top of page

ตุ่มเอดส์ เป็นแบบไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากตุ่มยุงกัด รูขุมขนอักเสบ และผื่นคันชนิดอื่น

6 ก.ย.
ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 17 ก.ย.

คำว่า "ตุ่มเอดส์" เป็นคำที่คนไข้ใช้กันเองจนติดปาก แต่ไม่ใช่ชื่อโรคในทางการแพทย์ และความเข้าใจผิดที่ตามมากับคำนี้สร้างความทุกข์ให้คนจำนวนมากเกินความจำเป็น

ขอเริ่มด้วยข้อเท็จจริงสองข้อที่สำคัญที่สุดของบทความนี้

ข้อแรก ไม่มีตุ่มหรือผื่นชนิดใดที่ใช้วินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีได้ด้วยตัวมันเอง ผื่นที่คนกลัวกันว่าเป็น "ตุ่มเอดส์" นั้น ในทางปฏิบัติแล้วส่วนใหญ่กลับกลายเป็นแมลงกัด รูขุมขนอักเสบ หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนังธรรมดา สิ่งเดียวที่ตอบคำถามนี้ได้คือ การตรวจเลือด

ข้อสอง ถ้าผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อจริง สิ่งนั้นก็ไม่ได้แปลว่าอะไรแบบที่คนเคยเข้าใจกันเมื่อยี่สิบปีก่อนอีกแล้ว ยาต้านไวรัสในปัจจุบันกดปริมาณไวรัสลงจนตรวจไม่พบได้ ผู้ที่กินยาสม่ำเสมอมีอายุขัยใกล้เคียงคนทั่วไป และเมื่อไวรัสถูกกดจนตรวจไม่พบก็ ไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ตุ่มคันที่เป็นหัวข้อของบทความนี้ ในกรณีส่วนใหญ่ก็ดีขึ้นตามไปด้วยเมื่อภูมิคุ้มกันฟื้น

บทความนี้เขียนจากมุมของหมอผิวหนัง คือมุมของการ แยกโรค ว่าตุ่มที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นน่าจะเป็นอะไรได้บ้าง และอะไรคือสิ่งที่ควรทำต่อ

"ตุ่มเอดส์" ในทางการแพทย์เรียกว่าอะไร

สิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าตุ่มเอดส์ ส่วนใหญ่หมายถึงภาวะที่แพทย์เรียกว่า ผื่นตุ่มคันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (Pruritic papular eruption of HIV หรือ PPE)

เป็นภาวะผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการรักษา และในหลายกรณีมันคือ อาการแรกที่ทำให้คนไข้เดินเข้าโรงพยาบาล โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ

จุดที่ต้องเน้นคือ PPE เป็น ปฏิกิริยาของผิวหนัง ไม่ใช่การที่ไวรัสไปทำอะไรกับผิวโดยตรง ผิวหนังของคนที่ภูมิคุ้มกันเสียสมดุลจะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเล็ก ๆ อย่างน้ำลายแมลงกัดแรงเกินจริงและนานเกินจริง สิ่งที่คนทั่วไปเป็นแล้วหายใน 2-3 วัน คนกลุ่มนี้อาจเป็นอยู่หลายสัปดาห์และคันมาก

นอกจาก PPE แล้ว คำว่าตุ่มเอดส์ยังถูกใช้ปนกับอีกสองอย่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ผื่นระยะแรกหลังรับเชื้อ และ โรคผิวหนังฉวยโอกาสในระยะที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก ซึ่งจะแยกให้ดูในหัวข้อถัดไป

ตุ่มเอดส์ (PPE) หน้าตาเป็นแบบไหน

ลักษณะ ตุ่มนูนแข็งขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 มิลลิเมตร สีอาจเป็นสีเนื้อ สีแดง หรือคล้ำกว่าผิวรอบข้าง ผิวสัมผัสค่อนข้างแข็ง ไม่ใช่ตุ่มน้ำใส ไม่ใช่ตุ่มหนอง

การกระจาย ขึ้นเป็นตุ่มเดี่ยว ๆ กระจายห่างกัน ไม่รวมกันเป็นปื้น และมักขึ้นทั้งสองข้างของร่างกายค่อนข้างสมมาตร

