ใช้เองที่บ้าน จี้เย็น หรือ TCA

  • หูดบนผิวแห้งหรือหนา เช่น ลำองคชาต: จี้เย็นหรือตัดออก

  • หูดในช่องคลอดหรือในทวาร: จี้เย็น TCA หรือตัดออกโดยแพทย์เฉพาะทาง ไม่ใช้ยาทาที่บ้าน

  • หูดที่ปลายท่อปัสสาวะ: จี้เย็นหรือตัดออก

  • หูดที่ปากมดลูก: ส่องกล้องเพื่อแยกรอยโรคก่อนมะเร็งเสียก่อน แล้วรักษาร่วมกับสูตินรีแพทย์

  • หูดก้อนใหญ่หรือจำนวนมาก: จี้ไฟฟ้า การตัดออก หรือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์

ส่วนใหญ่ตอบสนองภายใน 3 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นชัดเจนหลังหัตถการ 3 ครั้ง หรือครบ 16 สัปดาห์ของยาทา แพทย์มักเปลี่ยนวิธี และทบทวนการวินิจฉัยไปพร้อมกัน การเลือกวิธี ขนาดยา และการสั่งจ่ายเป็นการตัดสินใจของแพทย์ที่ตรวจผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ควรนำตารางยาในบทความไปใช้เอง

หูดหงอนไก่กลับเป็นซ้ำบ่อยแค่ไหน

การกลับซ้ำพบได้บ่อยและไม่ได้แปลว่ารักษาล้มเหลว รายงานส่วนใหญ่อยู่ราว 20–30% ในช่วง 3 เดือนแรก บางรายงานที่นับรวมนานขึ้นพบได้ราว 30–70% ภายใน 6 เดือน ขึ้นกับวิธีรักษา การนับผล และภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย

หูดที่กลับมาเร็วมักมาจากเชื้อเดิมที่แฝงอยู่ ไม่ใช่การติดเชื้อใหม่ และไม่ใช่สัญญาณว่าคู่ไปติดเชื้อมา สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้จริงคือเลิกสูบบุหรี่ คุมเบาหวานหรือโรคประจำตัว มาตรวจซ้ำตามนัดราว 3 เดือนหลังหูดหมด และตรวจตัวเองเดือนละครั้งเพื่อรักษาตั้งแต่ตุ่มยังเล็ก โอกาสกลับซ้ำจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และร่างกายมักควบคุมเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี

ถ้าไม่รักษาเลย หูดราว 30% อาจยุบเองภายใน 3–4 เดือน ส่วนที่เหลืออาจคงเดิมหรือมากขึ้น การรักษาจึงช่วยเรื่องอาการและความสบายใจ และลดปริมาณรอยโรคที่สัมผัสกับคู่ได้

แฟนต้องตรวจไหม ควรบอกยังไง

ควรบอกคู่ปัจจุบันและชวนให้ตรวจ แม้คู่ไม่มีอาการ เพื่อดูว่ามีรอยโรคไหม และใช้โอกาสนี้ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น แต่ไม่มีการตรวจเลือดเอชพีวีที่บอกได้ว่าคู่มีเชื้อหรือไม่ คู่ที่ไม่มีตุ่มจึงไม่ต้องรักษา และไม่จำเป็นต้องไล่ตามคู่ในอดีตทุกคน

คู่ที่อยู่ด้วยกันมานานมักมีเชื้อร่วมกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องหาว่าใครติดให้ใคร ประโยคที่ใช้ได้คือ "หมอบอกว่าเป็นหูดจากเชื้อ HPV ซึ่งแฝงมาได้นานเป็นเดือนเป็นปี เลยอยากให้เธอไปตรวจด้วย" แพทย์ช่วยอธิบายให้คู่ฟังได้ถ้าต้องการ

ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผลจากการรักษา จนผิวหายดี ถุงยางอนามัยช่วยลดการติดเชื้อ ในการศึกษาหนึ่งลดลงราว 70% เมื่อใช้ทุกครั้ง แต่ไม่ได้กันทั้งหมดเพราะเชื้ออยู่นอกบริเวณที่ถุงยางคลุมได้ด้วย และยาทาบางตัวทำให้ถุงยางอ่อนตัว จึงควรถามแพทย์ก่อนใช้ร่วมกัน