ร่องรอยจากการเกา เป็นลักษณะที่บอกโรคได้มากที่สุด เพราะคันรุนแรงและเรื้อรัง ผิวจึงมักมีรอยถลอกจากเล็บ สะเก็ดเลือดแห้งบนยอดตุ่ม และที่เด่นชัดคือ รอยดำจำนวนมากในระยะต่าง ๆ ปะปนกัน ทั้งรอยเก่ารอยใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าเป็นมานาน

ความเรื้อรัง ตุ่มไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทีเดียวแล้วหาย แต่ทยอยขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในขณะที่ตุ่มเก่ากำลังกลายเป็นรอยดำ ทำให้เห็นตุ่มหลายอายุพร้อมกันบนผิวเดียวกัน

ตุ่มเอดส์ ขึ้นที่ไหนบ้าง

นี่เป็นคำถามที่มีประโยชน์มากในการแยกโรค เพราะตำแหน่งของ PPE มีแบบแผนชัดเจน

  • แขนและขาด้านนอก โดยเฉพาะแขนท่อนล่างและหน้าแข้ง เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด

  • หลังและไหล่ ในส่วนที่มือเอื้อมถึง

  • ใบหน้าและคอ พบได้แต่น้อยกว่าแขนขา

  • ลำตัวด้านหน้า พบได้ประปราย

ตำแหน่งที่ มักไม่พบ และช่วยตัดโรคออกได้เมื่อมีรอยโรคที่นั่น คือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ง่ามนิ้ว รอบสะดือ และอวัยวะเพศ ถ้าตุ่มคันกระจุกอยู่ตามง่ามนิ้ว ข้อมือด้านใน รอบเอว และอวัยวะเพศ ให้นึกถึง หิด ก่อนเสมอ

สังเกตอีกอย่างคือ PPE มักเว้นบริเวณ กลางหลังส่วนที่มือเอื้อมไม่ถึง ไว้ค่อนข้างสะอาด ซึ่งเป็นเบาะแสว่ารอยโรคส่วนหนึ่งเกิดจากการเกาซ้ำ ไม่ใช่จากตัวโรคล้วน ๆ

ตุ่มเอดส์ คันไหม

คัน และมักจะ คันมากผิดปกติ จนเป็นอาการนำที่คนไข้บ่นก่อนเรื่องหน้าตาของตุ่มเสียอีก

ระดับความคัน คันรุนแรงจนรบกวนการนอน คนไข้จำนวนมากเล่าว่าตื่นกลางดึกเพราะเกา และตื่นเช้ามาพบเลือดติดผ้าปูที่นอนหรือเศษสะเก็ดใต้เล็บ

ลักษณะเฉพาะ ยาแก้แพ้ชนิดกินที่ปกติได้ผลดีกับลมพิษ มัก ได้ผลไม่เต็มที่ กับ PPE ซึ่งเป็นข้อสังเกตทางคลินิกที่มีค่า เพราะกลไกการคันไม่ได้มาจากฮิสตามีนเป็นหลัก

ความเร่งด่วน อาการคันเรื้อรังทั่วตัวที่ทายาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ เป็นเหตุผลที่สมควรพบแพทย์ผิวหนังไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไรก็ตาม

ตุ่มเอดส์ ขึ้นตอนไหน อยู่ระยะไหนของโรค

ต้องแยกให้ชัดว่า ผื่นในเอชไอวีไม่ได้มีชนิดเดียว และแต่ละชนิดเกิดคนละช่วงเวลากันอย่างสิ้นเชิง

ระยะแรกหลังรับเชื้อ (2-6 สัปดาห์) เกิดผื่นที่เรียกว่า acute retroviral syndrome rash ลักษณะเป็น ผื่นราบสีแดงเล็ก ๆ กระจายทั่วลำตัว ขึ้นพร้อมกันทีเดียว มักไม่คันหรือคันน้อย มาพร้อมไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว และต่อมน้ำเหลืองโต หน้าตาเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือไข้เดงกีมาก ผื่นชนิดนี้ หายเองใน 1-2 สัปดาห์

ระยะแฝง (หลายปี) ผิวหนังมักปกติดี ไม่มีอาการอะไรเลย นี่คือช่วงที่ยาวที่สุดและเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูจากผิวหนังจึงบอกอะไรไม่ได้

ระยะที่ภูมิคุ้มกันเริ่มลด จึงเป็นช่วงที่ PPE ปรากฏ มักสัมพันธ์กับระดับ CD4 ที่ลดลง และยิ่ง CD4 ต่ำ ตุ่มยิ่งมากและคันยิ่งรุนแรง

ระยะภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก จะเริ่มเห็นโรคผิวหนังฉวยโอกาสกลุ่มอื่นตามมา ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อโรคผิวหนังที่เป็นสัญญาณเตือน

ดังนั้นคำตอบของคำถาม "ตุ่มเอดส์ขึ้นตอนไหน" คือ ไม่ใช่ทันทีหลังมีความเสี่ยง ตุ่มคันเรื้อรังแบบ PPE เป็นเรื่องของหลายเดือนถึงหลายปีต่อมา ไม่ใช่ของสัปดาห์แรก

ทำไมภูมิคุ้มกันเสียสมดุลแล้วผิวหนังถึงเป็นตุ่มคัน

กลไกที่อธิบายกันมากที่สุดคือ ระบบภูมิคุ้มกันเอียงไปทางชนิดที่ตอบสนองต่อภูมิแพ้และปรสิตมากเกินไป เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลเพิ่มขึ้นและระดับสารภูมิต้านทานชนิด IgE สูงขึ้น

ผลก็คือสิ่งกระตุ้นที่คนทั่วไปแทบไม่รู้สึกอะไร โดยเฉพาะ น้ำลายของแมลงกัด กลายเป็นตัวจุดชนวนปฏิกิริยาอักเสบที่รุนแรงและยืดเยื้อ

ข้อสังเกตที่สนับสนุนคำอธิบายนี้คือ PPE พบมากในเขตร้อนที่มีแมลงชุกชุม และตำแหน่งที่ขึ้นก็ตรงกับ บริเวณที่เสื้อผ้าไม่ได้ปกปิด พอดี ซึ่งเป็นบริเวณที่แมลงเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

วิธีแยกจากตุ่มยุงกัดและแมลงกัด

นี่คือคู่แยกที่สับสนกันมากที่สุด และตรงไปตรงมาคือ จุดเริ่มต้นของทั้งสองอย่างมักเป็นแมลงกัดเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือปฏิกิริยาของผิวหนังหลังจากนั้น

ระยะเวลา ตุ่มยุงกัดในคนทั่วไปยุบลงชัดเจนภายใน 2-3 วัน ส่วนตุ่มของ PPE อยู่นานเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน และทิ้งรอยดำไว้เกือบทุกตุ่ม

ความแน่นของตุ่ม ตุ่มยุงกัดใหม่ ๆ นุ่มและบวมน้ำ กดแล้วยุบ ส่วนตุ่ม PPE ที่เป็นมานานจะ แข็งคล้ายเม็ดกรวดใต้ผิว

จำนวนและความต่อเนื่อง ยุงกัดมักเป็นเหตุการณ์เป็นครั้ง ๆ กลุ่มละไม่กี่ตุ่ม ส่วน PPE มีตุ่มใหม่ทยอยขึ้นตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงที่ผิวสะอาดเลย

การตอบสนองต่อยา ตุ่มยุงกัดหายเองอยู่แล้ว และตอบสนองดีต่อสเตียรอยด์ทาอ่อน ๆ ส่วน PPE มัก ดื้อต่อการรักษาตามอาการ และกลับมาซ้ำทันทีที่หยุดยา

เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อ "ตุ่มยุงกัด" อยู่นานเกินสองสัปดาห์ ทิ้งรอยดำทุกครั้ง และมีตุ่มใหม่ขึ้นไม่หยุดตลอดหลายเดือน

วิธีแยกจากรูขุมขนอักเสบ

ลักษณะ รูขุมขนอักเสบเป็น ตุ่มหนองหรือตุ่มแดงที่มีเส้นขนอยู่ตรงกลาง ทุกตุ่ม ถ้าส่องดูใกล้ ๆ จะเห็นเส้นขนโผล่จากยอดตุ่ม ส่วน PPE เป็นตุ่มแข็งที่ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับรูขุมขน

สาเหตุ รูขุมขนอักเสบทั่วไปเกิดจากแบคทีเรียหรือยีสต์ สัมพันธ์กับเหงื่อ การเสียดสี และเสื้อผ้าอับชื้น