หูดหงอนไก่ อันตรายไหม กลายเป็นมะเร็งหรือเปล่า

หูดจากสายพันธุ์ 6 และ 11 แทบไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่คนที่เป็นหูดอาจติดสายพันธุ์เสี่ยงสูงร่วมด้วย ผู้หญิงจึงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามรอบ ซึ่งไม่ใช่เพราะหูดจะกลายเป็นมะเร็ง

ผลกระทบที่พบบ่อยกว่าคือความกังวล ความอับอาย และผลต่อความสัมพันธ์ ถ้าเรื่องนี้รบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิต บอกแพทย์ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล สัญญาณที่ต้องรีบตรวจคือก้อนแข็งติดแน่น สีคล้ำ เป็นแผลเรื้อรัง เลือดออกง่าย หรือโตเร็ว

วัคซีน HPV และการป้องกันหูดหงอนไก่

วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 และป้องกันหูดหงอนไก่ได้ราว 90% ฉีดได้ทั้งหญิงและชาย เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี ผู้ที่เริ่มก่อนอายุ 15 ปีฉีด 2 เข็มห่างกัน 6–12 เดือน ส่วนผู้ที่เริ่มตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปฉีด 3 เข็มที่เดือน 0, 1–2 และ 6 วัคซีนได้ผลสูงเมื่อฉีดก่อนรับเชื้อ แนะนำเป็นหลักถึงอายุ 26 ปี และอายุ 27–45 ปีให้ปรึกษาแพทย์เป็นรายคน

วัคซีนไม่ใช่ยารักษาหูดที่มีอยู่ แต่ยังช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่ได้รับ คนที่เคยเป็นหูดแล้วจึงยังพิจารณาฉีดได้ นอกจากวัคซีน การใช้ถุงยางสม่ำเสมอ การงดสูบบุหรี่ และการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ หูดบริเวณอวัยวะเพศในเด็กควรพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินอย่างครบถ้วน

สรุปสั้น ๆ

  • หูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อเอชพีวี ราว 90% เป็นสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งความเสี่ยงต่อมะเร็งต่ำ

  • ตุ่มขรุขระ ขนาดไม่เท่ากัน และเพิ่มจำนวน ชวนสงสัยหูดหงอนไก่ ส่วนตุ่มเรียงเป็นแถว ขนาดเท่ากัน มักเป็นตุ่ม PPE หรือลักษณะปกติ

  • ระยะฟักตัวราว 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือน เวลาที่เห็นหูดจึงไม่ได้บอกว่าติดจากใคร

  • ห้ามใช้ยากัดหูดที่ซื้อเองบนผิวอวัยวะเพศ ยาที่ใช้จริงคืออิมิควิโมด โพโดฟิลโลท็อกซิน หรือซิเนคาเทชินตามใบสั่งแพทย์ และหัตถการโดยแพทย์

  • หูดกลับซ้ำได้ราว 20–30% ใน 3 เดือนแรก ควรบอกคู่ให้ตรวจ และผู้หญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามรอบ

  • สิ่งที่ควรทำ คือให้แพทย์ตรวจก่อนทายาใด ๆ และรีบตรวจถ้าก้อนแข็ง สีคล้ำ เป็นแผล หรือกำลังตั้งครรภ์

คำถามที่พบบ่อยเรื่องหูดหงอนไก่

หูดหงอนไก่ รักษาเองได้ไหม

ไม่ควรรักษาเองก่อนได้รับการตรวจ ยากัดหูดกรดซาลิไซลิก สเปรย์จี้เย็น และปากกาจี้หูดที่ซื้อเองได้ทำมาสำหรับหูดที่มือเท้า เมื่อใช้กับผิวอวัยวะเพศจะเกิดแผลไหม้และแผลเป็น ตุ่มที่คิดว่าเป็นหูดอาจเป็นตุ่มปกติหรือโรคอื่นก็ได้ สิ่งที่ผู้ป่วยทาเองได้คือยาตามใบสั่งแพทย์ เช่น อิมิควิโมด 5% หรือโพโดฟิลโลท็อกซิน 0.5% หลังแพทย์ยืนยันโรคและบอกวิธีใช้แล้ว ถ้าหูดอยู่ในช่องคลอด ท่อปัสสาวะ หรือในทวาร ต้องให้แพทย์รักษาเท่านั้น