ตำแหน่ง รูขุมขนอักเสบชอบขึ้นที่หลัง หน้าอก ต้นแขน และก้น ส่วน PPE เด่นที่แขนขาด้านนอก

ข้อยกเว้นที่สำคัญ มีรูขุมขนอักเสบชนิดหนึ่งชื่อ eosinophilic folliculitis ที่พบเฉพาะในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ลักษณะเป็นตุ่มคันมากบริเวณ ใบหน้า คอ และลำตัวส่วนบนเหนือราวนม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่างจาก PPE ชัดเจน ชนิดนี้ตอบสนองไม่ดีต่อยาปฏิชีวนะทั่วไป และเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม

เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อรูขุมขนอักเสบไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือกระจุกอยู่บนใบหน้าและลำตัวส่วนบนพร้อมอาการคันรุนแรง

วิธีแยกจากหิด

ลักษณะ หิดทำให้เกิดตุ่มแดงเล็ก ๆ ร่วมกับ รอยทางคดเคี้ยวสั้น ๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่ตัวหิดขุด

ตำแหน่ง ชัดเจนมากและเกือบตรงข้ามกับ PPE คือ ง่ามนิ้วมือ ข้อมือด้านใน รักแร้ รอบสะดือ รอบเอว และอวัยวะเพศ ในผู้ใหญ่มักเว้นใบหน้าและหนังศีรษะ

เบาะแสสำคัญที่สุด คือ คนในบ้านคันด้วย หิดติดต่อกันได้จากการสัมผัสใกล้ชิดและการใช้ที่นอนร่วมกัน ถ้ามีคนคันพร้อมกันหลายคนในบ้าน ให้คิดถึงหิดเป็นอันดับแรก

ความเร่งด่วน หิดรักษาหายได้ด้วยยาทาหรือยากิน แต่ต้องรักษาทุกคนในบ้านพร้อมกันและซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อน มิฉะนั้นจะติดกลับไปกลับมาไม่จบ

วิธีแยกจากลมพิษและผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ลมพิษ ลักษณะเด่นคือ ผื่นนูนบวมแบนที่ย้ายที่ได้ แต่ละผื่นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้วหายสนิทโดยไม่ทิ้งรอย จุดที่ต่างจาก PPE ชัดที่สุดคือลมพิษ ไม่ทิ้งรอยดำ และตอบสนองดีต่อยาแก้แพ้

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ขึ้นเป็นปื้นแห้งลอกที่ ข้อพับ ข้อศอกด้านใน ข้อเข่าด้านหลัง และรอบคอ มีประวัติเป็นมาตั้งแต่เด็ก มักมีโรคภูมิแพ้อื่นร่วมด้วย และเป็นปื้นไม่ใช่ตุ่มเดี่ยว ๆ กระจาย

ข้อควรระวัง ผู้ที่มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเดิมอยู่แล้ว เมื่อภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงอาจมีอาการกำเริบรุนแรงผิดปกติจนคุมไม่อยู่ด้วยยาที่เคยใช้ได้ผล ซึ่งตัวการเปลี่ยนแปลงนั้นเองก็ควรได้รับการหาสาเหตุ

วิธีแยกจากตุ่มคันเรื้อรังชนิด prurigo nodularis

ลักษณะ เป็นตุ่มหรือก้อนแข็งขนาดใหญ่กว่า PPE ชัดเจน คือประมาณ 0.5-3 เซนติเมตร ผิวด้านบนหนาแข็งและมักถลอกเป็นแผลตรงกลางจากการเกา

สาเหตุ เกิดจากวงจรคันแล้วเกา เกาแล้วยิ่งคัน ที่ดำเนินมานานหลายเดือนถึงหลายปี ไม่ได้จำเพาะกับโรคใดโรคหนึ่ง แต่พบร่วมกับภาวะคันเรื้อรังหลายชนิด รวมทั้งโรคไต โรคตับ โรคต่อมไทรอยด์ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ความหมายทางคลินิก เมื่อพบก้อนแบบนี้ในคนอายุน้อยที่ไม่มีโรคประจำตัว การตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่รวมถึงการตรวจเลือดคัดกรองเป็นสิ่งที่ควรทำ

โรคผิวหนังอื่นที่อาจเป็นสัญญาณว่าภูมิคุ้มกันกำลังบกพร่อง

หัวข้อนี้เป็นสิ่งที่บทความทั่วไปมักข้ามไป ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้ว ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ส่งสัญญาณเตือนได้เร็วที่สุด และหมอผิวหนังคือคนที่เจอเป็นคนแรกบ่อยครั้ง

  • ผื่นเซบเดิร์มที่รุนแรงหรือดื้อยาผิดปกติ ผื่นแดงลอกมันบริเวณข้างจมูก คิ้ว และไรผม ที่ลามกว้างและคุมไม่อยู่ด้วยยามาตรฐาน

  • งูสวัดในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี โดยเฉพาะถ้าขึ้นมากกว่าหนึ่งแนวเส้นประสาท หรือเป็นซ้ำหลายครั้ง

  • หูดข้าวสารจำนวนมากในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะที่ใบหน้าและมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ในผู้ใหญ่ปกติโรคนี้พบน้อย

  • เชื้อราในช่องปากโดยไม่มีเหตุอธิบาย ในคนที่ไม่ได้ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นหรือยาปฏิชีวนะ และไม่ได้เป็นเบาหวาน

  • สะเก็ดเงินที่เกิดใหม่หรือกำเริบรุนแรงเฉียบพลัน ในคนที่เคยคุมโรคได้ดีมาตลอด

  • แผ่นขาวขอบหยักที่ขอบลิ้นด้านข้างซึ่งขูดไม่ออก เรียกว่า oral hairy leukoplakia

  • ปื้นหรือก้อนสีม่วงคล้ำที่ผิวหนังหรือในช่องปาก ซึ่งอาจเป็นรอยโรคของ Kaposi sarcoma และต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อตรวจ

การมีข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ไม่ได้แปลว่าติดเชื้อ แต่ละข้อมีสาเหตุอื่นได้ทั้งหมด สิ่งที่มันบอกคือ "ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม" ไม่ใช่ "ได้คำวินิจฉัยแล้ว"

ตุ่มเอดส์ กี่วันหาย หายเองได้ไหม

คำตอบตรง ๆ คือ ไม่หายเองตราบใดที่ต้นเหตุยังอยู่

ตุ่มเดี่ยว ๆ แต่ละเม็ดใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะแบนราบ และเมื่อแบนแล้วยังทิ้ง รอยดำที่อยู่ต่ออีกหลายเดือน แต่ปัญหาคือระหว่างที่ตุ่มเก่ากำลังยุบ ตุ่มใหม่ก็ขึ้นมาแทน ทำให้ในภาพรวมดูเหมือนไม่หายสักที

สิ่งที่เปลี่ยนภาพนี้ได้จริงคือ การรักษาที่ต้นเหตุ เมื่อได้รับยาต้านไวรัสและภูมิคุ้มกันเริ่มฟื้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นอาการคันลดลงภายใน 1-3 เดือน และตุ่มค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงรอยดำที่จางลงตามเวลา

มีข้อควรทราบอย่างหนึ่งคือ ในช่วงแรกของการเริ่มยาต้านไวรัส บางรายอาการผิวหนัง แย่ลงชั่วคราวก่อนแล้วค่อยดีขึ้น ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ฟื้นตัวกลับมาตอบสนองต่อสิ่งที่ค้างอยู่ ไม่ใช่สัญญาณว่ายาไม่ได้ผล และต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลไม่ใช่หยุดยาเอง

การรักษาอาการคันระหว่างที่ยังรอผลและรอการรักษาต้นเหตุ

การรักษาแบ่งเป็นสองชั้นที่ต้องทำคู่กัน

ชั้นที่หนึ่ง คือการรักษาต้นเหตุ ยาต้านไวรัสคือสิ่งที่ทำให้ปัญหาผิวหนังนี้จบจริง ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นเพียงการประคับประคอง

ชั้นที่สอง คือการคุมอาการ ซึ่งอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนัง

  • ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ความแรงและระยะเวลาที่ใช้ต้องกำหนดโดยแพทย์ตามตำแหน่งของรอยโรค เพราะการใช้ยาแรงเกินไปนานเกินไปทำให้ผิวบางถาวรและเห็นเส้นเลือดฝอย

  • ยาแก้แพ้ชนิดกิน ได้ผลจำกัดกับกลไกการคันชนิดนี้ แต่ชนิดที่ทำให้ง่วงอาจช่วยเรื่องการนอนในระยะสั้น