หูดหงอนไก่ อันตรายไหม

โดยทั่วไปไม่อันตรายต่อชีวิต เพราะราว 90% มาจากเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งแทบไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่อาจมีสายพันธุ์เสี่ยงสูงติดมาด้วย ผู้หญิงจึงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามรอบ หูดยังติดต่อคู่ได้ และอาจโตมากในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าก้อนแข็งติดแน่น สีคล้ำ เป็นแผลเรื้อรัง เลือดออกง่าย หรือโตเร็ว ควรรีบให้แพทย์ตรวจและอาจต้องตัดชิ้นเนื้อ เพราะต้องแยกจากรอยโรคก่อนมะเร็ง

หูดหงอนไก่ รักษาหายไหม

ตุ่มที่มองเห็นกำจัดได้ด้วยยาทาหรือหัตถการ และส่วนใหญ่ตอบสนองภายใน 3 เดือน แต่ยังไม่มีวิธีใดกำจัดเชื้อเอชพีวีออกจากร่างกายได้โดยตรง หูดจึงกลับมาได้ราว 20–30% ในช่วง 3 เดือนแรก การกลับซ้ำไม่ได้แปลว่ารักษาผิดวิธี ข่าวดีคือภูมิคุ้มกันของคนส่วนใหญ่ควบคุมเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี ควรมาตรวจตามนัด เลิกสูบบุหรี่ และรักษาตั้งแต่ตุ่มยังเล็กเมื่อพบซ้ำ

หูดหงอนไก่ ระยะฟักตัวนานแค่ไหน

ระยะฟักตัวอยู่ที่ราว 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือน เฉลี่ยประมาณ 3 เดือน และเชื้ออาจแฝงโดยไม่มีอาการนานกว่านั้นเป็นปี หลายคนจึงไม่สามารถระบุได้ว่าติดเชื้อเมื่อไรหรือจากใคร การเพิ่งเห็นหูดตอนนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าคนใดคนหนึ่งนอกใจ ถ้าเคยสัมผัสความเสี่ยงและยังไม่มีตุ่ม ไม่มีการตรวจที่จำเป็นต้องทำเฉพาะเรื่องหูด แต่ควรสังเกตตัวเองราว 8 เดือน และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเหมาะสม

หูดหงอนไก่ ใช้ยาอะไร

ยาที่แพทย์ใช้มี 3 กลุ่มหลัก คืออิมิควิโมด (imiquimod) ครีม 5% ทาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง นานได้ถึง 16 สัปดาห์ โพโดฟิลโลท็อกซิน (podophyllotoxin) 0.5% ทาวันละ 2 ครั้ง 3 วัน หยุด 4 วัน ไม่เกิน 4 รอบ และซิเนคาเทชิน (sinecatechins) ขี้ผึ้ง 15% วันละ 3 ครั้ง นานได้ถึง 16 สัปดาห์ ไม่มียากินหรือยาปฏิชีวนะที่รักษาหูดชนิดนี้ได้ แพทย์เป็นผู้เลือกยาตามตำแหน่งและจำนวนหูด และบางรายเหมาะกับการจี้เย็นหรือ TCA มากกว่า

หูดหงอนไก่ คันไหม

ส่วนใหญ่ไม่คันและไม่เจ็บ จึงมักเจอตอนอาบน้ำหรือตอนตรวจ แต่บางคนคัน แสบ มีตกขาวเพิ่ม หรือมีเลือดออกเมื่อเสียดสี โดยเฉพาะหูดรอบทวารและหูดก้อนใหญ่ การไม่คันจึงไม่ได้ตัดโรคนี้ออก ในทางกลับกัน ถ้าคันมากโดยไม่มีตุ่มขรุขระ อาจเป็นเชื้อรา หิด หรือผื่นอื่นก็ได้ และถ้าเจ็บแสบเป็นตุ่มน้ำให้นึกถึงเริม ไม่ควรทาครีมสเตียรอยด์เองก่อนให้แพทย์ดู เพราะทำให้รอยโรคเปลี่ยนหน้าตา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ภาพรวมตุ่มบริเวณนี้ที่ ตุ่มที่อวัยวะเพศ แยก 10 แบบ โรคที่แยกยากอย่าง เริมที่อวัยวะเพศ และ หูดข้าวสุก หูดบริเวณอื่นที่ หูด เกิดจากอะไร และติ่งนิ่มที่ ติ่งเนื้อ เกิดจากอะไร ส่วนบทความโรคผิวหนังอื่น ๆ อยู่ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป อ้างอิงแนวทาง CDC STI Treatment Guidelines และ IUSTI-Europe ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา และหัตถการต้องอยู่ภายใต้การตรวจและการดูแลของแพทย์

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2569

คำเตือน: การรักษาด้วยเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page