  • การดูแลผิวพื้นฐาน อาบน้ำอุณหภูมิห้องไม่ใช่น้ำร้อน ใช้สบู่อ่อน และทามอยเจอไรเซอร์ทั้งตัวขณะผิวยังหมาด ช่วยลดความคันได้จริงและเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที

  • การป้องกันแมลงกัด เป็นส่วนที่ถูกมองข้ามที่สุด ทั้งที่ตรงเข้าที่ต้นตอของ PPE โดยตรง ใช้ยาทากันยุง นอนในมุ้งหรือห้องมุ้งลวด และใส่เสื้อแขนยาวในช่วงพลบค่ำ

  • การฉายแสงอาทิตย์เทียมทางการแพทย์ เป็นทางเลือกสำหรับรายที่ดื้อต่อการรักษา ต้องทำในสถานพยาบาลภายใต้การกำกับของแพทย์

  • การตัดเล็บให้สั้น ฟังดูเล็กน้อยแต่ลดความเสียหายจากการเกาตอนหลับได้มาก

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการซื้อยาสเตียรอยด์แรง ๆ มาทาเองต่อเนื่องเป็นเดือน ทายาปฏิชีวนะโดยไม่มีข้อบ่งชี้ และการใช้สมุนไพรหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นถูผิวซึ่งทำให้ผิวเสียเกราะป้องกันและยิ่งคัน

รอยดำและแผลเป็นหลังจากตุ่มยุบ

นี่คือสิ่งที่คนไข้กังวลมากที่สุดหลังอาการคันดีขึ้นแล้ว

รอยดำหลังการอักเสบ เกิดจากเม็ดสีที่หลุดลงชั้นลึกหลังผิวอักเสบ จางเองได้ แต่ใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี การทาครีมกันแดดทุกวันเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด เพราะแสงแดดทำให้รอยเข้มขึ้นและจางช้าลง

แผลเป็นแท้จริง เกิดเมื่อการเกาลึกถึงชั้นหนังแท้ อาจเป็นรอยบุ๋มหรือรอยนูน ซึ่งต่างจากรอยดำตรงที่ ไม่จางเองตามเวลา และต้องอาศัยการรักษาเฉพาะ

ลำดับที่ถูกต้อง คือคุมอาการคันให้ได้ก่อนเสมอ การรักษารอยขณะที่ยังเกาอยู่ทุกคืนเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

ดูจากผิวหนังบอกได้ไหมว่าติดเชื้อหรือไม่

บอกไม่ได้ และนี่คือประโยคที่สำคัญที่สุดของบทความนี้

เหตุผลมีสามข้อ

ข้อแรก ทุกลักษณะที่บรรยายมาทั้งหมดข้างต้น พบในคนที่ไม่ได้ติดเชื้อได้ทั้งสิ้น ตุ่มคันจากแมลงกัดที่เป็นเรื้อรัง รูขุมขนอักเสบ หิด และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ล้วนหน้าตาคล้ายกันในระดับที่แม้แต่แพทย์ก็ต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจเพิ่มเติม

ข้อสอง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการทางผิวหนังเลย โดยเฉพาะในระยะแฝงซึ่งกินเวลาหลายปี การที่ผิวหนังปกติดีจึงไม่ได้ตัดโรคออกแม้แต่น้อย

ข้อสาม การเอารูปในอินเทอร์เน็ตมาเทียบกับผิวตัวเองเป็นวิธีที่ให้คำตอบผิดได้ทั้งสองทาง ทำให้บางคนตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น และทำให้บางคนสบายใจผิด ๆ จนไม่ไปตรวจ

สิ่งเดียวที่ตอบคำถามนี้ได้คือการตรวจเลือด ซึ่งใช้เวลาไม่กี่นาที

ตรวจเลือดเมื่อไร และช่วงที่ตรวจแล้วยังไม่ขึ้นคืออะไร

ระยะฟักตัวของการตรวจ (window period) คือช่วงที่รับเชื้อมาแล้วแต่ผลตรวจยังไม่ขึ้น เพราะร่างกายยังสร้างสารภูมิต้านทานไม่มากพอ

  • การตรวจรุ่นปัจจุบันที่ตรวจทั้งแอนติเจนและแอนติบอดี มักตรวจพบได้ตั้งแต่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังรับเชื้อ

  • การตรวจซ้ำที่ 3 เดือน ถือเป็นการยืนยันที่มั่นใจได้ในเกือบทุกกรณี

  • ชุดตรวจด้วยตนเองที่ได้มาตรฐานใช้คัดกรองได้ แต่ ผลบวกต้องยืนยันในสถานพยาบาลเสมอ

สิทธิการตรวจในประเทศไทย คนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนมีสิทธิตรวจเอชไอวี ฟรีปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลรัฐและหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวและผลเป็นความลับ

ถ้ามีความเสี่ยงภายใน 72 ชั่วโมง มียาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อที่ต้องเริ่มให้เร็วที่สุด กรณีนี้ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ใช่รอดูอาการทางผิวหนัง

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • ตุ่มคันเรื้อรังนานเกิน 2-4 สัปดาห์ โดยที่ยาทาที่ซื้อเองไม่ได้ผล

  • คันจน รบกวนการนอน ต่อเนื่องหลายคืน

  • มีตุ่มใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมรอยดำสะสมจำนวนมากทั่วแขนขา

  • มีอาการร่วมอย่าง น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไข้เรื้อรัง เหงื่อออกกลางคืน หรือต่อมน้ำเหลืองโต

  • รอยโรคเป็นแผลลึก มีหนอง ขยายเร็ว หรือมีปื้นสีม่วงคล้ำที่ไม่จางหาย

  • ตุ่มหรือผื่นเกิดขึ้นหลังจากเริ่มยาใหม่ ซึ่งอาจเป็นผื่นแพ้ยาที่ต้องประเมินด่วน

การมาพบแพทย์ผิวหนังด้วยเรื่องตุ่มคันไม่จำเป็นต้องพูดถึงความเสี่ยงใด ๆ ถ้าไม่พร้อม แพทย์จะประเมินจากรอยโรคและซักประวัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว และการตรวจใด ๆ จะทำก็ต่อเมื่อคนไข้ยินยอม

สรุปสั้น ๆ สำหรับคนที่กำลังกังวลอยู่ตอนนี้

  • คำว่า ตุ่มเอดส์ ไม่ใช่ชื่อโรค สิ่งที่หมายถึงส่วนใหญ่คือ ผื่นตุ่มคัน (PPE) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของผิวหนังที่ไวเกินต่อแมลงกัด

  • ลักษณะสำคัญคือ ตุ่มแข็งเล็ก คันมาก ขึ้นที่แขนขาด้านนอก เรื้อรัง และทิ้งรอยดำจำนวนมาก

  • คู่แยกที่พบบ่อยกว่ามากคือ แมลงกัด รูขุมขนอักเสบ หิด ลมพิษ และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งทั้งหมดรักษาได้

  • ไม่มีผื่นชนิดใดที่ยืนยันหรือตัดการติดเชื้อได้ การตรวจเลือดคือคำตอบเดียว และตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง

  • ถ้าผลเป็นบวก ยาต้านไวรัสในปัจจุบันทำให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาการทางผิวหนังส่วนใหญ่ดีขึ้นตามมา

คำถามที่พบบ่อย

ตุ่มเอดส์ ขึ้น ตอน ไหน

ต้องแยกเป็นสองแบบ ผื่นที่ขึ้นเร็วคือผื่นระยะแรกหลังรับเชื้อประมาณ 2-6 สัปดาห์ ลักษณะเป็นผื่นราบสีแดงเล็ก ๆ ทั่วลำตัว ขึ้นพร้อมกันทีเดียว มักไม่คัน มาพร้อมไข้และเจ็บคอ และหายเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนตุ่มคันเรื้อรังที่คนเรียกว่าตุ่มเอดส์นั้นเป็นคนละอย่าง มักเกิดหลังจากติดเชื้อมาแล้วหลายเดือนถึงหลายปีเมื่อภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง จึงไม่ใช่สิ่งที่จะขึ้นภายในไม่กี่วันหลังมีความเสี่ยง และการที่มีตุ่มขึ้นเร็วหลังความเสี่ยงมักมีสาเหตุอื่นมากกว่า

ลักษณะ ตุ่ม เอดส์ ระยะแรก

ผื่นในระยะแรกจริง ๆ ไม่ได้เป็นตุ่มแข็งคันอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผื่นราบหรือนูนเล็กน้อยสีแดง ขนาดไม่กี่มิลลิเมตร กระจายทั่วลำตัวและต้นแขนต้นขา ขึ้นพร้อมกันภายในหนึ่งถึงสองวัน มักไม่คันหรือคันน้อยมาก และเกือบทุกรายมีอาการทั้งตัวร่วมด้วยคือไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต และบางรายมีแผลในปาก หน้าตาโดยรวมเหมือนไข้ไวรัสทั่วไปมาก จนแยกไม่ได้ด้วยตาเปล่า ถ้ามีผื่นแบบนี้พร้อมไข้หลังมีความเสี่ยงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ

ตุ่มเอดส์ ขึ้น ที่ไหน

ตุ่มคันเรื้อรังชนิด PPE ขึ้นเด่นที่แขนและขาด้านนอก โดยเฉพาะแขนท่อนล่างและหน้าแข้ง รองลงมาคือหลัง ไหล่ และใบหน้า มักขึ้นสองข้างค่อนข้างสมมาตร และมักเว้นบริเวณกลางหลังที่มือเอื้อมไม่ถึง ตำแหน่งที่มักไม่พบและช่วยแยกโรคได้คือฝ่ามือ ฝ่าเท้า ง่ามนิ้ว รอบสะดือ และอวัยวะเพศ ถ้าตุ่มคันกระจุกอยู่ตามง่ามนิ้วและรอบเอวโดยเฉพาะเมื่อคนในบ้านคันด้วย ให้นึกถึงหิดก่อนเป็นอันดับแรก เพราะพบบ่อยกว่ามากและรักษาหายได้ไม่ยาก

ตุ่มเอดส์ คัน ไหม

คัน และมักคันรุนแรงกว่าที่คาด จนรบกวนการนอนและทำให้เกาจนเป็นแผลโดยไม่รู้ตัวขณะหลับ ข้อสังเกตที่มีประโยชน์คือยาแก้แพ้ชนิดกินที่ได้ผลดีกับลมพิษมักได้ผลไม่เต็มที่กับตุ่มชนิดนี้ เพราะกลไกการคันไม่ได้มาจากฮิสตามีนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามอาการคันรุนแรงไม่ได้ชี้เฉพาะโรคใดโรคหนึ่ง เพราะหิด ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และภาวะคันจากโรคไตหรือโรคตับ ก็คันรุนแรงได้เช่นกัน จึงต้องอาศัยตำแหน่ง ความเรื้อรัง และการตรวจร่างกายประกอบกัน

ตุ่มเอดส์ กี่ วัน หาย

ตุ่มแต่ละเม็ดใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะยุบ และทิ้งรอยดำไว้อีกหลายเดือน แต่ในภาพรวมมักดูเหมือนไม่หายสักที เพราะมีตุ่มใหม่ทยอยขึ้นแทนที่ตุ่มเก่าอยู่ตลอด สิ่งที่ทำให้จบจริงคือการรักษาต้นเหตุ เมื่อได้รับยาต้านไวรัสและภูมิคุ้มกันฟื้นตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการคันดีขึ้นภายใน 1 ถึง 3 เดือน ระหว่างนั้นการคุมอาการด้วยยาทาตามที่แพทย์สั่ง การทามอยเจอไรเซอร์ และการป้องกันแมลงกัดอย่างจริงจัง ช่วยลดตุ่มใหม่ได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด

ดูรูปเทียบเอาเองได้ไหมว่าใช่ตุ่มเอดส์หรือเปล่า

ไม่แนะนำ และวิธีนี้ให้คำตอบผิดได้ทั้งสองทาง ตุ่มคันจากแมลงกัดเรื้อรัง รูขุมขนอักเสบ หิด และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หน้าตาคล้ายกันมากในรูปถ่าย จนแม้แต่แพทย์ก็ต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายประกอบ ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการทางผิวหนังเลยตลอดหลายปีของระยะแฝง การที่ผิวหนังดูปกติจึงไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ถ้ากังวล การตรวจเลือดใช้เวลาไม่กี่นาที คนไทยมีสิทธิตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง และผลเป็นความลับ ซึ่งได้คำตอบที่แน่นอนกว่าการเทียบรูปมาก

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะบุคคล การประเมินรอยโรคผิวหนังและการตรวจใด ๆ ควรทำโดยแพทย์

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 6 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page